# Bhutan ทำไมต้องไป “ภูฏาน” เทศกาลวันชาติโบราณ กับ The Wild Chronicles

- URL: https://www.thewildchronicles.com/blog/why-bhutan-2026
- Author: พงศ์ศรณ์ ภูมิวัฒน์
- Published: 2025-10-01T02:00:16Z
- Updated: 2025-10-01T02:00:16Z
- Tags: ทัวร์ TWC, ประวัติศาสตร์, ภูฏาน

> ณ แผ่นดินผืนเล็กๆ ที่ถูกโอบล้อมไว้ในอ้อมกอดของเทือกเขาหิมาลัย พวกเขาเชื่อว่าตนเองคือบุตรหลานแห่ง “มังกรสายฟ้า”

ณ แผ่นดินผืนเล็กๆ ที่ถูกโอบล้อมไว้ในอ้อมกอดของเทือกเขาหิมาลัย พวกเขาเชื่อว่าตนเองคือบุตรหลานแห่ง **“มังกรสายฟ้า”** ที่นี่คือ **“ราชอาณาจักรพุทธวัชรยาน”** แห่งเดียวในโลก ที่แห่งนั้นคือ **“ภูฏาน”**


🐉 รู้หรือไม่!? ธงชาติของภูฏานถูกแบ่งครึ่งเฉียงออกเป็นสองสี สื่อถึงความสมดุลระหว่างทางโลกและทางธรรมโดยมี **“มังกรสายฟ้า”** เหินผ่านตรงกลาง
🐉 รู้หรือไม่!? ณ ที่แห่งนี้ **“ความสุขมวลรวมประชาชาติ” (Gross National Happiness)** ได้ถูกยกขึ้นใช้แทน “ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ” (GDP)


🐉** ปี 2026❗The Wild Chronicles** ขอพาท่านเดินทางไป **“ภูฏาน” : เทศกาลวันชาติโบราณ**


🐉 ทัวร์ของเราไม่จอยกรุ๊ป ไม่ชะโงก อะไรควรดูอยู่ดูนานขึ้น อะไรอยู่นอกเส้นทางปกติแต่ควรสัมผัสจะได้ไปสัมผัส โดยเฉพาะผู้รักการผจญภัยและ หลงไหลในประวัติศาสตร์และทิวทัศน์ที่ตื่นตา ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง!! โดยทัวร์นี้มี** “คุณปั๊บ”** เป็นวิทยากรประวัติศาสตร์นำทัวร์เอง


ท่านจะได้ผจญภัยเที่ยวชม


🎭 **“เทศกาลหน้ากากปูนาคา”** เทศกาลที่บอกเล่าเรื่องราวการสร้างชาติภูฏาน
🗡️ **“พาโร รินปุง ซอง”** ป้อมปราการโบราณที่สร้างขึ้นเพื่อปกป้องการรุกรานจากชาวทิเบต
☸️ **“พระพุทธรูปดอร์เดนมา”** พระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่สูงมากถึง 54 เมตร
🛡️ **“ปูนาคาซอง”** หนึ่งในป้อมปราการที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศและสวยงามที่สุดของภูฏาน
🚙** “เมืองทิมพู”** เมืองหลวงแห่งเดียวในโลกที่ไม่มีสัญญาณไฟจราจร
🛕 **“วัดทักซัง”** วัดบนหน้าผาสูงชัน อันเป็น 1 ใน 10 วัดที่น่ามหัศจรรย์ของโลก
🏞️ **“แช่น้ำร้อนท่ามกลางธรรมชาติ”** ในน้ำยาสมุนไพร **“เมนชู”** อันเป็นสูตรเฉพาะซึ่งช่วยให้จิตใจสงบ


พร้อมสถานที่สุดพีกอีกมากมาย..


