# “อาร์เตมิส” โปรเจคนำร่องสู่สงครามชิงดวงดาว

- URL: https://www.thewildchronicles.com/blog/artemis-project
- Author: พงศ์ศรณ์ ภูมิวัฒน์
- Published: 2024-01-29T03:42:56Z
- Updated: 2024-05-29T03:46:51Z
- Tags: สหรัฐ

> โครงการอวกาศสุดทะเยอทะยานของอเมริกาที่ต้องการส่งมนุษย์กลับไปเหยียบดวงจันทร์อีกครั้ง

ปัจจุบันเรียกได้ว่าแทบทุกตารางนิ้วบนโลกของเราล้วนมีเจ้าของครอบครอง ผ่านประวัติศาสตร์การต่อสู้แย่งชิงมาหลายยุคหลายสมัย คงเหลือแต่ผืนฟ้าอันกว้างใหญ่เกินจินตนาการที่ยังไม่มีใครได้ไป ซึ่งแน่นอนว่าหากมนุษย์มีเทคโนโลยีถึง พวกเขาจะเริ่มแข่งขันกันหาทางครอบครองทรัพยากรในจักรวาลต่อไป


ในยุคสงครามเย็น โซเวียตและอเมริกามีการแข่งขันสำรวจอวกาศอย่างดุเดือด ซึ่งแม้นักบินอวกาศสหรัฐฯ จะสามารถสร้างประวัติศาสตร์ไปยังดวงจันทร์ได้หลายครั้ง แต่หลังจากภารกิจอพอลโล 17 ในปี 1972 ก็ไม่มีมนุษย์คนใดเคยไปดวงจันทร์อีก


มีเพียงแต่หุ่นยนต์ไปสำรวจเท่านั้น จนกระทั่งในปี 2017 สหรัฐก็ได้ประกาศโปรแกรม “อาร์ธีมิส” ขึ้น เพื่อเตรียมส่งคนไปดวงจันทร์อีกในปี 2024


…คราวนี้มันจะไม่เหมือนเดิม เพราะสหรัฐย่อมมีเหตุผลต้องการบางสิ่งบางอย่างที่เมื่อได้มาแล้วย่อมสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้


…และนั่นทำให้เราเล็งเห็นได้ว่า มันอาจจะนำสู่การช่วงชิงครั้งยิ่งใหญ่ หรือ “สงครามดวงดาว” ก็เป็นได้


ไปดูกันครับว่ามันคืออะไร…


*** “อาร์เตมิส” คืออะไร? ***


“โปรแกรมอาร์เตมิส” เป็นโครงการความร่วมมือนานาชาติที่นำโดยสหรัฐฯ เกิดขึ้นหลังประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เซ็นอนุมัติให้มีการตั้งสภาอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ ขึ้นมาอีกครั้ง โดยมีรองประธานาธิบดี ไมค์ เพนซ์ เป็นประธาน


โครงการนี้มีการวางแผนไว้ในระยะยาว โดยปลายปี 2021 นี้ นาซาจะเริ่มส่งกระสวยอวกาศแบบไร้คนขับขึ้นไปก่อน


ตามมาด้วยการส่งนักบินอวกาศไปดวงจันทร์ภายในปี 2024 ซึ่งวางแผนไว้ว่าจะให้มีนักบินหญิงขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์เป็นคนแรกด้วย ถือเป็นการเตรียมสร้างประวัติศาสตร์


ยานอวกาศที่นาซาจะใช้ในภารกิจนี้ คือยานลูกเรืออเนกประสงค์รุ่น “โอไรออน” ซึ่งเคยพัฒนามาเพื่อ “โครงการหมู่ดาว” (Constellation program) ที่ถูกยกเลิกไปในปี 2010


โดยงานนี้มีบริษัท SpaceX ของ อีลอน มัสก์ วิศวกรและนักธุรกิจดัง มาร่วมพัฒนายานสำหรับลงจอดบนพื้นผิวดวงจันทร์ (Moon lander) ด้วย


*** โครงการหมู่ดาว ***


โครงการหมู่ดาวของนาซา ดำเนินการอยู่ในช่วงระยะเวลาปี 2005 – 2010 มีเป้าหมายหลักๆ คือ สร้างสถานีอวกาศนานาชาติให้ลุล่วง และ กลับไปเยือนดวงจันทร์ภายในปี 2020


