# Iraq ทำไมต้องไป “อิรัก” กับ The Wild Chronicles ตามรอยอารยธรรมเมโสโปเตเมีย ต้นกำเนิดรากเหง้าของเราทุกคน

- URL: https://www.thewildchronicles.com/blog/why-iraq-2025
- Author: พงศ์ศรณ์ ภูมิวัฒน์
- Published: 2025-09-17T02:00:34Z
- Updated: 2025-09-17T02:00:34Z
- Tags: ทัวร์ TWC, ประวัติศาสตร์, อิรัก

> ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติเริ่มต้นที่อู่อารยธรรมอันเก่าแก่ทั้ง 6 อู่ ในจำนวนนี้ อู่อารยธรรมที่ “เก่าแก่” และอาจกล่าวได้ว่า “มีอิทธิพลต่อโลก”

ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติเริ่มต้นที่อู่อารยธรรมอันเก่าแก่ทั้ง 6 อู่ ในจำนวนนี้ อู่อารยธรรมที่ “เก่าแก่” และอาจกล่าวได้ว่า “มีอิทธิพลต่อโลก” มากที่สุดคือ **“อู่เมโสโปเตเมีย”**


🦁 รู้หรือไม่? “รถยนต์สมัยใหม่” อาจถูกประดิษฐ์ขึ้นที่เยอรมันแต่ **“ล้อ”** ถูกประดิษฐ์ที่นี่
🦁 รู้หรือไม่? “การพิมพ์บล็อกไม้” อาจจะถูกสร้างขึ้นที่จีนแต่ **“การเขียน”** ถูกสร้างขึ้นที่นี่
🦁 รู้หรือไม่? “คอมพิวเตอร์” อาจจะถูกคิดค้นที่อังกฤษแต่ **“คณิตศาสตร์”** ถูกคิดค้นที่นี่


🦁 **ปี 2025❗The Wild Chronicles** **ขอพาท่านเดินทางไป “อิรัก” 🦁 ตามรอยอารยธรรมเมโสโปเตเมีย ต้นกำเนิดรากเหง้าของเราทุกคน**


ทริปนี้ไม่ใช่ทริปธรรมดา เพราะนี่คือดินแดนที่เป็นจุดเริ่มต้นของแทบทุกสิ่งบนโลกและเราทุกคนล้วนมีรากเหง้าบางอย่างสามารถหยั่งลงไปถึงมัน และการเดินทางไปสัมผัสมันอาจจะเปลี่ยนแปลงมุมมองต่อโลกของท่านไปตลอดกาล…


ท่านจะได้ผจญภัยเที่ยวชม


🧭 ชม** “มหาซิกกูแรตแห่งอูร์”** วิหารโบราณสร้างขึ้นเมื่อ 4,100 ปี เพื่อบูชาเทพเจ้า
🏚️ ชม** “บ้านของศาสดาอับราฮัม”** ผู้มีบทบาทสําคัญในการสร้าง “กะอ์บะห์”
🏙️ เที่ยว **“เมืองอุรุก”** เมืองที่ใหญ่ที่สุดของโลกในอดีต และเป็นต้นกำเนิดของเทคโนโลยีต่างๆ
🛶 ล่องเรือสู่ **“หนองบึงเมโสโปเตเมีย”** แหล่งมรดกโลกที่เก่าแก่และอุดมสมบูรณ์
🕌 ชม **“สุสานอิหม่ามอาลี”** สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ลำดับที่ 3 ของชาวมุสลิมนิกายชีอะห์
🚪 ชม **“ประตูอิชตาร์”** หนึ่งในสัญลักษณ์อันโดดเด่นของบาบิโลน
🏠 เที่ยว** “พระราชวังของซัดดัม ฮุสเซน”** อดีตเผด็จการผู้โด่งดังของอิรัก
🗼 เที่ยว **“หอคอยอัลมัลวียะห์”** หออะซานขนาดใหญ่ที่มีความสูงกว่า 52 เมตร
⛪ ชม** “อารามมาร์มัตไต”** อารามเก่าแก่ของคริสตจักรซีเรียคออร์โธดอกซ์


พร้อมสถานที่สุดพีกอีกมากมาย..


**ทริปนี้ ไม่จอยกรุ๊ป!** พาทุกท่านชมประวัติศาสตร์แบบเต็มอิ่มไม่มีชะโงกดู อะไรควรดู อยู่ดูนานขึ้น อะไรอยู่นอกเส้นทางปกติแต่ควรสัมผัส เราจะพาทุกท่านไปสัมผัส โดยเฉพาะผู้รักการผจญภัยและ หลงไหลในประวัติศาสตร์และทิวทัศน์ที่ตื่นตา ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง!!


