# Vaccine Diplomacy การทูตผ่านวัคซีน

- URL: https://www.thewildchronicles.com/blog/vaccine-diplomacy
- Author: พงศ์ศรณ์ ภูมิวัฒน์
- Published: 2023-11-14T10:27:39Z
- Updated: 2024-05-29T03:26:01Z
- Tags: สุขภาพ

> เมื่อชาติมหาอำนาจต่างๆ ใช้วัคซีนเป็นเครื่องมือการทูต จะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร?

ท่ามการระบาดครั้งเลวร้ายในประวัติศาสตร์ “วัคซีน” กลายเป็นของมีค่ายิ่ง เพราะมันแทบจะเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยแก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้นในทุกด้าน ทั้งในแง่ของสาธารณสุข, คุณภาพชีวิต, เศรษฐกิจ ฯลฯ


อย่างไรก็ตาม วัคซีนส่วนมากมักอยู่ในมือของมหาอำนาจ ซึ่งแม้จะมีล้นเหลือ แต่ไม่ได้ใจบุญให้ใครฟรีๆ ในการนี้ วัคซีนจึงกลายเป็นเครื่องมือในการเจรจาทางการทูตและการต่อรองชั้นเยี่ยม


บทความนี้ จะเล่าความเป็นมาของการทูตผ่านวัคซีนตั้งแต่เริ่มต้น เรื่องราวในยุคสงครามเย็น ไปจนถึงเมื่อมีโควิด-19 ที่ทำให้ความต้องการวัคซีนพุ่งสูงกว่าครั้งไหนๆ ในประวัติศาสตร์ ซึ่งในบทความ เราจะเน้นไปยังจีนและสหรัฐฯ สองมหาอำนาจใหญ่ที่ขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือดในเวลานี้


**จุดเริ่มต้นของการทูตผ่านวัคซีน**


การใช้วัคซีนเป็นเครื่องมือทางการทูตนั้น เริ่มมาตั้งแต่เรามีวัคซีนชนิดแรกของโลกเพื่อรักษาฝีดาษ ของ “เอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์” นายแพทย์ชาวอังกฤษในปี 1796


ช่วงเวลาไม่นานต่อมานั้น นโปเลียนมีแผนจะตีสหราชอาณาจักร ทำให้อังกฤษต้องหาทางแก้ไข ซึ่งหนึ่งในวิธีคือการส่งวัคซีนฝีดาษไปให้ฝรั่งเศส


ด้วยความพยายามทางการทูตอีกหลายประการ ทั้งสองชาติเซ็นสนธิสัญญาสันติภาพกันในปี 1802 และหลังจากนั้น เจนเนอร์ก็ได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกของบัณฑิตสภาฝรั่งเศส (Institute of France) ในปี 1811 แสดงถึงความสำคัญของวัคซีนในฐานะเครื่องมือการทูตได้เป็นอย่างดี



## การทูตวัคซีนยุคสงครามเย็น


ช่วงยุค 50s ที่โลกกำลังอยู่ในภาวะสงครามเย็นนั้น เกิดโรคโปลิโอระบาดหนักในหลายประเทศ โรคนี้ทำให้มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงลง จนระบบหายใจผู้ป่วยมักล่ม ทำให้พวกเขาต้องนอนใช้เครื่องช่วยหายใจ ไม่อาจกลับออกมาใช้ชีวิตปกติได้อีก


เนื่องจากผู้ป่วยส่วนมากมักเป็นเด็ก ส่งผลให้ทั้งตัวเด็กและพ่อแม่ผู้ปกครองหวาดกลัว จึงมีการเร่งพัฒนาวัคซีนเพื่อป้องกันโรคโปลิโอเกิดขึ้น


การทดลองของทางสหรัฐฯ นั้น ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิโปลิโอแห่งชาติสหรัฐฯ ที่ตั้งขึ้นในปี 1938 โดยประธานาธิบดี แฟรงกลิน ดี. รูสเวลต์ (รูสเวลต์เป็นอัมพฤกษ์ตั้งแต่เอวลงไปเพราะโรคนี้มาก่อนแล้ว โดยโปลิโออุบัติขึ้นครั้งแรกๆ ตั้งแต่ 30s)


นเวลานั้น มีนักไวรัสวิทยาสองคนที่โดดเด่น คือ โจนัส ซอล์ค แห่งมหาวิทยาลัยพิสต์เบิร์ก และ อัลเบิร์ต บี. ซาบิน แห่งมหาวิทยาลัยซินซินนาติ แข่งกันพัฒนาวัคซีน โดยซอลค์มุ่งไปที่ไวรัสเชื้อตาย ขณะที่ซาบินเน้นไปยังไวรัสเชื้อเป็น


