# มัวร์ (Moors) คืออะไร? – สรุปเข้าใจง่าย

- URL: https://www.thewildchronicles.com/blog/moors-history
- Author: พงศ์ศรณ์ ภูมิวัฒน์
- Published: 2024-10-15T05:03:21Z
- Updated: 2024-10-15T08:16:20Z
- Tags: ประวัติศาสตร์, ศิลปะ, โมร็อกโก

> “มัวร์” (Moors) เป็นคำที่ชาวคริสต์ในยุโรปใช้เรียกชาวมุสลิมทั่วไป แต่เดิมมีความหมายถึงชาวมุสลิมเบอร์เบอร์จากแอฟริกาเหนือ

## มัวร์ (Moors) คือใคร? นี่คงเป็นคำถามที่ใครหลายคนสงสัย...หากได้อ่านประวัติศาสตร์ยุโรปที่กล่าวถึงชาวมัวร์



![ภาพชาวมัวร์ (Moors)](/media/2024/10/Castillia-1.jpg)

ภาพชาวมัวร์ (Moors)

## หรือบทละครชื่อดังเรื่อง "โอเทลโล" (Othello) ของวิลเลียม เชกสเปียร์ที่กล่าวถึงตัวเอกชาวมัวร์ ซึ่งทำให้ชาวมัวร์ถูกมองว่าเป็นตัวแทนของความชั่วร้าย



![](/media/2024/10/Othello_and_Desdemona_in_Venice_by_Theodore_Chasseriau.jpg)



## หากความเป็นจริงแล้ว มัวร์คือใครกันแน่? แล้วพวกเขามีที่มาอย่างไร และทำไมถูกเรียกว่า มัวร์?



## ทาง The Wild Chronicles จะมาอธิบายเกี่ยวกับ “มัวร์” กันครับ…



## มัวร์ (Moors) คือใคร?


“มัวร์” (Moor) เป็นคำที่ชาวคริสต์ในยุโรปใช้เรียกชาวมุสลิมทั่วไป ซึ่งแต่เดิมมีความหมายถึงชาวมุสลิมเบอร์เบอร์จากแอฟริกาเหนือ และในยุคกลาง มีความหมายครอบคลุมถึงชาวมุสลิมจากแอฟริกาเหนือ คาบสมุทรไอบีเรีย ซิซิลี และมอลตาในยุคกลาง จนกลายเป็นคำเรียกถึงชาวมุสลิม ซึ่งคล้ายคลึงกับคำว่า “แขก” ของไทยที่ใช้เรียกผู้ที่มาจากแดนไกลทั้งหลายจากอินเดีย มลายู และตะวันออกกลาง…



![ชาวมัวร์เล่นหมากรุกกับชาวยุโรป](/media/2024/10/800px-ChristianAndMuslimPlayingChess.jpg)

ชาวมัวร์เล่นหมากรุกกับชาวยุโรป
สาเหตุที่ชาวยุโรปเรียกชาวมุสลิมเชื้อสายเบอร์เบอร์ว่า “มัวร์” เป็นเพราะว่า ชาวเบอร์เบอร์เหล่านี้อาศัยอยู่บนพื้นที่แอฟริกาเหนือที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิโรมัน โดยชาวโรมันเรียกพื้นที่ในปกครองแห่งนี้ว่า “มอริเตเนีย” (Mauritania) จึงทำให้ชาวยุโรปนิยมเรียกชาวมุสลิมจากพื้นที่ดังกล่าวอย่างง่ายๆ ว่า “มัวร์”



![ดินแดนมอริเตเนีย (Mauritania) ต้นกำเนิดชาวมัวร์](/media/2024/10/Mauretania_et_Numidia.jpg)

ดินแดนมอริเตเนีย
โดยรากของคำว่า “มัวร์” นั้นไม่ชัดเจน แต่สันนิษฐานว่า คำๆ นี้สามารถสืบย้อนไปถึงคำว่า “มอฮูริน” (Mahurin) ในภาษาฟินิเชียนที่แปลว่า “ชาวตะวันตก” ซึ่งได้กลายเป็นคำว่า “มอรัส” (Maurus) ในภาษาละติน ซึ่งชาวโรมันใช้เรียกชาวเบอร์เบอร์และกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในพื้นที่มอริเตเนีย


ต่อมาราวๆ กลางศตวรรษที่ 7 กองทัพอาหรับมุสลิมได้เข้ามามีอำนาจในแอฟริกาเหนือ และทำให้ชาวเบอร์เบอร์หันมานับถือศาสนาอิสลาม



![กองทัพอาหรับมุสลิม](/media/2024/10/04_Entry_of_Mahomet_II_into_Constantinople_1876_722x604-600x501-1.jpg)

