# ประชาธิปไตย vs เผด็จการ (ฉบับเข้าใจง่าย)

- URL: https://www.thewildchronicles.com/blog/democracy-vs-dictatorship
- Author: พงศ์ศรณ์ ภูมิวัฒน์
- Published: 2023-10-31T08:37:30Z
- Updated: 2023-11-10T09:28:56Z
- Tags: ปรัชญาการเมือง

> บทความอธิบาย 2 แนวคิดการปกครองที่ขัดแย้งกันแบบเข้าใจง่าย อ่านได้ที่นี

“นักการเมืองมันโกงทั้งนั้นแหละ เลือกใครมาก็เหมือนกัน คนโง่เยอะพวกมากลากไป สู้ยกย่องคนดีมาเป็นผู้นำดีกว่า การปกครองแบบมีเอกภาพย่อมจะทำให้ชาติเป็นปึกแผ่นรุ่งเรือง ดูอย่างจีนซึ่งเป็นมหาอำนาจก็มาในแนวทางนี้…”


คุณอ่านข้อความเหล่านี้แล้วคิดอย่างไร?


…เราเติบโตมาในยุคที่ทางหนึ่งมีการบอกว่าระบบประชาธิปไตยเป็นระบบที่ดีที่สุด แต่ขณะเดียวกันก็มีคำสอนอีกชุดหนึ่งให้การโต้แย้งหลักประชาธิปไตย และยกย่องเผด็จการในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งดังขึ้นในสังคมของเราอยู่เสมอ


แล้วเราควรจะเชื่อฟังคำสอนชุดไหน?


แล้วระบบไหนจึงจะเป็นสิ่งที่ดีสำหรับตัวของเรา?


บทความนี้จะพยายามพูดถึงรากฐานของทั้งสองระบบ และข้อดีข้อเสียของมันนะครับ


โดยปกติรัฐๆ หนึ่งไม่ได้เป็นประชาธิปไตยหรือเผด็จการอย่างขาวกับดำ แต่จะวางตัวอยู่ ณ จุดใดจุดหนึ่งของ spectrum การกระจายอำนาจ ขึ้นกับกระจายอำนาจให้กลุ่มคนกว้างขนาดไหน


ตามนิยามพื้นฐาน “ประชาธิปไตย” คือการปกครองโดยประชาชนทั้งปวง “คณาธิปไตย” คือการปกครองโดยคนบางกลุ่ม และ “อัตตาธิปไตย” คือการปกครองโดยคนๆ เดียว


ซึ่งสองอย่างหลังจะมีความใกล้เคียงกับนิยามของคำว่า “เผด็จการ” หมายถึงการที่ คนกลุ่มหนึ่ง หรือ บุคคลคนหนึ่ง มีอำนาจเหนือรัฐ โดยไม่มีกำหนดระยะเวลา


บางประเทศเช่น ญี่ปุ่น มีพรรคการเมืองใหญ่ที่ชนะการเลือกตั้งติดต่อกันมาเกือบทุกยุคเป็นระยะเวลานาน แต่ผู้ปกครองมีกำหนดเวลาการปกครองแน่นอน มีการเลือกตั้งที่ตรวจสอบได้ ประชาชนสามารถแสดงความเห็นอย่างเสรี จึงยังถือว่าเป็นประชาธิปไตย


บางประเทศเช่น เกาหลีเหนือ มีพรรคการเมืองใหญ่ที่ชนะการเลือกตั้งมาตลอด แต่เนื่องจากไม่ว่าประชาชนเลือกพรรคไหนก็จะได้ท่านผู้นำคนเดิม และท่านผู้นำยังเป็นท่านผู้นำไปตลอดชีวิต ไม่มีกำหนดเวลา จึงถือว่าเป็นเผด็จการ


ระบบประชาธิปไตยกับเผด็จการนั้นนอกจากแตกต่างกันเรื่องการรวมอำนาจ-กระจายอำนาจแล้ว ยังแตกต่างกันถึงรากฐานในสามข้อหลักๆ ได้แก่:


