# 10 ความบัดซบชีวิตเมื่อเกิดเป็นเซิร์ฟ (ข้าติดแผ่นดิน)

- URL: https://www.thewildchronicles.com/blog/10-aspects-of-serfs
- Author: พงศ์ศรณ์ ภูมิวัฒน์
- Published: 2023-10-31T06:40:01Z
- Updated: 2023-11-10T09:48:56Z
- Tags: ทาส, เศรษฐกิจ

> หากย้อนเวลากลับไปในยุคกลางของยุโรป มีโอกาสสูงที่เราจะได้ไปอยู่ในวรรณะ "ข้าติดแผ่นดิน" พวกเขาอยู่กันอย่างไร อ่านได้ที่นี

ปัจจุบันมีนิยายมากมายที่ตัวเอกได้กลับไปเกิดในยุคกลางของยุโรป พบประสบการณ์หรูหราแฟนตาซี แต่ทราบหรือไม่ว่าแท้จริงการเกิดใน “ยุโรปยุคกลาง” นั้นอาจมีโอกาสถึง 90% ที่เราจะตกไปอยู่ในวรรณะล่าง ซึ่งมีความบัดซบด้วยประการต่างๆ บทความนี้จะพูดถึงเซิร์ฟ (serf) ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของยุคนั้น และชีวิตบัดซบๆ ของพวกเขา รวมถึงเรื่องที่โหดที่สุด (เรื่องที่ 3) เรื่องที่น่าเศร้าที่สุด (เรื่องที่ 6) เรื่องที่อีหยังวะที่สุด (เรื่องที่ 7) และความเสื่อมของระบบ serf ท่ามกลางหายนะที่ใหญ่กว่านั้น (เรื่องที่ 10)


เมื่อพูดถึงยุโรปยุคกลาง (คริสต์ศตวรรษที่ 5 – 15) คุณคิดถึงภาพอะไร?


หลายคนอาจคิดถึงเกมส์แฟนตาซีที่เคยเล่น บางคนคิดถึงหนังแฟนตาซีที่เคยดู มักเป็นเรื่องราวของอัศวินผู้กล้า ขี่ม้าขาวปราบมังกรช่วยเจ้าหญิง ทั้งสองแต่งงานอย่างมีความสุขชั่วฟ้าดินสลาย


ผู้คนมากมายฝันว่าจะไปเกิดเป็นเจ้าชายเจ้าหญิงยุคกลาง อยู่ปราสาทใหญ่ๆ ใช้ชีวิตหรูหรา ปัญหาหนักที่เจอก็จะเป็นประมาณมีปีศาจมาโจมตี แต่ไม่ใช่ปัญหาปากท้อง


ความฝันเหล่านั้นมีส่วนจริง เพราะการเกิดเป็นคนชั้นสูงในยุโรปยุคกลางนั้นมีความเจ๋งความคูลหลายอย่าง เป็นยุคซึ่งคนจำนวนหนึ่งที่โชคดี จะได้มีชีวิตอันสวยงามสุขสบายเป็นพิเศษ…


…แลกกับการให้คนอีก 90% ของประเทศมีชีวิตบัดซบเป็นพิเศษ…!


และนี่นำสู่เรื่อง “10 ความบัดซบชีวิตเมื่อเกิดเป็นเซิร์ฟ” (หรือข้าติดแผ่นดินซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ในยุโรปยุคกลาง)


**เรื่องที่ 1** “เซิร์ฟไม่ใช่ทาส แต่ก็ไม่ต่างกันมาก” อธิบายว่าในยุโรปยุคกลางนั้นแบ่งคนสามวรรณะใหญ่ๆ ตามหน้าที่ ได้แก่ กษัตริย์ และอัศวิน ผู้ต่อสู้เพื่อทุกคน (fought for all), นักบวช ผู้สวดมนต์เพื่อทุกคน (prayed for all), และชนชั้นแรงงาน …ผู้ทำงานเพื่อทุกคน (worked for all) ในจำนวนนี้อัศวินกับนักบวชรวมกันเป็นประชากรประมาณ 10-20% ส่วนที่เหลือนั้นเป็นอิสระชนราว 10%+- (ส่วนใหญ่ก็เป็นชาวนานั่นแหละ) เป็นเซิร์ฟ ราว 70%+- และเป็นทาสอีกราว 10%+-


