# ประวัติศาสตร์อิหร่านใน 15 นาที

- URL: https://www.thewildchronicles.com/blog/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99
- Author: พงศ์ศรณ์ ภูมิวัฒน์
- Published: 2023-10-30T09:28:18Z
- Updated: 2023-11-10T10:30:27Z
- Tags: อิหร่าน

> พาท่านไปทำความรู้จักกับ "อิหร่าน" ที่ครั้งหนึ่งเป็นถึงมหาอำนาจจักรวรรดิเปอร์เซียอันยิ่งใหญ่ มากล้นด้วยศิลปวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์

หากท่านเคยได้ยินเรื่องราวของชนเผ่ากลางทะเลทรายที่หาญกล้าทำสงครามกับกรีกโบราณ…
 หากท่านเคยเรียนเรื่องของนักเดินเรือจากตะวันออกกลางที่ค้าขายไปทั่วโลกรวมทั้งไทยจนร่ำรวย…


นั่นคือประเทศที่ปัจจุบันเรารู้จักกันในนาม “อิหร่าน” ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นอู่อารยธรรมที่เจริญรุ่งเรืองติดต่อกันมาหลายยุคสมัย อาศัยที่ประเทศนี้มีชัยภูมิเอกเป็นจุดเชื่อมต่อเส้นทางสายไหม ทำให้ชาวอิหร่านมีการแลกเปลี่ยนทั้งกับอาณาจักรตะวันออกและตะวันตก ความลึกซึ้งของวัฒนธรรม และความยิ่งใหญ่ของประวัติศาสตร์อิหร่านนั้นเทียบได้กับชาติอย่างจีน หรืออินเดียทีเดียว


ผมอยากจะพาท่านไปทำความรู้จักกับประเทศอิหร่านที่ครั้งหนึ่งเป็นถึงมหาอำนาจจักรวรรดิเปอร์เซียอันยิ่งใหญ่ มากล้นด้วยศิลปวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ รวมถึงปมขัดแย้งทางการเมืองที่กลายเป็นอิหร่านในปัจจุบัน


ในบทความนี้ เราจะพาท่านไปดูประวัติศาสตร์อิหร่านแบบสรุปจบเข้าใจง่ายกันนะครับ


**จุดเริ่มต้นของอิหร่าน**


ในดินแดนทะเลทรายที่ปัจจุบันเรียกกันว่าอิหร่านนั้น มีมนุษย์อยู่อาศัยมาตั้งแต่ยุคหินราว 10,000 ปีก่อน เริ่มแรกพวกเขามีอาชีพเป็นนักล่า ก่อนจะเปลี่ยนมาทำเกษตรกรรม สร้างหมู่บ้าน สร้างเมือง ซึ่งก็พัฒนาไปเป็นอารยธรรมต่าง ๆ โดยที่มีชื่อเสียงและอยู่ยาวนานสุด เรียกว่า “อีแลม” (Elam คนละอันกับอีแลมศรีลังกานะครับ อันนั้นภาษาอังกฤษจะสะกด Eelam)


อย่างไรก็ตาม กลุ่มคนที่นักประวัติศาสตร์ถือว่าเป็นบรรพบุรุษของชาวอิหร่าน กลับเป็นคนจากที่ราบสูงยูเรเซีย ซึ่งมาขับไล่พวกอีแลมออกจากบริเวณนี้ในช่วงสหัสวรรษที่ 2 ก่อนคริสตกาล แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ หลายพวก เช่น มีเดีย, เปอร์เซีย, พาร์เธีย, แบคเทรีย ฯลฯ


จะขอเล่าถึงอารยธรรมที่เกิดขึ้นใกล้ๆ กัน และจะมีความเกี่ยวข้องกันคือ “อารยธรรมเมโสโปเตเมีย” ของชาวสุเมเรียน ซึ่งได้เข้ามาครอบครองดินแดนที่ราบลุ่มแม่น้ำไทกริส – ยูเฟรทีส และสร้างอารยธรรมเมโสโปเตเมียขึ้น


