# ความลับแห่งชีวิต

- URL: https://www.thewildchronicles.com/blog/the-secrets-of-life
- Author: พงศ์ศรณ์ ภูมิวัฒน์
- Published: 2026-02-09T02:00:33Z
- Updated: 2026-02-09T02:00:33Z
- Tags: บังกลาเทศ

> นี่เป็นนิทานพื้นบ้านของประเทศบังกลาเทศ มีการปรับบางคำ รวมถึงบางบทพูดเล็กน้อยเพื่อให้คนไทยเข้าใจง่ายขึ้น

***นี่เป็นนิทานพื้นบ้านของประเทศบังกลาเทศ มีการปรับบางคำ รวมถึงบางบทพูดเล็กน้อยเพื่อให้คนไทยเข้าใจง่ายขึ้น***


กาลครั้งหนึ่ง มีพระราชาพระองค์หนึ่งผู้ทรงมีพระมเหสีอยู่สองพระองค์ คือ “ซูโอ” และ “ดูโอ”
ทว่าทั้งสองพระองค์กลับไม่มีโอรสธิดาเลยแม้แต่คนเดียว


วันหนึ่งมีนักบวชฟากีร์เดินทางมาถึงหน้าประตูพระราชวังเพื่อขออาหารประทังชีวิต
พระมเหสีซูโอจึงเสด็จออกไปพบนักบวชท่านนั้นและนำข้าวสารเพียงกำมือหนึ่งไปมอบให้


ครั้นเมื่อได้พบกัน นักบวชผู้นั้นถามพระนางว่า “เจ้ามีบุตรหรือไม่?”


เมื่อพระมเหสีซูโอตอบว่าไม่มี นักบวชก็ปฏิเสธจะรับทานทานนั้นทันที โดยกล่าวว่า มือของหญิงที่ยังไม่เคยมีบุตรนั้นถือเป็นสิ่งไม่บริสุทธิ์


อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้จากไปโดยเปล่า เพื่อทดแทนน้ำใจของซูโอนักบวชได้ยื่นยาบางอย่างให้แก่พระมเหสี พร้อมกล่าวว่ายานี้จะช่วยให้ท่านมีบุตรได้


เมื่อพระนางแสดงความเต็มใจจะรับยา นักบวชจึงกำชับว่า “จงนำยานี้ไปกลืน พร้อมน้ำคั้นจากดอกทับทิม


หากเจ้าทำเช่นนั้น อีกไม่นานเจ้าจะได้ให้กำเนิดบุตรชาย เด็กคนนั้นจะงดงามยิ่ง ผิวพรรณจะสดใสราวสีของดอกทับทิม และเจ้าจงตั้งชื่อเขาว่า “ดาลิมกุมาร” แต่ข้าขอบอกไว้ก่อน ศัตรูทั้งหลายจะพยายามเอาชีวิตของบุตรชายเจ้า…


“ชีวิตของเด็กชายผู้นี้ จะผูกพันอยู่กับชีวิตของปลาค้าวขาวตัวใหญ่ตัวหนึ่งซึ่งอยู่ในสระน้ำหน้าพระราชวังภายในหัวใจของปลานั้น มีหีบไม้ใบเล็กซ่อนอยู่ ในหีบนั้นคือสร้อยทองคำและสร้อยเส้นนั้น…ก็คือชีวิตของบุตรชายเจ้า”


กล่าวจบ นักบวชก็ลาจากไป…


::: ::: ::: ::: ::: :::


ไม่กี่เดือนหลังจากนั้น ข่าวก็แพร่สะพัดไปทั่วพระราชวังว่าพระมเหสีซูโอทรงตั้งท้องรัชทายาท


เมื่อพระราชาได้ยินข่าวก็ทรงยินดีมาก ทั้งขั้นมโนภาพของรัชทายาทผู้จะขึ้นครองราชย์ต่อจากพระองค์ และราชวงศ์ที่จะสืบทอดอำนาจไปอีกยาวนาน ทำให้พระราชาเปี่ยมสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน


งานเฉลิมฉลองถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เหล่าข้าราชบริพารและประชาชนต่างแสดงความยินดีอย่างเอิกเกริกและต่างเฝ้ารอการประสูติของเจ้าชายน้อย
เมื่อถึงเวลาพระมเหสีซูโอก็ให้กำเนิดโอรสเด็กชายผู้มีรูปโฉมงดงามเป็นเลิศ ครั้นพระราชาได้ทอดพระเนตรพักตร์ของทารกเป็นครั้งแรกพระทัยก็พองโตด้วยความปลื้มปีติ