เรามาดูรายละเอียดกันดีกว่าครับว่า **ทำไมต้องไป.. “อิรัก” 🦁 ตามรอยอารยธรรมเมโสโปเตเมีย ต้นกำเนิดรากเหง้าของเราทุกคนกับ The Wild Chronicles**



![](/media/2025/09/1-1.jpg)


อู่อารยธรรมของมนุษย์นั้นมักเกิดจากอู่อารยธรรรมอันเก่าแก่ มีทั้งหมด 6 อู่ได้แก่ อู่จีนโบราณ อู่อินเดียโบราณ อู่อียิปต์โบราณ อู่เมโสอเมริกา (อเมริกากลาง) อู่แอนดีส (อเมริกาใต้) และอู่เมโสโปเตเมียในจำนวนนี้อู่อารยธรรมที่เก่าแก่และอาจกล่าวได้ว่า มีอิทธิพลต่อโลกมากที่สุดคือ “อู่เมโสโปเตเมีย”


“อู่อารยธรรมเมโสโปเตเมีย” ได้รับการยกย่องว่าเป็นอู่อารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดของโลก และอาจกล่าวได้ว่ามีอิทธิพลต่อความเป็นไปของมนุษยชาติในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการก่อรูปของรัฐ การกำเนิดของระบบอักษร การพัฒนาความเชื่อทางศาสนา หลักนิติธรรม ตลอดจนแนวคิดและนวัตกรรมต้นแบบ ที่กลายเป็นรากฐานให้กับการพัฒนาเทคโนโลยีในยุคต่อมา ก็ล้วนถือกำเนิดขึ้นจากดินแดนแห่งนี้



![](/media/2025/09/2-1.jpg)


“รถยนต์สมัยใหม่” อาจถูกประดิษฐ์ขึ้นที่เยอรมนีแต่ “ล้อ” ถูกคิดค้นขึ้นที่นี่ครั้งแรก


“แท่นพิมพ์” อาจถือกำเนิดในยุโรป แต่ “การเขียน” ถือกำเนิดที่นี่ครั้งแรก


“คอมพิวเตอร์” อาจพัฒนาในศตวรรษที่ 20 แต่ “เลขฐาน 60” และ “พีชคณิต” ถือกำเนิดที่นี่


“ปฏิทิน” อาจถูกนับวันในอียิปต์หรือจีน แต่แนวคิดของ “เวลา” ในเชิงดาราศาสตร์ ถูกสร้างขึ้นที่นี่



![](/media/2025/09/3-1.jpg)


ที่แห่งนี้เป็นต้นกำเนิดตำนาน “หอคอยบาเบล” หอสูงเสียดฟ้าของมนุษย์ที่สร้างขึ้นท้าทายอำนาจของพระเจ้า ที่แห่งนี้มีตำนาน “น้ำท่วมโลก” ที่เชื่อว่าเก่าแก่กว่าตำนานน้ำท่วมโลกอื่นๆ ทั้งหมด


ที่แห่งนี้เป็นที่ตั้งของ “สวนลอยแห่งบาบิโลน” หนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณอันมีระบบชลประทานซับซ้อนล้ำยุคสมัย


ที่แห่งนี้เป็นต้นกำเนิดของมหากาพย์ “กิลกาเมช” วรรณกรรมที่ได้รับการยกย่องว่าเก่าแก่ที่สุดของมนุษยชาติ และต้นกำเนิดเรื่องราวการแสวงหาความเป็นอมตะ



![](/media/2025/09/4-1.jpg)


ไม่เพียงแต่ประวัติศาสตร์ในดินแดนแห่งนี้เท่านั้นที่น่าสนใจ ประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของอิรักนั้น มีความซับซ้อนมากเช่นกัน


และหนึ่งในนั้นเป็น “ประเทศที่ไม่มีอยู่จริงในทางกฎหมาย” นั่นคือเคอร์ดิสถาน ซึ่งแปดเปื้อนด้วยเรื่องราวอันโหดร้ายที่สุดในโลกสมัยใหม่ และการถูกกดขี่ในยุคซัดดัม ฮุสเซน


ดินแดนแห่งนี้มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวเคิร์ด พวกเขากระจายตัวอยู่ในหลายประเทศรอบตินแดนแห่งนี้ แม้พวกเขาจะมีรัฐสภา กองกำลัง มึงบประมาณแยกจากรัฐบาลกลางในแบกแดด หรือมีแม้แต่สถานทูตของตนเองในประเทศอื่น แต่พวกเขาก็ไม่เคยมีประเทศของตนที่ได้รับการยอมรับจากสหประชาชาติ



![](/media/2025/09/5-1.jpg)


เริ่มต้นการเดินทางที่ “เมืองบาสรา” (Basra) เมืองท่าประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำชัตต์ อัลอาหรับ (Shatt al-Arab) ซึ่งเกิดจากการบรรจบกันของแม่น้ำไทกริสและยูเฟรทีส


บาสราถูกก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 636 โดยแรกเริ่มเป็นเพียงฐานทัพของชาวอาหรับสําหรับการรุกรา จักรวรรดิเปอร์เซียในยุคต้นของอิสลาม แต่ไม่นานนักเมืองก็เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วกลายเป็นศูนย์กลางทางศาสนา การศึกษา และวรรณกรรมที่สําคัญในยุคทองของอารยธรรมอิสลาม


นอกจากนี้บาสรายังเป็นต้นกําเนิดของเรื่องเล่าคลาสสิกหลายเรื่อง หนึ่งในนั้นคือ “ซินแบดยอดนักเดินเรือ” (Sinbad the Sailor) จากวรรณกรรม “อาหรับราตรี” (One Thousand and One Nights) ซึ่งเชื่อกันว่าได้รับแรงบันดาลใจจากวิถีชีวิตของกะลาสีเรือในเมืองบาสราในยุคกลาง



