# “รามมณเฑียร” (Ram Mandir) วัดพระรามแห่งอโยธยา: ดราม่าความขัดแย้งฮินดู–อิสลาม

- URL: https://www.thewildchronicles.com/blog/ram-mandir
- Author: พงศ์ศรณ์ ภูมิวัฒน์
- Published: 2024-11-15T02:34:40Z
- Updated: 2024-11-15T02:58:50Z
- Tags: ประวัติศาสตร์, อินเดีย

> “รามมนเฑียร” (Ram Mandir) วัดพระราม ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองอโยธยา รัฐอุตรประเทศ ถือเป็นสถานที่สำคัญของชาวฮินดู ในฐานะเป็นสถานที่ประสูติของพระราม

## “รามมนเฑียร” (Ram Mandir) วัดพระราม ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองอโยธยา รัฐอุตรประเทศ ถือเป็นสถานที่สำคัญของชาวฮินดู ในฐานะเป็นสถานที่ประสูติของพระราม หรือ 'รามชนมภูมิ' (Janmabhoomi)



![](/media/2024/10/ศรีรามจันมภูมิญาส-1.jpg)



## และตามความเชื่อของชาวฮินดู อโยธยาเป็นสถานที่พระรามเคยครองราชย์ และเป็นฉากหลังของมหากาพย์รามายณะ หรือรามเกียรติ์ วรรณกรรมอันยิ่งใหญ่ของอินเดียและของไทย



![](/media/2024/11/lord-rama.jpg)



## หากแต่ในอดีต สถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งของมัสยิดบาบรี ศาสนสถานอันสำคัญของชาวมุสลิมในเมืองอโยธยา จนกลายเป็นปัญหาระหว่างชาวฮินดูและมุสลิม ซึ่งลงเอยด้วยความรุนแรง และขึ้นโรงขึ้นศาล จนได้คำพิพากษาที่ทั้งสองฝ่ายต้องยอมรับ



## “รามมณเฑียร” (Ram Mandir) แห่งนี้ จึงเป็นสถานที่แห่งดราม่าทางศาสนา ซึ่ง ณ บัดนี้ กลายเป็นเทวาลัยอันยิ่งใหญ่และต้อนรับนักท่องเที่ยวทั่วโลกมายังดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้



## อโยธยา เมืองแห่งพระราม


“อโยธยา” เป็นชื่อเมืองในปัจจุบันที่ตั้งอยู่ในรัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย ซึ่งชาวฮินดูเชื่อว่าพระรามในมหากาพย์รามายณะ เคยครองราชย์ที่เมืองนี้ โดยชื่อเมืองแห่งนี้มีความหมายที่ยิ่งใหญ่ คือ “เมืองที่ไม่อาจพิชิตได้”



![เมืองอโยธยา](/media/2024/11/Sarayu_River_night_view_Ayodhya_001.jpg)

เมืองอโยธยา
พระรามมีความสำคัญต่อชาวฮินดูเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจาก พระองค์จะเป็นอวตารองค์ที่ 7 ของพระวิษณุ เพื่อปราบราวณะ หรือ ทศกัณฐ์แล้ว พระองค์ยังทรงเป็นต้นแบบของนักปกครอง ซึ่งทำให้บ้านเมืองเป็นระเบียบ และมีศีลธรรมจรรยา ชาวฮินดูจึงนับถือบูชาพระองค์อย่างยิ่งยวด



![](/media/2024/11/Lord-Ram.jpg.webp)


ซึ่งอโยธยาสำหรับคนไทยเรานั้น ก็เป็นชื่อเมืองหลวงของพระรามในเรื่องรามเกียรติ์ และยังได้นำคำดังกล่าวมาแผลงเป็นชื่อกรุงเก่า คือ พระนครศรีอยุธยา ซึ่งสัมพันธ์กับคติว่า กษัตริย์คืออวตารของพระนารายณ์ ซึ่งคือพระรามนั่นเอง



![พระนครศรีอยุธยา](/media/2024/11/วัดไชยวัฒนาราม-5.jpg)

พระนครศรีอยุธยา
อิทธิพลของคติจากสมัยอยุธยายังมีต่อมาในยุครัตนโกสินทร์ โดยรัชกาลที่ 1 พระราชทานนามของกรุงเทพฯ เอาไว้ว่า **“กรุงรัตนโกสินทร์ อินท์อโยธยา”**… หรือต่อมา ได้ปรากฏในชื่อเต็มของกรุงเทพฯ ว่า **“มหินทรายุธยา”** อันมีความหมายว่า นครที่ไม่มีใครรบชนะ



![กรุงเทพมหานคร](/media/2024/11/U-1641273146-large.jpg)