อารยธรรมนี้ให้มรดกสำคัญต่าง ๆ แก่มนุษย์ชาติมากมาย ที่เด่น ๆ คือตัวอักษรชุดแรกที่เป็นอักษรลิ่มเรียกว่า “คูนิฟอร์ม”


ต่อมาชาวสุเมเรียนอ่อนแอลงจากการทำสงคราม ทำให้ชาวอะมอไรต์ (Amorite) ได้ขึ้นมายิ่งใหญ่แทน พวกเขาตั้งชื่ออาณาจักรว่า “บาบิโลน” ครั้งหนึ่งเมืองบาบิโลนแห่งนี้กลายเป็นอาณาจักรที่ใหญ่ที่สุดในภายใต้การปกครองของพระเจ้าฮัมมูราบี


ในยุคของพระเจ้าฮัมบูราบีจักรวรรดิบาบิโลเนียเป็นยุครุ่งเรือง มั่งคั่ง และมีอำนาจ พระองค์ได้สร้าง “ประมวลกฎหมายฮัมบูราบี” หรือที่เรียกว่า หลัก “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” ถือว่าเป็นประมวลกฎหมายเก่าแก่ที่มีความสมบูรณ์มากที่สุดฉบับหนึ่งของโลก ทำให้อาณาจักรบาบิโลนมีความรุ่งเรืองแซงหน้าเมืองอื่น ๆ ในภูมิภาคนี้ได้


ต่อมาหลังจากพระเจ้าฮัมบูราบีสิ้นพระชนม์จักรวรรดิบาบิโลเนียก็เสื่อมสลับรุ่งเรืองมาเรื่อย ๆ


ช่วงราว 1,000 ปีก่อนคริสตกาล พื้นที่บริเวณนั้นโดนยึดเป็นของจักรวรรดิอัสซีเรีย ชาวมีเดียและเปอร์เซียจึงจับมือกับบาบิโลนต่อสู้ ซึ่งต่อมาชาวมีเดียจะมีผู้นำเก่งกาจชื่อ “เดอิโอคีส” รวบรวมคนจนสามารถตั้งจักรวรรดิมีเดียนขึ้นมาได้ท่ามกลางการปกครองของอัสซีเรีย


เวลาผ่านไปกระทั่ง 612 ปีก่อนคริสตกาล ขณะที่อัสซีเรียเผชิญกับสงครามกลางเมือง ชาวคาลเดียได้เข้ามายึดเมืองนิเนเวห์ของจักรวรรดิอัสซีเรียได้สำเร็จ แล้วสถาปนาเป็นจักรวรรดิบาบิโลนใหม่ (Neo – Babylonian Empire) ส่วนจักรวรรดิมีเดียก็ได้ครองพื้นที่ตรงอิหร่านในปัจจุบัน ร่วมกับทิศตะวันออกของเอเชียไมเนอร์



## อะคีเมนิด (550 – 330 ปีก่อนคริสตกาล)


550 – 549 ปีคริสตกาล มีผู้นำชาวเปอร์เซียชื่อ “พระเจ้าไซรัสมหาราช” เป็นกษัตริย์แห่งแคว้นฟาร์ส ได้ชิงจักรวรรดิมีเดียเป็นของตัวเอง แล้วตั้งเป็น “จักรวรรดิอะคีเมนิด” (550 – 330 ปีก่อนคริสตกาล) หรือเรียกตามแคว้นว่า “เปอร์เซีย” โดยคำว่าเปอร์เซียนั้นมาจากคำว่า “ฟาร์ส” นั่นเอง


จากนั้นสิบปีต่อมาพระเจ้าไซรัสก็เอาชนะบาบิโลนเนียใหม่และผนวกดินแดนเข้ากับอะคีเมนิด ถือเป็นการสิ้นสุดอารายธรรมเมโสโปเตเมีย และเป็นจุดเริ่มต้นความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิเปอร์เซีย


