# สงครามอัฟกานิสถาน สรุปเข้าใจง่าย

- URL: https://www.thewildchronicles.com/blog/afghanistan-war-explained
- Author: พงศ์ศรณ์ ภูมิวัฒน์
- Published: 2023-11-02T08:18:58Z
- Updated: 2023-11-02T11:01:15Z
- Tags: สหรัฐ, อัฟกานิสถาน

> สรุปเรื่องสงครามอัฟกานิสถานเป็นมาอย่างไร

เมื่อวานนี้ (31 ก.ค. 2021) เพจ Thai Armed Force ได้เชิญผมไปพูดเรื่องประวัติศาสตร์สงครามอัฟกานิสถานใน Clubhouse ผมจึงขอนำการจดบันทึกคำบรรยายของผม มารวมกับงานเขียนที่เคยเขียนมาก่อน เป็นบทสรุปประวัติศาสตร์สงครามอัฟกานิสถานแบบเข้าใจง่ายนะครับ


อนึ่งผมเคยเขียนเรื่องนี้หลายรอบแล้ว แต่รอบนี้จะสรุปแบบย่อและกระชับที่สุด


อัฟกานิสถานเป็นประเทศที่มีชัยภูมิพิเศษ คือเป็นภูเขาสลับซับซ้อน ภูมิศาสตร์ลักษณะนี้หากข้าศึกจะโค่นรัฐบาลอัฟกานิสถานนั้นทำไม่ยาก แต่จะยึดทั้งประเทศนั้นทำไม่ง่าย


ความเป็นภูเขา ทำให้การพัฒนาเข้าไม่ค่อยถึง และความขัดแย้งที่ผ่านมาทำให้ผู้คนมักอยู่กันเป็นกลุ่มก้อนในลักษณะชนเผ่าที่เชื่อฟังหัวหน้าเผ่า มากกว่ารู้สึกร่วมกันในฐานะประเทศ


แต่อีกด้านชีวิตที่ลำบากทำให้ผู้คนแข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจ ชัยภูมิแบบนี้ยังป้องกันง่าย รุกรานยาก


ทั้งหมดทำให้ประเทศอัฟกานิสถานแบ่งเป็นหลายกลุ่มหลายเหล่า มีขุนศึกวอร์ลอร์ดมากมายโดยธรรมชาติ


อัฟกานิสถานเคยมีกษัตริย์มาก่อน ชื่อราชวงศ์บารัคไซ กษัตริย์ราชวงศ์นี้เคยพยายามปฏิรูปประเทศไปเป็นแบบตะวันตก แต่ก็มีการคอรัปชั่นเยอะ ทำให้ประชาชนไม่พอใจ จนทำให้เกิดกบฏโค่นล่มราชวงศ์ในปี 1973 ผู้นำปฏิวัติคือนายโมฮัมเหม็ด ดาอูด ข่าน


ต่อมาปี 1978 พรรคคอมมิวนิสต์ได้ก่อการโค่นล้มรัฐบาลอีก จับดาอูด ข่านฆ่า ทำให้อัฟกานิสถานเป็นคอมมิวนิสต์อยู่ชั่วระยะหนึ่ง มีผู้นำคือนายนูร์ มุฮัมมัด ตารากี


แม้รัฐบาลคอมมิวนิสต์จะทำความดีหลายอย่าง เช่นการให้สิทธิ์ผู้หญิงในการเรียนหนังสือและเข้าสภาได้ แต่พวกเขาก็ทำชั่วไว้มาก เช่นใช้วิธีปราบผู้เห็นต่างอย่างโหดร้าย ไม่เว้นแม้แต่ในพรรคเอง ทำให้เสื่อมความนิยมลง


สุดท้ายนายตารากี ถูกนายฮาฟิซัลลาห์ อามีน ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แต่มีอุดมการณ์ชาตินิยม จับฆ่าในปี 1979