กองทัพอาหรับมุสลิม
และในปี 711 ชาวมุสลิมจากแอฟริกาเหนือก็สามารถยึดคาบสมุทรไอบีเรีย (ปัจจุบันคือสเปนและโปรตุเกส) โดยดินแดนอิสลามแห่งนี้ถือเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจที่เจริญรุ่งเรือง นอกจากนี้ ชาวมุสลิมยังสามารถยึดครองเกาะซิซิลี และมอลตาได้อีกด้วย



![Moors-Arab Land](/media/2024/10/IMG_7929.webp)


แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความแข็งแกร่งของรัฐมุสลิมลดน้อยลง ชาวคริสเตียนที่ไม่พอใจการปกครองของชาวมัวร์ จึงสามารถขับไล่ชาวมัวร์ออกจากยุโรปไปได้ในช่วงศตวรรษที่ 15 และทำให้ชาวมัวร์ไม่อาจรุกคืบไปยังยุโรปได้อีกเลย



![สงครามเรกองกิสตา (Reconquista)](/media/2024/09/Cantigas_battle.jpg)

สงครามเรกองกิสตา (Reconquista)

## ศรีษะของชาวมัวร์ - สัญลักษณ์แห่งชัยชนะ


เพื่อยกย่องถึงชัยชนะเหนือชาวมุสลิม แคว้นอารากอนได้นำรูปศีรษะของชาวมัวร์มาใช้เป็นตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลเพื่อรำลึกถึงการต่อสู้ขับไล่ชาวมัวร์ในสเปน และกลายเป็นสัญลักษณ์ของราชอาณาจักรซาร์ดิเนียและคอร์ซิกา ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากแคว้นอารากอน จนมาเป็นตราสัญลักษณ์ของดินแดนทั้งสองในปัจจุบัน



![ธงคอร์ซิกา](/media/2024/10/Corsica-flag-meaning-origin-Moorish-head.jpeg)

ธงคอร์ซิกา

![ธงซาร์ดิเนีย](/media/2024/10/bandiera-sarda.jpg)

ธงซาร์ดิเนีย
นอกจากนี้ ศรีษะของชาวมัวร์ยังไปปรากฎบนตราประจำตระกูลและตราประจำเมืองในพื้นที่ต่างๆ ทั่วยุโรป รวมไปถึงตราประจำตัวของพระสันตปาปาเบเนดิกต์ที่ 16



![ตราประจำตัวของพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16](/media/2024/10/Coat_of_Arms_of_Benedictus_XVI.svg.png)

ตราประจำตัวของพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16

## ความหมายของ "มัวร์" ที่เปลี่ยนแปลงไป


หากคำว่า “มัวร์” ก็ได้กลายเป็นคำเรียกเหมารวมชาวมุสลิมโดยชาวยุโรปไปเสียแล้ว นอกจากนี้ คำว่า “มัวร์” ยังถูกใช้เรียกคนผิวสี เพราะถือว่าชาวมัวร์มีมีผิวคล้ำกว่าชาวยุโรป และคนผิวดำส่วนมากที่ได้ติดต่อกับยุโรปนิยมนับถือศาสนาอิสลาม


ในตอนนั้น คำว่า “มัวร์” จึงมีหมายความถึงชาวมุสลิมหรือคนที่มีผิวสีเข้ม ซึ่งทำให้บางครั้ง ชาวยุโรปจะแยกแยะเป็นคำว่า “ชาวมัวร์ผิวดำ” กับ “ชาวมัวร์ผิวขาว”



![ชาวมัวร์ผิวดำ (Black Moors))](/media/2024/10/moors_black_kings_queens.jpg)

ชาวมัวร์ผิวดำ (Black Moors))
ภาพจำของชาวมัวร์ในสายตาคนยุโรป คือ ชาวมุสลิมและคนผิวดำซึ่งเป็นตัวแทนของการค้าระหว่างยุโรป ตะวันออกกลาง เอเชีย และแอฟริกา แต่ก็เป็นกลุ่มคนที่น่าเกลียด มีนิสัยโหดร้าย หมกหมุ่นเรื่องเพศ อิจฉาริษยา เจ้าเล่ห์ ทรยศ และถูกเชื่อมโยงกับบาปและความชั่วร้าย