ชาวนา เซิร์ฟ และทาสมีความเหมือนกัน คือมักจะยากจนเหมือนกัน …สิ่งที่ชาวนามีดีกว่าคนอื่นคือ “มีอิสระที่จะไปทำตัวจนๆ ที่ไหนก็ได้” ขณะที่เซิร์ฟกับทาสถือเป็นสมบัติของเจ้าของที่ดิน (ซึ่งอาจเป็นนักบวชหรืออัศวิน) จะต้องอยู่ในหมู่บ้าน หรืออาณาเขตที่ถูกกำหนดเท่านั้น จะเดินทางได้ต้องได้รับการยินยอมจากผู้เป็นนายก่อน


ในทางเทคนิคแล้วเซิร์ฟไม่มีสมบัติส่วนตัว ทุกอย่างของเขาถือเป็นของๆ เจ้าของที่ดิน นั่นรวมถึงจอบ เสียม วัว แมว และเสื้อสกปรกๆ แต่ในทางปฏิบัติเจ้าของที่ดินก็ไม่รู้จะมาแย่งเสื้อสกปรกๆ จากเซิร์ฟไปทำไม และหลายครั้งเขายังได้รับอนุญาตให้จัดการทรัพย์สินของตัวเองได้ระดับหนึ่ง


ชีวิตวันๆ ของเซิร์ฟคือต้องทำงานหนักแต่เช้าจดเย็นสำหรับการศึกษานั้นก็… เอ้อ อย่าไปพูดถึงมันเลย ไม่มีของแบบนั้นหรอก แค่ออกนอกหมู่บ้านยังไม่ได้เลย! …ดังนี้เซิร์ฟก็จะถูกเลี้ยงให้โง่ๆ เชื่องๆ บางแห่งก็จะเลี้ยงเซิร์ฟดีกว่าทาสหน่อย บางแห่งก็จะเลี้ยงไม่ต่างกัน แต่สิ่งที่เซิร์ฟมักดีกว่าทาสแน่ๆ คือเจ้านายสามารถขายทาสได้แบบเดี่ยวๆ แต่ถ้าจะขายเซิร์ฟ ต้องทำในรูปขายที่ดิน แล้วมีเซิร์ฟติดไปเป็นของแถม! เห็นไหมว่าเป็นสินค้าที่ดูแพงกว่าหน่อย…


**เรื่องที่ 2** “เซิร์ฟถูกขูดรีดได้หลายรูปแบบ” เมื่อคุณเกิดเป็นเซิร์ฟแล้ว สิ่งที่ต้องทำแน่ๆ คือต้องมีสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวแบ่งเวลาส่วนหนึ่งไปทำงานให้เจ้าของที่ดิน เช่นทำสวนทำไร่ หรือปัดกวาดเช็ดถูปราสาท เป็นการทำฟรีโดยไม่ได้รับอะไรตอบแทน ซึ่งปกติเซิร์ฟหนึ่งครอบครัว ต้องส่งคนหนึ่งคนไปรับใช้ 2-3 วันต่ออาทิตย์ แต่บางแห่งก็โหดกว่านั้น


ในโปแลนด์ศตวรรษที่ 14 นั้น เซิร์ฟหนึ่งครอบครัวมักต้องทำงานให้เจ้าของที่ดิน 1 วันต่ออาทิตย์ พอถึงศตวรรษที่ 17 ก็เพิ่มเป็นสี่วันต่ออาทิตย์ และกลายเป็นหกวันต่ออาทิตย์ในศตวรรษที่ 18 หรือแปลว่าจะต้องมีคนหนึ่งในครอบครัวทำงานรับใช้เจ้าของที่ดิน full time (อีกหนึ่งวันคือวันอาทิตย์ก็เข้าโบสถ์)


ถามว่าเซิร์ฟได้ทรัพยากรจากไหน? คำตอบคือเซิร์ฟจะใช้เวลาที่เหลือจากการรับใช้เจ้าของที่ดิน ปลูกผักทำไร่ในที่ดินที่ตนเองได้รับมอบหมายให้ดูแล ส่วนใหญ่พวกเขาสามารถพึ่งพาตนเองได้ครบวงจร คือสามารถสร้างบ้านเอง สร้างเฟอร์นิเจอร์เอง ตัดเสื้อเอง ดังนั้นจึงอยู่ได้เองโดยไม่มีปัญหา