เปอร์เซียเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดในยุคของ “พระเจ้าดาริอุสมหาราช” พระองค์ทรงทำการพิชิตดินแดน ขยายอาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวาง แผ่ขยายอำนาจไปถึงยุโรป อียิปต์ แถบลุ่มแม่น้ำสินธุ รวมถึงยึดครองบางส่วนของอินเดียได้ด้วย


ต่อมาพระเจ้าดาริอุสปราบชาวกรีกในไอโอเนีย (คือแถบตุรกีปัจจุบัน) ได้หมด ก็คิดยึดเมืองเอเธนส์ แต่เมื่อพระองค์ยกไปสู้กับกรีก ปรากฏว่าฝ่ายกรีกรวมกันมาตั้งรับที่ทุ่งมาราธอน เกิดเป็น “สงครามมาราธอน” ซึ่งเปอร์เซียเป็นฝ่ายพ่ายแพ้


ต่อมาบุตรชายของพระเจ้าดาริอุสนามว่า “พระเจ้าเซอร์ซีส” ได้รวบรวมกองทัพเพื่อบุกยึดเมืองเอเธนส์อีกครั้งเพื่อล้างอาย


เมื่อกองทัพของพระเจ้าเซอร์ซีสมาถึงช่องเขาเธอร์โมไพลี ได้พบกับกองทัพของสปาร์ตานำโดยกษัตริย์ลีโอไนดัสซึ่งนำกำลังทหารสปาร์ตา 300 นายต้านกองทัพจักรวรรดิเปอร์เซียอย่างกล้าหาญและสวรรคตลงในช่องเขาเธอร์โมไพลีกลายเป็นวีรกรรมสำคัญ


(จริงๆ ทหารในศึกครั้งนี้ของฝั่งกรีกมีหลายพันคนมาเสริมจากนครรัฐอื่น ๆ นอกจากสปาร์ตาอีก แต่ก็ยังถือว่าน้อย เมื่อเทียบกับทัพเปอร์เซียที่มีนับหมื่น ๆ คน)


ตอนนั้นกองทัพจักรวรรดิอะคีเมนิดได้บุกยึดและเผาทำลายเมืองเอเธนส์ได้สำเร็จ แต่ก็ยังปราบกรีกได้ไม่หมด จนถูกตอบโต้ได้จากการพ่ายแพ้กรีกใน “ยุทธนาวีซาลามิส” พระเจ้าเซอร์ซีสจึงเดินทางกลับเปอร์เซีย เหลือกองทหารให้นายพลมาร์โดนิอุส ดูแลบริเวณที่ยึดครองมาได้


หลังจากนั้นการต่อสู้ระหว่างกรีกกับเปอร์เซียยังคงมีอยู่เรื่อย ๆ จนกระทั่งในปี 449 ก่อนคริสตกาลทั้งสองฝ่ายได้ตกลงทำสนธิสัญญาสันติภาพแห่งคัลลิอัส ถือเป็นการสิ้นสุดสงครามระหว่างกรีก – เปอร์เซีย กระทั่งพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ของกรีกได้ยกทัพมาตีเมืองเปอร์เซียแตกในศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล เป็นอันสิ้นสุดราชวงศ์อะคีเมนิดนั่นเอง



## พาร์เธียน และ ซัสซานิด (247 ปีก่อนคริสตกาล – ปี 651)


ความรุ่งเรืองของจักรวรรดิเปอร์เซียต้องล่มสลายลงหลังจากพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชเข้ามารุกราน แต่ต่อมาหลังตกเป็นเมืองขึ้นกรีกระยะหนึ่ง ได้มีจักรวรรดิของชาวเปอร์เซีย ชื่อจักรวรรดิพาร์เธียน (247 ปีก่อนคริสตกาล – ปี 224) ขึ้นมาโค่นล้มการปกครองของกรีก