นี่จึงทำให้เมื่อวิลเลียม เชกสเปียร์ นักเขียนชาวอังกฤษชื่อดัง แต่งบทละครเรื่องโอเทลโล (Othello) ก็ได้สร้างภาพของ “โอเทลโล” ตัวเอกของเรื่องเป็นชาวมัวร์ผิวดำ ซึ่งมีความสามารถทางการทหารจนได้เป็นแม่ทัพของแคว้นเวนิส แต่ก็ถูกพรรณนาว่าเป็นคนแปลกประหลาด เจ้าชู้ และไม่น่าไว้วางใจ ถือเป็น”ชาวมัวร์หื่นกาม” ที่ได้แต่งงานกับผู้หญิงผิวขาว



![โอเทลโล (Othello)](/media/2024/10/Otelo_e_Desdemona_-_Antonio_Munoz_Degrain.jpg)

โอเทลโล (Othello)
นอกจากนั้น ชาวยุโรปยังนำคำว่ามัวร์ไปเรียกชาวมุสลิมในพื้นที่อาณานิคม โดยชาวโปรตุเกสได้เรียกชาวมุสลิมในศรีลังกาว่า ” ซีลอนมัวร์ ” และเรียกคนมุสลิมในอินเดียว่า ” อินเดียนมัวร์ “



![อินเดียนมัวร์](/media/2024/10/maharaja-1.jpg)

อินเดียนมัวร์

![ซีลอนมัวร์](/media/2024/10/Lanka_moors-1.jpg)

ซีลอนมัวร์
ส่วนสเปนก็ได้เรียกชาวมุสลิมในฟิลิปปินส์ทางตอนใต้บริเวณเกาะมินดาเนาว่า “ชาวโมโร ” ซึ่งคำเรียกมัวร์ในภาษาสเปน และกลายเป็นชื่อที่ชาวมุสลิมในฟิลิปปินส์นำมาเรียกตนเองและใช้เป็นอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม



![ธงของชาวมุสลิมโมโร](/media/2024/10/Flag_of_Bangsamoro.svg.png)

ธงของชาวมุสลิมโมโร
ในไทยก็มีการใช้คำว่า “มัวร์” ด้วยเช่นกัน โดยในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีการเรียกชาวมุสลิมจากตะวันออกลาง, แอฟริกาเหนือ, เปอร์เซีย, ตุรกี, อินเดีย, รวมไปถึงลูกครึ่งอินเดีย-เปอร์เซีย ว่า “แขกมัวร์” ตามฝรั่ง ซึ่งกลุ่มแขกมัวร์ในสมัยกรุงศรีอยุธยาถือเป็นกลุ่มคนที่มีความสำคัญและมีบทบาทเป็นอย่างมากในช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยา ทั้งเข้ามาค้าขาย และรับราชการทั้งทางฝ่ายทหารและพลเรือน



![แขกมัวร์ในอยุธยา](/media/2024/10/67669301_2419055388157917_7285340333129334784_n.jpg)

แขกมัวร์ในอยุธยา

## "มัวร์" ในปัจจุบัน


ถึงแม้คำว่า “มัวร์” จะไม่ได้เป็นคำเรียกเชื้อชาติอย่างเฉพาะเจาะจง แต่ก็มีความหมายในเชิงเหมารวม ซึ่งทำให้ลดทอนรายละเอียดทางชาติพันธุ์ จึงทำให้เมื่อมนุษย์มีการศึกษาค้นคว้าเรื่องราวทางชาติพันธุ์วรรณาที่ลึกซึ้งและเข้าใจประวัติศาสตร์มากขึ้น ผู้คนในยุคใหม่ก็เลยเลิกพูดเหมารวมชาวมุสลิมว่า “มัวร์” จนถึงปัจจุบัน


นอกจากนี้ ยังมีความพยายามทำให้ความหมายของคำแคบลง จนทำให้คำว่า “มัวร์” กลายเป็นเพียงชื่อเรียกชาวมุสลิมในแอฟริกาเหนือและยุโรปบนหน้าประวัติศาสตร์ และเป็นชื่อเรียกสถาปัตยกรรมแบบมัวร์ (Moorish Artitechture) สถาปัตยกรรมแบบอิสลามผสมเบอร์เบอร์ที่ปรากฏในโมร็อกโกและสเปนตอนใต้ ซึ่งมีเอกลักษณ์โดดเด่น คือ ซุ้มประตูลักษณะโค้งคล้ายเกือกม้า (Horseshoe arch)



![สถาปัตยกรรมแบบมัวร์ (Moorish Artitechture)](/media/2024/10/Cordoba_5157827355.jpg)

สถาปัตยกรรมแบบมัวร์ (Moorish Artitechture)
หากคำว่า “มัวร์” ยังคงหลงเหลืออีกบ้างในปัจจุบัน อย่างเช่น “โมโรสและคริสเตียโนส” (Moros y Cristianos) อาหารคิวบาที่ทำจากข้าวและถั่ว ซึ่งชื่ออาหารจานนี้อ้างอิงถึงการปกครองของชาวมุสลิมในคาบสมุทรไอบีเรีย โดยให้ความหมายว่า ถั่วคือชาวมุสลิม และข้าวคือชาวคริสต์