กรุงเทพมหานคร
ส่วนตามประวัติศาสตร์ เมืองโบราณอโยธยาเคยปรากฏชื่อเรียกในบันทึกทางพุทธศาสนาและศาสนาเชนว่า เมืองสาเกต เป็นเมืองหลวงของแคว้นโกศล ในยุคมหาชนบท ดังนั้นบันทึกโบราณหลายเล่มจึงปรากฏชื่อสาเกต โกศล หรือ อโยธยา สับเปลี่ยนกัน เช่น กาลิทาสระบุไว้ในพงศาวดารรฆุวังศะ (Raghuvamsa) ของตนว่า อโยธยาคืออีกชื่อหนึ่งของเมืองสาเกต


ซึ่งเมืองสาเกตในยุคพุทธกาล ถือเป็นเมืองสำคัญและเป็นศูนย์กลางการค้า จึงทำให้ที่นี่ถือเป็นสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงไปเผยแผ่ศาสนา อย่างเช่น การประทับ ณ วัดเชตวัน หรือการมีอุบาสกและอุบาสิกาคนสำคัญจากแคว้นโกศล คือ อนาถปิณฑิกเศรษฐี และนางวิสาขา


ต่อมาเมื่อแคว้นโกศลถูกพระเจ้าอชาตศัตรูแห่งแคว้นมคธพิชิตได้ เมืองสาเกตก็ลดบทบาทความสำคัญทางการเมืองลง



![พระพุทธเจ้าคราวแสดงยมกปาฏิฟาริย์ ณ กรุงสาวัตถี แคว้นโกศล](/media/2024/11/unnamed-4.jpg)

พระพุทธเจ้าคราวแสดงยมกปาฏิฟาริย์ ณ กรุงสาวัตถี แคว้นโกศล
หากยังมีอีกทฤษฎีหนึ่งกล่าวว่า อโยธยาของพระรามนั้นเป็นเมืองในตำนาน แล้วชื่อเมืองแห่งนี้ถูกนำมาตั้งให้เมืองสาเกตในสมัยราชวงศ์คุปตะ เมื่อประมาณคริสตศตวรรษที่ 4 เท่านั้น


ซึ่งการยกให้เมืองอโยธยาให้กลายเป็นศูนย์กลางของการบูชาพระรามก็ได้เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 13 ซึ่งเป็นช่วงที่นิกายรามานันทิเริ่มได้รับความนิยม โดยนิกายารามานันทิ (แปลว่าความยินดีที่ได้บูชาพระราม) เน้นการบูชาพระราม นางสีดา และหนุมาน และอวตารของพระวิษณุ นิกายนี้จึงถือว่าพระรามและนางสีดาเป็นพระเจ้าสูงสุดที่ไม่แตกต่างกัน 



![](/media/2024/11/hanuman-showing-ram-in-his-heart.jpg)



## มัสยิดบาบรี


ต่อมาในปี 1528–29 (ฮิจเราะห์ศักราช 935) สมัยราชวงศ์โมกุล เมืองอโยธยามีชื่อเรียกว่า อวัธ หรือ อูธ ซึ่งก็กร่อนมาจากคำว่า อโยธยา ได้มีการก่อสร้างมัสยิดแห่งหนึ่ง ชื่อว่า มัสยิดบาบรี โดยนายพลมีร์บากีตามพระราชกระแสรับสั่งของจักรพรรดิบาบูร์


ซึ่งมัสยิดบาบรีตั้งอยู่บนพื้นที่ที่ประสูติของพระราม ชาวฮินดูจึงรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างยิ่งที่สถานที่ที่พวกเขาศรัทธาถูกทับถมโดยศาสนาสถานของศาสนาอื่น แต่พวกเขาไม่อาจทำอะไรได้ เนื่องจาก ตอนนั้น เมืองอโยธยาอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์โมกุล ราชวงศ์อิสลาม



![มัสยิดบาบรี](/media/2024/11/Babri_Masjid.jpg)

มัสยิดบาบรี
มาในยุคอาณานิคมเมื่ออังกฤษเข้าปกครองอินเดีย ก็ได้แก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยการให้สร้างเทวสถานของชาวฮินดูขึ้นใหม่ ไม่ห่างจากมัสยิดบาบรีเท่าไรนัก ซึ่งทำให้ศาสนิกชนทั้ง 2 ศาสนา อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข


แต่การอยู่ร่วมกันอย่างสงบระหว่างสองศาสนิกชนได้สิ้นสุดลงในปี 1949 ภายหลังอังกฤษให้เอกราชอินเดีย ได้มีประกาศว่า มีการพบเทวรูปพระรามวัยเด็ก หรือ “รามลัลลา” (Ram Lalla) ในมัสยิดบาบรี ชาวฮินดูทั่วประเทศอินเดียจึงแห่กันไปสักการะ ชาวมุสลิมร้องขอให้รัฐบาลอินเดียอัญเชิญเทวรูปพระรามวัยเด็กออกไป เพราะการมีอยู่ของเทวรูปทำให้มัสยิดตกอยู่ในอันตราย รัฐบาลกลางจึงสั่งให้นำเทวรูปพระรามออกไปจากมัสยิดบาบรี เพื่อยุติปัญหา



![รามลัลลา พระรามปางวัยเด็ก](/media/2024/11/deccanherald_2024-01_a0482d50-81b9-4766-88c4-cd583587e6d9_Ayodhya_Rama_birth_place.webp)

รามลัลลา พระรามปางวัยเด็ก
แต่ผู้ว่าการรัฐอโยธยามองว่าการนำเทวรูปออกไปเป็นการกระทำที่อ่อนไหวและอาจก่อให้เกิดความรุนแรงตามมา จึงเลือกที่จะสั่งปิดมัสยิด ไม่ให้มีการประกอบพิธีกรรมของทั้ง 2 ศาสนา แทนการนำเทวรูปออกตามคำสั่งของรัฐบาลกลาง


ซึ่งตามความจริงนั้น เทวรูปพระรามที่ตั้งอยู่ในมัสยิดบาบรีเป็นฝีมือของชาวฮินดูที่ต้องการปลุกปั่นกระแสชาวฮินดูให้เข้ายึดมัสยิดบาบรี ซึ่งมีสาเหตุจากความขัดแย้งทางศาสนาระหว่างชาวฮินดูและชาวมุสลิมในช่วงที่อินเดียพึ่งได้รับเอกราช และปัญหาดังกล่าว ยังคงเป็นปัญหาจนถึงปัจจุบัน


ชาวฮินดูได้เรียกร้องให้มีการสร้าง “วัดพระราม” แทนที่มัสยิดบาบรี และขับไล่ชาวมุสลิมออกไปจากพื้นที่ประสูติของพระราม ส่วนชาวมุสลืมไม่เห็นด้วย และยังคงต้องการใช้พื้นที่มัสยิดโดยสงบ และไม่ต้องการให้ชาวฮินดูมารบกวนพื้นที่ หากทั้งสองฝ่ายไม่อาจทำอะไรได้ เนื่องจากมัสยิดถูกปิด


มัสยิดบาบรียังคงถูกปิดต่อไป จนเมื่อปี 1988 ช่วงปลายสมัยของ ราจีฟ คานธี (Rajiv Gandhi) นายกรัฐมนตรีคนที่ 7 ของอินเดีย ซึ่งตอนนั้นคะแนนเสียงของเขาตกต่ำอย่างรุนแรง เนื่องจากไปใช้อำนาจขอให้ศาลฎีกาเปลี่ยนคำพิพากษาที่สั่งให้ชายชาวมุสลิมคนหนึ่งต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูรายเดือนให้อดีตภรรยาที่ถูกทอดทิ้ง



![ราจีฟ คานธี](/media/2024/11/RAJIV_NEW.webp)

ราจีฟ คานธี
ราจีฟ คานธี จากพรรคคองเกรส (Congress) พรรคการเมืองเก่าแก่ที่มีภาพลักษณ์ของการประนีประนอมเอาใจทุกฝ่าย ทำให้ชาวฮินดูไม่พอใจอย่างมาก เพราะรู้สึกว่าเขาเอาใจชาวมุสลิมมากเกินไป จนเกิดการประท้วงต่อต้านอย่างรุนแรง ราจีฟตัดสินใจแก้เกมด้วยการประกาศเปิดประตูมัสยิดบาบรี เพื่อให้ชาวฮินดูเข้าไปสักการะเทวรูปพระรามได้ พร้อมทั้งให้มีการเผยแพร่มหากาพย์รามายณะทางสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ เพื่อเรียกคะแนนเสียงจากชาวฮินดูกลับคืน แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเขาได้พ่ายการเลือกตั้งในปี 1989



![ซีรีส์รามายณะ ปี 1987](/media/2024/11/Ramayan_poster.jpg)

ซีรีส์รามายณะ ปี 1987
กลับกัน พรรคภารตียชนตา (Bharatiya Janata Party) หรือ พรรค BJP พรรคชาตินิยมฮินดู ซึ่งมีผลงานที่ย่ำแย่ในการเลือกตั้งปี 1984 กลับมีผลเลือกตั้งที่ดีขึ้น จากแต่เดิมมีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพียง 2 ที่นั่ง แต่ในปี 1989 กลับมีที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรมากถึง 86 ที่นั่ง ซึ่งพรรค BJP ถือเป็นส่วนหนึ่งในการเรียกร้องให้มีการสร้างวัดพระรามที่อโยธยา และกลายเป็นคะแนนเสียงสำคัญในการสนับสนุนพรรคประชาชนของ วี. พี. สิงห์ เป็นรัฐบาล


