# ทำไมเราจึงใช้พลังงานน้ำมันเป็นหลัก

- URL: https://www.thewildchronicles.com/blog/%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B9%89
- Author: พงศ์ศรณ์ ภูมิวัฒน์
- Published: 2023-11-02T09:42:14Z
- Updated: 2023-11-27T04:25:35Z
- Tags: พลังงาน, เศรษฐกิจ

> ทำไมสมัยนี้หลายๆ อย่างจึงต้องพึ่งพา "น้ำมัน"? มาหาคำตอบในหลากเรื่องราวเกี่ยวกับน้ำมัน

เคยสงสัยกันไหมครับว่า ทำไมน้ำมันถึงกลายเป็นพลังงานหลัก และมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาโลกในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการคมนาคม การอุตสาหกรรม หรือการใช้ชีวิตประจำวันของเรา จนเรียกได้ว่าชีวิตมนุษย์ในแต่ละวันต้องมีการใช้น้ำมันไปไม่มากก็น้อย ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม


ความสำคัญของมันทำให้เราเกิดคำถาม… มนุษย์ค้นพบน้ำมันได้อย่างไร? รู้จักการกลั่นและแปรรูปตอนไหน? แล้วมนุษย์นำมันไปทำอะไรบ้าง? ซึ่งบทความนี้ จะพาทุกท่านไปหาคำตอบด้วยกัน


ก่อนจะพูดเรื่องน้ำมัน เราต้องทำความรู้จักกับ “ปิโตรเลียม” กันก่อน ปิโตรเลียมเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนเกิดขึ้นเองในธรรมชาติ มีคาร์บอนและไฮโดรเจนเป็นธาตุประกอบหลักตามชื่อ


บางตำราจะนับแค่ น้ำมันดิบ (Crude Oil) เป็นปิโตรเลียม ขณะบางตำราจะถือว่าปิโตรเลียมเป็นได้ทั้งของแข็ง, ของเหลว, ก๊าซ ตามสภาพแวดล้อมที่มันอยู่ และนับรวมพลังงานฟอสซิลอื่นๆ เช่น แก๊สธรรมชาติ (Natural Gas) กับถ่านหิน (Coal) เข้าไปด้วย


การค้นพบและนำปิโตรเลียมมาใช้เกิดขึ้นครั้งแรกตั้งแต่หลายพันปีก่อน เฮโรโดตัส นักประวัติศาสตร์ชื่อดังยุคกรีกโบราณ บันทึกไว้ว่า กำแพงและหอคอยเมืองบาบิโลน (ปัจจุบันอยู่ในอิรัก) มีการใช้ยางมะตอยซึ่งเป็นปิโตรเลียมชนิดหนึ่งเป็นส่วนประกอบ


ส่วนทางฝั่งเอเชียเอง ก็มีบันทึกการใช้งานปิโตรเลียมไว้ในคัมภีร์อี้จิงของจีน และคนจีนรู้จักการสูบน้ำมันดิบผ่านกระบอกไม้ไผ่ตั้งแต่ราว 347 ปีก่อนคริสตกาลเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิง


ยุคต่อมา มีการค้นพบแหล่งปิโตรเลียมในตะวันออกกลางมากมาย นักเคมีชาวเปอร์เซียและอาหรับหลายคนได้พยายามกลั่นน้ำมันดิบเพื่อนำมาสร้างอาวุธติดไฟ


เทคนิคการกลั่นน้ำมันก็ได้เผยแพร่เข้าสู่ยุโรปหลังจากที่กองทัพมุสลิมยึดเสปนและโปรตุเกสมาเป็นของตนเอง ช่วงศตวรรษที่ 12


ในปี 1745 จักรพรรดินีอลิซาเบธแห่งรัสเซียได้มีพระดำริให้สร้างโรงกลั่นน้ำมันแห่งแรกขึ้นในเมืองอุคห์ทา เพื่อกลั่นหินปิโตรเลียม แล้วนำไปใช้กับตะเกียงน้ำมันตามโบสถ์และศาสนสถาน


(คาดว่าอารมณ์น่าจะเป็นประมาณตะเกียงที่เราเจอเวลาไปวัดแล้วมีให้ทำบุญเติมน้ำมัน)


จากนั้นอีกราว 100 ปี นักประดิษฐ์ชาวโปแลนด์ อิกนาชี วูกาเซวิตซ์ (Ignacy Łukasiewicz) ได้สร้างแท่นขุดบ่อน้ำมันแบบใหม่ขึ้นในปี 1854 และกลั่นน้ำมันก๊าดหรือเคโรซีนออกมาได้สำเร็จในปี 1856


น้ำมันก๊าดสามารถนำมาเป็นเชื้อเพลิงตะเกียงอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้มีตะเกียงริมถนนเกิดขึ้นทั่วยุโรป เป็นจุดเริ่มต้นของการใช้น้ำมันมาเป็นพลังงานอย่างแพร่หลาย


ตั้งแต่นั้น ทวีปยุโรปรวมทั้งทวีปอเมริกาก็มีการขุดน้ำมันขึ้นมามากมายเพื่อนำมาใช้ให้แสงสว่าง


นับจากนั้นเป็นต้นมา น้ำมันกลายเป็นเชื้อเพลิงหลักของโลก จากเดิมที่คนใช้ไม้จุดไฟหรือให้ความร้อน ก็เปลี่ยนมาใช้น้ำมัน และรถยนต์จากที่เป็นไอน้ำพลังถ่านหินก็กลายเป็นรถน้ำมัน โรงงานอุตสาหกรรมก็ใช้น้ำมันเดินเครื่องจักร