1. ความแตกต่างในด้านการแบ่งทรัพยากรให้คีย์แมน หรือผู้ช่วยผู้ปกครอง


2. ความแตกต่างของการสืบทอดอำนาจ


3. ความแตกต่างของศีลธรรมหลักในสังคม


ความแตกต่างดังกล่าวทำให้ระบบทั้งสองมีวิธีคิดที่แตกต่างกันอย่างมาก ในที่นี้จะอธิบายโดยเริ่มจาก “ระบบเผด็จการ” ก่อน


“เรื่องการแบ่งทรัพยากรให้คีย์แมนในระบบเผด็จการ”


เกริ่นว่าไม่มีใครสามารถบริหารรัฐได้ด้วยตัวคนเดียวได้ ผู้ปกครองทุกคนจำเป็นต้องมีเครือข่ายของ “คีย์แมน” หรือผู้ช่วยสำคัญ ไว้คอยช่วยเหลือด้านต่างๆ เช่น ผู้ปกครองมีหัวหน้าตำรวจไว้คอยดูแลความสงบเรียบร้อย, มีหัวหน้าทูตไว้ประสานงานต่างประเทศ, หรือมีหัวหน้านักกฎหมายไว้ช่วยออกกฎหมาย


ผู้ปกครองไม่ว่าในระบบไหนมีหน้าที่ตัดสินใจแบ่งสรรทรัพยากรของประเทศให้แก่คีย์แมนต่างๆ เพื่อสร้างความจงรักภักดี


และผู้ปกครองในระบบเผด็จการยิ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะต้องแบ่งทรัพยากรให้คีย์แมนทั้งหลายอย่างเพียงพอ


เผด็จการที่เป็นคนดี มีน้ำใจรักใคร่ประชาชนอาจแบ่งทรัพยากรให้ประชาชนมากหน่อย หรือแม้แต่ยอมลดส่วนแบ่งของตนเองลงเพื่อนำไปพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชน


แต่ไม่ว่าอย่างไร ระบบเผด็จการจะบังคับให้เขาไม่อาจลดส่วนแบ่งของกลุ่มคีย์แมนที่ค้ำชูบัลลังก์ได้โดยง่าย


กลุ่มคีย์แมนเหล่านั้นก็มีเหตุบังคับให้ไม่สามารถลดการใช้จ่ายทรัพยากรได้ง่ายเช่นกัน เพราะพวกเขาก็มี “รองคีย์แมน หรือคีย์แมนของคีย์แมน” ที่ต้องเลี้ยงดูต่อเนื่องลงไปอีกหลายชั้น


พวกเขาล้วนตกอยู่ในสถานการณ์ไม่ต่างจากผู้นำเผด็จการเท่าใดนัก


…หากเหล่าคีย์แมนเริ่มไม่พอใจพวกเขาอาจจะหันไปสนับสนุนคู่แข่งของเผด็จการคนนั้นให้เป็นใหญ่ แทน โดยกำจัดเผด็จการเก่า และกลุ่มอำนาจเก่า แล้วสถาปนากลุ่มอำนาจใหม่ แบ่งทรัพยากรกันใหม่ในตัวหารที่น้อยล


ประวัติศาสตร์สอนเราว่า การปฏิวัติที่สำเร็จนั้นมักไม่ได้มาจากชาวบ้านบุกไปถล่มผู้นำเผด็จการ แต่มาจากคีย์แมนบางส่วน “ยุยง” หรือ “ปล่อยให้” ชาวบ้านบุกไปถล่มผู้นำเผด็จการ เพื่อจะได้มีการ reset กลุ่มอำนาจใหม่ และตนจะได้รับทรัพยากรมากขึ้น


ดังนั้นบ่อยครั้งผู้นำเผด็จการจึงมีแรงจูงใจให้เห็นความสำคัญของคีย์แมนมากกว่าประชาชน ทำให้ทุ่มเทพัฒนาความเป็นอยู่ประชาชนไม่เต็มที่นั่นเอง