พาร์เธียนนี้กลายเป็นมหาอำนาจที่เติบโตขึ้นมาคู่กับจักรวรรดิโรมัน (ซึ่งมาแทนที่กรีก) ทั้งสองจักรวรรดิทำสงครามกันมาอย่างยาวนานผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ


ต่อมาจักรวรรดิพาเธียนอ่อนแอลงพร้อมกับจักรวรรดิซัสซานิด (224-651) ได้กำเนิดและรุ่งเรืองขึ้นมาแทน พวกซัสซานิดนี้มีอานุภาพถึงกับเคยรบชนะโรมันหลายครั้ง และเคยจับจักรพรรดิโรมันเป็นนักโทษได้


จักรวรรดิซัสซานิดนับถือศาสนาโซโรอัสเตอร์เป็นศาสนาหลัก ในปลายสมัยนั้นพวกเขาอ่อนแอลงจากการขัดแย้งภายใน กระทั่งถูกอาณาจักรอิสลามเข้ายึดครอง กลายเป็นจุดเริ่มต้นของยุคอิสลาม



## การปกครองโดยอาณาจักรอิสลาม และเผ่าเติร์ก/มองโกล


อาณาจักรอิสลามเกิดขึ้นในหมู่ชาวอาหรับ จากการที่นบีมุฮัมหมัดประกาศศาสนาอิสลาม และนำพาผู้ศรัทธารบขยายดินแดน


ต่อมาเมื่อนบีมุฮัมมัดสิ้นชีวิตจึงมีการแต่งตั้งตำแหน่งผู้นำอาณาจักรเรียกว่า “กาหลิบ” หรือ “คอลิฟะฮ์” ในช่วงแรกอาณาจักรอิสลามได้แผ่ขยายออกไปอย่างกว้างไกล และเนื่องจากอาณาจักรนี้รับวัฒนธรรมเปอร์เซียมาก ทำให้วัฒนธรรมเปอร์เซียนั้นถูกเผยแผ่ไปพร้อมกับศาสนาอิสลาม


หลังจากนั้นราชวงศ์ “อับบาสิยะห์” เข้ายึดอำนาจปกครองจักรวรรดิมุสลิม โดยมีศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่เมืองแบกแดด แม้ว่าจะรุ่งเรืองมาก แต่ต่อมาก็เสื่อมลง ถูกบั่นทอนอำนาจโดยชาวเติร์ก และถูกอาณาจักรมองโกลยึดเมืองหลวงแบกแดดในปี 1258


หลังจากนั้นตะวันออกกลางและอิหร่านได้ตกสู่ยุควุ่นวาย กระทั่งอาณาจักรติมูริด (1370 – 1507) ได้ขึ้นเป็นใหญ่ พวกติมูริดนี้มีเชื้อสายเติร์ก-มองโกล แต่รับวัฒนธรรมเปอร์เซียมาก จะเห็นว่าแม้ในยุคที่อิหร่านถูกผู้ปกครองต่างชาติยึดครอง แต่เนื่องจากมีอารยธรรมสูง ผู้ปกครองนั้นจึงมักเป็นฝ่ายรับวัฒนธรรมอิหร่าน



## ซาฟาวิด (1501 – 1736)


ในปี 1501 เด็กหนุ่มนาม “อิสมาอิล” ทำการรวบรวมดินแดนสร้างจักรวรรดิซาฟาวิด และตั้งตนเป็น “พระเจ้าอิสมาอิล” สามารถครอบคลุมดินแดนเปอร์เซียได้ทั้งหมด กลายเป็นจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมอิหร่านและราชวงศ์แรกของอิหร่าน ซึ่งซาฟาวิดจะปกครองอิหร่านยาวนานถึง 235 ปี (ปี 1501 – 1736) ถือเป็นเป็นหนึ่งในราชวงศ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประวัติศาสตร์อิหร่าน