…ซึ่งนายอามีนผู้ฝักใฝ่ชาตินิยมคนนี้กลับใช้วิธีปราบปรามคนเห็นต่างอย่างป่าเถื่อนยิ่งกว่าเก่าอีก ทำให้โซเวียตตัดสินใจส่งทหารเข้ามาในอัฟกานิสถาน ซึ่งก็ใช้เวลา 3 วันเท่านั้นก็ยึดรัฐบาลได้สำเร็จ จับนายอามีนฆ่า


สังเกตว่ามีผู้นำถูกจับฆ่าต่อๆ กันมาหลายคนในเวลาไม่นาน


ทัพโซเวียตตั้งรัฐบาลหุ่นที่มีนาย บาบราค คาร์มาลเป็นนายกรัฐมนตรี และคงทหารไว้ในประเทศอัฟกานิสถานเพื่อช่วยค้ำจุนรัฐบาลคาร์มาล โดยตอนแรกตั้งใจวางกำลังไว้ตามเมืองใหญ่ๆ และจุดยุทธศาสตร์ เช่นตั้งไว้ใกล้ๆ ชายแดนอิหร่าน เนื่องจากตอนนั้นอิหร่านมีการปฏิวัติอิสลามที่ล้มราชวงศ์แล้วตั้งรัฐบาลอิงศาสนามาแทนที่ นี่ทำให้เกิดกระแสในหมู่ชาวตะวันออกกลาง เรียกร้องให้โค่นล้มผู้นำแบบโลกวิสัย เพื่อชูผู้นำทางศาสนาขึ้นมาแทน


แต่โซเวียตคาดไม่ถึงว่าภัยร้ายแรงจริงๆ นั้น เกิดจากกลุ่มมูจาฮีดีนหรือกลุ่มผู้ต่อสู้เพื่อศาสนา ซึ่งรวบรวมคนมาต่อต้านโซเวียตที่ปกครองอย่างโหดร้ายและผิดหลักอิสลาม


ในเวลานั้นเป็นยุคสงครามเย็น สหรัฐอเมริกาเห็นโอกาสในการปิดล้อมโซเวียต จึงสนับสนุนกลุ่มมูจาฮีดีนในอัฟกานิสฐานเพื่อโค่นล้มโซเวียต


ตอนนั้นเกิดกระแสญิฮาดสากลที่มองว่าจริงๆ แล้วมุสลิมนั้นเป็นประชาชาติอันยิ่งใหญ่ และเป็นเรือนร่างเดียวกัน มุสลิมจึงควรจะรวมกันเป็นหนึ่ง เพื่อช่วยชาวมุสลิมที่ถูกกดขี่


เกิดชาวมุสลิมมากมายเดินทางเข้าอัฟกานิสถานเพื่อไปต่อสู้กับโซเวียต โดยมีอเมริกาและพันธมิตรคอยอำนวยความสะดวก ให้การฝึกทหาร และสนับสนุนอาวุธ


ในจำนวนนั้น คนที่โดดเด่นที่สุดคือ อุซามะฮ์ บิน ลาดิน หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในนาม “บินลาเดน” เขามีพื้นเพเป็นบุตรเศรษฐีซาอุดิอาระเบีย ละทิ้งความสุขสบายไปสู้เพื่อศาสนา


ตามที่อธิบายว่าภูมิศาสตร์อัฟกานิสถานนั้น โค่นรัฐบาลง่าย แต่ปกครองยาก


โซเวียตพยายามส่งทหารหลายกองพลบุกเข้าปราบปรามพวกมูจาฮีดีนในหุบเขาปัญจะชีร์ (Panjshir Valley) ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์แถบตอนกลางของประเทศถึง 9 ครั้ง แต่ไม่สำเร็จ ถูกนักรบมูจาฮีดีนที่เชี่ยวชาญพื้นที่ตีโต้กลับมา