ชาวฮินดูและมุสลิมพยายามเจรจากันเพื่อแก้ไขข้อขัดแย้งเหนือมัสยิดบาบรี ซึ่งมีเทวรูปพระรามประทับอยู่อีกครั้ง โดยพยายามนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งคำสั่งศาลประจำอำเภอในปี 1986 ระบุให้มัสยิดบาบรีเปิดเป็นสถานที่ของชาวฮินดู แต่ในปี 1989 ศาลสูงอินเดียมีคำพิพากษาให้ปิดมัสยิดไว้อย่างเดิม โดยรักษาเทวรูปพระรามไว้ภายใน แต่แล้วความรุนแรงก็เริ่มก่อตัวขึ้นในปี 1990 เมื่อพรรค BJP รณรงค์ให้มีการสร้างวัดฮินดูขึ้นใหม่บนพื้นที่อันเป็นที่ประสูติของพระรามอย่างจริงจังมากขึ้น และไม่ได้ทำเพียงส่งๆ แต่ถึงขั้นเป็นแคมเปญระดับประเทศกันเลยทีเดียว 



## รามรถยาตรา (Ram Rath Yatra)


การณรงค์เพื่อให้รัฐบาลสร้างวัดพระรามของพรรค BJP ภายใต้การนำของ ลัล กฤษณะ อัดวานี (Lal Krishna Advani) ประธานพรรค BJP ในขณะนั้น ทำไปเพื่อเพิ่มคะแนนความนิยมของพรรค เนื่องจาก ในตอนนั้น ทาง วี.พี. สิงห์ นายกรัฐมนตรี ได้ดำเนินนโยบานเพิ่มโควตาให้กับคนวรรณะล่างได้มีโอกาสทางการศึกษาและการทำงานให้เพิ่มมากขึ้น ทำให้ทางพรรค BJP ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยคนวรรณะสูงไม่พอใจ และริเริ่มแคมเปญที่สามารถดึงดูดใจชาวฮินดูได้ทุกวรรณะให้มากขึ้น



![ลัล กฤษณะ อัดวานี](/media/2024/11/Advani.jpg)

ลัล กฤษณะ อัดวานี
พวกเขามองเห็นว่า ข้อพิพาทอโยธยาบนสถานที่เกิดของพระราม เป็นโอกาสชั้นดีที่จะปลุกกระแสชาวฮินดูสามารถรวมกลุ่มกันต่อต้านชาวมุสลิมได้ พรรค BJP จึงได้จัดขบวนเดินทาง “รามรถยาตรา” (Ram Rath Yatra) ซึ่งแปลว่า “ขบวนแห่ของพระราม” ขึ้นมาเมื่อวันที่ 25 กันยายน 1990 ณ เมือง “โสมนาถ” (Somnath) เพื่อเดินทางไปทวงคืนเมืองอโยธยา


น่าสังเกตว่า ทางพรรค BJP เลือก “โสมนาถ” เมืองศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดูในรัฐคุชราตเป็นจุดเริ่มต้นของราม รถยาตรา เพราะโสมนาถถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญของชาวฮินดู ซึ่งแต่เดิมเคยเป็นเมืองมุสลิม แต่หลังจากอินเดียได้รับเอกราช รัฐบาลพรรคคองเกรสก็ได้ปรับเปลี่ยนให้เมืองแห่งนี้กลายเป็นเมืองฮินดูอีกครั้ง โดยการสร้างวัดโสมนาถ จึงทำให้ที่นี่ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการปลุกใจให้ชาวฮินดูลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงเมืองอโยธยาให้กลายเป็นเมืองฮินดูอย่างสมบูรณ์



![เมืองโสมนาถ](/media/2024/11/Somanath_mandir_cropped.jpg)

เมืองโสมนาถ
ขบวน “รามรถยาตรา” เดินทางลากยาวกว่า 10,000 กิโลเมตร ผ่านรัฐคุชราต, มหาราษฎร, อันธรประเทศ, มัธยประเทศ, และพิหาร เพื่อมุ่งหน้าสู่ “อโยธยา” รัฐอุตตรประเทศ ซึ่งผ่านทางเมืองสำคัญต่างๆ ของฮินดูมากมาย ไม่ว่าจะเป็น บอมเบย์, ปูเน, ไฮเดอราบัด, นาคปุระ, กรุงเดลี, ลัคเนา, หรือ พาราณสี เป็นต้น 