เรามาดูรายละเอียดกันดีกว่าครับว่า **ทำไมต้องไป.. “ภูฏาน” : เทศกาลวันชาติโบราณ 🐉⚡กับ The Wild Chronicles**



![](/media/2025/09/1-5.jpg)


“ภูฏาน” ประเทศเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งคั่นกลางระหว่างอินเดียและดินแดนทิเบต ดินแดนแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็น “ดินแดนแห่งสายฟ้า” (Druk Yul) อันเป็นชื่อเรียกในภาษาซงคา ซึ่งเป็นภาษาประจำชาติของภูฏาน


ภูมิประเทศส่วนใหญ่ของภูฏานปกคลุมด้วยภูเขาสูงสลับซับซ้อน มีทั้งป่าเขียวชอุ่ม ลำธาร และหุบเขาลึกที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์


ภูมิประเทศนี้เองที่เป็นส่วนหนึ่งให้ ภูฏานถูกปิดล้อมจากโลกภายนอกเป็นเวลานาน จนสามารถรักษาขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม และวิถีชีวิตดั้งเดิมไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ จนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แตกต่างจากประเทศใดๆ ในโลก และทรงคุณค่าอย่างยิ่ง



![](/media/2025/09/2-5.jpg)


หากกล่าวถึงจุดเริ่มต้นภูฏานนั้น ดินแดนเคยเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยหุบเขาและชุมชนเล็กๆ กระจัดกระจาย จนกระทั่งในศตวรรษที่ 17 ได้มีพระภิกษุรูปหนึ่งชื่อ ชับดรัง งาวัง นัมเกล (Zhabdrung Ngawang Namgyal) ที่ได้รวมชนเผ่าและหุบเขาต่างๆ เข้าด้วยกัน และก่อตั้งระบอบการปกครองภายใต้หลักศาสนาพุทธวัชรยานขึ้น


เขาได้สร้างป้อมปราการ “ซอง” ไว้ทั่วภูฏาน ซึ่งซองเหล่านั้นยังคงเป็นทั้งศูนย์กลางการปกครองและศาสนาจนถึงปัจจุบัน ต่อมาในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ภูฏานได้จัดตั้งราชวงศ์ภายใต้กษัตริย์องค์แรก อูเก็น วังชุก (Ugyen Wangchuck) ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของ “ราชอาณาจักรวังชุก” ที่ปกครองต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้



![](/media/2025/09/3-5.jpg)


เรื่องราวของชาติและพุทธศาสนาของภูฏานได้กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกัน และถูกสะท้อนผ่าน “เทศกาลหน้ากาก” ซึ่งจัดขึ้นทุกปี โดยมีช่วงเวลาจะแตกต่างกันไปตามซองและวัดใหญ่ทั่วประเทศ เทศกาลนี้เป็นทั้งพิธีกรรมทางศาสนาและการเฉลิมฉลองของชุมชนแต่ละแห่ง


การแสดงเหล่านี้เกี่ยวข้องกับเรื่องราวพุทธศาสนา และบทบาทของคุรุ รินโปเช (Padmasambhava) ผู้เผยแผ่พระพุทธศาสนาในหิมาลัย ขณะเดียวกันในบางพื้นที่ยังนำเสนอเรื่องเล่าและตำนานที่สะท้อนการสร้างชาติ รวมถึงการเอาชนะพลังชั่วร้ายด้วย


โดยสำหรับชาวภูฏาน เทศกาลนี้ไม่ใช่เพียงแค่ประเพณี แต่ยังเป็นพิธีกรรมทางศาสนาที่เชื่อว่าจะช่วยชำระบาปและเสริมสิริมงคลให้แก่ชีวิต อีกทั้งยังเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ผู้คนจะแต่งกายด้วยชุดประจำชาติ มารวมตัวกันเพื่อสวดมนต์ ทำบุญ และร่วมเฉลิมฉลอง พร้อมทั้งสืบสานขนบธรรมเนียมและอัตลักษณ์ของชาติให้คงอยู่ต่อไป



![](/media/2025/09/4-5.jpg)