…แต่ปัญหามักมาจากจำนวนภาษีที่เจ้าของที่ดินจะเก็บจากผลผลิตของเซิร์ฟอีกต่อหนึ่ง และยังเก็บภาษีเล็กน้อยอื่นๆ เช่นค่าใช้โรงสีในที่ของเจ้าของที่ดิน หรือค่าตัดไม้ในป่าของเจ้าของที่ดิน ซึ่งถ้าปีไหนน้ำท่าไม่ดีเซิร์ฟจะอดตายก็มักเพราะส่วนนี้


**เรื่องที่ 3** “เจ้าของที่ดินลงโทษเซิร์ฟได้โดยไม่ต้องมีเหตุผล” กฎหมายยุคกลางอนุญาตให้เจ้าของที่ดินทำการลงโทษเซิร์ฟได้บางอย่างตามอารมณ์ ไม่ต้องผ่านกระบวนการศาล เช่นเอาไปขังคุก หรือเฆี่ยน อย่างไรก็ตามบางแห่งก็จะมีกฎหมายรักษาสิทธิมนุษยชนไม่ให้เจ้าของที่ดินลงโทษแรงเกินไป


แต่ฟ้าสูงแผ่นดินกว้าง กฎหมายยุคกลางมิได้ครอบคลุมทั่วถึง บางครั้งเจ้าของที่ดินหาทางเลี่ยงบาลี เช่นหากกฎหมายบอกว่า “ห้ามทำร้ายเซิร์ฟถึงเลือดตกยางออก” ก็เพียงจับเซิร์ฟไปถ่วงน้ำ หรือให้มันอดตาย หนาวตาย แค่นี้เลือดก็ไม่ตกแล้วชิมิ


**เรื่องที่ 4** “แม้ชีวิตเซิร์ฟจะทารุณ แต่บางทีชาวนาก็ยอมเปลี่ยนตัวเองเป็นเซิร์ฟโดยสมัครใจ” ต้องอธิบายว่าในระบบศักดินาหรือฟิลดัลของยุโรปโบราณนั้น ชีวิตที่อยู่นอกความคุ้มครองของเจ้าของที่ดินมันไม่ได้ปลอดภัยนัก ถ้าคุณเป็นชาวนาอิสระ วันหนึ่งอาจจะถูกโจรปล้น หรือเกิดภัยแห้งแล้งจนสิ้นเนื้อประดาตัว ในที่สุดยังคงต้องมาขอสวามิภักดิ์กับเจ้าของที่ดิน ให้เขาปกป้องคุณ เพราะคุณเป็นสมบัติของเขา


พิธีการเข้าเป็นเซิร์ฟนั้นเรียกว่า “บอนเดจ (bondage) ” ในการนี้ผู้ขอเป็นเซิร์ฟจะต้องวางหัวลงบนมือเจ้าของที่ดิน และกล่าวสาบานประมาณว่า “โดยอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า ข้าขอสวามิภักดิ์ต่อ (ชื่อลอร์ด เช่นลอร์ดคอร์กีรุส) ข้าจะซื่อสัตย์จริงใจ รักในสิ่งที่ท่านรัก ออกห่างสิ่งที่ท่านรังเกียจ จะไม่ทำอะไรให้ท่านไม่พอใจ จะทำในสิ่งที่ท่านต้องการ” หลังจากนั้นเขาตลอดจนลูกหลานเหลนในอนาคตก็จะตกเป็นเซิร์ฟติดที่ดินดังกล่าวไปชั่วกาลนาน


ปัจจุบันจะเห็นว่าคำว่า bondage นั้น ถูกแปลความหมายเป็นรสนิยมทางเพศแบบชอบการทรมาน ซึ่งสื่อนัยๆ ว่าพวกที่สมัครเป็นเซิร์ฟอาจจะชอบอะไรแบบนี้


**เรื่องที่ 5** “เซิร์ฟทำเพื่อเจ้านายขนาดนี้ก็ยังไม่ถูกมองว่าดี” …เสียดายค่านิยมยุคกลางนั้นชื่นชอบคุณธรรมของอัศวินที่ขี่ม้าช่วยเจ้าหญิง ปกป้องคนอ่อนแอ ไม่ค่อยมีใครสนใจคุณธรรมของเซิร์ฟเท่าไร


จริงๆ แล้วคำว่าวิลเลิน หรือ villain ที่แปลว่าตัวชั่วร้ายนั้นมีรากศัพท์มาจากคำว่า villein ซึ่งเป็นคำเรียกเซิร์ฟในยุคกลางคำหนึ่ง แก่นของคำนี้หมายถึงคนที่ต่ำช้า ไม่มีศีลธรรมอย่างอัศวิน