กาลเวลาผ่านไป ดาลิมกุมาร เติบโตขึ้นเป็นเด็กชายรูปงามในบรรดาการละเล่นทั้งหลายเขาหลงใหลการเลี้ยงนกพิราบเป็นพิเศษ


ความชอบนี้เองทำให้เขามีโอกาสพบปะกับพระมเหสีดูโอผู้เป็นพระมเหสีรองอยู่เสมอ เพราะนกพิราบของดาลิมมีนิสัยชอบบินหลงเข้าไปในเขตพระตำหนักของพระนาง


ครั้งแรกที่นกบินเข้าไปพระมเหสีรองก็ยอมคืนให้โดยดีครั้งที่สอง พระนางก็ยังคืนให้แม้จะเริ่มมีท่าทีลังเลอยู่บ้าง และกล่าวว่า “อย่าให้มีครั้งที่สาม…”


ดาลิมกล่าวว่า แล้วถ้ามีครั้งที่สี่ล่ะ


พระนางบอกว่า “ครั้งที่สี่นี่ไม่ควร…”


แต่เหตุการณ์นี้เองที่ทำให้พระมเหสีรองซึ่งสังเกตเห็นว่านกพิราบของดาลิมมักบินเข้ามาในตำหนักของตน


พระเมหสีรองจึงเริ่มวางแผนการอะไรบางอย่าง..


เพราะแท้จริงแล้วพระนางไม่เคยเอ็นดูดาลิมเลย เพราะนับตั้งแต่ดาลิมเกิดขึ้นมาพระราชาก็ทรงเหลียวแลพระนางน้อยลง ขณะเดียวกันกลับทรงรักและยกย่องพระมเหสีซูโอผู้เป็นมารดาของดาลิมอย่างออกหน้าออกตา


พระมเหสีรองเคยได้ยินข่าวมาที่ไม่รู้ว่าจากผู้ใดว่า นักบวชจาริกผู้ศักดิ์สิทธิ์มิได้เพียงมอบยาวิเศษแก่พระมเหสีซูโอเท่านั้น แต่ยังได้บอกความลับบางอย่างเกี่ยวกับ “ชีวิต” ของเด็กชายไว้ด้วย


พระนางได้ยินมาว่าชีวิตของดาลิมถูกผูกพันอยู่กับบางสิ่งแต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไรพระมเหสีรองจึงตัดสินใจจะรีดเอาความลับนั้นจากตัวดาลิม
::: ::: ::: ::: ::: :::


ครั้นวันหนึ่ง นกพิราบของดาลิมบินหลงเข้าไปในตำหนักของพระนางอีกครั้ง ครั้งนี้พระมเหสีรองกลับไม่ยอมคืนให้และกล่าวกับเด็กชายว่า


“แม่จะไม่คืนพิราบให้ จนกว่าเจ้าจะบอกอะไรแม่อย่างหนึ่ง”


ดาลิมเงยหน้าถามด้วยความไร้เดียงสา “เรื่องอะไรหรือเสด็จแม่?”


พระมเหสีรองยิ้มบางๆ “ไม่มีอะไรมากหรอกลูกรักแม่แค่อยากรู้ว่า…ชีวิตของเจ้าอยู่ที่ไหน”


เด็กชายงุนงง “ชีวิตของข้าอยู่ที่ไหนหรือเสด็จแม่? ก็อยู่กับตัวข้านี่ไม่ใช่หรือ?”


พระมเหสีรองส่ายพระพักตร์ “ไม่ใช่อย่างนั้นนักบวชจาริกเคยบอกมารดาของเจ้าว่าชีวิตของเจ้าผูกพันอยู่กับบางสิ่ง แม่อยากรู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร”


ดาลิมส่ายหน้าอย่างซื่อๆ “ข้าไม่เคยได้ยินเรื่องเช่นนั้นเลย เสด็จแม่”


พระมเหสีรองจึงกล่าวต่ออย่างใจเย็น “ถ้าเจ้าสัญญาว่าจะไปถามมารดาของเจ้าว่าชีวิตของเจ้านั้นผูกพันอยู่กับสิ่งใดและนำคำตอบมาบอกแม่ แม่ก็จะคืนพิราบให้ แต่ถ้าไม่…ก็จะไม่คืน”