ขณะเดียวกันทางโซเวียต ปรากฏว่าไม่มีใครคิดค้นวัคซีนได้ จนในปี 1956 มิคาอิล ชูมาคอฟ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยโรคโปลิโอแห่งมอสโกกับภรรยาของเขาที่เป็นนักไวรัสวิทยา พร้อมด้วยลูกศิษย์ จึงฝ่ากระแสสงครามเย็นมาศึกษาวัคซีนที่สหรัฐฯ


หลังจากนั้น FBI ก็อนุญาตให้ซาบินไปยังเลนินกราดเพื่อช่วยโซเวียตผลิตวัคซีน


วัคซีนเชื้อตายของซอล์คประสบความสำเร็จในปี 1955 และวัคซีนเชื้อเป็นของซาบินมีการใช้มาตั้งแต่ปี 1961 กลายเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้โลกรอดพ้นจากโรคร้าย


แม้ซอล์คจะมีชื่อเสียงมากกว่า เพราะทำสำเร็จก่อน (ทั้งอยู่ที่อเมริกา) แต่วัคซีนแบบกินของซาบินก็แพร่หลายไปทั่วโลก …ถือว่าต้องขอบคุณวัคซีนที่ทำให้ขั้วตรงข้ามสองฝั่งของสงครามเย็นหันกลับมาคุยกันได้ แม้จะช่วงสั้นๆ ก็ตาม



## Covid-19


ปลายปี 2019 เกิดโรคอุบัติใหม่ขึ้นนาม “โควิด-19” หรือ “โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019” ที่เรารู้จักกันดี


แม้ยังเป็นที่ถกเถียงกันว่าไวรัสเกิดมาจากไหนกันแน่ แต่ที่เรารู้ก็คือ การระบาดของโรคเริ่มต้นขึ้นที่เมืองอู่ฮั่นในประเทศจีน ซึ่งผู้ติดเชื้อมักมีความเชื่อมโยงกับตลาดสดที่มีการขายสัตว์ป่า ทำให้ผู้เชี่ยวชาญคาดกันว่าน่าจะติดมาจากสัตว์อีกที


ต่อมา ก็มีการค้นพบผู้ติดเชื้อนอกประเทศจีน (เคสแรกยืนยันที่ประเทศไทยในวันที่ 13 มกราคม 2020) ก่อนจะแพร่กระจายไปทั่วโลก สร้างความเสียหายให้เป็นอันมาก


ในวันที่ 11 มีนาคม 2020 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศให้โควิด-19 เป็นโรคระบาดใหญ่ หรือ Pandemic


แน่นอนว่าการคิดค้นวิธีรักษาและป้องกันโรคนี้เริ่มต้นขึ้นแทบจะทันที โดยโควิดนั้นมีต้นกำเนิดเดียวกับไวรัสซาร์ส ซึ่งมีผลการวิจัยรองรับอยู่แล้ว การทำงานตรงจุดนี้จึงง่ายกว่าโรคอุบัติใหม่อื่นๆ


นอกจากนี้ ด้วยความร่วมมือร่วมใจของผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ทำให้มีบริษัทที่วัคซีนเสร็จออกมาภายในหนึ่งปี


…แต่นี่เป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น…



## ช่องว่างของวัคซีน


แม้จะมีวัคซีนเร็วแค่ไหน แต่การกระจายวัคซีนยังทำได้ล่าช้า และช่องว่างของวัคซีนระหว่างประเทศร่ำรวยและยากจนยังมีกว้างมาก


อ้างจากข้อมูลเดือนกรกฎาคม 2021 ที่อังกฤษได้เซ็นสัญญาซื้อวัคซีนแล้วเกินกว่าจำนวนประชากร 2.2 เท่า, แคนาดาสามารถจัดหาวัคซีนตุนไว้ถึง 10 เท่าของจำนวนประชากร, ส่วนสหรัฐนั้นมีวัคซีนมากขนาดเหลือทิ้ง แต่ในเดือนเดียวกันนั้น เฮติเพิ่งได้รับส่งมอบวัคซีนลอตแรกจำนวน 500,000 โดสเท่านั้นเอง (เฮติมีประชากร 11 ล้านคน)


แม้ปัจจุบันจะมีโครงการ COVAX เพื่อบริจาควัคซีนให้ประเทศยากจน แต่มันก็มีข้อบกพร่องและมีงบสนับสนุนน้อยจนไม่สามารถแข่งขันกับประเทศมหาอำนาจในการศึกแย่งวัคซีนได้