![](/media/2025/09/6-1.jpg)


พาท่านนั่งรถ “เลียบแม่น้ำชัตต์อัลอาหรับ” (Shatt al-Arab) แม่น้ำสายสําคัญทางยุทธศาสตร์ของภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่หล่อเลี้ยงดินแดนเมโสโปเตเมียมาอย่างยาวนาน แม่น้ำสายนี้ไม่เพียงแต่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คน แต่ยังเป็นหัวใจของความขัดแย้งระหว่างชาติสองฟากฝั่งนั่นคือ อิรักและอิหร่านอีกด้วย


โดยระหว่างทาง ท่านจะได้เห็นภาพอันแปลกตานั่นคือ “เรือยอร์ชสุดหรูของซัดดัม ฮุสเซน” ที่อัปปางอยู่กลางแม่น้ำ เนื่องจากการโจมตีของกองทัพสหรัฐฯ ทําให้เรือที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์แห่งอํานาจและความมั่งคั่งของผู้นําเผด็จการอิรัก กลับกลายเป็นสัญลักษณ์ของระบอบเผด็จการที่ล่มสลาย



![](/media/2025/09/7-1.jpg)


ถัดไปเราจะนั่งรถผ่าน “ย่านเมืองเก่าบาสรา” (Old Basra) ย่านชุมชนเก่าแก่ ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของอดีตในช่วงศตวรรษที่ 19 จนถึงต้นศตวรรษที่ 20 ย่านนี้เคยรุ่งเรืองในฐานะศูนย์กลางทางการค้าและวัฒนธรรมที่สําคัญของอิรักตอนใต้ เป็นที่ตั้งของตลาดเก่า โรงเรียน มัสยิด และโบสถ์ยิว ซึ่งสะท้อนถึงความหลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนา และภาษา โดยเฉพาะชุมชนชาวยิวและชาวมุสลิม ซึ่งเคยอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขมายาวนานหลายศตวรรษ



![](/media/2025/09/8-1.jpg)


ลงเรือและล่องไปยัง “หนองบึงเมโสโปเตเมีย” ท่านจะได้ชม “บ้านกก” (Reed House) ของชนพื้นเมือง โดยหนองบึงแห่งนี้และวิถีชีวิตของชนพื้นเมือง ได้รับการยกย่องในระดับนานาชาติโดยองค์การยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียน “พื้นที่ชุ่มน้ำเมโสโปเตเมีย” เป็นแหล่งมรดกโลกในปี 2016 เพื่อยกย่องระบบนิเวศที่เก่าแก่และวัฒนธรรมพื้นถิ่นที่สืบทอดมาอย่างยาวนานหลายพันปี



![](/media/2025/09/9-1.jpg)


เดินทางสู่ “เมืองอูร์” (Ur) เมืองโบราณในดินแดนเมโสโปเตเมีย เป็นเมืองสําคัญของชาวสุเมเรียนในอดีต ที่นี่มีโบราณสถาน 3 แห่งที่น่าสนใจที่แสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองของเมืองในด้านศาสนาวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์


อันได้แก่ “มหาซิกกูแรตแห่งอูร์” วิหารทรงสูงคล้ายพีระมิด สร้างขึ้นเมื่อประมาณ 4,100 ปีก่อน โดย “กษัตริย์อูร์นัมมู” เพื่อบูชา “เทพนันนา” หรือเทพแห่งดวงจันทร์ มีลักษณะเป็นฐานสี่เหลี่ยม 3 ชั้น ลดหลั่นกันไป สูงประมาณ 20 – 30 เมตร และมีบันได 3 ทาง ขึ้นไปสู่ยอดที่เคยเป็นที่ตั้งของวิหาร ปัจจุบันยังคงสภาพดีและได้รับการซ่อมแซมบางส่วน



![](/media/2025/09/10-1.jpg)


ลำดับต่อไปคือ “สุสานหลวงแห่งอูร์” โบราณสถานแห่งนี้พบหลุมศพของชาวสุเมเรียนนับพัน และมีหลุมศพบุคคลสำคัญอย่าง “ราชินีปูอาบี” ผู้มีบทบาทสําคัญในเมืองอูร์ ในหลุมศพเหล่านี้พบสิ่งของมีค่ามากมายทั้งเครื่องประดับทองคํา เครื่องดนตรี และ “โบราณวัตถุแห่งอูร์” (Standard of Ur)



![](/media/2025/09/11-1.jpg)


ลำดับสุดท้ายคือ “บ้านของศาสดาอับราฮัม” (House of Prophet Abraham) ตามความเชื่อของศาสนาอิสลาม เมืองอูร์เป็นบ้านเกิดของ “ศาสดาอับราฮัม” ผู้เป็นแบบอย่างของความศรัทธาและการยอมจํานนต่อพระเจ้าองค์เดียว และมีบทบาทสําคัญในการสร้าง “กะอ์บะห์” ที่เมกกะ อันเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของศาสนาอิสลาม



![](/media/2025/09/12-1.jpg)