ดาลิมตอบรับอย่างว่าง่าย “เช่นนั้นข้าจะไปถาม และจะกลับมาบอกเสด็จแม่”


พระมเหสีรองจึงกำชับอีกครั้ง “แม่จะคืนพิราบให้ก็ได้ แต่มีเงื่อนไขอีกอย่างหนึ่ง”


“เจ้าต้องสัญญาว่าจะไม่บอกมารดาของเจ้าว่าแม่เป็นคนต้องการรู้เรื่องนี้”


ดาลิมรับปากโดยไม่ลังเล


เมื่อพระมเหสีรองปล่อยนกพิราบคืนให้เด็กชายก็ดีใจมากที่ได้สัตว์เลี้ยงแสนรักกลับมาจนลืมสิ้นทุกถ้อยคำที่ได้สนทนากับพระมเหสีรอง


แต่ในวันถัดมานกพิราบก็ยังคงบินหลงเข้าไปในตำหนักของพระมเหสีรองอีก…


ดาลิมรีบไปหา พระนางก็ทวงถามเรื่องความลับทันที เด็กชายจึงสัญญาเดี๋ยววันนี้ไปถามให้แน่ๆ แล้ว
ในที่สุด นกพิราบก็ถูกส่งคืนหลังจากเล่นกับนกจนหนำใจดาลิมก็เดินไปหามารดา แล้วเอ่ยขึ้นว่า


“เสด็จแม่… โปรดบอกข้าเถิดว่า ชีวิตของข้าถูกผูกไว้กับสิ่งใด”


พระมเหสีซูโอถึงกับตกตะลึง “เจ้าหมายความว่าอย่างไร ลูกรัก?”


เมื่อเด็กชายยืนยันว่าเคยได้ยินนักบวชกล่าวว่าชีวิตของเขาผูกพันอยู่กับบางสิ่งและขอให้พระนางบอกความจริง


พระมเหสีซูโอจึงรีบกล่าวอย่างร้อนรน ลูกของแม่ ดวงใจของแม่ อย่าถามคำถามอัปมงคลเช่นนี้เลย แต่ดาลิมไม่ยอมลดละเขายืนกรานจะรู้ความจริงให้ได้ถึงกับกล่าวว่าเขาจะไม่กิน ไม่ดื่มสิ่งใดจนกว่าจะได้รับคำตอบ


พระมเหสีผู้ถูกความอ้อนวอนของบุตรชายกดดันอย่างหนัก จนในที่สุดพระมเหสีซูโอก็จำต้องบอกความลับแห่งชีวิตของบุตรชายให้เขาฟัง


::: ::: ::: ::: ::: :::


วันถัดมา นกพิราบก็บินหลงเข้าไปในตำหนักของพระมเหสีรองอีกเช่นเคย ดาลิมตามนกไปจนพบกับพระมเหสีรองอีกครั้ง คราวนี้เธอใช้วาจาอ่อนโยนกล่อมเด็กชายจนสามารถล้วงเอาความลับทั้งหมดออกมาจากปากเขาได้


เมื่อพระมเหสีรองรู้แล้วว่าชีวิตของดาลิม กุมารถูกผูกพันอยู่ปลาค้าวขาว พระนางก็ไม่รอช้า รีบนำความนั้นมาใช้เพื่อแผนการอันชั่วร้ายของตนทันที


พระนางสั่งให้ข้ารับใช้ไปนำลำต้นแห้งของต้นกัญชงมาซึ่งเป็นพืชที่เปราะบางและเมื่อถูกกดทับจะส่งเสียงดังคล้ายเสียงกระดูกมนุษย์ที่แตกร้าว


ลำต้นเหล่านั้นถูกนำไปวางซ่อนไว้ใต้ที่นอนจากนั้น พระมเหสีรองก็ล้มตัวลงนอนและแสร้งทำเป็นป่วยหนัก


แม้พระราชาจะมิได้ทรงรักพระนางเทียบเท่าพระมเหสีอีกองค์หนึ่ง แต่เมื่อทรงทราบข่าวว่าพระนางประชวรก็เสด็จมาเยี่ยม


พระมเหสีรองแสร้งบ่นว่ารู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัวราวกับว่ากระดูกทุกท่อนกำลังแตกร้าว และเมื่อพระนางพลิกกายจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่งลำต้นกัญชงใต้ที่นอนก็ส่งเสียงดังกรอบแกรบสมดังที่พระนางต้องการ