ทัวร์ภูฏานของเราจะเริ่มต้นการเดินทางที่ “เมืองพาโร” เมืองหน้าด่านในหุบเขาแสนสวย ซึ่งถือเป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดและสวยที่สุดในภูฏาน ตั้งอยู่ทางตะวันตกของภูฏานห่างจากเมืองหลวงทิมพู ประมาณ 53 กิโลเมตร



![](/media/2025/09/5-5.jpg)


เยี่ยมชม “พิพิธภัณฑ์แห่งชาติภูฏาน” (National Museum of Bhutan) พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ที่จัดแสดงหลักฐานทางวัฒนธรรมของประเทศแห่งนี้กว่า 3,000 ชิ้น ซึ่งครอบคลุมประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 1,500 ปี โดยพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เคยเป็นป้อมปราการเก่าที่มีทัศนียภาพของหุบเขาที่สามารถมองเห็นทิวเขาอันงดงาม อีกทั้งที่นี่ยังมีพิพิธภัณฑ์ด้านธรรมชาติของภูฏาน ซึ่งควรค่าแก่การเยี่ยมชม



![](/media/2025/09/6-5.jpg)


พาชม “พาโร รินปุง ซอง” (Paro Rinpung Dzong) หรือที่รู้จักกันว่า ‘ป้อมพาโร’ ป้อมปราการแห่งนี้สร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 17 โดย “ชับดรัง งาวัง นัมเกล” ผู้รวมประเทศภูฏานให้กลายเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งได้สร้างสถานที่แห่งนี้เพื่อปกป้องการรุกรานจากชาวทิเบต


นอกจากใช้ในการป้องกันประเทศแล้ว ป้อมพาโรยังเป็นสถานที่สําคัญทางศาสนาของภูฏาน เพราะที่นี่ถือเป็นศูนย์กลางทางสงฆ์มาอย่างยาวนาน ป้อมพาโรมีจุดเด่น คือ สถาปัตยกรรมภูฏานแบบดั้งเดิม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถทางสถาปัตยกรรมของชาวภูฏานได้เป็นอย่างดี โดยภายในมีการประดับประดาด้วยงานแกะสลักไม้อันประณีตและภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วิจิตรบรรจงที่บอกเล่าเรื่องราวของศาสนาพุทธ พร้อมกับมีหอคอยกลาง (อุตเซ) สูงห้าชั้นที่ตั้งเด่นเป็นสง่า



![](/media/2025/09/7-5.jpg)


เดินทางสู่ “เมืองทิมพู” (Thimphu) เมืองหลวงของประเทศภูฏาน ซึ่งเส้นทางการเดินทางจะไปบนถนนที่ล้อมรอบด้วยป่าเขาอันเขียวขจีและสวยงาม ทิมพูเป็นเมืองหลวงและเมืองใหญ่สุดของประเทศภูฏาน ตั้งอยู่ตอนกลางของประเทศ เมืองแห่งนี้กลายมาเป็นเมืองหลวงของภูฏานแทนเมืองหลวงโบราณอย่างปูนาคาในปี 1955 และกลายเป็นเมืองศูนย์กลางทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศแห่งนี้ สิ่งที่น่าสนใจของเมืองทิมพู คือ ที่นี่เป็นเมืองหลวงแห่งเดียวในโลกที่ไม่มีสัญญาณไฟจราจร และใช้ตํารวจจราจรโบกมือให้สัญญาณเท่านั้น



![](/media/2025/09/8-5.jpg)


เยี่ยมชม “ป้อมทาชิ โชเอ็ดซอง” (Tashi Chhoedzong) ชื่อป้อมแห่งนี้มีความหมายว่า “ป้อมปราการแห่งศาสนาอันรุ่งโรจน์” ที่นี่ถือเป็นสถานที่สําคัญของประเทศภูฏานมาหลายยุคหลายสมัย ในอดีตป้อมทาชิ โชเอ็ดซองมักถูกไฟไหม้บ่อยครั้งจึงทําให้มีการบูรณะอยู่ตลอด โดยป้อมในแบบปัจจุบันถูกสร้างขึ้นในปี 1962 หลังจากภูฏานย้ายเมืองหลวงจากปูนาคามายังทิมพู