นำท่านสู่ “เมืองอูรุก” (Uruk) เมืองโบราณที่ตั้งอยู่ในดินแดนเมโสโปเตเมีย ถูกสร้างขึ้นประมาณ 4,500 ปีก่อนคริสตกาลและต่อมาได้กลายเป็นศูนย์กลางของชาวสุเมเรียน เมื่อประมาณ 3,200 ปีก่อนคริสตกาล ณ จุดนั้นเมืองอูรุกได้ชื่อว่าเป็น “เมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก” โดยมีผู้คนอาศัยอยู่ราว 50,000 ถึง 80,000 คน


ที่สําคัญยิ่งกว่านั้น คือเมืองอูรุกเป็นต้นกําเนิดของเทคโนโลยีต่างๆ มากมายอันเป็นรากฐานของอารยธรรมมนุษย์ เช่น การเขียน, การทําตราประทับ และการผลิตอิฐแบบทีละมากๆ ซึ่งเป็นรากฐานของการสร้างสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ด้วย



![](/media/2025/09/13-1.jpg)


เยี่ยมชม “สุสานอิหม่ามอาลี” (Imam Ali Shrine) สถานที่ฝังศพของ “อิหม่ามอาลี อิบนุ อาบีฏอลิบ” ผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องและบุตรเขยของศาสดามุฮัมมัด สุสานแห่งนี้ได้รับการยกย่องให้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อันดับ 3 ของชาวชีอะห์ รองจากเมกกะ และเมดินะห์สองเมืองศักดิ์สิทธิ์ในประเทศซาอุดิอาระเบีย นอกจากนี้ “ศาสดาอดัมและโนอาห์” ได้ถูกฝังอยู่ที่นี่ด้วย



![](/media/2025/09/14-1.jpg)


เดินทางไปยัง“เมืองกัรบะลาอ์” เยี่ยมชม “เพื่อเยี่ยมชม สุสานของอิหม่ามฮุเซน อิบนุ อาลี” (Holy Shrine Of Imam Hossain) เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดแห่งหนึ่งของชาวมุสลิมนิกายชีอะห์ ท่านเป็นหลานชายของศาสดามุฮัมมัดและท่านถูกสังหารในยุทธการกัรบะลาอ์ เหตุการณ์ที่น่าเศร้านี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อความถูกต้อง ไม่ยอมแพ้ต่อความไม่ยุติธรรม และเป็นเหตุการณ์สําคัญที่ทําให้เกิดพิธีกรรมทางศาสนาที่สําคัญของชาวมุสลิมนิกายชีอะห์ โดยมีผู้คนนับล้านจากทั่วโลกเดินทางมาเข้าร่วม



![](/media/2025/09/15-1.jpg)


เดินทางไปยัง “เมืองบาบิโลน” (Babylon) นครโบราณอันยิ่งใหญ่แห่งเมโสโปเตเมียซึ่ง มีสถานะเป็นมรดกโลกของ UNESCO ครั้งหนึ่งที่นี่เคยเป็นศูนย์กลางแห่งอารยธรรมบาบิโลเนียนอันรุ่งเรือง มีบทบาทสําคัญในยุคสมัยของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่อย่าง “ฮัมมูราบี” และ “เนบูคัดเนซซาร์ที่ 2” ปัจจุบันร่องรอยของเมืองบาบิโลนในอดีตยังคงปรากฏให้เห็นเป็นซากกําแพงเมือง ถนน และฐานของซิกกูรัต (Ziggurat) สิ่งปลูกสร้างทางศาสนาขนาดใหญ่ของเมโสโปเตเมียที่เชื่อกันว่าเป็นแรงบันดาลใจของ “หอคอยบาเบล” ในตํานาน



![](/media/2025/09/16-1.jpg)


ท่านจะได้ไปเยือน “พระราชวังของซัดดัม ฮุสเซน” (Saddam Hussein’s Palace) ในยุคสมัยที่ซัดดัมยังครองอำนาจในอิรัก เขาได้สั่งให้สร้างพระราชวังแห่งนี้ขึ้นในปี 1986 บนเนินเขาเทียมที่มองเห็นซากปรักหักพังของเมืองโบราณบาบิโลน อันเป็นสัญลักษณ์ของความรุ่นเรืองในดินแดนแถบนี้เมื่อครั้งอดีต



![](/media/2025/09/17-1.jpg)


(รับชมจากภายนอก หากอยู่ระหว่างการก่อสร้าง) ชม “ซเทซิฟอน” (Ctesiphon) หนึ่งในเมืองหลวงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกยุคโบราณ หนึ่งในสัญลักษณ์ที่โด่งดังที่สุดของซเทซิฟอนคือ “ทัก คัซรา” (Taq Kasra) ซุ้มโค้งอิฐที่ใหญ่ที่สุดในโลกยุคโบราณ และเป็นโครงสร้างหลักที่ยังคงหลงเหลือจากยุคจักรวรรดิซัสซาเนียน



![](/media/2025/09/18-1.jpg)


เดินทางสู่ “กรุงแบกแดด” (Baghdad) เมืองหลวงของอิรัก นครแห่งนี้ถือกําเนิดขึ้นในปี 762 โดย “กาหลิบแห่งราชวงศ์อับบาซียะห์ ด้วยทําเลยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงเส้นทางการค้าระหว่าง 3 ทวีป ทําให้แบกแดดเติบโตเป็นศูนย์กลางแห่งความรู้ วิทยาศาสตร์ การแพทย์ และปรัชญาอันเจิดจรัสในยุคทองของอิสลาม



