# ทรานส์นิสเตรีย ประเทศที่ไม่มีอยู่จริง

- URL: https://www.thewildchronicles.com/blog/%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B9%8C%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2
- Author: พงศ์ศรณ์ ภูมิวัฒน์
- Published: 2023-10-31T09:14:48Z
- Updated: 2023-11-10T09:23:36Z
- Tags: ทรานส์นิสเตรีย, มอลโดวา

> ดินแดนที่เรียกกันว่า “ทรานส์นิสเตรีย” ตั้งอยู่ในอาณาเขตของประเทศมอลโดวา เป็นดินแดนแคบๆ ยาวตามแนวชายแดนยูเครน-มอลโดวา

หากท่านติดตามสถานการณ์ข่าวสงครามรัสเซีย-ยูเครน แล้วเข้าไปในเว็บไซต์ที่โชว์ว่าสถานการณ์สงครามไปถึงไหนแล้ว ท่านมักจะเห็น “ติ่ง” หนึ่ง โดดๆ อยู่ฝั่งตรงข้ามกับส่วนใหญ่ …ท่านสงสัยไหมครับว่ามันคืออะไร ทำไมถึงถูกไฮไลท์ไว้?


บริเวณนั้น เป็นดินแดนที่เรียกกันว่า “ทรานส์นิสเตรีย” ตั้งอยู่ในอาณาเขตของประเทศมอลโดวา เป็นดินแดนแคบๆ ยาวตามแนวชายแดนยูเครน-มอลโดวา มีพื้นที่ประมาณ 4,163 ตร.กม. (พอๆ กับจังหวัดพังงา) มีประชากรประมาณ 470,000 คนจากสถิติปี 2015 (พอๆ กับกระบี่)


แม้จะไม่มีใครให้การรับรอง แต่คนทรานส์นิสเตรียนั้นมีรัฐบาล ทหาร และสกุลเงินของตนเอง


…พวกเขาคิดว่าตนเองเป็น “ประเทศ” แม้คนอื่นๆ ในโลกไม่คิดเช่นนั้น


ทำไมถึงมีดินแดนประหลาดเช่นนี้เกิดขึ้นบนโลก และอะไรทำให้มันคงอยู่จนปัจจุบัน เราไปดูกันครับ…


นี่คือ “ประเทศ” ที่ไม่มีใครให้การรับรอง…


ทำไมถึงมีดินแดนประหลาดเช่นนี้เกิดขึ้นบนโลก และอะไรทำให้มันคงอยู่จนปัจจุบัน เราไปดูด้วยกันครับ…


**ความเป็นมา **


การจะเข้าใจการคงอยู่ของทรานส์นิสเตรีย เราต้องเข้าใจภูมิศาสตร์ของของมันก่อน คือบริเวณนั้นมีแม่น้ำอยู่หลายสาย เช่น “ดนิสเตอร์” (Dniester) ซึ่งถูกมนุษย์ใช้เป็นที่อยู่อาศัยมาตั้งแต่โบราณ ในอดีตมีชนเผ่ามากมายเช่น กอธ สลาฟ โรมัน และเติร์ก ผ่านเข้ามาบริเวณนี้ เป็นบริเวณที่มีการชิงความเป็นใหญ่กันมิได้ขาด


ช่วงศตวรรษที่ 14-16 พื้นที่รอบๆ แม่น้ำเกิดเป็นรัฐต่างๆ เช่น “รัฐโมลดาเวีย” หรือ “มอลโดวา” เป็นของชาติพันธุ์วลอช์ (Vlachs) ที่พูดภาษากลุ่มโรมานซ์ (เผ่าใกล้เคียงกับพวกอิตาลี/ฝรั่งเศส) ตั้งอยู่ทางตะวันตกของแม่น้ำดนิสเตอร์


ส่วนพื้นที่ทางตะวันออกส่วนติดแม่น้ำ แบ่งเป็นสองรัฐ ได้แก่ ลิทัวเนีย ของชาวสลาฟ (เผ่าเดียวกับรัสเซีย/ยูเครน) และ รัฐสุลต่านไครเมียของชาวเติร์ก สิ่งนี้ทำให้ประชากรสองฟากแม่น้ำมีความแตกต่างกัน