พระราชาทรงหลงเชื่อว่าพระมเหสีรองประชวรหนักจริงจึงมีบัญชาให้แพทย์หลวงที่เก่งที่สุดเข้ามาตรวจรักษา


แต่ทว่าแพทย์หลวงผู้นั้นเองก็แอบรู้เห็นกับพระมเหสีรองอยู่ก่อนแล้ว แพทย์หลวงกราบทูลว่าโรคประหลาดนี้มีทางรักษาเพียงวิธีเดียวต้องนำบางสิ่งที่อยู่ภายในปลาค้าวขาวตัวใหญ่ซึ่งเลี้ยงไว้ในสระหน้าพระราชวังมาปรุงเป็นยา พระราชาจึงมีรับสั่งให้ไปจับปลาตัวนั้นโดยทันที


::: ::: ::: ::: ::: :::


ในการทอดแหครั้งแรกปลาค้าวขาวตัวใหญ่ก็ถูกจับ โดยที่ดาลิมกุมารกำลังเล่นอยู่ไม่ไกลจากสระน้ำกับเด็กคนอื่นๆ เช่นกัน


ทันทีที่ปลาค้าวขาวตัวใหญ่ถูกตาข่ายคล้องขึ้นมา ดาลิมก็รู้สึกไม่สบายตัว และเมื่อปลาถูกลากขึ้นฝั่งเด็กชายก็ทรุดลงกับพื้นหอบหายใจราวกับใกล้สิ้นใจ


เขาถูกรีบนำตัวไปยังตำหนักของมารดาข่าวอาการประชวรอย่างกะทันหันของโอรสทำให้พระราชาทรงตกตะลึง ขณะเดียวกันปลาค้าวขาวตัวนั้นก็ถูกนำไปยังตำหนักของพระมเหสีรองตามคำสั่งของแพทย์หลวง


ปลาค้าวขาวตัวนั้นถูกนำเข้าไปในตำหนักมันนอนดิ้นอยู่บนพื้น ครีบของมันกระแทกพื้นดังเป็นระยะราวกับกำลังต่อสู้กับความตาย ขณะเดียวกันดาลิมซึ่งอยู่ในห้องของมารดาถูกแพทย์หลวงกล่าวว่าเขาไม่มีทางรอดแล้ว


เมื่อผ่าท้องปลาออกก็พบหีบไม้ใบหนึ่งอยู่ภายในและในหีบนั้นมีสร้อยคอทองคำอยู่


ทันทีที่พระมเหสีรองสวมสร้อยเส้นนั้นในวินาทีเดียวกันนั้นเองดาลิมก็สิ้นชีวิตลงในห้องของมารดา


เมื่อข่าวการสิ้นพระชนม์ของโอรสและรัชทายาทไปถึงพระราชาพระองค์ก็จมอยู่ในห้วงแห่งความโศกเศร้า
พระราชาทรงร่ำไห้ต่อศพของดาลิมอย่างขมขื่นยิ่ง จนเหล่าข้าราชบริพารหวั่นเกรงว่าพระองค์อาจเสียพระสติอย่างถาวร


พระราชาไม่ยอมให้ฝังพระศพและไม่ทรงยอมให้ถวายพระเพลิงพระโอรส พระองค์ไม่อาจยอมรับความจริงของการสิ้นพระชนม์ของโอรสได้


แต่กลับมีพระบัญชาให้นำพระศพไปไว้ ณ เรือนสวนแห่งหนึ่งในเขตชานเมืองและให้วางพระศพไว้ในสภาพเดิมพระองค์ยังมีรับสั่งให้จัดเตรียมเสบียงและสิ่งของทุกอย่างไปเก็บไว้ในเรือนหลังนั้น ราวกับว่าพระโอรสน้อยยังจำเป็นต้องใช้สิ่งของเหล่านั้น


มีพระบัญชาให้ปิดเรือนหลังนั้นไว้ทั้งกลางวันและกลางคืนและไม่ให้ผู้ใดเข้าไปได้ยกเว้นเพียงสหายสนิทที่สุดของดาลิมซึ่งเป็นบุตรชายของเสนาบดีเอกของพระราชาผู้นั้นได้รับมอบกุญแจเรือนและได้รับอนุญาตให้เข้าไปได้วันละครั้งเป็นเวลายี่สิบสี่ชั่วโมง