![](/media/2025/09/19-1.jpg)


เยี่ยมชม “พิพิธภัณฑ์แห่งชาติอิรัก” (Iraqi National Museum) ที่นี่ก่อตั้งขึ้นในปี 1926 เพื่อรวบรวมและอนุรักษ์มรดกทางโบราณคดีของ “เมโสโปเตเมีย” ดินแดนที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นแหล่งกําเนิดอารยธรรมแรกเริ่มของมนุษยชาติ ท่านจะได้พบกับคอลเลกชันถาวรที่บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 7,000 ปี ครอบคลุมหลากหลายอารยธรรมสําคัญ ไม่ว่าจะเป็นสุเมเรียน อัคคาเดียน อัสซีเรียน บาบิโลเนียน และอิสลาม


หนึ่งในสมบัติล้ำค่าและหาชมได้ยากที่สุดของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้คือ “หน้ากากแห่งวาร์กา” (Mask of Warka) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “สุภาพสตรีแห่งอูรุก” (Lady of Uruk) เป็นหน้ากากหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ มีอายุเก่าแก่กว่า 5,000 ปี



![](/media/2025/09/20-1.jpg)


เยี่ยมชม “อนุสาวรีย์วีรชนชาวอิรัก” (Iraqi Martyr Monument) เป็นอนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อรําลึกถึงเหล่าทหารอิรักผู้พลีชีพในสงครามอิรัก – อิหร่าน (1980 – 1988) และเชิดชูวีรชนผู้สละชีพ เพื่อแผ่นดินเกิด อนุสาวรีย์แห่งนี้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 1983 ในยุคที่รัฐบาล “ซัดดัม ฮุสเซน” ดําเนินโครงการก่อสร้างเพื่อเสริมสร้างความภาคภูมิใจในชาติและยกย่องวีรกรรมของทหารอิรัก



![](/media/2025/09/21-1.jpg)


ออกเดินทางสู่ “เมืองซามาร์รา” (Samarra) เป็นเมืองสําคัญทางศาสนาของอิรัก ก่อตั้งขึ้นในปี 836 โดย “คอลีฟะห์อัลมุอ์ตะซิม” แห่งราชวงศ์อับบาซียะห์ เพื่อเป็นเมืองหลวงและฐานทัพใหม่ของอาณาจักรอิสลาม และเป็นศูนย์กลางการปกครองของราชวงศ์นี้ระหว่างปี 836 ถึง 892 โดยในปี 2007 ยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนซามาร์ราเป็นมรดกโลกในชื่อ “เมืองโบราณซามาร์รา” เนื่องจากเป็นเมืองหลวงอิสลามแห่งเดียวที่ยังคงผังเมืองดั้งเดิมไว้ได้สมบูรณ์



![](/media/2025/09/22-1.jpg)


เยี่ยมชม “สุสานอิหม่ามอาลี อัลฮาดี” (Haram of Imam Ali al-Hadi) เป็นที่ฝังศพของ “อิหม่ามอาลี อัลฮาดี” (อิหม่ามที่ 10) และ “อิหม่ามฮะซัน อัลอัสการีย์” (อิหม่ามที่ 11) ผู้เป็นบุคคลสําคัญในศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ อีกทั้งยังเป็นที่ฝังศพของ “ฮะกีมะห์ คาตูน” น้องสาวของอิหม่ามอาลี อัลฮาดี และ “นัรญิส คาตูน” มารดาของอิหม่ามมะห์ดี (อิหม่ามที่ 12) อีกด้วย


ความสําคัญอีกอย่างของที่นี่คือเป็นที่ๆ เชื่อว่าอิหม่ามมะห์ดีห์ได้เข้าสู่การเร้นลับ ปัจจุบันยังมีชาวชีอะห์จํานวนมาก เชื่อว่าอิหม่ามมะดีห์นี้ยังมีชีวิตอยู่ในการเร้นลับ และจะปรากฏกายอีกครั้งเพื่อนําทัพของคนดีเอาชนะทัพของผู้ชั่วร้ายและรื้อฟื้นอิสลามที่แท้จริงเมื่อวันพิพากษามาถึง



![](/media/2025/09/23-1.jpg)


เยี่ยมชม “มัสยิดใหญ่แห่งซามาร์รา” (Great Mosque of Samarra) และ “หอคอยอัลมัลวียะห์” (Al-Malwiya Tower) มัสยิดใหญ่แห่งซามาร์รา สร้างขึ้นระหว่างปี 848 – 852 โดย “คอลีฟะห์ อัลมุตาวักกิล” แห่งราชวงศ์อับบาซียะห์ ณ จุดหนึ่งเคยเป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ปัจจุบันเหลือเพียงกําแพงรอบนอก


และหออะซานหอคอยอัลมัลวียะห์คือ หออะซานหรือที่สําหรับใช้เรียกชาวมุสลิมมาละหมาด เป็นหอที่มีความสูงประมาณ 52 เมตร มีทางเดินวนรอบนําขึ้นสู่ยอดเป็นรูปทรงเกลียวนี้เชื่อกันว่ารูปทรงเกลียวนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากสิ่งก่อสร้างเก่าแก่ อย่างเช่นที่เมืองฟิรุซาบาดในอิหร่าน หรืออาจจะมาจากซิกกูแรตของเมโสโปเตเมีย