เวลาผ่านไปถึงศตวรรษที่ 17 ประเทศยิ่งใหญ่สองแห่ง ได้แก่ “อาณาจักรออตโตมัน” (ของชาวเติร์ก) และ “จักรวรรดิรัสเซีย” ตีชิงเมืองต่างๆ ในภูมิภาคไปได้มาก พื้นที่ฝั่งซ้ายขวาของแม่น้ำดนิสเตอร์เป็นสมรภูมิสำคัญที่ผลัดเปลี่ยนมือระหว่างออตโตมันและรัสเซียเสมอ


…สุดท้ายการชิงความเป็นใหญ่ก็ปะทุถึงจุดสำคัญในสงครามปี 1806


ทั้งสองฝ่ายสู้รบกันหนักหน่วงจนถึงปี 1812 ก็ตัดสินใจเจรจาสงบศึก ด้วยเวลานั้นนโปเลียนจากฝรั่งเศสขยายอำนาจมาใกล้เต็มที ทำให้ทั้งสองเห็นว่าขืนสู้กันเองต่อไปจะแพ้นโปเลียน พวกเขาจึงลงชื่อใน “ข้อตกลงบูคาเรสต์” แบ่งพื้นที่กัน


ข้อตกลงนี้ทำให้พื้นที่ส่วนหนึ่งที่เคยเป็นของมอลโดวา ตั้งแต่ทางตะวันตกของแม่น้ำดนิสเตอร์ถึงแม่น้ำพรูต กลายเป็นพื้นที่ของรัสเซียชื่อว่า “เบสซาราเบีย” (จากที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำมักจะเป็นของรัสเซีย/ยูเครนอยู่แล้ว)



## คอมมิวนิสต์แผ่ขยาย


ปี 1917 ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดการปฏิวัติรัสเซียขึ้นถึงสองรอบ ครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์ เปลี่ยนรัสเซียจากระบอบจักรวรรดินิยมเป็นสาธารณรัฐ (Russian Republic) ส่วนครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในเดือนตุลาคม เปลี่ยนประเทศให้กลายเป็นคอมมิวนิสต์ เกิดสงครามแย่งชิงอำนาจ จักรวรรดิรัสเซียสิ้นอิทธิพล


รัฐต่างๆ ที่เคยตีมาได้ต่างกระจัดกระจาย


ตอนนั้นมอลโดวารวมตัวกับรัฐวลอช์ชิ่อวัลลาเชีย แยกจากออตโตมันก่อตั้งเป็น “ประเทศโรมาเนีย” ได้พักหนึ่ง มีความแข็งแกร่งพอไปทวงเบสซาราเบียคืนมา ส่วนพื้นที่ฝั่งตะวันออกทั้งหมดยังคงเป็นของชาวยูเครน ซึ่งตอนนั้นอาศัยความวุ่นวายตั้งรัฐของตัวเองขึ้นมาในนาม “สาธารณรัฐประชาชนยูเครน” (Ukrainian People’s Republic)


อนึ่ง เบสซาราเบียคือพื้นที่ส่วนใหญ่ของมอลโดวาปัจจุบัน ไม่ได้รวมพื้นที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำดนิสเตอร์อยู่แล้ว


เมื่อความวุ่นวายในรัสเซียสิ้นสุดลง ก่อเกิดเป็นโซเวียต พวกเขาก็เร่งตีส่วนที่แตกออกไปก่อนหน้านี้กลับหาตน ยูเครนโดยผนวกในปี 1921 อย่างไรก็ตาม กองทัพแดงสมัยนั้นยังไม่เก่งพอจะตีโรมาเนีย จึงไม่สามารถยึดเบสซาราเบียคืนกลับมาได้


ในปี 1924 โซเวียตสร้าง “สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตปกครองตนเองมอลโดวา” ขึ้นมาบนติ่งติดแถวด้านตะวันออกของแม่น้ำดนิสเตอร์ (ติ่งดังกล่าวไม่ได้เป็นมอลโดวามาก่อน ประชากรส่วนใหญ่เป็นรัสเซีย/ยูเครนอยู่แล้ว) ซึ่งได้รับการพัฒนาจนเจริญ


การแยกติ่งนี้และตั้งชื่อมันว่า “มอลโดวา” ทั้งที่ไม่ใช่มอลโดวาตามประวัติศาสตร์ก็เพื่อใช้เป็นฐานในการเคลมดินแดนมอลโดวาฝั่งตะวันตกของแม่น้ำนั่นเอง