![เส้นทางการเดินทางรามรถยาตรา](/media/2024/11/D3U3cItX4AE94Rn.jpg)

เส้นทางการเดินทางรามรถยาตรา
หากขบวน “รามรถยาตรา” ไม่ได้ใช้รถม้าตามประเพณีโบราณ เพราะหากทำเช่นนั้น ย่อมทำให้การเดินทางเกิดความล่าช้า พวกเขาจึงได้นำรถยนต์โตโยต้ามาดัดแปลงให้มีรูปร่างเป็นรถม้าศึกเสียเสร็จสรรพ แล้วนำอัดวานีและพรรค BJP ที่แต่งกายอย่างโบราณ ปราศรัยถึงการต่อต้านนโยบายการเพิ่มโควตาให้คนวรรณะล่างและปลุกระดมชาวฮินดูทั้งหลายให้เดินทางเพื่อทวงคืนอโยธยาจากชาวมุสลิม เสมือนกองทัพของพระรามที่เดินทางไปปราบ “ราพณาสูร” หรือทศกัณฐ์ ณ กรุงลงกา…



![รามรถยาตรา](/media/2024/11/thumb.webp)

รามรถยาตรา
ขบวนแห่เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ตามเมืองที่รามรถยาตราผ่านและสร้างความไม่สงบ เพราะตลอดการเดินทาง พรรค BJP ได้ละเมิดกฎหมายความสงบไปหลายครั้ง และมีคนตายจากการกระทำของพวกหัวรุนแรง แต่รัฐบาลกลางก็ไม่ได้จัดการอะไร แม้ขบวนแห่จะหยุดที่กรุงเดลี เมืองหลวง อยู่หลายวัน หากวันที่ 23 ตุลาคม 1990 วี.พี. สิงห์ นายกรัฐมนตรี ได้สั่งให้มุขมนตรีรัฐพิหารจับกุมอัดวานี หัวหน้าพรรค BJP



![](/media/2024/11/Gb2EJP7bwAcM2w0.jpg)


อัดวานีถูกคุมตัวที่ Massanjore Guest House บ้านพักรับรองสุดหรูหราของรัฐบาล แต่ก็ถูกปล่อยตัวออกมา ซึ่งแม้ว่า อัดวานีจะถูกคุมตัว ผู้ชุมนุมก็ยังคงมุ่งหน้าเดินทางไปยังอโยธยา ทำให้มุขมนตรีรัฐอุตตรประเทศสั่งจับกุมผู้ชุมนุมทั้งหมดซึ่งมีมากกว่า 150,000 คน อย่างไรก็ดี ผู้ชุมนุมประมาณ 75,000 คน สามารถหลุดรอดจากการจับกุมและเดินทางถึงอโยธยาเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 1990


ทางรัฐบาลกลางของอินเดียจึงส่งเจ้าหน้าที่มาดูแลพื้นที่มัสยิดบาบรีกว่า 20,000 คน เพื่อไม่ให้ผู้ชุมนุมเข้าไปในมัสยิดได้โดยง่าย แต่เชื่อกันว่า ตำรวจท้องถิ่นได้ช่วยให้ผู้ชุมนุมคนหนึ่งเข้าไปในมัสยิดและนำธงที่มีสัญลักษณ์ของศาสนาฮินดูไปปักบนยอดมัสยิด ขณะที่ผู้ชุมนุมคนอื่นๆ พยายามทำลายมัสยิดด้วยขวานและค้อน ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องใช้แก๊สน้ำตาขับไล่ผู้ชุมนุมและเกิดการปะทะอย่างรุนแรง จนมีผู้ชุมนุมเสียชีวิต 20 ราย


ผลกระทบจากขบวนรามรถยาตรา ทำให้มีผู้เสียชีวิตตลอดการชุมนุมมากถึง 564 คน โดยเฉพาะในรัฐอุตตรประเทศที่มีมากถึง 224 คน และมันยังส่งผลกระทบต่อชาวมุสลิม คู่ขัดแย้งของชาวฮินดูหัวรุนแรง ที่ตกเป็นเป้าหมายในการคุกคาม, ทำร้ายร่างกาย, และปล้นบ้านเรือน



## การทำลายมัสยิดบาบรี ปี 1992


หลังเหตุการณ์ขบวนรามรถยาตรา พรรค BJP ได้ถอนตัวออกจากรัฐบาลของ วี.พี.สิงห์ จนทำให้ต้องเกิดการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ ซึ่งทางพรรค BJP ได้ใช้การชุมนุมครั้งนี้รณรงค์หาเสียงในการเลือกตั้งปี 1991 ซึ่งทำให้พรรคได้รับเสียงสนับสนุนจากพื้นที่ชนบทมากขึ้น จากแต่เดิมเคยได้เสียงจากชนชั้นกลางและพวกวรรณะสูงในเมืองเท่านั้น