ป้อมแห่งนี้ทั้งถูกใช้เป็นที่ตั้งของสํานักพระราชวัง ทําเนียบรัฐบาลรวมไปถึงหน่วยงานราชการอื่นๆ อีกมากมาย อีกทั้งยังมีส่วนของมหาอาราม ที่ตั้งตําหนักฤดูร้อนของสมเด็จพระสังฆราชภูฏานอีกด้วย


หน่วยงานราชการอื่นๆ อีกมากมาย อีกทั้งยังมีส่วนของป้อมแห่งนี้อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้เฉพาะในส่วนของบริเวณวัด ซึ่งภายในโบสถ์มีพระประธานเป็นพระพุทธเจ้าศรีศากยมุนี และยังมีพระโพธิสัตว์, ท่านคุรุปัทมสัมภวะ, และซับดรุง งาวัง นัมเกล ผู้รวบรวมชนเผ่าต่างๆ จนเกิดเป็นประเทศภูฏานขึ้น



![](/media/2025/09/9-5.jpg)


พาชมความยิ่งใหญ่ของ “พระพุทธรูปดอร์เดนมา” (Buddha Dordenma statue) หรือ ‘องค์หลวงพ่อสัจจธรรม’ พระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่สูงมากถึง 54 เมตร ตั้งเด่นตระหง่านบนภูเขาที่สูงกว่า 2,655 เมตร จึงทําให้พระพุทธรูปองค์นี้ถือเป็นพระพุทธรูปที่ตั้งอยู่บนที่สูงที่สุดในโลก


โดยพระพุทธรูปองค์นี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อคราวเฉลิมพระชนมพรรษา 60 พรรษาของ สมเด็จพระราชาจิกมี ซิงเย วังชุก กษัตริย์องค์ที่ 4 ของภูฏาน จุดเด่นของที่นี่ คือ เราสามารถมองเห็นทัศนียภาพของเมืองทิมพูได้อย่างแจ่มชัด และสัมผัสกับความศรัทธาอันยิ่งใหญ่ของชาวภูฏานได้เป็นอย่างดี



![](/media/2025/09/10-5.jpg)


ระหว่างเดินทางสู่ “เมืองปูนาคา” (Punakha) ท่านจะผ่าน “ช่องเขาโดชูลา” (Dochula Pass) อันเป็นจุดชมวิวที่สวยงาม ช่องเขาตั้งอยู่ระหว่างเมืองทิมพูและปูนาคา มีระดับความสูงถึง 3,145 เมตร และสามารถมองเห็นทิวทัศน์อันกว้างไกลของภูเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะอันงดงาม อีกทั้งที่นี่ยังมีความงดงามทางวัฒนธรรมที่ผสมผสานอย่างลงตัว


ช่องเขาโดชูลายังเป็นที่ตั้งของ “สถูปดรุค วังเกล” (Druk Wangyel Chorten) 108 องค์ ตั้งอยู่บน ‘จตุรัสแห่งชัยชนะ’ 108 องค์ ที่สร้างขึ้นโดยสมเด็จพระราชินี อะชิ ดอร์จิ วังโม วังซุก เพื่อเป็นเกียรติแก่ความกล้าหาญของจิกมี ซิงเย วังชุก กษัตริย์องค์ที่ 4 ของราชวงศ์ภูฏาน และการเสียสละของทหารภูฏานที่เสียชีวิต ระหว่างการสู้รบกับกบฏชาวอัสสัมในปี 2003 นอกจากนี้สถูปยังถูกสร้างเพื่อถวายแด่พระโพธิสัตว์และพระอรหันต์ 108 องค์ และถือเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความสงบสุข



![](/media/2025/09/11-5.jpg)


เที่ยว “หมู่บ้านโลเบซา” (Lobesa Village) หมู่บ้านที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ตกแต่งผนังอาคารบ้านเรือนด้วยรูปอวัยวะเพศชายตามความเชื่อเรื่องสิริมงคลแห่งการป้องกันสิ่งชั่วร้ายและพลังของการให้กําเนิดชีวิตพร้อมเพลิดเพลินไปกับการชื่นชมท้องทุ่งนากลางหุบเขาที่สวยงาม



![](/media/2025/09/12-5.jpg)


แวะสักการะ “วัดชีมีลาคัง” (Chimi Lhakhang Temple) หรือวัดแห่งการเกิด วัดแหง่นี้สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 โดยท่านดรุกปะคุนเลย์นักบุญผู้ที่เต็มไปด้วยเวทย์มนต์พลังลึกลับและอิทธิปาฏิหาริย์ซึ่งได้สะกดวิญญาณนางปีศาจร้ายที่แฝงตัวมาในรูปของสุนัขสีแดงเอาไว้ใต้เจดีย์ด้วย “สายฟ้าแห่งปัญญา” หรืออวัยวะเพศของท่านจึงทําให้ชาวภูฏานนิยมมาขอพรเพื่อเพิ่มพลังให้ชีวิตและขอบุตรกันที่นี่



![](/media/2025/09/13-5.jpg)


เยี่ยมชม “ปูนาคาซอง” (Punakha Dzong) หรือ “ป้อมปราการปูนาคา” นับเป็นหนึ่งในสถานที่สําคัญและสวยงามที่สุดของภูฏาน ป้อมปราการนี้สร้างขึ้นในปี 1637 โดย ซับดรุง งาวัง นัมเกล ผู้ก่อตั้งราชอาณาจักรภูฏานทําให้เป็นหนึ่งในป้อมปราการที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศ


สถาปัตยกรรมของป้อมปราการแห่งนี้สร้างตามแบบดั้งเดิมของภูฏานที่ผสมผสานระหว่างไม้และหิน ทําให้ปูนาคาซองดูโดดเด่นและงดงามเป็นอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสะท้อนกับทิวทัศน์ของเทือกเขาหิมาลัย นอกจากนี้ปูนาคาซองยังเป็นที่ประทับของพระสังฆราชในฤดูหนาวและยังเป็นสถานที่จัดพิธีอภิเษกสมรสของสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุกอีกด้วย



![](/media/2025/09/14-5.jpg)


พาท่านร่วมงาน “เทศกาลปูนาคา เชชู” (Punakha Tsechu) เทศกาลนี้จัดขึ้นที่เมืองปูนาคาในช่วงต้นปี ท่านจะได้ชมการเต้นรําหน้ากากที่มีสีสัน ที่จะทําให้ท่านได้สัมผัสกับวัฒนธรรมและประเพณีอันล้ำค่าของภูฏาน


ปกติทุกวัดของภูฏานจะมีการจัดงานเชชูของตนเองในเวลาแตกต่างกัน แต่งานปูนาคา เชชูนี้มีความพิเศษกว่าที่อื่น และมีความสําคัญต่อจิตใจของชาวภูฏานเป็นอย่างยิ่งเพราะมันถูกจัดขึ้นเพื่อแสดงเรื่องราวชัยชนะของชาวภูฏานเหนือกองทัพทิเบตที่เข้ามารุกรานในปี 1639 และเป็นเหตุที่เกิดอยู่ในประเทศภูฏานขึ้นนั่นเอง



![](/media/2025/09/15-5.jpg)


ทัวร์นี้ท่านจะมีโอกาสสวมใส่ชุด “คีรา” และ “โค” ชุดประจําชาติของภูฏานเที่ยวงานเทศกาลเพื่อความกลมกลืนกับคนท้องถิ่นอีกด้วย