นอกจากนั้นยังมีปัญหาเนื่องจากอินเดียซึ่งเป็นประเทศผู้ขายวัคซีนให้โคแวกซ์รายใหญ่สุดได้สั่งชะลอการส่งออก เพราะประสบภัยโรคระบาดหนัก ต้องเก็บวัคซีนไว้ฉีดคนในประเทศก่อน


ตอนแรก WHO เชื่อว่าจะมีอุปสงค์วัคซีนเพียงพอปลายปี 2021 แต่จากสถานการณ์ปัจจุบันที่การผลิตวัคซีนยังล่าช้า คงต้องรอต่อไปอีก


“ช่องว่าง” ของความไม่เท่าเทียมนี้เอง กลายเป็น “ช่องว่าง” ให้ประเทศยักษ์ใหญ่ที่มีวัคซีนในครอบครอง นำมันมาเป็นเครื่องมือต่อรองกับประเทศเล็กๆ


เรื่องย้อนแย้งก็คือ จริงๆ ประเทศใหญ่ที่มีวัคซีนเหลือเฟือนั้นมักเป็นสมาชิก COVAX แต่เลือกจะบริจาคกับบางประเทศที่เป็นพันธมิตรกับตนอย่างเฉพาะเจาะจงมากกว่าเข้ากองกลาง เพื่อหวังผลประโยชน์ทางการทูต



## ผู้แพร่เชื้อ – ผู้ช่วยเหลือ


หลังโดนมองว่าเป็นประเทศต้นกำเนิดการระบาดของไวรัสโควิด จีนจึงต้องพยายามอย่างหนักเพื่อแก้ไขภาพลักษณ์ดังกล่าว โดยมีทั้งการใช้ไม้แข็งคือการเสริมกำลังทหารให้ดูแข็งแกร่ง และการใช้ไม้อ่อนหรือ soft power ต่างๆ ให้คนรู้สึกดีกับจีนมากขึ้น ซึ่งวัคซีนก็เป็นหนึ่งในนั้น


เริ่มแรกก่อนที่จะมีการพัฒนาวัคซีนได้สำเร็จ จีนได้ให้งบสนับสนุน WHO จำนวน 2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ พร้อมส่งบุคลากรและเครื่องมือทางการแพทย์ไปช่วยยุโรป และยังให้หลายประเทศในภูมิภาคลาตินอเมริกากับแคริบเบียนกู้เงินอีกพันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อให้เข้าถึงวัคซีนได้ง่ายขึ้น


ต่อมาเนื่องจากจีนควบคุมโควิดได้ดี ทั้งยังผลิตวัคซีนได้เอง จึงนำวัคซีนเช่นซิโนแวค ซิโนฟาร์ม ไปแจกจ่ายแก่หลายประเทศ ทั้งในเอเชีย, แอฟริกา, อเมริกาใต้ รวมถึงยุโรป


ช่วงเดือนกรกฎาคม 2021 หลัง WHO ให้การรับรองวัคซีนจีนหลักทั้งสองตัว องค์กรพันธมิตรเพื่อวัคซีนกาวี (GAVI) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ดำเนิน COVAX ก็มาติดต่อทำสัญญาซื้อซิโนฟาร์มไป 170 ล้านโดส และซิโนแวคไป 350 ล้านโดสไปเข้าโครงการ ทำให้จีนกลายเป็นผู้บริจาควัคซีนสำคัญรายหนึ่ง



## อเมริกาเดินเกม


ตอนแรกสุด รัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศว่า จะบริจาควัคซีนให้ประเทศอื่นก็ต่อเมื่อมีวัคซีนเพียงพอต่อความต้องการของคนในประเทศแล้วเท่านั้น ทั้งยังมีการจองวัคซีนล่วงหน้าไว้หลายร้อยล้านโดส


นอกจากนี้ยังสั่งห้ามส่งออกวัคซีนหลายครั้ง คือ 18 ครั้งในสมัยทรัมป์ (และอย่างน้อย 1 ครั้งในสมัยไบเดน)


อย่างไรก็ตามเมื่อสหรัฐฯ เริ่มควบคุมสถานการณ์ได้ ก็เริ่มมีการเปลี่ยนแนวทาง


ในยุคประธานาธิบดี โจ ไบเดน มีการผ่อนปรนการส่งออกวัคซีน และอาศัยจังหวะที่คนยังคลางแคลงใจในประสิทธิภาพของวัคซีนจีนเร่งบริจาควัคซีนให้ประเทศอื่นๆ รวมทั้งมอบเงิน 4 พันล้านเหรียญให้โครงการ COVAX