พระเจ้าอิสมาอิลที่ 1 มีเชื้อสายผสม (บ้างว่าเป็นเคิร์ด บ้างว่าเป็นเติร์ก แต่จริงๆ คงผสมกันหลายชาติ) ทำให้พระองค์สามารถพูดได้หลายภาษา


อิสมาอิลสถาปนาศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ซึ่งเป็นนิกายที่พระองค์นับถือให้เป็นศาสนาประจำชาติ การนี้สร้างความไม่พอใจให้บรรดาอาณาจักรใกล้เคียงอย่างอาณาจักรออตโตมันของชาวเติร์กที่นับถือนิกายสุหนี่


ความไม่พอใจนี้ส่งผลให้เกิดสงครามขึ้นบ่อยครั้ง ทั้งสองฝ่ายผลัดกันแพ้ ผลัดกันชนะ และต่างพัฒนาอาวุธปืนไฟขึ้นมาต่อสู้กันเป็นสามารถ


สมัยอาณาจักรซาฟาวิด เปอร์เซียได้ทำการค้าขายไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย โดยมีบันทึกว่า ในปี 1602 (พ.ศ. 2145) พ่อค้าชาวเปอร์เซียชื่อ “เฉกอะหมัด” ได้เดินทางมายังกรุงศรีอยุธยาพร้อมกับน้องชายเพื่อค้าขาย และเข้าสวามิภักดิ์ต่อพระนเรศวร


เฉกอะหมัดตั้งรกรากในเมืองไทย แต่งงานกับคนไทย คอยให้คำแนะนำเรื่องการค้าขายกับต่างประเทศแก่เหล่าขุนนาง ท่านเป็นต้นตระกูลของขุนนางสกุลบุนนาค ซึ่งต่อมามีอิทธิพลต่อราชสำนักไทยหลายยุคหลายสมัย



## กอญัร (1789 – 1925)


หลังราชวงศ์ซาฟาวิดล่มสลาย อิหร่านก็เข้าสู่ยุควุ่นวายระยะหนึ่ง จนเกิดราชวงศ์กอญัรหรือคาจาร์ (Qajar) ขึ้นมารวมแผ่นดิน


ผู้นำคนแรกของวงศ์กอญัรคือ อัคฮา โมฮัมหมัด ข่าน กอญัร ซึ่งปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระเจ้าชาห์ และได้ตั้งกรุงเตหะรานเป็นเมืองหลวง


ต่อมาในรัชสมัยของพระเจ้าชาห์ ฟาตห์ อาลี ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการปกครองของอิหร่านมาสู่ระบอบราชาธิปไตยแบบรวมศูนย์ และให้มีกองทัพประจำการ


นอกจากนั้นเขายังฟื้นฟูประเพณีโบราณของกษัตริย์เปอร์เซีย ด้วยการนำ “บัลลังก์นกยูง” มาใช้สำหรับสวมมงกุฏของกษัตริย์ และยังฟื้นฟูศิลปะประติมากรรมภาพหินแกะสลักด้วย


ในยุคนี้เป็นยุคที่อิหร่านได้รับอิทธิพลจากตะวันตกเป็นอันมาก ศิลปะในยุคนี้ก็จะเป็นศิลปะผสมผสานยุโรปและเปอร์เซีย อิหร่านในราชวงศ์กอญัรเข้าสู่ความเจริญถึงขีดสุด ภายใต้การปกครองของ “พระเจ้านัสเซอร์ อัล-ดิน ชาห์” พระองค์ได้ทรงนำพาอิหร่านเข้าสู่สมัยใหม่ ด้วยการนำวิทยาการความเจริญทางฝั่งตะวันตกมาใช้พัฒนาอิหร่านทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การถ่ายภาพสมัยใหม่และระบบการศึกษา


นอกจากนี้พระองค์ยังทรงบูรณะปรับปรุง พระราชวังเก่าแก่ “โกเลสตาน” หรือ “พระราชวังสวนกุหลาบ” ที่มีการสร้างขึ้นครั้งแรกในศตวรรษที่ 16 ช่วงราชวงศ์ซาฟาวิด เพื่อใช้สำหรับการเป็นที่ประทับประจำราชวงศ์กอญัรด้วย