![](/media/2025/09/16-5.jpg)


เยี่ยมชม “เขตอนุรักษ์โมติทังทาคิน” (Royal Takin National Preserved) ที่นี่ก่อตั้งขึ้นเพื่ออนุรักษ์“ตัวทาคิน” สัตว์ประจําชาติของภูฏาน ทาคินมีลักษณะคล้ายวัวผสมแพะ อาศัยอยู่ในแถบเทือกเขาหิมาลัยตะวันออก มักอยู่บนทุ่งหญ้าอัลไพน์ในฤดูร้อนและลงมาในที่ต่ำกว่าในฤดูหนาว เป็นสัตว์ที่เชื่องและเป็นมิตรเคยมีตํานานเล่าว่าในศตวรรษที่ 15 พระลามะรูปหนึ่ง ได้สร้างทาคินจากการนําหัวแพะมาต่อกับร่างวัวด้วยเวทมนตร์


เดิมทีที่นี่เคยเป็นสวนสัตว์เล็ก ๆ แต่ในช่วงปี 1990 กษัตริย์ของภูฏานทรงมีพระราชดําริให้ปล่อยสัตว์จากสวนสัตว์คืนสู่ธรรมชาติแต่ทาคินไม่ยอมไปไหนและกลับเข้ามาหาอาหารในเมือง ทําให้ต้องจัดตั้งเขตอนุรักษ์ใหม่ในพื้นที่ป่าธรรมชาติประมาณ 20 ไร่ เพื่อให้ทาคินอยู่อย่างปลอดภัย



![](/media/2025/09/17-5.jpg)


เดินเล่นที่ “ตลาดงานฝีมือทิมพู” (Thimphu Craft Bazaar market) ตลาดจัดแสดงผลงานหัตถกรรมของช่างฝีมือชาวภูฏานที่นํามาจําหน่ายอย่างมากมายและหลากหลาย ตลาดแห่งนี้เป็นกระท่อมไม้ไผ่ที่ตั้งเรียงรายกันที่ทอดยาวประมาณครึ่งกิโลเมตร งานหัตถกรรมครอบคลุมทุกแง่มุมของศิลปะและบางชิ้นได้รับการปรับปรุงให้สอดคล้องกับความทันสมัย ใครอยากซื้อของฝากจากภูฏาน ก็สามารถซื้อได้ที่นี่ได้เลย



![](/media/2025/09/18-5.jpg)


เยี่ยมชม “วัดทักซัง”(Taktsang Monastery) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “รังเสือ” เป็นวัดที่สร้างอยู่บนหน้าผาพาโรอันสูงชัน โดยวัดทักซังถือเป็น 1 ใน 10 วัดที่น่ามหัศจรรย์ของโลก และมีความสําคัญเป็นอย่างยิ่งต่อชาวภูฏานที่ทุกคนจะต้องขึ้นไปให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต


ตามตํานานเชื่อกันว่าวัดทักซังเป็นสถานที่ที่ท่านท่านคุรุรินโปเช (ปัทมสมภพ) ขี่นางพยัคฆ์เดินทางมาจากทิเบตเพื่อโปรดสัตว์ โดยมาที่นี่เพื่อสร้างสมบุญบารมีโดยการนั่งวิปัสสนากรรมฐานบําเพ็ญสมาธิภาวนาอยู่ในถ้ํานานถึง 3 เดือน ก่อนที่ท่านจะได้ประกาศคําสอนแก่สานุศิษย์เพื่อเผยแผ่พระศาสนาสู่ดินแดนภูฏานเมื่อศตวรรษที่ 9



![](/media/2025/09/19-5.jpg)


(ตัวเลือก) สำหรับท่านที่ไม่ต้องการเดินทางขึ้นวัดทักซัง สามารถเยี่ยมชม “ดรุกยาล ซอง” (Drukgyal Dzong) ป้อมปราการที่ตั้งอยู่ส่วนบนของเทือกเขาพาโร โดยป้อมปราการแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 1649 ตามพระราชบัญชาของชับดรัง งาวัง นัมเกล เพื่อรําลึกถึงชัยชนะของภูฏานเหนือการรุกรานจากทิเบต