ต่อมา “เรื่องการสืบทอดอำนาจของระบบเผด็จการ”


แม้จะไม่เสมอไป แต่ระบบเผด็จการมักมีกฎการสืบทอดอำนาจให้ผู้นำใหม่มีความเกี่ยวข้องกับผู้นำเก่าในทางใดทางหนึ่ง คือหากมิใช่สืบทอดทางสายเลือด ก็อาจมาจากพินัยกรรมของเผด็จการคนก่อน


สาเหตุก็เพราะการสืบทอดอำนาจแบบนี้เป็นคุณต่อทั้งผู้นำเผด็จการ และเหล่าคีย์แมนนั่นเอง


แม้ผู้นำเผด็จการจะไม่มีกำหนดระยะเวลาการปกครองแน่นอน แต่เนื่องวันหนึ่งทุกคนล้วนต้องตาย ทำให้เหล่าคีย์แมนย่อมหวั่นไหวกับ “ความไม่แน่นอน” ที่อาจมากับการช่วงชิงอำนาจของผู้ต้องการเป็นผู้สืบทอดคนต่อไป


การตั้งกฎการสืบทอดอำนาจที่ทุกคนยอมรับได้จึงเป็นเรื่องจำเป็น ส่วนใหญ่ก็จะให้มีความเกี่ยวข้องกับผู้นำคนเก่าที่ทุกคนเคารพรัก


ยกตัวอย่างเช่นในระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ซึ่งเป็นเผด็จการรูปแบบหนึ่ง มักเน้นให้กษัตริย์คนใหม่เกี่ยวข้องทางสายเลือดกับกษัตริย์คนก่อน


การสืบทอดอำนาจแบบนี้เป็นทั้งจุดแข็ง และจุดอ่อนของระบบเผด็จการ คือแม้มีความมั่นคงแต่ก็ไม่มีอะไรรับประกันว่าทายาทนั้นจะมีความสามารถเท่ากับบรรพบุรุษ


บ่อยครั้งราชวงศ์ต้องล่มลงเพราะได้ทายาทเหลวไหลเจ้าสำราญ โดยที่เหล่าคีย์แมนก็ยากจะยับยั้งการพังทลายได้เพราะถูกลำดับชั้นของระบบกดอยู่เช่นกัน


ต่อมา “เรื่องศีลธรรมของระบบเผด็จการ”


นิยาม “ความดี” หรือ “คนดี” นั้น เป็นสิ่งที่คลุมเครือพูดยาก มีสำนักปรัชญาให้ความเห็นแตกต่างกัน ทุ่มเถียงกันเรื่องนี้มาตลอดในประวัติศาสตร์


แต่เนื่องจากระบบเผด็จการมอบอำนาจให้คนๆ หนึ่ง หรือคนกลุ่มหนึ่งอย่างไม่จำกัด ดังนั้่นศีลธรรมหลักที่สังคมเผด็จการเชิดชูจะต้องเป็นอะไรก็ได้ที่สนับสนุนผู้ปกครองผู้ปกครองปัจจุบัน


…และเป็นอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ “มนุษย์ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน…”


ศีลธรรมหลักของสังคมเผด็จการนั้นอาจมีได้หลายแบบ เช่น:
 – จงเชื่อในคนดี (เพื่อสนับสนุนผู้นำที่เป็นคนดีย์)


– การทำบุญทำทานเป็นเรื่องดี (เพื่อสนับสนุนผู้นำซึ่งเชื่อว่ามีบุญมากที่สุด)


– เอกภาพและความมั่นคงในชาติเป็นเรื่องดี (เพื่อสนับสนุนผู้นำ ซึ่งเป็นผู้สร้างเอกภาพและความมั่นคงให้แก่ชาติ)


– ยิวเป็นซาตาน เราต้องฆ่ายิวให้หมด (เพื่อสนับสนุนผู้นำที่มาฆ่ายิวให้)