ยิ่งรบก็ยิ่งทำให้ชาวบ้านลำบาก ยิ่งทำให้ชาวบ้านโกรธแค้นมาเข้ากับมูจาฮีดีนเพิ่มขึ้นทุกวัน


สุดท้ายแล้วสหภาพโซเวียตบอบช้ำ เศรษฐกิจย่ำแย่ จึงตัดสินใจถอนทหารในปี 1989


ต่อมาสหภาพโซเวียตล่มสลายในปี 1991 รัฐบาลอิงโซเวียตไม่อาจดำรงได้ต่อไป จึงประกาศสละอำนาจ โดยยอมแพ้ยกให้นายบูร์ฮานุดดีน รับบานีจากกลุ่มมูจาฮีดีนขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี


แต่ปรากฏว่าพวกมูจาฮีดีนก็ช่วงชิงอำนาจกันเองหาความสงบมิได้


7. จนปี 1994 เกิดมีกองกำลังกลุ่มใหม่ชื่อ “ตาลีบัน” ขึ้น ตาลีบันนี้นำโดยนายมุฮัมมัด โอมาร์ (ตาบอดข้างหนึ่งจากสงคราม) เขาทนการกดขี่ของพวกขุนศึกมูจาฮีดีนไม่ไหว และมองว่าการปกครองของรัฐบาลนั้นไม่ถูกต้องตามหลักศาสนาอิสลาม จึงก่อการช่วยเหลือชาวบ้าน ปราบพวกขุนศึก ทำให้ได้รับความนิยมเป็นอันมาก


ตาลีบันแผ่อำนาจอย่างรวดเร็วสามารถยึดพื้นที่ภาคใต้ 12 จังหวัดในปีเดียว ส่วนใหญ่เป็นชัยชนะโดยไม่ต้องรบ


ต่อมาก็ยึดครองประเทศอัฟกานิสถานสำเร็จในปี 1996


อนึ่งคำว่าตาลีบันแปลว่า “นักเรียน” เพราะเกิดจากกลุ่มนักเรียนศาสนานั่นเอง


แต่เมื่อขึ้นปกครองประเทศแล้ว ตาลีบันได้ออกกฎที่เคร่งครัดกว่าประเทศอิสลามทั่วไป และยกย่องบางเผ่าเหนือบางเผ่า (คือยกย่องเผ่าปาทานเป็นพิเศษ)


ตาลีบันห้ามมีโรงหนัง ห้ามดนตรี ห้ามติดรูปที่บ้าน ผู้หญิงถูกลดบทบาททางสังคม ถูกบังคับแต่งกายมิดชิด และถูกเพิกถอนอิสระในการเลือกคู่ครอง


พวกเขากดขี่มุสลิมนิกายชีอะห์, ทำลายพระพุทธรูปบามิยานเพราะเชื่อว่าผิดหลัก, เลือกปฏิบัติกับผู้นับถือศาสนาอื่น เช่นบังคับให้ชาวฮินดูต้องติดสัญลักษณ์ระบุศาสนาไม่ต่างจากที่ชาวยิวในยุคสงครามโลกโดน นี่ทำให้ประชาชนก็เริ่มไม่อยากสนับสนุนตาลีบัน


ในอีกด้านหนึ่งบินลาเดนที่เคยรบชนะโซเวียต ก็เดินทางเคลื่อนไหวทำญิฮาดในที่ต่างๆ ไปเรื่อยๆ โดยตั้งกลุ่มของตนเองชื่ออัลกออิดะห์ หรือเรียกแพร่หลายว่าอัลเคดา


เขาเริ่มต่อต้านสหรัฐเพราะมองว่าจริงๆ แล้วสหรัฐเป็นผู้ร้ายที่สนับสนุนอิสราเอลมากดขี่มุสลิม จึงมีแนวคิดที่จะทำการก่อการร้ายเพื่อทำลายเศรษฐกิจอเมริกา ให้อเมริกาล่มสลาย (เหมือนคราวโซเวียต) ซึ่งการก่อการร้ายนี้เป็นวิธีที่ลงทุนน้อย แต่สร้างความเสียหายได้มาก และได้ผลทางจิตวิทยาสูง