แม้จะเกิดไฟไหม้จนเหลือเพียงซากปรักหักพัง ทว่าซองแห่งนี้ กำลังได้รับการขึ้นทะเบียนในบัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) เพื่อพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกในอนาคต ในปัจจุบันดรุกยาล ซอง ได้รับการบูรณะให้สวยงามดังเดิม แม้จะยังไม่สมบูรณ์ก็ตาม



![](/media/2025/09/20-4.jpg)


ปิดท้ายด้วยแวะทานอาหารภูฏานแบบดั้งเดิม ลักษณะเด่นที่สุดของอาหารภูฏาน คือ “รสจัดจ้านของพริก” เพราะพริกเป็นส่วนผสมสําคัญที่ใช้ในเกือบทุกจานอาหาร ชาวภูฏาน ส่วนมากรู้สึกเพลิดเพลินกับอาหารรสเผ็ด อีกทั้งอาหารส่วนใหญ่ยังมีผักเป็นส่วนประกอบ และผักที่ภูฏานนั้นอร่อย หวาน กรอบ และที่สําคัญยังเป็นผักออแกนิค ไฮไลท์สําคัญของอาหารภูฏานเลยก็คือ “อิมา ดาชิ” อาหารประจําชาติของภูฏานที่ปรุงจากพริกกับชีส รสเผ็ด เค็ม มัน ที่ชาวภูฏานนิยมกินกันทั้งประเทศ และกินกันแทบทุกมื้อทุกวัน


**ยังมีสถานที่และเรื่องราวอันตื่นตาบนเส้นทางแห่งนี้ รอให้ทุกท่านไปสัมผัสด้วยตัวเอง! ทริปสุดพิเศษประจำปี 2026 แบบนี้ ออกเดินทางวันที่ 25 ก.พ. – 1 มี.ค. 2026 ท่องเที่ยวเต็มอิ่มกว่า 5 วัน 4 คืน**


**…ย้ำทัวร์ของเราไม่จอยกรุ๊ป ไม่ชะโงก อะไรควรดูอยู่ดูนานขึ้น อะไรอยู่นอกเส้นทางปกติแต่ควรสัมผัสจะได้ไปสัมผัส โดยเฉพาะผู้รักการผจญภัยและ หลงไหลในประวัติศาสตร์และทิวทัศน์ที่ตื่นตา ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง!! โดยทัวร์นี้มี “คุณปั๊บ” เป็นวิทยากรประวัติศาสตร์นำทัวร์เอง**



![](/media/2025/09/21-3.jpg)


รับประสบการณ์ที่แตกต่าง และสัมผัสบรรยากาศแบบใหม่ที่อาจไม่เคยลิ้มลอง หากท่านใดสนใจขอโปรแกรม สามารถติดต่อได้ทาง หมายเลข **082-894-8444, 089-927-6446** หรือแอด **LINE OA** ได้ที่ **@thewildchronicles (พิมพ์ @ ด้านหน้า) และพิมพ์ว่า “สนใจทัวร์ภูฏาน”** ได้เลยนะครับ หรือกดปุ่ม **“จองทัวร์”** ได้เลยครับ


[กดจองทัวร์!](/tours/bhutan-2026-2)


[Ad LineOA The Wild Chronicle](https://page.line.me/020lkciz?openQrModal=true)


[## Blog สามารถอ่านบทความต่างๆ ได้ที่นี่ Click Here](/category/blog/)


[## The Wild Chronicles - ประวัติศาสตร์ ข่าวต่างประเทศ ท่องเที่ยวที่แปลก กดติดตามแฟนเพจของเราได้ที่นี่นะครับ Click Here](https://www.facebook.com/pongsorn.bhumiwat)