พระราชวังโกเลสตานประกอบไปด้วยอาคาร 12 หลัง ตัวอาคารมีความงดงามทางด้านสถาปัตยกรรมตะวันตกผสมผสานกับศิลปะลวดลายอันวิจิตรบรรจงของอิหร่าน ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการเสด็จประพาสยุโรปของพระเจ้านัสเซอร์


ด้านในวังประดับตกแต่งด้วยหินอ่อนสีเหลืองนวล ที่แสดงออกถึงความมั่งคั่งและความเป็นหนึ่งเดียวกันของอาณาจักร ด้วยเหตุนี้พระราชวังโกเลสตานจึงกลายเป็นลักษณะเฉพาะของศิลปะและสถาปัตยกรรมในช่วงศตวรรษที่ 19 และถือเป็นต้นกำเนิดของการเข้าสู่ยุคศิลปะสมัยใหม่ในอิหร่าน


ต่อมาชาห์ยุคหลังอ่อนแอ จึงถูกกลุ่มพ่อค้าและขุนนางชั้นสูงเรียกร้องให้มีการลดอำนาจราชาธิปไตย และยอมรับรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง


และเมื่อชาห์ต่อ ๆ มาจะพยายามรวบอำนาจคืน ก็ทำให้ประชาชนไม่พอใจ จึงลุกฮือขับไล่ออกจากตำแหน่ง และทำให้กอญัรเสื่อมลง



## ปาห์ลาวี (1925 – 1979)


ห้วงเวลาระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 นั้น อังกฤษและรัสเซียได้เข้าแทรกแซงเปอร์เซีย อังกฤษสนับสนุนให้นายทหารคนหนึ่งชื่อ “เรซา ข่าน” โค่นล้มราชวงศ์แล้วตั้งตัวเป็นกษัตริย์ (พระเจ้าชาห์) เสียเอง ใช้ชื่อว่าพระเจ้าเรซา ชาห์ และตั้งราชวงศ์ขึ้นใหม่ ชื่อ “ราชวงศ์ปาห์ลาวี”


พระเจ้าเรซา ชาห์ พัฒนาอิหร่านให้ทันสมัยแบบตะวันตก ควบคู่กับใช้นโยบายชาตินิยมเปอร์เซียเสริมความแข็งแกร่งให้ประเทศ แต่นักการศาสนารวมไปถึงชนกลุ่มน้อยไม่ชอบ รู้สึกเหมือนโดนกดขี่


อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง อังกฤษกับโซเวียตกลัวว่า เรซา ชาห์ อาจนิยมฝ่ายอักษะมากกว่าพันธมิตร เลยเข้ายกทัพบุกตีอิหร่าน ถอด เรซา ชาห์ ออก แล้วยกลูกชายชื่อ “มุฮัมมัด เรซา” ที่บัดนั้นอายุ 21 ปี ขึ้นเป็นพระเจ้าชาห์แทนในปี 1941


หลังสงครามจบปี 1945 อิหร่านยังไม่สงบดีนัก เนื่องจากโซเวียตไม่ยอมออกจากพื้นที่ตามตกลง เพราะเสียดายทรัพยากร เลยสนับสนุนให้ชนกลุ่มน้อยเคิร์ดตั้งประเทศของตนเองขึ้นในอิหร่านชื่อ “สาธารณรัฐมาฮาบัด” เพื่อเป็นการถ่วงดุลอีกด้วย แต่กระนั้น หลังโดนนานาชาติกดดัน โซเวียตก็ยอมถอนทัพกลับบ้าน ชาวเคิร์ดที่ริอ่านจัดตั้งประเทศเลยซวยโดนจับแขวนคอ