การก่อการครั้งสำคัญที่สุดคือเหตุการณ์ 9/11 ในปี 2001 ที่มีการจี้เครื่องบินพุ่งชนตึก World Trade Center และเพนตากอน ทำให้อเมริกาโกรธเกรี้ยว และประกาศสงครามปราบกลุ่มก่อการร้ายอัลเคดา


ตอนนั้นบินลาเดนตั้งฐานอยู่ในอัฟกานิสถาน อเมริกาขอให้ตาลีบันส่งตัวบินลาเดนมาให้ แล้วตาลีบันไม่ยอม อเมริกาจึงบุกเข้าไปทำ “สงครามอัฟกานิสถาน”


…ซึ่งก็เป็นเหมือนคราวโซเวียต คืออเมริกาสามารถเอาชนะรัฐบาลตาลีบันอย่างง่ายดาย


พวกเขาตั้งรัฐบาลใหม่ที่มีผู้นำมูจาฮีดีนคนหนึ่งชื่อนายฮามิด คาร์ไซ เป็นประธานาธิบดี จากนั้นอเมริกายังสามารถจับบินลาเดนสังหารสำเร็จ


สำหรับพวกตาลีบันต้องอพยพหนีไปต่อสู้ตามป่าเขาเป็นเวลายาวนาน


จากนั้นอเมริกาได้พยายามพัฒนาประเทศอัฟกานิสถาน มีการวางโครงสร้างการเมือง การเลือกตั้ง การศึกษา แต่อเมริกายังขาดความเข้าใจประชาชน ตลอดจนรัฐบาลอัฟกานิสถานก็มีปัญหาการคอรัปชันเยอะทำให้ประชาชนไม่ค่อยสนับสนุน


สหรัฐอเมริกาพยายามปรับนโยบายโดยพยายามซื้อใจหัวหน้าชนเผ่าต่าง ๆ แต่กลับเป็นการเสริมกำลังแก่พวกพวกหัวหน้าเผ่า กลายเป็นวอร์ลอร์ดที่มาแข่งอำนาจกับรัฐบาล


แทนที่จะเกิดการรวมชาติก็กลายเป็นยิ่งแตกแยก ไม่มีใครเชื่อมั่นรัฐบาลกลาง สหรัฐอเมริกาดูแลอัฟกานิสถานมายี่สิบปี เสียเงินไปมากมาย แต่ทำให้ประเทศสงบไม่ได้จึงเริ่มคิดว่าไม่คุ้ม


อเมริกาจึงทำการเจรจากับกลุ่มตาลีบัน ได้ข้อตกลงว่าอเมริกายินดีจะถอนทหารแลกกับการห้ามไม่ให้ตาลีบันให้ที่พักพิงกับกลุ่มก่อการร้ายอีก


ปัจจุบันหลังอเมริกาถอนทหารออกไป ตาลีบันก็กลับได้เปรียบ สามารถตีชิงพื้นที่สำคัญได้เป็นอันมาก ปัจจุบัน จนมีการประเมินว่าอาจจะสามารถเอาชนะรัฐบาลได้ภายใน 6 เดือน


ณ จุดนี้ กลุ่มตาลีบันซึ่งมีประสบการณ์ทางการเมืองมากขึ้น ได้พยายามรีแบรนด์ตนเองจากกองกำลังที่สนับสนุนการก่อการร้าย เป็นผู้ที่มีโอกาสจะมาเป็นรัฐบาลที่ชอบธรรมของอัฟกานิสถาน