::: ::: ::: ::: ::: :::


ฝ่ายพระมเหสีซูโอผู้เป็นแม่ ด้วยความสูญเสียทำให้ทรงใช้ชีวิตอย่างสันโดษ พระราชาจึงยกสิทธิ์ทั้งหมดให้แก่พระมเหสีดูโอผู้เป็นมเหสีรองไป


พระมเหสีรองยังคงสวมสร้อยเส้นนั้นอยู่เสมอ แต่เพื่อมิให้ผู้ใดสงสัยว่าทำไมทรงสวมสร้อยตลอดเวลา จึงมักถอดสร้อยคอออกในเวลากลางคืน


และตามที่โชคชะตากำหนดไว้ ดาลิมจะอยู่ในสภาพแห่งความตายเฉพาะในช่วงที่สร้อยคอถูกสวมใส่เท่านั้นแต่เมื่อใดที่สร้อยคอถูกถอดออกดาลิมก็จะฟื้นคืนสู่สภาพมีชีวิต


ดังนั้นดาลิมจึงฟื้นคืนชีพทุกค่ำคืนเมื่อพระมเหสีรองถอดสร้อยออกและเสียชีวิตอีกครั้งในเช้าวันถัดมา
เมื่อพระนางสวมสร้อย


ยามที่ดาลิมกลับคืนชีพในเวลากลางคืนเขากินอาหารใดก็ตามที่ต้องการซึ่งมีเสบียงสำรองไว้อย่างเพียงพอในเรือนสวนเขาเดินไปมาอยู่ภายในบริเวณนั้นและครุ่นคิดถึงความประหลาดของชะตากรรมตนเอง


สหายของดาลิมซึ่งมาเยี่ยมเขาได้เฉพาะในเวลากลางวันมักพบเขานอนแน่นิ่งทุกครั้ง แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาฉงนใจหลังผ่านไปหลายวัน คือร่างนั้นยังคงอยู่ในสภาพเดิมเช่นเดียวกับวันที่เขาเห็นเป็นครั้งแรก


เพื่ออธิบายปรากฏการณ์อันประหลาดเช่นนี้เขาจึงตัดสินใจเฝ้าดาลิมอย่างใกล้ชิดยิ่งกว่าเดิมไม่เพียงแต่ในเวลากลางวันหากยังรวมถึงในยามค่ำคืนด้วย


คืนแรกที่เขาเข้าไปเยี่ยม เขาต้องตกตะลึงเมื่อเห็นเพื่อนที่เสียชีวิตไปแล้วเดินไปมาอยู่ในสวน


คืนแรกที่เขาเฝ้าดูดาลิม เขาก็ต้องตกตะลึงเมื่อเห็นเพื่อนที่เสียชีวิตไปแล้วเดินไปมาอยู่ในสวนในตอนแรกเขาคิดว่า “ผีหลอก” แต่เมื่อเขาเข้าไปจับดาลิมและตรวจดูอย่างถี่ถ้วนก็พบว่าร่างนั้นมีเนื้อหนังจับต้องได้ เห้ยฟื้นจริงนี่หน่า


::: ::: ::: ::: ::: :::


ดาลิมจึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นให้สหายฟัง จนในทึ่สุดทั้งสองก็ได้ข้อสรุปร่วมกันว่า
ดาลิมฟื้นคืนชีพในเวลากลางคืน ก็เพราะพระมเหสีดูโอถอดสร้อยคอออกในยามที่พระราชาเสด็จมาเยี่ยมพระนาง


เมื่อชีวิตของเจ้าชายขึ้นอยู่กับสร้อยคอเส้นนั้นสหายทั้งสองจึงร่วมกันคิดหาหนทางเพื่อให้ได้สร้อยคอทองคำนั้นมาครอบครอง


คืนแล้วคืนเล่าทั้งสองปรึกษากันแต่ก็ไม่อาจคิดแผนการใดที่เป็นไปได้จริง แต่จนในที่สุดเหล่าเทพเจ้าก็ทรงนำพาการช่วยเหลือมาสู่ดาลิมกุมาร ด้วยวิธีอันสุดแสนจะเกินผู้ใดคาด…


::: ::: ::: ::: ::: :::