…นักวิชาการวิเคราะห์กันว่า ทั้งหมดนี้เป็นเพราะมนุษย์ต้องการความสะดวกสบาย และน้ำมันได้ตอบโจทย์นั้น เพราะให้พลังงานได้ดีกว่าทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ


นอกจากนี้ น้ำมันดิบยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นปิโตรเคมี ผลิตเป็นยาง, พลาสติก, เส้นใยสังเคราะห์ และอื่นๆ ที่อยู่รอบตัวเราได้อีกมากมาย


บางอย่างที่เราใช้อยู่ เช่น โทรศัพท์เอย เสื้อผ้าเอย หรืออุปกรณ์การแพทย์หรือยาเอย ก็ต่างมีส่วนผสมปิโตรเคมีทั้งสิ้น


ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกอะไรที่ทั่วโลกจะแสวงหาการเป็นเจ้าของบ่อน้ำมันดิบ จนกระทั่งมีการนำมาใช้เป็นเครื่องต่อรองหรือทำสงครามกันมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง


ตัวอย่างเช่นตอนสงครามยมคิปปูร์ ปี 1973 อียิปต์ร่วมมือกับซีเรียรบอิสราเอล ฝ่ายอิสราเอลเพลี่ยงพล้ำอย่างหนักในตอนแรก แต่เมื่อได้อเมริกาตัดสินใจมาช่วย จึงสามารถพลิกสถานการณ์กลับมาได้ในที่สุด


ทว่าในขณะเดียวกัน เรื่องนี้ทำให้ชาติอาหรับโต้ตอบโดยการจำกัดการส่งน้ำมันดิบไปยังอเมริกาและชาติพันธมิตร เกิดเป็นวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ น้ำมันราคาขึ้นแบบพุ่งพรวด


ในปีนั้น รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องขอความร่วมมือประชาชนไม่ให้ตกแต่งไฟคริสต์มาส เพราะเกรงว่าจะไม่มีน้ำมันผลิตไฟฟ้าเพียงพอ ยังดีที่ทั้งสองฝ่ายสามารถเจรจากันได้ในปีต่อมา ทำให้วิกฤตคลายลง


จากผลสำรวจโดย สำนักบริหารสารสนเทศพลังงานของสหรัฐอเมริกา (EIA) ในปี 2018 ชาติที่ใช้ปิโตรเลียมเยอะที่สุด 5 อันดับแรกได้แก่ อเมริกา (20.5%) จีน (13.9%) อินเดีย (4.8%) ญี่ปุ่น (3.8%) และรัสเซีย (3.6%) รวมกันเกิน 1 ใน 4 ของโลก


หากเจาะลึกลงไปในข้อมูลของอเมริกาในปี 2020 ชาวอเมริกันใช้น้ำมัน 66% ในการคมนาคม 28% ในอุตสาหกรรม และ 3% สำหรับใช้ในบ้าน


อย่างไรก็ตาม การใช้น้ำมันก็มีข้อเสียมหาศาล ตั้งแต่ขั้นตอนการขุดเจาะปิโตรเลียมขึ้นมาจากใต้พิภพ, การกลั่น, และการเผาไหม้หลังใช้งาน ต่างสร้างมลพิษมากมายให้แก่โลก


ผลสำรวจจากหนังสือพิมพ์เดอะ การ์เดียนระบุว่า คนในระยะครึ่งไมล์จากที่ขุดพลังงานฟอสซิลหรือโรงกลั่นจะได้รับสารพิษที่ก่อให้เกิดโรคต่างๆ เกี่ยวกับหัวใจและระบบทางเดินหายใจ ถือเป็นภัยเงียบที่คร่าชีวิตคนทั่วโลกไปแล้วนับหลายล้านคน


นอกจากนี้ การผลิตน้ำมันยังทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจก ส่งผลต่อสภาพอากาศมหาศาล …เชื่อว่า มันเป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ทำให้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ธรรมชาติเกิดความผันผวนแบบที่ไม่เคยมี ทั้งฝนไม่ตกตามฤดูกาล น้ำท่วมสูง ไฟป่ารุนแรง ฯลฯ


ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกต่างเร่งหาทางแก้ไข มีการคิดค้นผลิตเทคโนโลยีหรือพลังงานทดแทนที่มีประสิทธิภาพเทียบเคียงกับน้ำมันออกมา ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้าพลังงานแสดงอาทิตย์ การใช้พลังงานลม เป็นต้น


บริษัทต่างๆ ที่เคยพึ่งพาการขุดเจาะน้ำมันเป็นหลักก็เริ่มเปลี่ยนมาผลิต “พลังงานสะอาด” เหล่านี้ด้วยเช่นกัน เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมและมนุษย์ให้คงอยู่ต่อไป


หากย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ จะเห็นได้ว่าแรกสุด มนุษย์เราก็เคยใช้พลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ ก่อนจะหันมานิยมน้ำมัน เพราะว่าสะดวกสบายกว่า ได้พลังงานมากกว่า


…ถ้าว่ากันตามเชิงสถิติ ในช่วงร้อยปีที่ผ่านมา มันช่วยลดการทำลายป่า ลดการล่าสัตว์มาเป็นเชื้อเพลิงหรือเครื่องนุ่งห่ม รักษาทรัพยากรธรรมชาติด้วยซ้ำ


แต่ด้วยจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น เทคโนโลยีที่ก้าวกระโดด ทำให้การใช้น้ำมันและปริโตเลียมอื่นๆ มีมากขึ้น ต้องเพิ่มกำลังการขุดการกลั่นมากขึ้น เพื่อสนองความสะดวกสบายของมนุษย์ที่ไม่อาจย้อนกลับสู่จุดเดิมได้อีกแล้ว


เราคงต้องมาติดตามดูกันต่อไปว่า อนาคตการใช้พลังงานของมนุษย์จะเป็นอย่างไรต่อไป…