ปัจจุบันทั้ง มัสยิดและหออะซานได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโกในปี 2007



![](/media/2025/09/24-1.jpg)


ออกเดินทางสู่ “เมืองฮาตรา” (Hatra) และเยี่ยมชม “เมืองโบราณฮาตรา” (Kingdom of Hatra) มหานครโบราณที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งเรืองอย่างยิ่งใหญ่ ฮาตราก่อตั้งขึ้นในศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล เป็นศูนย์กลางอํานาจของ “อาณาจักรฮาตรา” รัฐอาหรับกึ่งปกครองตนเองภายใต้อิทธิพลของอาณาจักรพาร์เธีย ทําเลที่ตั้งอันได้เปรียบ ณ เส้นทางการค้าคาราวาน ทําให้ฮาตราเฟื่องฟูในฐานะศูนย์กลางทางศาสนาและการค้าที่สําคัญ โดดเด่นด้วยป้อมปราการอันแข็งแกร่งและวิหารหลากหลายรูปแบบ สะท้อนอารยธรรมอันรุ่งโรจน์ที่ผสมผสานสถาปัตยกรรมแบบ “เฮลเลนิสติก” (หรือแบบกรีก) และแบบตะวันออกเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว


ปัจจุบันฮาตราได้รับการยกย่องให้เป็นแหล่งมรดกโลกโดยยูเนสโกในปี 1985 ด้วยสถาปัตยกรรมแบบพาร์เธียนที่ยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดีเยี่ยม



![](/media/2025/09/25-1.jpg)


เดินทางต่อประมาณ 2 ชั่วโมง สู่ “เมืองโมซูล” (Mosul) เมืองใหญ่อันดับสองของอิรักรองจากแบกแดด เมืองแห่งนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 2,500 ปี โมซูลมีความสําคัญในดินแดนเมโสโปเตเมีย เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้กับ “เมืองโบราณนีนะเวห์” อดีตเมืองหลวงของจักรวรรดิอัสซีเรีย ในศตวรรษที่ 12 เมืองนี้รุ่งเรืองภายใต้การปกครองของ “ราชวงศ์ซังกิด” และ “สุลต่านบัดร์อัลดิน ลูลู” โดยเป็นศูนย์กลางงานศิลปะ การทําโลหะ และภาพวาดที่มีชื่อเสียง


โมซูลเป็นเมืองที่มีทั้งชาวอาหรับซุนนี เคิร์ด เติร์กเมน อัสซีเรีย ชาบัก ยาซิดี และคริสเตียน มีประชากรราว 2 ล้านคน แต่ลดลงมากในช่วงสงคราม ในเดือนมิถุนายน 2014 เมืองนี้ถูกกลุ่มไอเอสยึดครองและกลายเป็นศูนย์กลางของกลุ่มก่อการร้ายในอิรักแต่ได้รับการปลดปล่อยในปี 2017 ปัจจุบันอยู่ระหว่างการฟื้นฟูในโครงการ “Revive the Spirit of Mosul” ของยูเนสโกเพื่อบูรณะสถานที่สําคัญทางวัฒนธรรมและศาสนาภายในเมือง



![](/media/2025/09/26-1.jpg)


เยี่ยมชม “เมืองโบราณนีนะเวห์” (Nineveh Archaeological Site) เมืองสําคัญในดินแดนเมโสโปเตเมีย ที่เคยรุ่งเรืองสุดขีดในศตวรรษที่ 7 ก่อนคริสตกาล ในฐานะเมืองหลวงของ “จักรวรรดิอัสซีเรีย” และเคยเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก


นีนะเวห์มีคนอยู่อาศัยมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ เมืองนี้เป็นศูนย์กลางศาสนาและการค้าในยุคสําริด มีการค้นพบโบราณวัตถุที่แสดงให้เห็นถึงความเจริญในยุคของ “กษัตริย์เซนนาเคอริบ”



![](/media/2025/09/27-1.jpg)


(รับชมจากภายนอก หากอยู่ระหว่างการก่อสร้าง) เยี่ยมชม “มัสยิดใหญ่อัลนูรี” (Great Mosque of al-Nuri) สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 12 ถือเป็นมัสยิดเอกของเมืองโมซูล มีชื่อเสียงจากหออะซานที่เอียงอันเป็นเอกลักษณ์ ผู้นํากลุ่มไอเอสได้ใช้สถานที่นี้ประกาศตั้งประเทศของตนเอง และให้มุสลิมทั้งโลกสวามิภักดิ์ต่อตน ในปี 2014


ต่อมาในปี 2017 เมื่อไอเอสเพลี่ยงพล้ำต่อทัพอิรัก และเห็นว่าจะรักษาเมืองไว้ไม่ได้ จึงได้ทําลายมัสยิดและหออะซานแห่งนี้ (ถูกมองว่าเป็นเพราะไม่อยากให้สถานที่ๆ ผู้นําใช้ประกาศตั้งประเทศ ถูกทหารอิรักมาใช้ประกาศชัยชนะ)