ย้อนกลับไปหลายปีก่อนหญิงคนหนึ่งได้ให้กำเนิดบุตรสาวหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู ตามตามความเชื่อพื้นบ้านของบังกลาเทศโชคชะตาของเด็กจะถูก “จารึกไว้บนหน้าผาก” ตั้งแต่เกิด


เมื่อมารดาของเด็กเกิดความกังวล นางจึงถามน้องชายของตนผู้ซึ่งมีหน้าที่กำหนดชะตาชีวิตของมนุษย์ว่าโชคชะตาใดได้ถูกกำหนดไว้ให้เด็กน้อยผู้นี้


แต่คำตอบที่ได้รับทำให้นางแทบสิ้นเรี่ยวแรง เด็กหญิงผู้นั้นถูกกำหนดไว้ว่าจะต้องแต่งงานกับชายผู้ตายแล้ว…


ผู้เป็นแม่ไม่อาจกลั้นความโศกเศร้าได้เมื่อคิดถึงชะตากรรมอันมืดหม่นที่รอคอยบุตรสาวของตนอยู่ในอนาคต


กาลเวลาผ่านไป เด็กหญิงเติบโตขึ้นเป็นหญิงงามยิ่งกว่าผู้ใด แต่ผู้เป็นมารดากลับไม่อาจมองนางด้วยความยินดีได้ เพราะคิดถึงแต่ชะตากรรมที่น้องชายของตนเป็นผู้กำหนดไว้


เมื่อบุตรสาวเข้าสู่วัยที่ต้องแต่งงาน มารดาจึงตัดสินใจพานางหลบหนีหวังจะหลีกเลี่ยงชะตาที่ถูกกำหนดไว้


แต่ขึ้นชื่อว่าชะตากรรม มันย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้…


::: ::: ::: ::: ::: :::


ระหว่างการเดินทั้งสองก็มาถึงเรือนสวนหลังหนึ่งซึ่งเป็นสถานที่ที่ดาลิมกุมารถูกเก็บรักษาร่างไว้


หญิงสาวบอกกับมารดาว่าตนกระหายน้ำ ผู้เป็นมารดาจึงให้บุตรสาวนั่งรออยู่ที่ประตูขณะที่ตนออกไปหาน้ำดื่มจากบ้านใกล้เรือนเคียง


ระหว่างที่รออยู่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นเด็กหญิงได้ผลักบานประตูเรือนสวนเข้าไปซึ่งกลับเปิดออกเองโดยง่ายนางเดินเข้าไปภายในและเห็นอาคารงดงามราวพระราชวัง


เมื่อคิดจะออกมาประตูกลับปิดลงเองโดยไม่มีผู้ใดแตะต้องทำให้นางไม่อาจออกไปได้


เมื่อค่ำคืนมาถึง ดาลิมกุมาร ก็ฟื้นคืนชีพดังเช่นทุกคืน ขณะเดินไปมาในบริเวณนั้นเขาเห็นเงาร่างของมนุษย์อยู่ใกล้ประตู


เมื่อเข้าไปใกล้ก็พบว่าเป็นหญิงสาวผู้มีความงดงามเป็นเลิศ เมื่อเขาถามว่านางเป็นใครหญิงสาวจึงเล่าเรื่องราวชีวิตของตนทั้งหมดให้ฟังตั้งแต่เรื่องที่น้าชายของนาง คือผู้มีหน้าที่กำหนดชะตาชีวิตของมนุษย์
ได้เขียนชะตาบนหน้าผากของนางตั้งแต่แรกเกิดว่านางถูกกำหนดให้ต้องแต่งงานกับชายที่ตายแล้วและความทุกข์ของมารดาที่ต้องมีชีวิตอยู่กับชะตากรรมอันโหดร้ายนั้น


เมื่อรู้ว่าชะตากรรมของทั้งสองเกี่ยวพันกันการแต่งงานจึงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว (นิทานอะไรก็เกิดขึ้นได้… และบทแม่ก็หายไปเลย)


พิธีแต่งงานจึงถูกประกอบขึ้นตามแบบพิธี เมื่อคู่สมรสใหม่ใช้เวลาส่วนใหญ่ของค่ำคืนนั้นโดยมิได้หลับใหลครั้นถึงรุ่งเช้าเมื่อทั้งสองตื่นจากการหลับ


หรือควรกล่าวว่าเป็นฝ่ายภรรยาที่ตื่นขึ้นคนเดียวดี…


เพราะเจ้าชายได้กลายเป็นร่างไร้วิญญาณเย็นชืดไปเสียแล้ว


::: ::: ::: ::: ::: :::