ศีลธรรมหลักของสังคมเผด็จการอาจเป็นได้กระทั่ง “อนาคตที่มนุษย์ทุกคนจะเท่าเทียมกันนั้นมีค่ามาก จนสามารถ/ควรใช้ระบบเผด็จการเพื่อนำไปสู่อนาคตดังกล่าว”


…ดังจะเห็นว่าประเทศเผด็จการคอมมิวนิสต์หลายแห่งเรียกตัวเองว่าประชาธิปไตย


พวกเขาเชื่อว่าการนำประชาชนสู่ความเท่าเทียมกันอย่างแท้จริงนั้น จำเป็นต้องมีผู้นำที่มากความสามารถ และมีคุณธรรมในแนวทางคอมมิวนิสต์นั่นเอง


ต่อมาเราจะพูดถึงระบบประชาธิปไตยบ้าง ระบบประชาธิปไตยแบ่งเป็น:


1. ระบบประชาธิปไตยโดยตรง หมายถึงระบบประชาธิปไตยที่ทุกคนสามารถมาออกเสียงได้ทุกเรื่องในสภาประจำเมือง สิ่งนี้เกิดขึ้นกับกลุ่มนครรัฐกรีกโบราณที่ให้อำนาจประชาชนทุกคน (…เอ่อ ไม่รวมผู้หญิงน่ะนะ) มาโหวตหมด


กับ
 2. ระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทน ที่ประชาชนทำการเลือกตั้ง “ผู้แทน” ของตน ไปออกเสียงแทนตนในสภา


เนื่องจากสังคมมนุษย์นั้นยิ่งใหญ่ซับซ้อนมากขึ้นโดยตลอด ระบบประชาธิปไตยของทุกประเทศในโลกปัจจุบันจึงล้วนเป็นประชาธิปไตยแบบตัวแทน และการเลือกตั้งในระบบนี้จึงมีความสำคัญมาก ไม่อาจละทิ้งได้


กล่าวถึง “เรื่องการแบ่งทรัพยากรให้คีย์แมนในระบบประชาธิปไตย”


แน่นอนว่าผู้ปกครองในระบบประชาธิปไตยก็มีคีย์แมนผู้ช่วย โดยอาจจะอยู่ในรูปแบบข้าราชการ หรือกลุ่มทุนที่ให้การสนับสนุนพรรคการเมือง หรือแม้กระทั่งหัวคะแนน


แต่ไม่ว่าอย่างไร ผู้ปกครองในระบบประชาธิปไตยไม่สามารถทิ้งการแบ่งทรัพยากรให้แก่ประชาชนได้ เพราะประชาชนนั่นแหละคือผู้เลือกเขาขึ้นมา


อนึ่งเวลาผู้ปกครองประชาธิปไตยมองประชาชน เขาจะไม่ได้มองเป็นคนๆ แต่จะแยกมองเป็นบล็อคๆ ตามเพศ อายุ อาชีพ เชื้อชาติ รายได้ ฯลฯ เช่นบล็อคผู้หญิงวัยกลางคน, บล็อคพ่อค้าเชื้อสายจีน อะไรแบบนี้


ผู้ปกครองจะต้องเลือกฐานเสียงของเขาอย่างชาญฉลาด เลือกว่าแบ่งทรัพยากรอย่างไรเพื่อเอาใจคนบล็อคไหนจึงจะได้เสียงมากที่สุดและชนะการเลือกตั้ง


อย่าลืมว่าประชาชนทุกคนไม่ได้ขึ้นกับหัวคะแนน และหลายครั้งหัวคะแนนก็เป็นตัวแทนของบล็อคใดบล็อคหนึ่งนั่นแหละ


ผู้ปกครองในระบบประชาธิปไตยบางคนอาจเห็นแก่ประโยชน์ที่คีย์แมนยื่นให้ ออกนโยบายบางอย่างตามใจคีย์แมนแม้ว่าสิ่งนั้นจะขัดแย้งกับเจตนารมย์ของประชาชนที่เลือกเขามา