![โมโรสและคริสเตียโนส” (Moros y Cristianos) อาหารคิวบาที่ทำจากข้าวและถั่ว](/media/2024/10/1280px-Moros_y_cristianos_gastronomia_cubana.jpg)

โมโรสและคริสเตียโนส” (Moros y Cristianos) อาหารคิวบาที่ทำจากข้าวและถั่ว
หรือเทศกาลโมโรสและคริสเตียโนส (Moros y Cristianos) ซึ่งจัดขึ้นในเมืองต่างๆ ของสเปน อเมริกากลางและอเมริกาใต้ รวมไปถึงฟิลิปปินส์ เพื่อรำลึกถึงการต่อสู้ระหว่างชาวมัวร์และคริสเตียนในช่วงเวลาที่เรียกว่า “เรกองกิสตา” (Reconquista) ซึ่งชาวคริสเตียนสามารถเอาชนะชาวมัวร์และพิชิตดินแดนสเปนคืนมาจากอำนาจของมุสลิม



![เทศกาลโมโรสและคริสเตียโนส (Moros y Cristianos)](/media/2024/10/Fila_Marraqueix-1.jpg)

เทศกาลโมโรสและคริสเตียโนส (Moros y Cristianos)
นี่จึงแสดงให้เห็นว่า “มัวร์” ได้กลายเป็นร่องรอยหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ที่แสดงให้เห็นอำนาจของศาสนาอิสลามที่เคยรุกคืบไปถึงยุโรป แต่มันกลายเป็นคำเรียกชาวมุสลิมแบบเหมารวมตามบริบทในตอนนั้น ที่คนในปัจจุบันก็ได้เลิกใช้ไปแล้ว


ร่องรอยของอารยธรรมและศิลปะ “มัวร์” ที่ทิ้งมรดกให้เราให้เห็นอย่างชัดเจนได้ จึงมีเพียงสถาปัตยกรรมแบบมัวร์ (Moorish Artitechture) ซึ่งไปปรากฏให้เห็นในประเทศโมร็อกโก ประเทศต้นกำเนิด โดยตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน คือ สถาปัตยกรรมทั้งหลายในมาราเกช, เม็กเนส, เฟซ, และราบัต



![](/media/2024/10/6-1-2-600x600-1.jpg)


…จบลงไปแล้วครับ ประวัติศาสตร์ของ “มัวร์” (Moors) แบบสรุปเข้าใจง่าย หวังว่าท่านผู้อ่านจะชื่นชอบบทความนี้กันนะครับ…


**และหากใครสนใจไปเยี่ยมชมสถาปัตยกรรมแบบมัวร์ และซึมซับความเป็นโมร็อกโกขนานแท้ที่ 4 เมืองนี้…**



## ตอนนี้เรามี “ทัวร์โมร็อกโก” (Morocco) โดยเราจะพาท่านไปสัมผัสประสบการณ์สุดคุ้มค่าและประทับใจที่แดนดินถิ่นตะวันตก


รับประสบการณ์ที่แตกต่าง และสัมผัสบรรยากาศแบบใหม่ที่อาจไม่เคยลิ้มลอง หากท่านใดสนใจขอโปรแกรม สามารถติดต่อได้ทาง inbox หรือแอด LINE OA ได้ที่ @thewildchronicles (พิมพ์ @ ด้านหน้า) และพิมพ์ว่า “สนใจทัวร์โมร็อกโก” ได้เลยนะครับ หรือกดปุ่ม “จองทัวร์” ได้เลยครับ


[กดจองทัวร์!](/tours/morocco-2-2)


[Ad LineOA The Wild Chronicle](https://page.line.me/020lkciz?openQrModal=true)



![](/media/2024/10/459131659_1046696357014067_759387077106210335_n.jpg)



## ทัวร์โมร็อกโก (Grand Morocco: of dusk and dune)


[กดจองทัวร์](/tours/morocco-2-2)



![](/media/2024/10/historymorocco-1.png)



## ประวัติศาสตร์โมร็อกโก (History of Morocco) – สรุปเข้าใจง่าย


[อ่านได้ที่นี่](/blog/history-of-morocco)



![](/media/2024/10/queen-of-pirates-morocco-768x521-2.jpg)



## “ราชินีโจรสลัดแห่งโมร็อกโก” – ซัยยิดะห์ อัล ฮูร์รา


[อ่านได้ที่นี่](/blog/queen-of-pirates-morocco)