พรรค BJP ได้ที่นั่งไป 120 ที่นั่ง มากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ เป็นรองเพียงพรรคคองเกรส ซึ่งได้คะแนนนิยมมากขึ้นจากความเห็นใจของประชาชนต่อเหตุการณ์ลอบสังหารนายราจีฟ คานธี โดยผู้หญิงสมาชิกพยัคฆ์ทมิฬอีแลม ณ รัฐทมิฬนาดู ทำให้พรรคคองเกรสได้ ส.ส. 244 ที่นั่ง ซึ่งเพียงพอในการจัดตั้งรัฐบาล เสียงข้างน้อย ผลักให้พรรค BJP ต้องกลายเป็นพรรคผู้นำฝ่ายค้าน


แต่ภารกิจในการทวงคืนวัดพระรามยังไม่จบสิ้น และกลายเป็นเหตุการณ์ความรุนแรงในวันที่ 6 ธันวาคม 1992 เมื่อชาวฮินดูที่บ้าคลั่งปีนขึ้นไปบนโดมของมัสยิดบาบรี แล้วโบกธงซึ่งทำให้ผู้ชุมนุมชาวฮินดูกว่าแสนรายบุกเข้ามัสยิด พร้อมใช้ขวานและค้อนทุบทำลายจนมัสยิดพังเสียหาย ก่อนจะบานปลายกลายเป็นจลาจลระหว่างประชากร 2 ศาสนาที่เลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในประวัตศาสตร์อินเดีย และจบลงด้วยจำนวนผู้เสียชีวิตกว่า 2,000 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม ที่น่าเศร้ากว่านั้นคือ ไม่มีการจับกุมผู้กระทำผิดมาลงโทษ



![เหตุการณ์การทำลายมัสยิดบาบรี](/media/2024/11/BabriMasjid.jpg)

เหตุการณ์การทำลายมัสยิดบาบรี

## คดีอโยธยา


เหตุการณ์ทุบทำลายมัสยิดบาบรีจบลงด้วยการที่ทั้ง 2 ฝ่ายนำเรื่องขึ้นสู่ศาล เพื่อหาข้อยุติ ซึ่งศาลสูงอลาหาบาดได้ออกคำตัดสินในวันที่ 30 กันยายน 2010 มีใจความว่า ให้ที่ดินขนาด 2.77 เอเคอร์ (1.12 เฮกตาร์)แบ่งออกเป็นสามส่วนเท่า ๆ กัน ส่วนแรกเป็นของฮินดูมหาสภา เพื่อเป็นศาสนาสถานสำหรับพระรามปางประสูติ, ส่วนที่สองเป็นของคณะกรรมการซุนนีวักฟ์ สำหรับชาวมุสลิม, และส่วนสุดท้ายเป็นของนิรโมหีอขร นิกายหนึ่งของฮินดู


จนปี 2019 ความขัดแย้งที่ยาวนานเหนือผืนดินศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ก็จบลงเมื่อศาลสูงสุดแห่งอินเดียมีคำพิพากษาให้สถานที่ที่เคยเป็นที่ตั้งของมัสยิดบาบรีตกเป็นของชาวฮินดู เนื่องจากมีการพิจารณาหลักฐานทางประวัติศาสตร์แล้วพบว่า ใต้มัสยิดบาบรีมีโครงสร้างของวัดฮินดูสมัยศตวรรษที่ 12 อยู่ ศาลจึงไม่รับฟังการอ้างความเป็นกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทของชาวมุสลิม และเห็นว่าการที่ชาวฮินดูทุบทำลายมัสยิดบาบรีเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายที่รุนแรง


พร้อมมีคำสั่งให้ยกที่ดินผืนนั้นให้ชาวฮินดู ขณะเดียวกันก็สั่งยกที่ดินอีกผืนหนึ่งห่างจากพื้นที่พิพาทประมาณ 25 กม. ให้กับชาวมุสลิมสำหรับก่อสร้างมัสยิดแห่งใหม่ ซึ่งทั้งชาวฮินดูและมุสลิมต่างยอมรับคำพิพากษานั้น



![ผู้พิพากษาศาลสูงสุดอินเดีย](/media/2024/11/8-January-2019-CJI-Gogoi-forms-a-five-judge-Constitution-Bench-.jpg)