นอกจากนั้น โครงการหมู่ดาวยังมีเป้าหมายสูงสุดที่วางไว้ด้วยคือ ส่งมนุษย์ไปเยือนดาวอังคาร ทำให้โลโก้ของโครงการนี้เป็นรูปเสี้ยววงกลมสามรูปเรียงกัน เป็นตัวแทนของโลก ดวงจันทร์ และดาวอังคาร


ในการนี้ ทำให้พวกเขาตั้งชื่อตัวขับดันจรวดว่า “เอรีส” อันเป็นชื่อกรีกของ “มาร์ส” ที่หมายถึงดาวอังคาร


อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ไม่ได้รับเงินสนับสนุนที่เพียงพอ…


ประธานาธิบดี บารัก โอบามา กล่าวตั้งแต่รับตำแหน่งใหม่ๆ ว่ามัน “แพงเกินงบ, ล่าช้าเกินกำหนด, และขาดนวัตกรรมใหม่ๆ” ก่อนตัดสินใจยกเลิกโครงการนี้


สหรัฐฯ ไม่มีแผนไปดวงจันทร์หรือดาวอังคารอีก จนกระทั่งเกิดโคงการอาร์เตมิสขึ้น


*** เป้าหมายของอาร์เตมิส ***


นาซาระบุว่า เป้าหมายของอาร์เตมิสคือการสำรวจพื้นผิวดวงจันทร์ โดยอาศัยทั้งนักบินอวกาศและหุ่นยนต์ในการทำหน้าที่ดังกล่าว ซึ่งจะส่งคนลงไปยังดวงจันทร์ฝั่งขั้วโลกใต้ที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็ง


นอกจากนั้นยังมีเป้าหมายดังต่อไปนี้…


– หาแหล่งน้ำและทรัพยากรสำคัญอื่นๆ ที่จำเป็นในการสำรวจระยะยาว
 – ตรวจสอบเรื่องที่ยังไม่เคยทราบเกี่ยวกับพระจันทร์ เพื่อเรียนรู้โลกของเราและจักรวาล
 – เรียนรู้การใช้ชีวิตและปฏิบัติงานบนพื้นผิวดาวอื่นที่ห่างออกไปจากโลกเรา 3 วัน
 – ทดสอบเทคโนโลยีต่างๆ ก่อนจะส่งคนไปดาวอังคาร ซึ่งใช้เวลาไปกลับรวม 3 ปี


ครับ เป้าหมายของอาร์เตมิสคือส่งคนไปสำรวจพื้นผิวดวงจันทร์ และประเมินการตั้งฐานขึ้น


…แต่แน่นอนว่าอย่างอเมริกา จะลงทุนทั้งทีคงมีความคิดอะไรอีก…


*** จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า ขออะไรได้บ้าง? ***


เรารู้ว่าบนดวงจันทร์มีน้ำ เพราะมีการสำรวจพบน้ำแข็งมาก่อน แต่นอกจากน้ำ ดวงจันทร์ยังเต็มไปด้วยแร่มากมาย เช่น แร่เหล็ก, ไทเทเนียม, อลูมิเนียม, ซิลิกอน ฯลฯ


ดวงจันทร์ยังมีแร่หายากเช่น รีโกลิธ (Regolith) ที่สามารถนำไปก่อสร้างสิ่งต่างๆ ได้เหมือนปูนซีเมนต์ ก่อเป็นอิฐบล็อค หรือเทพื้นถนนก็ได้ และหากได้รับความร้อนในระดับที่เหมาะสม ก็จะกลายเป็นเซรามิก


แร่แรร์เอิร์ธสำคัญอีกอย่างบนดวงจันทร์คือ “ฮีเลียม-3” ซึ่งคะเนแล้วมีอยู่เป็นล้านตันบนพื้นผิวดวงจันทร์


เจ้าแร่ฮีเลียม-3 นี้ สามารถนำมาตรวจจับนิวตรอน, ใช้ช่วยวางแผนรักษาโรคต่างๆ เช่นถุงลมโป่งพองหรือโรคหอบหืด


ข้อสำคัญคือ มันนำมาปั่นพลังงานนิวเคลียร์ในระดับที่เพียงเล็กน้อยก็ให้พลังงานทั้งประเทศได้ ซึ่งอาจเป็นพลังงานทางเลือกใหม่แทนน้ำมันได้อีกด้วย!