มุฮัมมัด เรซา ยังคงปกครองต่อได้โดยสวามิภักดิ์อเมริกา อย่างไรก็ตามเขามีนิสัยฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย และมักกำจัดคนที่ไม่เห็นด้วยอย่างโหดร้าย ในที่สุดจึงถูกประชาชนรวมกันโค่นล้มในปี 1979



## การปฏิวัติอิหร่าน (1979)


หลังจากประชาชนอิหร่านร่วมกันโค่นล้มพระเจ้าชาห์ ขับไล่ออกจากประเทศ กลุ่มต่างๆ ที่ร่วมกันล้มก็หันมาแย่งอำนาจกันเอง ซึ่งผู้ชนะกลับเป็นกลุ่มศาสนานิยม ที่มีผู้นำสูงสุดคือ “อยาตอลเลาะห์ โคไมนี”


โคไมนีได้เปลี่ยนอิหร่านเป็นรัฐเคร่งศาสนา มีระเบียบปฏิบัติเช่น ผู้ชายจะมีโอกาสทางการงานดีกว่าหากรู้ศาสนา และผู้หญิงต้องสวมฮิญาบ (ผ้าคลุมผมมุสลิม) เสมอเมื่อออกข้างนอก …สิ่งนี้ทำให้การปฏิวัติปี 1979 ถูกเรียกภายหลังในอีกชื่อหนึ่งว่า “การปฏิวัติอิสลาม”


นอกจากนี้ โคไมนียังไม่เข้าพวกกับอเมริกา เพราะมองว่าเป็นอิทธิพลตะวันตกเป็นของผิดผี จึงแตกหักกันแต่นั้น



## สงครามอิรัก – อิหร่าน (1980 – 1988)


ในห้วงความวุ่นวายของอิหร่าน “ซัดดัม ฮุสเซน” ผู้นำอิรัก มองว่านี่เป็นโอกาสอันดีที่จะทำสงครามตีชิงพื้นที่ของอิหร่านที่มีชาวอาหรับอาศัยอยู่ และมีน้ำมันเยอะมาไว้กับอิรัก


ซัดดัมประกาศสงครามกับอิหร่านในเดือนกันยายน 1980 เขาส่งทัพบกทัพอากาศไปโจมตีอิหร่าน โดยคิดว่าจะทำให้รัฐบาลอิหร่านระส่ำระสาย …ทำให้ชาวอิหร่านที่เกลียดชังรัฐบาลลุกฮือขึ้นโค่นล้มรัฐบาล …และทำให้คนเชื้อสายอาหรับในอิหร่านจับอาวุธช่วยทหารอิรัก จนได้รับชัยชนะโดยเร็ว


แต่ซัดดัมคิดผิด การบุกของเขากลับทำให้รัฐบาลโคไมนีมีความชอบธรรมในปกครองมากขึ้นอีก เพราะชาวอิหร่านซึ่งรักชาติต้องการผู้นำเข้มแข็งมานำการต่อสู้ ปรากฏอิหร่านนับแสนยังร่วมกันไปเกณฑ์ทหาร


แม้อิหร่านจะยุทธปกรณ์ด้อยกว่าอิรัก แต่ด้วยกำลังคนมหาศาล พวกเขาได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจเอาชีวิตตัวเองไปถมแบบคลื่นมนุษย์ ทำให้ในที่สุดทัพอิรักต้องแตกพ่ายในปี 1982 ซัดดัมพยายามยื้อโดยขอเจรจาสงบศึก แต่โคไมนีบอกว่าจะไม่หยุดบุกตะลุยจนกว่าจะสามารถกำจัดซัดดัม และทำให้อิรักกลายเป็นรัฐเคร่งศาสนา (เหมือนอิหร่าน)


…ทว่าความตั้งใจนั้นกลับทำให้อิหร่านกลายเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ…