ความรู้สึกของหญิงสาวผู้นั้นย่อมยากเกินบรรยาย นางเขย่าร่างสามี เธอประทับจูบอุ่นๆ ลงบนริมฝีปากอันเย็นเฉียบแต่ก็ไร้ผลเขานอนแน่นิ่งราวกับเจ้าชายนิทราที่ไม่หายใจ


ด้วยความสยองขวัญนางทุบอกตนเอง ตบหน้าผากด้วยฝ่ามือ ดึงเส้นผมอย่างสุดแรง และวิ่งไปทั่วเรือนประหนึ่งคนเสียสติ


วันนั้นช่างยาวนานสำหรับหญิงผู้น่าสงสาร จนในที่สุดวันที่ยาวนานที่สุดก็สิ้นสุดลง เมื่อค่ำคืนมาถึงสามีของนางก็ฟื้นคืนสู่สติลุกขึ้นจากที่นอนโอบกอดภรรยาผู้โศกเศร้า


::: ::: ::: ::: ::: :::


เจ้าชายและพระชายาใช้ชีวิตร่วมกันอยู่เจ็ดหรือแปดปีจนได้ให้กำเนิดบุตรชายสองคนซึ่งมีรูปลักษณ์เหมือนบิดาของตนทุกประการโดยที่พระราชาพระมเหสีทั้งสองและราชวงศ์คนอื่นๆ ต่างไม่รู้เลยว่า ดาลิมกุมารยังมีชีวิตอยู่ หรืออย่างน้อยก็ยังมีชีวิตอยู่ในยามค่ำคืน ทุกคนเชื่อกันว่าเขาเสียชีวิตไปนานแล้วและพระศพก็ถูกถวายพระเพลิงไปเรียบร้อย


ในใจของพระชายาของดาลิมยังคงครุ่นคิดเรื่องราวของมารดาของสามีผู้ซึ่งนางไม่เคยพบเห็นมาก่อน นางจึงวางแผนการหนึ่งขึ้นมา ไม่ใช่เพียงแผนเพื่อที่จะเห็นหน้ามารดาของสามีเท่านั้น หากยังจะได้ครอบครองสร้อยคอของพระมเหสีรองซึ่งเป็นสิ่งควบคุมชีวิตสามีนางอยู่


ด้วยความยินยอมของสามีและความช่วยเหลือจากสหายของเขา นางจึงปลอมตัวเป็นช่างตัดเล็บหญิง
พร้อมห่อเครื่องมือเดินทางไปยังหน้าประตูพระราชวังพร้อมกับบุตรชายทั้งสองคน


::: ::: ::: ::: ::: :::


นางประกาศตนว่าเป็นช่างตัดเล็บและแสดงความประสงค์จะเข้าเฝ้าพระมเหสีซูโอ และพระมเหสีซูโอทรงยอมให้เข้าเฝ้าโดยง่าย


เมื่อพระมเหสีดูโอเห็นหญิงผู้นั้นพร้อมเด็กชายสองคนก็เกิดความสะเทือนใจขึ้นอย่างแรง
เด็กทั้งสองมีลักษณะคล้ายคลึงกับดาลิมกุมาร โอรสผู้เป็นที่รักของพระนางมาก


แต่แน่นอนว่าพระนางไม่อาจคาดคิดได้เลยว่าเด็กชายทั้งสองคนนั้นคือบุตรชายของดาลิม แต่พระมเหสีซูโอก็ตรัสว่านับตั้งแต่โอรสของพระนางสิ้นชีวิต พระนางก็ละทิ้งความยึดติดทางโลกทั้งปวงไปแล้วจึงปฏิเสธเธอไป


เธอได้เห็นหน้ามารดาของสามีตามที่ต้องการแล้ว จึงดำเนินแผนต่อไปโดยการเข้าไปยังตำหนักของพระมเหสีรอง และเสนอบริการตัดเล็บของตนซึ่งพระนางก็อนุญาต


เมื่อบริการเสร็จพระมเหสีรองก็พอใจอย่างมาก ทั้งในความชำนาญและอัธยาศัยอันอ่อนหวานของหญิงผู้นั้นถึงกับรับสั่งให้นางมาคอยปรนนิบัติอยู่เรื่อยๆ