นอกจากนี้ ไบเดนยังให้ให้สัญญาในที่ประชุม QUAD (หรือกลุ่มพันธมิตรที่ตั้งมาต้านจีน ซึ่งประกอบด้วย สหรัฐฯ, อินเดีย, ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย) ว่าจะร่วมกันบริจาควัคซีนให้ได้ 1 พันล้านโดสภายในปี 2022-2023


การประกาศในระหว่างประชุมต้านจีนเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าทำไปเพื่อถ่วงดุลอำนาจ



## ไทยและการทูตวัคซีน


ในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ ประเทศไทยถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญบนแผ่นดินใหญ่ มีความสำคัญทั้งชัยภูมิ, ทรัพยากร และกำลังพล ทำให้มหาอำนาจพยายามเข้ามายึดครองตั้งแต่อดีตช่วงยุคล่าอาณานิคม แต่ไทยก็เอาตัวรอดมาได้ทุกครั้งด้วยการผูกมิตรกับทุกประเทศ


พอมาถึงยุคปัจจุบันที่สหรัฐฯ และจีนต่างช่วงชิงความเป็นหนึ่งบนโลกทั้งด้านการค้า, การทหาร, เทคโนโลยี, ทรัพยากร ฯลฯ พวกเขายังมองไทยเป็นพันธมิตรสำคัญอยู่


ในช่วงการระบาดของโรคโควิดนี้ จีนเป็นฝ่ายนำหน้าไปก่อน เมื่อทางการไทยสั่งวัคซีนซิโนแวค จีนได้สมทบมาอีก 1 ล้านโดส และต่อมาก็ยังมีการบริจาคโดยตรงไปยังสภากาชาดไทยอีก 1 แสนโดสในเดือนก.ย. ที่ผ่านมา


ส่วนสหรัฐฯ ก็ได้เร่งเดินหน้ากระชับความสัมพันธ์กับไทย พร้อมมอบความช่วยเหลือด้านสาธารณสุขผ่านการทยอยบริจาควัคซีน mRNA ของไฟเซอร์


ตอนแรกปลายเดือนก.ค. สหรัฐฯ จะมอบให้ 1.5 ล้านโดส แต่นายไมเคิล ฮีธ อุปทูตรักษาการแทนฯ ได้กล่าวว่า สหรัฐฯ ตัดสินใจบริจาคให้อีก 1 ล้านโดส จากการระบาดของไวรัสสายพันธุ์เดลต้า โดยบอกว่า ต้องการช่วยทุกคน และทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นฟูโดยเร็ว



## ครอบครัวเดียวกัน – ศูนย์กลางอาเซียน


นอกจากการการทูตด้วยวัคซีนแล้ว จีนยังมีการลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น เพราะมองว่าตลาดไทยมีศักยภาพ เชื่อมต่อกับส่วนอื่นๆ ของอาเซียนได้ ซึ่งด้านเอกอัครราชทูตจีน “หานจื้อเฉียง” ได้กล่าวว่า “จีนไทยครอบครัวเดียวกัน” เพื่อเป็นการเน้นย้ำความสำคัญ


ขณะที่สหรัฐฯ ได้ดำเนินการสร้างสถานทูตใหม่ที่กรุงเทพฯ ด้วยงบประมาณกว่า 20,000 ล้านบาท และสร้างสถานกงสุลใหม่ในเชียงใหม่ด้วยงบประมาณกว่า 8,800 ล้านบาท พร้อมยกให้ไทยเป็น “ศูนย์กลางดำเนินการระดับภูมิภาค”


ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นการขับเคี่ยวทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ และจีน ที่เพิ่มขึ้นในไทยอย่างมีนัยยะสำคัญ และเห็นได้ชัดว่าสหรัฐฯ มีความต้องการจะใช้ไทยเป็นศูนย์บัญชาการใหญ่ของภูมิภาค คล้ายกับกรณีที่เกิดขึ้นในสงครามเย็น



## สรุป


เราจะเห็นได้ว่า การใช้วัคซีนเพื่อการทูต มีมาเป็นนับร้อยปีแล้ว เพียงแต่จะเกิดขึ้นช่วงที่มีโรคระบาดเท่านั้น


อย่างไรก็ตาม โควิด-19 มาเกิดในช่วงที่สหรัฐฯ และจีน ซึ่งเป็นสองชาติมหาอำนาจสามารถผลิตวัคซีนได้เอง ต้องการช่วงชิงความเป็นหนึ่งในทุกๆ ด้านแข่งกันพอดี ทำให้การทูตผ่านวัคซีนในครานี้ เข้มข้นกว่าครั้งไหนๆ เพราะต่างฝ่ายต่างทุ่มทุนเพื่อหาพันธมิตร โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั่นเอง