ล่วงถึงปี 1939 นาซีเยอรมนีกับสหภาพโซเวียตลงนาม “สัญญาโมโลตอฟ-ริบเบนทรอป” มีเนื้อหาว่าไม่สู้รบกัน เป็นนัยว่าจะทำการแบ่งยุโรปตะวันออกกัน เหตุนี้โรมาเนียเลยโดนสองอิทธิพลกดดัน จำต้องยกเบสซาราเบียให้โซเวียตไป


โซเวียตได้เบสซาราเบียแล้วก็เอาส่วนหนึ่งไปให้ยูเครน และรวมพื้นที่ส่วนใหญ่เข้ากับ “ติ่ง” ด้านตะวันออกแม่น้ำดนิสเตอร์ที่เคยเป็นสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตปกครองตนเองมอลโดวา ก่อตั้งเป็น “สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตมอลดาเวีย” หรือก็คือพื้นที่มอลโดวาในปัจจุบันนั่นเอง


ต่อมาโซเวียตพยายามกลืนชาติมอลโดวาโดยเลิกใช้ภาษาโรมาเนีย หันมาใช้ภาษารัสเซียและตัวอักษรซิริลิค ทั้งผลักดันให้ชาวสลาฟได้รับตำแหน่งสูงๆ นอกจากนี้ยังมีการตั้งโรงงานอุตสาหกรรมในส่วนที่มีชาวสลาฟมาก


…ใช่แล้วครับ ณ จุดนี้จึงได้มีการเรียกพื้นที่ตรงติ่งฝั่งตะวันออกของแม่น้ำว่า “ทรานส์นิสเตรีย” ซึ่งมาจากคำว่า Trans-Dniester ตรงตัว


ทรานส์นิสเตรียถือเป็นส่วนที่เจริญที่สุดในมอลโดวา แม้เป็นติ่งเล็กๆ แต่มีโรงงานอุตสาหกรรมเยอะ ทำรายได้เกือบๆ เทียบเท่าทั้งอาณาเขตที่เหลือ (ซึ่งมักทำการเกษตร) อย่างไรก็ตาม สมัยนั้นไม่ได้มีการแบ่งแยกว่าฉันเป็นคนมอลโดวา ฉันเป็นคนทรานส์นิสเตรีย เพราะทุกคนล้วนเป็นคนโซเวียตเหมือนๆ กันหมด



## สงครามประกาศอิสรภาพ (?)


ปี 1985 มิคฮาอิล กอร์บาชอฟ ได้ขึ้นเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ เขาเป็นนักปฏิรูป ซึ่งพยายามพัฒนาโซเวียตให้เจริญทัดเทียมฝ่ายโลกเสรี จึงออกนโยบาย “กลาสนอสต์” ลดอำนาจควบคุมสื่อขององค์กรรัฐ เปิดเสรีทางความคิด และนโยบาย “เปเรสตรอยกา” เปิดเสรีเศรษฐกิจ ลดการควบคุมจากส่วนกลาง ให้โอกาสเอกชนมากขึ้น


อย่างไรก็ตาม แม้โซเวียตจะบอกว่าเปิดการค้าเสรี แต่เอาจริงแล้วภาครัฐก็ยังตรึงราคาตลาด ตรึงค่าเงิน และไม่เปิดโอกาสให้เอกชนเข้าดูแลกิจการสำคัญๆ เศรษฐกิจโซเวียตจึงย่ำแย่ ประชาชนต่างเอาใจออกห่าง นโยบายเปิดเสรีทางความคิดยังทำให้แต่ละชาติกล้าแสดงออกต่อต้านรัฐ และมีความเคลื่อนไหวเพื่อแยกตัวเป็นเอกราชอย่างกว้างขวาง


…ตอนนั้นประชาชนที่เคยถูกบังคับต่างพากันลุกฮือ ขจัดอิทธิพลโซเวียต …รวมไปถึงมอลโดวาด้วย


รัฐบาลมอลโดวานำภาษารัสเซียออกจากภาษาราชการ และยกเลิกการใช้ตัวอักษรซิริลิค …นั่นยิ่งทำให้คนส่วนใหญ่ที่มีเชื้อสายมอลโดวา ขัดแย้งกับประชากรตรง “ติ่ง” ทรานส์นิสเตรียที่มักพูดภาษารัสเซีย/ยูเครน


ดังนั้นขณะชาติอื่นๆ ต่อสู้เพื่อเป็นเอกราช ชาวทรานส์นิสเตรียยังคงต้องการเป็นโซเวียตต่อเพราะเห็นว่าตนเองมีความผูกพันกับชาวรัสเซียซึ่งเป็นแกนกลางของโซเวียต