…ซึ่งนี่ก็คล้ายๆ ที่คนไทยด่ากันว่า ไพร่ (มาจากวรรณะไพร่ในสมัยโบราณ) หรือแพศยา (มาจากวรรณะแพศย์หรือพ่อค้าในสมัยโบราณ เชื่อว่าสตรีวรรณะดังกล่าวมักร่านผู้ชาย)


คำว่า serf เองนั้นก็มีรากศัพท์จากคำละตินว่า servus ซึ่งแปลว่า “ทาส” คำนี้ยังเป็นรากของคำว่า serve ที่แปลว่า “รับใช้” ในภาษาอังกฤษปัจจุบันอีกด้วย


**เรื่องที่ 6** “สิทธิที่เจ้าของที่ดินสามารถนอนกับเจ้าสาวเซิร์ฟในคืนแรกอาจจะมีอยู่จริง” มีบันทึกมากมายกล่าวถึงการที่เจ้าของที่ดินสามารถบุกเข้างานแต่งงานของเซิร์ฟ และเรียกร้องสิทธิในการเปิดซิงเจ้าสาว


แม้เรื่องนี้จะถูกมองว่าเป็นตำนานมากกว่า แต่เคสเจ้าของที่ดินข่มขืนข้าในปกครองนั้นก็มีอยู่ทั่วไป ลูกที่เกิดจากการสมสู่ดังกล่าวจะถือเป็นลูกนอกสมรส (bastard) มักจะขาดสิทธิทางกฎหมายหลายประการ และมีชีวิตบัดซบมากกว่าเซิร์ฟปกติ


**เรื่องที่ 7** “เมื่อถึงเวลาจริงๆ เซิร์ฟก็ต้องรบด้วย” แม้เซิร์ฟจะเสียทุกอย่างแลกกับการคุ้มครองจากเจ้าของที่ดิน แต่เมื่อมีข้าศึกมาติดเมือง ส่วนใหญ่เซิร์ฟก็ต้องออกรบเป็นกำลังหลัก


จริงอยู่พวกอัศวินนั้นถูกฝึกมาเพื่อเป็นนักรบ แต่ในสงครามจริงมันจะต้องมีกองทัพมดที่เอาไปถมๆ ให้ม้าข้าศึกเหยียบย่ำในโคลนเลน หรืออีกส่วนที่เอาไปถมๆ เป็นบันไดให้คนอื่นปีนขึ้นกำแพง หน้าที่เหล่านี้เสี่ยงตายเกินไป ใช้คนมากเกินไป จึงไม่เหมาะให้อัศวินทำ เพราะกว่าจะฝึกคนมาเป็นอัศวินได้คนหนึ่งก็ต้องใช้เวลานานอยู่แล้ว ไหนจะยังมีอาวุธชุดเกราะราคาแพงอีก กษัตริย์จึงต้องเก็บอัศวินไว้นำทัพหรือใช้ยามจำเป็นเท่านั้น …เวลาอันตรายก็ให้เซิร์ฟแหละไปถม


**เรื่องที่ 8** “ศาสนาเป็นทั้งการช่วยและการกดขี่เซิร์ฟ” ในยุโรปโบราณผู้คนเคร่งศาสนากันมาก การบอกว่ามีชีวิตที่ดีกว่าอยู่บนสวรรค์ กลับเป็นกลไกช่วยปลอบประโลมให้เซิร์ฟสามารถผ่านพ้นชีวิตบัดซบต่างๆ ไปได้


แต่พระสงฆ์องค์เจ้าก็ต้องใช้เงิน ดังนั้นนอกจากเสียภาษีให้เจ้าของที่ดินแล้ว เซิร์ฟยังต้องเสียภาษีพิเศษให้บาทหลวงและโบสถ์ ในรูปของการบริจาคต่างๆ


การเป็นข้าติดแผ่นดินยังเป็นการบังคับเปลี่ยนศาสนาคนมากมาย ทำให้พวกเซิร์ฟต้องละทิ้งความเชื่อเพแกน (ความเชื่อฝรั่งยุคโบราณ เช่นศาสนากรีก ศาสนาเซลติก) หันมานับถือคริสต์ อย่างไรก็ตามพวกเขายังคงแฝงความเชื่อเพแกนเหล่านั้นในนิทาน หรือประเพณีต่างๆ เช่นเทศกาลเมย์เดย์


ท่ามกลางความโหดร้ายทั้งนั้น เซิร์ฟยังมีช่วงเวลาแห่งความสุข พวกเขาฉลองการเก็บเกี่ยว ฉลองเทศกาลต่างๆ และดูแลกันและกันให้มีความสุขตามอัตภาพ