ผู้พิพากษาศาลสูงสุดอินเดีย
บางคนรู้สึกไม่พอใจ และกล่าวหาว่า ศาลสูงสุดแห่งอินเดียตัดสินเข้าข้างฮินดูที่ประกอบเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของอินเดีย สืบเนื่องจากรัฐบาลนี้ตั้งโดยพรรคภารตียาชนตา พรรคชาตินิยมฮินดู การกล่าวหานี้เลยแลดูจริงจังไม่น้อยเลย ยิ่งไปดูบรรยากาศชาตินิยม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเมืองวัว/เนื้อวัว การจลาจลในรัฐคุชราตในปี 2002 สมัยที่นายนเรนดรา โมดี เป็นมุขมนตรี การยกเลิกมาตรา 370 ในเรื่องแคชเมียร์ ยิ่งทำให้หลายคนมองว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นการเข้าข้างฮินดู



## การสร้างรามมณเฑียร


พิธีภูมิปูชัน (พิธีวางศิลาฤกษ์) สำหรับการเริ่มต้นการก่อสร้างรามมณเฑียร ได้ดำเนินการเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ปี 2020 โดยนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี เป็นประธาน และการก่อสร้างได้รับการดูแลโดยกองทุน Shri Ram Janmabhoomi Teerth Kshetra Trust โดยรามมณเฑียได้รับการออกแบบโดยสถาปนิกสกุลโสมปุระ แห่งอาห์เมดาบาดในปี 1988



![](/media/2024/11/Prime_Minister_Shri_Narendra_Modi_performing_Bhoomi_Pujan_at_‘Shree_Ram_Janmabhoomi_Mandir_in_Ayodhya_Uttar_Pradesh_on_August_05_2020.jpg)


สกุลโสมปุระ มีส่วนในการออกแบบวัดมากกว่า 100 แห่งทั่วโลกเป็นเวลาอย่างน้อย 15 รุ่น รวมทั้งวัดโสมนาถด้วย หัวหน้าสถาปนิกของวัดคือ จันทรกานต์ โสมปุระ โดยได้รับความช่วยเหลือจากลูกชายสองคนของเขา นิขิล โสมปุระ และอาศิศ โสมปุระ ซึ่งเป็นสถาปนิกเช่นกัน


ในปี 2020 มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบบางประการจากแบบฉบับของโสมปุระ ตามคัมภีร์ฮินดูวัสดุศาสตร์และศิลปศาสตร์ ทำให้ตัววิหารมีความกว้าง 250 ฟุต ยาว 380 ฟุต และสูง 161 ฟุต (49 ม.) สร้างโดยหินทราย 600,000 ลูกบาศก์ฟุต (17,000 ลูกบาศก์เมตร) จากรัฐราชสถาน โดยไม่มีการใช้เหล็กเลย และมีการหลอมบล็อกหินต้องใช้แผ่นทองแดงถึงหนึ่งหมื่นแผ่น และวัดแห่งนี้ได้รับการออกแบบในสไตล์คุรชารา-จอลุกยะ (Gurjara-Chaulukya) ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมวัดฮินดูประเภทหนึ่งที่พบในอินเดียตอนเหนือเป็นหลัก แบบจำลองของวัดที่เสนอนี้ได้รับการจัดแสดงในช่วงพิธีกุมภเมลาในปี 2020


เมื่อการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ วัดแห่งนี้กลายเป็นวัดฮินดูที่ใหญ่เป็นอันดับสามของโลก โครงสร้างหลักของวัด สร้างขึ้นบนยกพื้นสูงสามชั้น มีมณฑป 5 องค์อยู่ตรงกลางครรภคฤหะ (สถานศักดิ์สิทธิ์) และบริเวณทางเข้า อาคารจะมีทั้งหมด 366 เสา เสาเหล่านี้จะมีเทวรูป 16 องค์ แต่ละเสาประกอบด้วยอวตารของพระศิวะ ทศาวตาร 10 รูป จอสัฐโยคินี 64 รูป และอวตารของพระแม่สรัสวดี 12 รูป ความกว้างของบันไดคือ 16 ฟุต (4.9 ม.) ตามพระคัมภีร์ที่ว่าด้วยการออกแบบวัดที่อุทิศถวายพระวิษณุ ห้องครรภคฤหะจะเป็นทรงแปดเหลี่ยม


วัดถูกสร้างขึ้นบนพื้นที่ 10 เอเคอร์ (25 ไร่เศษ) และพื้นที่ 57 เอเคอร์ (ประมาณ 144 ไร่) ได้รับการพัฒนาให้เป็นอาคารที่มีห้องสวดมนต์ ห้องบรรยาย สถานศึกษา และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ รวมถึงพิพิธภัณฑ์และโรงอาหาร ตามที่คณะกรรมการวัดระบุว่า วัดนี้รองรับผู้เข้าสักการะและเยี่ยมชมได้ถึง 70,000 คนในคราวเดียว