วันที่ 2 กันยายน ปี 1990 ทรานส์นิสเตรียประกาศตัวเป็น “สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตพรีดเนสโตรเวียนโมลดาเวียน” (Pridnestrovian Moldavian Soviet Socialist Republic …อนึ่ง “พรีดเนสโตรเวียน” เป็นชื่อรัสเซียของทรานส์นิสเตรีย) เกิดการปะทะกันของสองขั้วความคิด ที่บานปลายไปถึงสงครามกลางเมือง


ในเรื่องนี้ แม้แต่กอร์บาชอฟยังไม่เห็นด้วย เพราะอยากรักษาความสัมพันธ์กับมอลโดวา เขาจึงประกาศว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมาย แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่านั้น เพราะช่วงเวลาดังกล่าวโซเวียตก็ง่อนแง่นเต็มแก่


…ต่อมาสหภาพโซเวียตแตกปลายปี 1991 มอลโดวากลายเป็นประเทศโดยสมบูรณ์ แต่การสู้รบกับทรานส์นิสเตรียยังไม่จบ ซึ่งจริงๆ ตอนนั้นทั้งสองก็เป็นประเทศยากจน กองกำลังมีแค่หลักหมื่นกว่าๆ ไม่น่าจะสู้กันได้นาน


แต่จะเรียกว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัดดีหรือเปล่าที่ทั้งสองเผอิญมีแบ็คดี คือโรมาเนียสนับสนุนมอลโดวา ขณะที่รัสเซียสนับสนุนทรานส์นิสเตรีย ต่างฝ่ายต่างส่งทั้งยุทโธปกรณ์และกำลังเสริมมาช่วยคนของตัวเอง


พวกเขาสู้รบสลับเจรจา จนตกลงหยุดยิงกันได้ในวันที่ 21 กรกฎาคม 1992 บอริส เยลต์ซิน ประธานาธิบดีของรัสเซีย (ซึ่งรับช่วงเขตอิทธิพลเก่าของโซเวียตมาดูแลด้วย) ได้เซ็นสัญญากับ มีร์เซีย สเนกูร์ ประธานาธิบดีมอลโดวาด้วยตนเอง โดยให้ในพื้นที่ทรานส์นิสเตรียมีกองกำลังรัสเซียคอย “รักษาความสงบ” 5 กรมกอง ร่วมกับกองกำลังมอลโดวา 3 กรมกรอง และกองกำลังทรานส์นิสเตรีย 2 กรมกอง เรียกรวมกันว่า Joint Control Commission


…แม้ในเวลาต่อมารัสเซียจะเซ็นสัญญากำหนดวันถอนทหารออก แต่ยังบิดพลิ้วไม่ทำตามสัญญาอยู่เรื่อยมาถึงปัจจุบันก็ 30 ปีเข้าไปแล้ว


…ดังนั้นทรานส์นิสเตรียจึงเป็นพื้นที่พิเศษ ประชาชนในบริเวณดังกล่าวมองตัวเองว่าเป็นประเทศ เป็น “สาธารณรัฐโซเวียตแห่งสุดท้าย” เพราะพวกเขายังรักษาความเป็น “โซเวียต” ที่แม้แต่รัสเซียเองก็ทอดทิ้งไปแล้ว


แน่นอนว่าสหประชาชาติจะไม่ยอมรับ และดินแดนนี้ไม่ปรากฏบนแผนที่ใด …แต่พวกเขาก็มีอยู่จริง……



## ความเป็นอยู่ในทรานส์นิสเตรีย


ทรานส์นิสเตรียระบุว่าตนเองเลิกเป็นรัฐสังคมนิยมมาตั้งแต่ปี 1991 ปัจจุบันปกครองแบบประธานาธิบดี รัฐบาลมาจากพรรคที่ไม่ใช่พรรคฝ่ายซ้าย ทั้งมีกองทัพ ตำรวจ สกุลเงิน และทะเบียนรถของตนเอง นอกจากนั้นยังมีรัฐธรรมนูญ ธง เพลงชาติของตัวเองด้วย (ซึ่งก็ยังคงความคอมมิวนิสต์ไว้เต็มเปี่ยม) ปัจจุบันประชากรทรานส์นิสเตรียเป็นเชื้อชาติรัสเซียมากที่สุด 29.1% รองลงมาคือมอลโดวา 28.6% และยูเครน 22.9%