เนื่องจากโคไมนีสร้างศัตรูไว้มาก ทั้งเพื่อนบ้านอาหรับ (กลัวการปฏิวัติอิสลามของเขา), อเมริกา (แตกหักตอนล้มพระเจ้าชาห์), และโซเวียต (โคไมนีเคยกวาดล้างพรรคคอมมิวนิสต์) ก็ล้วนเกลียดเขา จึงร่วมกันสนับสนุนอิรักมาตีกับอิหร่าน จากที่ซัดดัมกำลังจะแพ้ เลยกลายเป็นฝ่ายถือไพ่เหนือกว่าขึ้นมา


นอกจากนี้ ซัดดัมยังใช้ “อาวุธเคมี” ในสงคราม ไม่ใช่แค่ต่อทหารฝั่งตรงข้าม แต่กับประชาชนของตนเองที่เห็นว่าไร้ความจงรักภักดีก็ไม่เว้น เช่นพวกชนกลุ่มน้อยเคิร์ดที่โดนฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ใน “ปฏิบัติการอัลฟาล”


สุดท้าย เชื่อว่าโคไมนีกลัวประชาชนอิหร่านจะต้องตายแบบทรมานเช่นพวกเคิร์ด เลยยอมเซ็นสัญญาสงบศึก สงครามจึงจบลงโดยผลเสมอ โดยทั้งอิรักและอิหร่านยอมรับการไกล่เกลี่ยของสหประชาชาติ



## อิหร่านยุคใหม่


โคไมนีเสียชีวิตลงในปี 1989 โดยก่อนตายได้มอบอำนาจสูงสุดให้ “อาลี คาเมเนอี” แม้คาเมเนอีจะไม่ได้เป็นผู้นำที่มีความโดดเด่นเท่าโคไมนี แต่เขาก็พาประเทศให้รอดพ้นจากวิกฤติมาได้หลายครั้ง เช่น สงครามอ่าวในปี 1991


ประธานาธิบดีในสมัยของคาเมเนอี บางคนก็หัวสมัยใหม่ บางคนก็อนุรักษนิยม เราจึงเห็นอิหร่านพัฒนาขึ้นกว่าตอนเคร่งศาสนาหนัก ๆ ในยุคโคไมนี (แม้อิหร่านจะมีการเลือกตั้ง แต่ผู้นำสูงสุดเป็นผู้นำศาสนาไม่เปลี่ยน ประธานาธิบดีนั้นอารมณ์เป็นแค่ผู้ช่วยผู้นำศาสนา)


อิหร่านในปัจจุบันรุ่งเรืองเป็นมหาอำนาจระดับภูมิภาค โดยปัจจัยที่มีชัยภูมิดีมากนั้น ทำให้ไม่ว่าจะตกต่ำเพียงใด แต่พวกเขาก็สามารถกลับมาเป็นมหาอำนาจได้เสมอ


นอกจากนี้ผู้คนอิหร่านที่ใครมองว่าลึกลับน่ากลัว แท้จริงแล้วพวกเขาต่างน่ารัก มีน้ำใจ หากเขานับถือใครเป็นเพื่อน ก็จะต้อนรับขับสู้อย่างดีมากๆ อันนี้จากประสบการณ์ของผมเอง


แม้ประวัติศาสตร์ของพวกเขาคล้ายแต่งแต้มด้วยการถูกรุกรานจากชาติอื่นเรื่อยๆ แต่ความที่วัฒนธรรมของอิหร่านมีความเป็นมาลึกซึ้ง ทำให้เมื่อชาติใดเข้าไปยึดครองพวกเขา ก็มักถูกพวกเขากลืนทางวัฒนธรรมไปด้วย


ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าอิหร่านหรือเปอร์เซียมีอิทธิพลต่อโลกเป็นอย่างมาก อันที่จริงแล้ว ระบบไปรษณีย์, กังหันลม, กีตาร์, หมากรุก, ตู้เย็น, และพีชคณิตล้วนถูกคิดค้นขึ้นที่นี่


…แท้แล้วในดินแดนนี้ยังมีสิ่งที่เรานึกไม่ถึงอีกมากมาย รอให้เราไปค้นพบ…