## เกมการเมืองอินเดีย


เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2024 ได้มีการเปิดวัดฮินดูแห่งนี้อย่างเป็นทางการ โดยนเรนทรา โมดี (Narendra Modi) นายกรัฐมนตรีอินเดีย เป็นประธานในพิธีนี้


นักวิเคราะห์มองว่า โมดีต้องการใช้ศาสนสถานแห่งนี้เดินเกมการเมืองเพื่อคะแนนเสียงของพรรคภารติยะชนตะ (Bharatiya Janata Party หรือ BJP) ของตนเองในการเลือกตั้งปี 2024 ซึ่งพรรค BJP ได้รับชัยชนะ และทำให้โมดีได้เป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีก 1 สมัย และเป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน


สำหรับชาวฮินดูส่วนใหญ่ พิธีเปิดวัดพระรามในวันนั้น คือความสำเร็จที่พวกเขาเฝ้ารอคอยมาเนิ่นนาน โดยมีรายงานว่าจำนวนผู้เยี่ยมชมรายวันอยู่ระหว่าง 100,000 ถึง 150,000 คน



![](/media/2024/11/narendra-modi-look-ayodhya-ram-mandir-pran-pratishtha-ceremony-pics.webp)



## “รามมณเฑียร” (Ram Mandir) แห่งนี้ จึงกลายเป็นสถานที่แห่งดราม่าทางศาสนา มาอย่างยาวนาน แต่ ณ บัดนี้ กลายเป็นเทวาลัยอันยิ่งใหญ่และต้อนรับนักท่องเที่ยวทั่วโลกมายังดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้


**ทาง The Wild Chronicles ได้จัดทริปสุดพิเศษสำหรับเดินทางไป “รามมนเทียร” วัดพระรามแห่งอโยธยา และร่วมเทศกาล “มหากุมภเมลา” ซึ่งรอช้าไม่ได้! เพราะสิบสองปีมีครั้ง ออกเดินทางเพียงรอบเดียวเท่านั้น! วันที่ 10 – 17 กุมภาพันธ์ 2025! ซึ่งเราจะพาท่านไปพบกับบรรยากาศแห่ง “จิตวิญญาณ” โดยเข้าพักในเต็นท์กลางพิธี เพื่อสัมผัสแลกเปลี่ยนกับบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์จากนิกายต่างๆ นี้ถึงสองคืน **



![](/media/2024/10/kum-web.jpg)


**ทัวร์ของเรายังคงคอนเซ็ปต์ “ทัวร์ดีมีของสำหรับนักผจญภัยที่ไม่ธรรมดา” แถมด้วย “กินหรูอยู่สบาย” นอนโรงแรมระดับที่ดีที่สุดในทุกเมืองที่ไป**



## …มันคือ “เอกภาพ” ท่ามกลางความแตกต่าง



## …มันคือ “การบำเพ็ญเพียร” เพื่อแสวงหาตนเอง



## …มันคือ “สัจจะแห่งการหลุดพ้น” ซึ่งมีได้หลากหลาย



## มีคำกล่าวว่าชมพูทวีปส่งมอบสันติภาพเป็นของขวัญอันล้ำค่าให้แก่มวลมนุษย์


**มันจะเป็นการเดินทางสู่ดินแดนแห่งความเชื่อ …ซึ่งอาจสามารถสะท้อน “จิตวิญญาณ” ของท่านเองก็ได้**


รับประสบการณ์ที่แตกต่าง และสัมผัสบรรยากาศแบบใหม่ที่อาจไม่เคยลิ้มลอง หากท่านใดสนใจขอโปรแกรม สามารถติดต่อได้ทาง inbox หรือแอด LINE OA ได้ที่ @thewildchronicles (พิมพ์ @ ด้านหน้า) และพิมพ์ว่า “สนใจทัวร์มหากุมภเมลา” ได้เลยนะครับ หรือกดปุ่ม “จองทัวร์” ได้เลยครับ


[กดจองทัวร์!](/tours/kumbh-mela)


[Ad LineOA The Wild Chronicle](https://page.line.me/020lkciz?openQrModal=true)


[## Blog สามารถอ่านบทความต่างๆ ได้ที่นี่ Click Here](/category/blog/)


[## The Wild Chronicles - ประวัติศาสตร์ ข่าวต่างประเทศ ท่องเที่ยวที่แปลก กดติดตามแฟนเพจของเราได้ที่นี่นะครับ Click Here](https://www.facebook.com/pongsorn.bhumiwat)