เมืองหลวงของทรานส์นิสเตรียมีชื่อว่า “กรุงติราสปอล” กล่าวขานกันในหมู่นักท่องเที่ยวว่าเป็นเมืองย้อนยุค เพราะมีสถานปัตยกรรมโซเวียตอยู่มาก โดยเมืองนี้มีการจัดพิธีสำคัญในวันที่ 2 กันยายนของทุกปีซึ่งถือเป็น “วันชาติทรานส์นิสเตรีย” (Transnistria National Day) โดยมักจะมีพิธีสวนสนามสไตล์โซเวียตอันยิ่งใหญ่


อีกเมืองสำคัญของทรานส์นิสเตรียมีชื่อว่า “ริบนิตซา” (Rîbnița) เป็นเมืองทางเหนือ อดีตเคยเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิรัสเซียจากการแบ่งดินแดนของอาณาจักรโปแลนด์ – ลิทัวเนีย มีจุดเด่นคือ “ซากบังเกอร์นิวเคลียร์” (The abandoned Soviet Bunker) จากยุคสหภาพโซเวียต สร้างขึ้นจากโครงการลับสุดยอดในปี 1985 ระหว่างสงครามเย็น


บังเกอร์นี้ถูกสร้างให้ทนทานต่อระเบิดปรมาณู ความลึกถึง 12 ชั้น แต่ปัจจุบันถูกทิ้งร้าง… สภาพเป็นอย่างที่เห็น เหมือนอยู่ในหนังไซไฟยุคโลกล่มสลาย มนุษยชาติมลายหายสิ้น


ทรานส์นิสเตรียมีจีดีพีประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณจังหวัดชัยนาท) ส่วนใหญ่มาจากอุตสาหกรรม เช่น เหล็กกล้า, สิ่งทอ และผลิตไฟฟ้า


…อนึ่ง ทรานส์นิสเตรียเคยถูกเรียกว่า “รัฐมาเฟีย” เนื่องจากมีรายได้ส่วนหนึ่งจากธุรกิจผิดกฎหมาย เช่น การผลิตและส่งออกปืนเถื่อน และฟอกเงิน


แต่เรื่องนี้เปลี่ยนไปเมื่อรัสเซียเข้ายึดไครเมียในปี 2014 ตอนแรกทรานส์นิสเตรียแสดงออกนอกหน้ามากว่าอยากเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย แต่เผอิญรัสเซียโดนคว่ำบาตร เงินเลยไม่ค่อยจะมี จึงสนับสนุนทรานส์นิสเตรียไม่ค่อยได้ แถมกลายเป็นว่าทรานส์นิสเตรียต้องไปพึ่งสหภาพยุโรปเรื่องการค้าขายแทน จึงต้องเปลี่ยนภาพลักษณ์ตัวเองไป


แม้จะมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง สัมพันธ์ของทรานส์นิสเตรียกับมอลโดวาเรียกได้ว่าถ้อยทีถ้อยอาศัยพอสมควร เพราะต่างฝ่ายต่างเกรงๆ กันและกัน…


คือมอลโดวากลัวทรานส์นิสเตรียจะถูกรัสเซียใช้มาแผ่อิทธิพล แต่ทรานส์นิสเตรียก็กลัวมอลโดวามาจัดการในฐานะชนกลุ่มน้อย ทั้งคู่เลยอยู่ร่วมกันแบบค่อนข้างสงบสุข ถึงแม้จะเป็นในแบบแปลกๆ ก็ตาม


นี่เองก็เป็นเรื่องราวของประเทศที่ไม่มีอยู่จริง ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเรื่องราวและมนต์ขลังของผู้คนที่ยังอยู่ในกาลเวลาของยุคโซเวียต ในลักษณะนี้ทรานส์นิสเตรียจึงเป็นหนึ่งในจุดมุ่งหมายของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ที่ต้องการสัมผัสบรรยากาศย้อนยุค เหมือนหลุดเข้าไปในโลกสมัยสงครามเย็นอีกครั้งหนึ่ง


ในที่นี้ป้ายและสินค้าโฆษณาชวนเชื่อแบบคอมมิวนิสต์ยังเป็นสิ่งที่เห็นได้อยู่ทั่วไป สิ่งก่อสร้างก็ยังเป็นแบบ Brutalism ซึ่งเป็นสไตล์ที่เน้นความงามของโครงสร้าง ซึ่งนิยมกันในโซเวียต