แต่เขาก็จะต้องเสี่ยงกับการไม่ถูกเลือกในรอบถัดไป เพราะระบบประชาธิปไตยเป็นระบบที่ออกแบบให้ผู้ปกครองต้องถูกบีบให้เอาใจประชาชนมากกว่าเอาใจคีย์แมน


ผู้ปกครองบางคนอาจพยายามแฮคระบบ โดยเมื่อขึ้นสู่อำนาจแล้วออกกฎการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ให้เป็นคุณกับตน หรือจำกัดสิทธิกลุ่มบล็อคที่ไม่เลือกตน …เพื่อให้มั่นใจว่าตนเองจะถูกเลือกอีกเรื่อยๆ


แต่สิ่งนี้เป็นขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อน เสี่ยงต่อการถูกต่อต้าน และอีกทางหนึ่งก็จะเป็นการทดสอบว่าประเทศนั้นมีระบบประชาธิปไตยมั่นคงแค่ไหน มีกลไกอะไรมาป้องกันการกระทำดังกล่าวหรือเปล่า


ต่อมา “เรื่องการสืบทอดอำนาจของระบบประชาธิปไตย”


แน่นอนว่าการสืบทอดอำนาจนั้นย่อมมาจากการเลือกตั้ง โดยมีกำหนดระยะเวลาอยู่ในอำนาจแน่นอน


ผู้ปกครองอาจพยายามสืบทอดอำนาจในกลุ่มตน หรือในหมู่ลูกหลานตน แต่เขาไม่อาจละทิ้งความต้องการของประชาชนได้


อีกเรื่องหนึ่งระบบประชาธิปไตยที่ดีนั้น จะต้องมีกลไกมาปกป้องเสียงส่วนน้อย ให้ยังมีสิทธิขั้นพื้นฐาน และสามารถดำเนินการทางการเมืองได้ เผื่อวันหนึ่งอาจสามารถโน้มน้าวคนส่วนใหญ่ให้เห็นด้วยกับพวกตน


ดังนี้นักการเมืองจึงไม่อาจละทิ้งบล็อคประชาชนบล็อคไหนได้โดยเด็ดขาด


ระบบที่อนุญาตให้คนส่วนใหญ่กดขี่คนส่วนน้อยนั้นไม่เรียกว่าประชาธิปไตย แต่เป็นการปกครองโดยฝูงชนป่าเถื่อน อุมบะบะ


ต่อมา “เรื่องศีลธรรมของระบบประชาธิปไตย”


แน่นอนว่าศีลธรรมของระบบนี้คือความเชื่อที่ว่าคนย่อมไม่ได้ดีกว่าคน โดยเพศ ชาติกำเนิด ผิวสี หรือ ฐานะ


คนย่อมมีความเท่าเทียมกัน และย่อมมีสิทธิในการกำหนดการตัดสินใจอนาคตของตนเอง


แม้ว่าหลายครั้งการตัดสินใจของประชาชนจะนำพวกเขาไปสู่หนทางที่ผิด แต่ก็เป็นความรับผิดชอบของพวกเขาเองที่จะต้องเจ็บปวดกับมัน …จะต้องเรียนรู้ แก้ไขความผิดพลาดของตนเองอย่างผู้ใหญ่ ไม่ใช่ตกเป็นเด็กที่ต้องให้ผู้ปกครองคอยชี้นำตลอดไป


ระบบประชาธิปไตยหากเข้มแข็งพอ ยังถูกปฏิวัติเปลี่ยนเป็นเผด็จการได้ยาก เพราะ การที่ผู้คนมีหลายบล็อค มีความต้องการแตกต่างกัน ทำให้หาจุดร่วมมาโค่นล้มระบบได้ยาก และการที่ผู้คนเชื่อในสิทธิของตนเองย่อมต่อต้านผู้ทำผิดกติกามาจำกัดสิทธิตน


อย่างไรก็ตามมันไม่มีอะไรดีกว่าอะไรทั้งหมด ระบบประชาธิปไตยก็มีหลายอย่างที่ด้อยกว่าเผด็จการ เช่น:


1. ดำเนินการหลายอย่างได้ช้ากว่า เพราะผู้ปกครองต้องผสานผลประโยชน์หลายฝ่าย ขณะที่ผู้นำเผด็จการสามารถดำเนินการต่างๆ ได้รวดเร็ว ไม่ต้องขอความเห็นสภา


2. ระบบเผด็จการจัดการภาวะบางอย่างได้ดีกว่า เช่นการปราบจลาจล แบบเอาให้สงบไม่ต้องแคร์สิทธิมนุษยชนนัก


3. เผด็จการมีความซับซ้อนน้อยกว่าในการสร้างเอกภาพให้แก่ชาติ


4. ระบบประชาธิปไตยที่มั่นคงมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการสูง เพราะต้องทำทั้ง:
 – การเลือกตั้ง
 – การวางระบบตรวจสอบ
 – การให้การศึกษาประชาชน
 – ฯลฯ


เผด็จการที่สร้างความเจริญให้ประเทศมีมากมาย ประชาธิปไตยที่สร้างความเสื่อมให้ประเทศมีมากมาย


และหากระบบประชาธิปไตยดำเนินการได้ไม่ดี ก็จะถูกผู้ปกครองแฮคระบบ สับเปลี่ยนเขตเลือกตั้งให้เป็นคุณแก่ตน, ขยายระยะเวลาการปกครองแก่ตนเอง, กำจัดคู่แข่งของตน กลายเป็นเผด็จการในคราบประชาธิปไตยได้


แต่ประชาธิปไตยไม่ว่าสร้างมายากเพียงใด ก็ยังมีข้อดีตรงที่:


1. ย่อมปกป้องไม่ให้เกิดการกดขี่คนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลได้มากกว่าระบบเผด็จการ


2. ย่อมมีความยืดหยุ่นในการหาผู้สืบทอดที่ดีมากกว่าระบบเผด็จการ มีความเสี่ยงในการต้องรับรองทายาทที่ไม่ได้เรื่องน้อยกว่า


3. ย่อมยังให้เกิดการทุจริต หาประโยชน์แก่ผู้นำและคีย์แมนได้ยากกว่าระบบเผด็จการ


4. ย่อมเอื้อให้นโยบายต่างๆ เป็นไปตามความต้องการของประชาชน, ย่อมเอื้อให้ประชาชนรู้สึกรับผิดชอบกับการตัดสินใจของตนเองมากขึ้น และเรียนรู้ที่จะกำหนดอนาคตของตนอย่างระมัดระวังขึ้น


แน่นอนว่าผู้ปกครองในระบบเผด็จการไม่ใช่มาร และผู้ปกครองในระบบประชาธิปไตยไม่ใช่เทวดา


นักการเมืองหลายคนในระบบประชาธิปไตยมีความเห็นแก่ตัวร้ายกาจกว่าผู้นำเผด็จการที่มีใจโอบอ้อมอารีต่อประชาชน


ประเด็นคืออย่างที่บอก …ตัวระบบประชาธิปไตยนั้นออกแบบให้ประโยชน์สูงสุดของผู้ปกครองเป็นไปในทางเดียวกันกับประโยชน์สูงสุดของประชาชนได้ง่าย


อ่านถึงตรงนี้แล้วคุณรู้สึกอย่างไรบ้าง?


ผมอยากบอกว่าตัวเลือกของเราไม่ได้มีแค่นี้ เพราะไม่ว่าระบบไหนก็มีช่องโหว่และเงื่อนไขมากมาย ในอนาคตมันอาจมีระบบอื่นที่ดีกว่ามาแทนระบบประชาธิปไตยกับเผด็จการที่เรารู้จัก


แต่ในปัจจุบัน ระบบเผด็จการ และประชาธิปไตยตัวแทน ยังเป็นธีมหลักของขั้วการปกครองในโลก


…ในฐานะประชาชน หากเลือกได้ คุณอยากเลือกเส้นทางไหนให้กับตัวคุณ และลูกหลานในอนาคต?