นี่กลายเป็นเรื่องที่ทําให้ชาวโลกโดยเฉพาะชาวมุสลิมต่างเศร้าเสียใจ ปัจจุบันการบูรณะมัสยิดใหญ่อัลนูรีอยู่ภายใต้การนําของยูเนสโก พวกเขาสร้างกลับขึ้นมาโดยวัสดุเดิมเท่าที่จะหาได้จนสําเร็จ ข่าวดีคือมัสยิดแห่งนี้ได้กลับมาเปิดให้ละหมาดอีกครั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ที่ผ่านมา



![](/media/2025/09/28-1.jpg)


เดินทางสู่ “เขตเคอร์ดิสถาน” ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นอีกประเทศหนึ่ง ดินแดนแห่งนี้มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวเคิร์ด พวกเขากระจายตัวอยู่ในหลายประเทศรอบดินแดนแห่งนี้ แม้พวกเขาจะมีรัฐสภา กองกําลัง มีงบประมาณแยกจากรัฐบาลกลางในแบกแดด หรือมีแม้แต่สถานทูตของตนเองในประเทศอื่น แต่พวกเขาก็ไม่เคยมีประเทศของตนที่ได้รับการยอมรับจากสหประชาชาติปัจจุบันชาวเคิร์ดในอิรักอยู่รวมกับอิรักในฐานะสหพันธรัฐ การสร้างชาติของตนเองจึงเป็นอุดมคติที่สําคัญยิ่งสําหรับชาวเคิร์ดเสมอมา



![](/media/2025/09/29-1.jpg)


เยี่ยมชม “อารามมาร์มัตไต” (Mor Mattai Monastery) อารามเก่าแก่ของ คริสตจักรซีเรียคออร์โธดอกซ์ถือเป็นหนึ่งในอารามคริสเตียนที่เก่าแก่ที่สุดในโลก สร้างขึ้นในปี 363 โดยนักบวชชื่อ “มาร์มัตไต” หรือเซนต์แมทธิว ผู้สามารถรักษาโรคเรื้อนให้บุตรีของกษัตริย์อัสซีเรีย และสั่งสอนให้เธอเปลี่ยนศาสนาเป็นคริสต์


ตลอดประวัติศาสตร์อารามแห่งนี้เผชิญการรุกรานหลายครั้ง รวมทั้งจากพวกไอเอส โดยมาร์มัตไตตั้งบนเขตพรมแดนที่ได้รับการปกป้องโดยฝ่ายเคอร์ดิสถาน ทําให้พวกไอเอสมาทําลายไม่สําเร็จ ปัจจุบันอารามมาร์มัตไตยังคงเป็นที่แสวงบุญ และมีการจัดพิธีรําลึกถึงท่านมาร์มัตไตทุกวันที่ 18 กันยายน อันเป็นสัญลักษณ์ของความศรัทธาทางศาสนาคริสต์ในภูมิภาคนี้



![](/media/2025/09/30-1.jpg)


เดินทางสู่ “สถานที่รบในยุทธการเกากาเมลา” (Battlefield of the Battle of Gaugamela) หนึ่งในยุทธการครั้งสําคัญที่พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์โลก ยุทธการนี้อุบัติขึ้นเมื่อ 331 ปีก่อนคริสตกาล เป็นการสู้กันระหว่าง พระเจ้าดาริอุส ที่สามแห่งเปอร์เซีย และ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์แห่งมาซีโดเนีย ในศึกตัดสินว่าผู้ใดจะปกครองโลก


เดิมทีพระเจ้าดาริอุสทรงเป็นผู้เลือกสมรภูมินี้ ด้วยทรงเล็งเห็นว่าภูมิประเทศอันราบเรียบจะเอื้อต่อการจัดทัพขนาดมหึมาและกองรถศึกของกองทัพเปอร์เซีย ทว่าความได้เปรียบนี้กลับกลายเป็นดาบสองคม เพราะภูมิประเทศที่ปราศจากสิ่งกีดขวางเปิดโอกาสให้พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ทรงเคลื่อนทัพได้อย่างอิสระ และโดยการพลิกแพลงกลยุทธ์อย่างชาญฉลาด ทําให้แม้กองทัพมาซิโดเนียจะมีกําลังพลน้อยกว่า แต่ก็สามารถเอาชนะเปอร์เซีย นําสู่ “ยุคที่กรีกปกครองโลก” ในเวลาต่อมา



![](/media/2025/09/31-1.jpg)


เยี่ยมชม “ประตูโมซูล” (The Mosul Gate of Al-Amadiya) เป็นประตูหินโบราณที่ยังคงตั้งตระหง่านเป็นทางเข้าเพียงแห่งเดียวสู่เมืองอาเมดี ประตูแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 13 ระหว่างปี 1225 – 1259 ในรัชสมัยของ “บาดร์ อัลดิน ลูลู” เจ้าราชวงศ์เซงกิด สะท้อนถึงความสําคัญเชิงยุทธศาสตร์ในฐานะปราการป้องกันที่แข็งแกร่ง และยังเป็นจุดเชื่อมต่อกับเส้นทางการค้าสําคัญที่มุ่งหน้าสู่เมืองโมซูลและเมืองซินจาร์



![](/media/2025/09/32-1.jpg)


(เยี่ยมชมจากด้านนอก หากอยู่ระหว่างการก่อสร้าง) นําท่านชม “ป้อมปราการเออร์บิล” (Erbil Citadel) ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเออร์บิลในเขตเคอร์ดิสถานของอิรัก ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี 2014 ป้อมแห่งนี้มีอายุเก่าแก่กว่า 6,000 ปี ถือเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีผู้คนอาศัยต่อเนื่องยาวนานที่สุดในโลก