เร็วๆ นี้โฆษกตาลีบันนาย ซูฮาอิล ชาฮีน ได้ส่งสัญญาณขอสวามิภักดิ์จีน โดยประกาศว่า “จีนเป็นมิตรแท้กับเรา และเราขอต้อนรับ (ทุน) จีนในการพัฒนาอัฟกานิสถาน เราขอรับประกันว่าจะให้ความปลอดภัยกับการลงทุนของจีนในดินแดนนี้”


และเมื่อว่ามีการพูดถึงความรู้สึกต่อการที่รัฐบาลจีนกดขี่ชาวมุสลิมอุยกูร์อย่างหนัก ชาฮีน ได้กล่าวว่า “เรามีความห่วงใยเพื่อนมุสลิมที่ถูกกดขี่ เราห่วงใยเพื่อนมุสลิมในปาเลสไตน์ พม่า และจีน เช่นเดียวกันเรายังห่วงใยคนศาสนาอื่นที่ถูกกดขี่ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ใดในโลก แต่สิ่งที่เราจะไม่ทำคือจะไม่ยุ่งกับกิจการภายในของจีน” ทั้งหมดนี้แสดงถึงการสร้างภาพลักษณ์ว่าตนเองสามารถเจรจาได้ ไม่ใช่พวกสุดโต่ง


…ซึ่งจีนก็ตอบรับไมตรีดังกล่าว…


มีการวิเคราะห์ว่าการสวามิภักดิ์จีนของฝ่ายตาลีบัน จะเป็นประโยชน์ร่วมของทั้งสองฝ่าย เพราะตาลีบันจะได้รับความปลอดภัย ส่วนจีนจะได้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยอัฟกานิสถานเป็นประเทศทางผ่านของแผนเส้นทางสายไหมใหม่ที่จีนใช้ขยายอำนาจ และจีนยังสนใจลงทุนขุดแร่แรร์เอิร์ธซึ่งเชื่อว่ามีอยู่มากในอัฟกานิสถาน


อนึ่งการที่ทั้งอัฟกานิสถานและปากีสถานสวามิภักดิ์จีน ยังเป็นการปิดล้อมอินเดียซึ่งมีข้อพิพาทกับจีนอยู่เรื่อยๆ


ขณะเดียวกันชาวอัฟกันหลายภาคส่วนต่างวิตกกังวลว่าจะต้องกลับไปอยู่ใต้การปกครองของตาลีบัน ซึ่งกดขี่ชนกลุ่มน้อย และผู้หญิง ทำให้มีชาวอัฟกันหนีออกจากอัฟกานิสถานเป็นจำนวนมาก


แม้สถานการณ์ตอนนี้คือตาลีบันจะกำลังได้เปรียบ แต่ถึงพวกเขาจะชนะก็ไม่ได้แปลว่าการรบจะสิ้นสุด เพราะอัฟกานิสถานยังมีขุนศึกจำนวนมากที่พร้อมรบพุ่งชิงอำนาจ


ปัจจุบันมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ คือมีผู้หญิงอัฟกันหลายร้อยคนในจังหวัดกอร์จับอาวุธออกมาแสดงพลัง


พวกเธอบอกว่า อยากมีชีวิตอย่างสงบ แต่ในเมื่อไม่มีใครสามารถปกป้องพวกเธอได้เลย พวกเธอก็จะจับอาวุธปกป้องตัวเองจากพวกตาลีบัน ต่อจากนี้จะยอมสู้ตายไม่ยอมกลับไปใช้ชีวิตแบบถูกกดขี่อีกแล้ว แสดงให้เห็นว่ายังมีความคิดในการต่อต้านตาลีบันอยู่มาก


อนึ่งเราต้องจับตาว่าจีนจะเข้าไปมีบทบาทในอัฟกานิสถานมากน้อยแค่ไหน และจะผิดพลาดจนเหมือนกับจักรวรรดิอื่น ๆ ในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะโซเวียตและสหรัฐหรือเปล่า