**เรื่องที่ 9** “การเลิกเป็นเซิร์ฟไม่ง่าย แต่ก็พอทำได้” มีอย่างน้อยสามทางในการเลิกเป็นเซิร์ฟคือ (1) เก็บสะสมเงินจากการขายผลผลิตที่เหลือจากการเสียภาษีมาไถ่ตัวเอง (2) แต่งงานกับชาวนาที่เป็นอิสระ ก็จะเป็นอิสระตาม (แต่ต้องขออนุญาตเจ้าของที่ดินก่อน) และ (3) …วิ่งหนี


บางแห่งบอกว่าหากเซิร์ฟสามารถหนีจากเจ้าของที่ดินเป็นเวลาหนึ่งปีกับอีกหนึ่งวันโดยไม่ถูกจับ จะถือว่าเขาเป็นอิสระ (แน่นอนว่าถ้าถูกจับก่อนต้องโดนโทษหนัก) แต่ประเด็นคือการเป็นอิสระในยุคกลางนั้นก็ไม่ง่าย ดังในเรื่องที่ 4 บางคนมีอิสระแล้วกลัวโจรกลัวอดก็ต้องกลับมาขอเป็นเซิร์ฟกับเจ้าของที่ดิน


บางครั้งเซิร์ฟจึงเลือกเป็น “คนนอกกฎหมาย” หรือ outlaw อาศัยตามป่าเขาไปเสียเลย คนนอกกฎหมายที่มีชื่อเสียงที่สุดคือโรบินฮูด โจรในตำนานที่ปล้นคนรวยช่วยคนจน กลายเป็นวีรบุรุษของมหาชน


**เรื่องที่ 10** “แม้การเสื่อมของยุคเซิร์ฟก็เสื่อมลงแบบโหดๆ” กล่าวคือยุคเซิร์ฟเสื่อมลงเพราะการมาของกาฬโรคในศตวรรษที่ 14 ซึ่งคร่าชีวิตคน 30-60% ของประชากรยุโรป


กาฬโรคทำให้เซิร์ฟตั้งข้อสงสัยในความใจดีของพระเจ้า ประกอบกับเมื่อคนน้อยลง แรงงานมีค่ามากขึ้น พวกเซิร์ฟก็ไม่ยอมให้พวกเจ้าของที่ดินมากดขี่เหมือนเดิม จึงก่อกบฏเพื่อปลดแอกหลายครั้ง


ทัพเซิร์ฟไม่มีระเบียบวินัย อย่างไรแพ้ทัพอัศวินในที่สุด แต่การกบฏของเซิร์ฟก็ทำให้พวกเจ้าของที่ดินตระหนักว่าต้องปฏิรูปเพื่อรักษาฐานะต่อไป ยุโรปเริ่มก้าวสู่ยุคเรเนสซองส์ หรือยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ แนวคิดสิทธิมนุษยชนค่อยๆ ผลิบานมากขึ้น


แท้จริงระบบไพร่ทาสมีอยู่แทบทุกแห่งในโลกโบราณ เช่นไทยมีไพร่หลวง ไพร่สม ไพร่ส่วย เป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ ทุกคนล้วนถูกสักเลขสังกัดมูลนาย บางเรื่องได้สิทธิดีกว่าเซิร์ฟบ้าง แต่หลักการรวมๆ คล้ายๆ กัน


เรื่องของเซิร์ฟทำให้เราเข้าใจมากขึ้นว่า ทำไมยุโรปจึงพัฒนามาถึงขั้นที่มีการปฏิวัติฝรั่งเศส หรือการปฏิวัติคอมมิวนิสต์ การเปลี่ยนแปลงแต่ละครั้งย่อมทำให้เกิดความวุ่นวาย แต่ในที่สุดโลกก็ถูกพัฒนาไปในทางดีขึ้น เรื่องสิทธิมนุษชนและความเท่าเทียมถูกยอมรับกว้างขวางขึ้น


สุดท้ายก็มาถึงคำถามที่พวกเราทุกคนต้องขบคิด ระบบชนชั้นในสังคมเกิดขึ้นได้อย่างไร? ระบบที่ดีควรจะเป็นอย่างไร?
 …สุดท้ายแล้วเราได้เรียนรู้อะไรบ้างจากบทตอนในประวัติศาสตร์ “เรื่องของเซิร์ฟ” นี้?