![](/media/2025/09/33.jpg)


เยี่ยมชม “อนุสรณ์ฮาลาบาจา” (Halabja Monument) อนุสรณ์สถานที่สร้างขึ้นเพื่อรําลึกถึงหนึ่งในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่โหดร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ร่วมสมัย จากเหตุการณ์ที่กองทัพอิรักภายใต้ระบอบซัดดัม ฮุสเซน ใช้อาวุธเคมีโจมตีเมืองฮาลาบาจา โดยมีเป้าหมายเป็นพลเรือนผู้บริสุทธิ์อย่างชัดเจน ถึงขั้น “ฆ่าล้างชาวเคิร์ดให้หมดไป และให้ชาวอาหรับเข้ามาอาศัยในบ้านร้างของชาวเคิร์ดนั้น”


ในวันนั้นสารพิษที่ใช้ถูก “แต่งกลิ่นให้หอมหวาน” เพื่อจงใจให้ผู้คนสูดดมเข้าไปโดยไม่รู้ตัว มีคําให้การว่าในช่วงชุลมุนจากพิษเล่นงาน มนุษย์มีสัญชาตญาณที่จะวิ่งไปหาแหล่งน้ําเพื่อชะล้างสารเคมี ทว่ากองทัพอิรักกลับวางยาพิษไว้ในแหล่งน้ำล่วงหน้า


ทําให้ผู้ที่หนีรอดจากแก๊สพิษ กลับต้องเสียชีวิตเพราะพิษในน้ําอีกชั้นหนึ่ง โศกนาฏกรรมครั้งนี้คร่าชีวิตชาวเคิร์ดมากกว่า 5,000 คน และทําให้บาดเจ็บอีกกว่าหมื่นคน รูปทรงของอนุสรณ์แห่งนี้ถูกออกแบบให้คล้ายเปลวไฟที่ลุกโชน สื่อถึงทั้งความสูญเสีย ความเจ็บปวด และเปลวเพลิงแห่งความหวังที่ยังไม่ดับสูญ ภายในจัดแสดงภาพถ่าย เสื้อผ้า ข้าวของส่วนตัวของผู้เสียชีวิต รวมถึงคําบอกเล่าจากผู้รอดชีวิต
เพื่อจารึกและเตือนให้โลกไม่ลืมถึงความโหดร้ายที่ไม่ควรเกิดขึ้นอีกต่อไป


**ยังมีสถานที่และเรื่องราวอันตื่นตาอีกมากที่เรายังไม่ได้กล่าวถึง บนเส้นทางที่แทบจะเป็นจุดเริ่มต้นของแทบทุกสิ่งบนโลก รอให้ทุกท่านไปสัมผัสด้วยตัวเอง! ทริปสุดพิเศษประจำปี 2025-2026 แบบนี้ ออกเดินทางวันที่ 26 ธ.ค. 2025 – 5 ม.ค. 2026 เต็มอิ่มกว่า 11 วัน 9 คืน**


**…ย้ำว่าทัวร์เราไม่จอยกรุ๊ป! พาทุกท่านชมประวัติศาสตร์แบบเต็มอิ่มไม่มีชะโงกดู อะไรควรดู อยู่ดูนานขึ้น อะไรอยู่นอกเส้นทางปกติแต่ควรสัมผัส เราจะพาทุกท่านไปสัมผัส โดยเฉพาะผู้รักการผจญภัยและ หลงไหลในประวัติศาสตร์และทิวทัศน์ที่ตื่นตา ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง!!**


**โดยทริปนี้เดินทางร่วมกับ “คุณปั๊บ” เจ้าของเพจ The Wild Chronicles จะพาท่านไปกับพบเรื่องราวเป็นจุดกำเนิดประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ในประเทศ “อิรัก” 🦁 ร่วมตามรอยอารยธรรมเมโสโปเตเมีย ต้นกำเนิดรากเหง้าของเราทุกคน..**



![](/media/2025/09/34.jpg)


รับประสบการณ์ที่แตกต่าง และสัมผัสบรรยากาศแบบใหม่ที่อาจไม่เคยลิ้มลอง หากท่านใดสนใจขอโปรแกรม สามารถติดต่อได้ทาง หมายเลข **082-894-8444, 089-927-6446** หรือแอด **LINE OA** ได้ที่ **@thewildchronicles (พิมพ์ @ ด้านหน้า) และพิมพ์ว่า “สนใจทัวร์อิรัก”** ได้เลยนะครับ หรือกดปุ่ม **“จองทัวร์”** ได้เลยครับ


[กดจองทัวร์!](/tours/iraq-new-year-2025)


[Ad LineOA The Wild Chronicle](https://page.line.me/020lkciz?openQrModal=true)


[## Blog สามารถอ่านบทความต่างๆ ได้ที่นี่ Click Here](/category/blog/)


[## The Wild Chronicles - ประวัติศาสตร์ ข่าวต่างประเทศ ท่องเที่ยวที่แปลก กดติดตามแฟนเพจของเราได้ที่นี่นะครับ Click Here](https://www.facebook.com/pongsorn.bhumiwat)