หญิงผู้นั้นสังเกตเห็นว่าพระมเหสีรองไม่แสดงความระแวงใดๆ ต่อสร้อยคอที่คล้องอยู่อีกต่อไปแล้วจึงวางแผนขั้นต่อไป…


::: ::: ::: ::: ::: :::


เมื่อถึงวันที่เข้าเฝ้าเป็นครั้งที่สองหญิงผู้นั้นได้สั่งให้บุตรชายคนโตให้ร้องไห้ดังลั่นภายในพระราชวัง
และอย่าหยุดร้องจนกว่าจะได้สร้อยคอของพระมเหสีดูโอมาอยู่ในมือ


เมื่อมาเวลานัดหมายหญิงผู้ปลอมตัวเป็นช่างตัดเล็บจึงเข้าไปยังตำหนักของพระมเหสีรองอีกครั้ง


ขณะที่นางกำลังย้อมฝ่าเท้าของพระมเหสีเด็กชายคนโตก็เริ่มส่งเสียงร้องไห้ดังลั่นเหมือนเด็กอยากได้ของเล่น


เมื่อถูกถามถึงเหตุผล เด็กชายก็ตอบตามแผนว่า… ป๋มอยากได้สร้อยคอของพระมเหสีคับ… 🥺


พระมเหสีรองไม่อาจยอมสละสร้อยคอเส้นนั้นได้ เธอบอกว่าเพราะสร้อยทองนี้เป็นอัญมณีที่ล้ำค่าและดีที่สุดในบรรดาเครื่องประดับทั้งหมดของพระนาง


แต่อย่างไรก็ตามเพื่อให้เด็กชายหยุดร้องพระนางจึงยอมอะลุ้มอล่วยให้โดยการถอดสร้อยคอให้และวางลงในมือของเขาแทน


เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจและต้องกลับบ้าน เด็กชายกลับไม่ยอมปล่อยสร้อยคอทองคำแม้มารดาจะพยายามแย่งคืน เขาร้องไห้อย่างหนักจนผู้เป็นมารดาเสนอให้เด็กนำสร้อยกลับไปก่อนโดยรับปากว่าจะนำมาคืนภายหลังเมื่อเด็กหลับ


พระมเหสีดูโอเห็นว่าเด็กไม่ยอมปล่อยสร้อย แต่ก็คิดว่าดาลิมเสียชีวิตไปนานแล้ว ให้ไปคงไม่เป็นอะไรจึงยอมให้เอาสร้อยกลับไปตามที่เธอเสนอ


เมื่อได้สร้อยคอมา เธอก็รีบไปยังเรือนสวนและนำสร้อยไปให้ดาลิมซึ่งกลับฟื้นคืนชีพอย่างสมบูรณ์ แผนต่อไปด้วยคำแนะนำของสหาย พวกเขาตัดสินใจเดินทางกลับพระราชวังเพื่อเข้าเฝ้าพระราชาและพระมเหสีซูโออีกครั้ง


มีการเตรียมขบวนอย่างสมพระเกียรติ ช้างศึกถูกจัดเตรียม เจ้าชายดาลิมเสด็จพร้อมพระชายาและโอรสทั้งสอง ข้อความถูกส่งไปยังพระราชวังว่าเจ้าชายดาลิมยังมีชีวิตอยู่ และกำลังจะเข้าเฝ้าพระบิดามารดา


เมื่อความจริงปรากฏ พระราชาและพระมเหสีซูโอดีใจอย่างยิ่ง ทั้งสองโผเข้ากอดกันด้วยความปลาบปลื้ม ขณะที่พระมเหสีดูโอ ซึ่งตระหนักว่าความชั่วร้ายทั้งหมดของตนกำลังจะถูกเปิดโปง กลับจมอยู่ในความเศร้าและหวาดหวั่น


ดาลิมเล่าทุกเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความตายและการฟื้นคืนชีพของตน พระราชาโกรธพระเมหสีรองมาก จนมีรับสั่งให้นำพระมเหสีดูโอเข้ามาเฝ้า จากนั้นมีการขุดหลุมลึกเท่าความสูงของมนุษย์ จับพระมเหสีดูโอยืนลงไปในหลุมนั้น กองหนามแหลมถูกเททับขึ้นมาจนถึงพระเศียร และพระนางถูกฝังทั้งที่ยังมีชีวิต


และความลับแห่งชีวิตก็จบลง…


#TWCVariety #TWCBangladash #TWC_Salmon