# ปาเลสไตน์ ผู้ลี้ภัยในประเทศของตนเอง

- URL: https://www.thewildchronicles.com/blog/%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%8C-%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%A2
- Author: พงศ์ศรณ์ ภูมิวัฒน์
- Published: 2023-11-01T05:39:36Z
- Updated: 2023-11-10T08:27:19Z
- Tags: ปาเลสไตน์, อิสราเอล

> ผมได้ไปเยือน “ค่ายผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์” ทำให้ผมได้เข้าใจเรื่องราวของพวกเขามากขึ้น ผมจะลองเล่าเรื่องราวที่พบเห็นให้ทุกท่านฟังครับ

ทุกวันนี้มีข่าวความขัดแย้งระหว่างชาวอาหรับปาเลสไตน์กับทหารอิสราเอลบ่อยๆ ล่าสุดพึ่งเกิดไม่กี่วันก่อนเท่านั้น


การต่อสู้นั้นทำให้มีผู้บริสุทธิ์บาดเจ็บล้มตาย ทั้งที่เป็นยิว และเป็นอาหรับ แต่แน่นอนว่าเป็นอาหรับมากกว่ามาก… ชาวปาเลสไตน์ที่เป็นคู่กรณีของทหารอิสราเอลนั้น หากมิใช่ผู้ก่อการร้ายที่ใช้เทคโนโลยีโบราณ ก็จะเป็นชาวบ้านที่เอาก้อนหินขว้างทหารซึ่งมีอาวุธอันทันสมัยครบมือ


…มันดูแตกต่างกันมาก ดูสู้ไม่ได้เลย…


บางครั้งภาพนี้อาจทำให้ท่านคิดว่าทำไมชาวปาเลสไตน์บางส่วนถึงยังสู้กับทหารอิสราเอล ทั้งที่สู้ไม่ได้ และยิ่งสู้ก็จะยิ่งทำให้ทุกอย่างแย่…


บางครั้งท่านอาจโทษกลุ่มก่อการร้ายที่สร้างเงื่อนไข ทำให้การเจรจาโดยสันติไม่อาจบรรลุ


จากทริปอิสราเอล-ปาเลสไตน์ที่ผ่านมา ผมได้ไปเยือน “ค่ายผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์” ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเวสต์แบงก์ และทำให้ผมได้เข้าใจเรื่องราวของพวกเขามากขึ้น ผมจะลองเล่าเรื่องราวที่พบเห็นให้ทุกท่านฟังครับ


**ความเป็นมาของความขัดแย้ง **


ตามตำนานชาวยิว และอาหรับมีบรรพบุรุษร่วมกัน ชื่อ “อับราฮัม” ผู้เป็นชายที่พระเจ้าเลือกให้เป็นผู้ปกครองดินแดนพันธสัญญา หรือคือดินแดนปาเลสไตน์ในปัจจุบัน พวกเขาแตกเป็นสองเผ่า เพราะสืบมาจากบุตรคนละคน


ช่วงที่อาณาจักรโรมันเข้ามายึดดินแดนพันธสัญญาได้ ชาวยิวพยายามลุกฮือต่อต้าน ในค.ศ. 132 ชาวโรมันจึงฆ่าล้างคนยิวเพื่อกำจัดเสี้ยนหนาม พวกที่เหลือรอดต้องหนีกระจัดกระจาย กลายเป็นชนกลุ่มน้อยในประเทศต่างๆ โดนฝรั่งกดขี่เหยียดหยาม จับขังไว้ในเกตโต (สลัมยิว) กีดกันสิทธิเสรีภาพในการเดินทาง และการประกอบอาชีพ


ถึงช่วงปลายศตวรรษที่ 19 มีชายคนหนึ่งชื่อว่า “ธีโอดอร์ เฮิร์ซล์” เป็นชาวยิวในออสเตรีย-ฮังการี เฮิร์ซล์คิดว่าปัญหาของชาวยิวคือเป็น “ชาติ” ที่ไม่มีประเทศ แม้ว่าจะพยายามผสมกลมกลืนกับฝรั่ง แต่ก็จะต้องถูกเหยียดร่ำไป


…เฮิร์ซล์เห็นว่าทางเดียวที่จะแก้ปัญหายิวได้ คือการ “ให้ยิวมีประเทศของตนเอง!” แนวคิดของเขาทำให้เกิด “องค์กรไซออนิสต์” ขึ้น ซึ่งมีจุดมุ่งหมายคืออพยพชาวยิวจำนวนมาก “กลับดินแดนพันธสัญญา” หรือตอนนั้นก็คือ ดินแดนปาเลสไตน์


ปัญหาคือดินแดนนั้นมีผู้อาศัยอยู่ก่อนแล้ว เป็นชาวอาหรับปาเลสไตน์ การอพยพเข้าไปของยิว ทำให้คนยิวและอาหรับทะเลาะกันอยู่เนืองๆ


ความขัดแย้งยิ่งรุนแรงขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อมีชาวยิวจำนวนมาก อพยพหนีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของฮิตเลอร์เข้ามาปาเลสไตน์ด้วย ปัญหานี้ซับซ้อนเรื้อรัง จนองค์กรสหประชาชาติที่ตั้งขึ้นมาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้พยายามยื่นมือมาแก้


ปี 1947 คณะกรรมการของสหประชาชาติแบ่งแผ่นดินให้ชาวยิว 54% และให้อาหรับ 46% ชาวยิวดีใจกับการตัดสินนี้มาก ขณะที่ชาวปาเลสไตน์โกรธแค้นยิ่งจึงลุกฮือต่อสู้ โดยได้รับการสนับสนุนจากประเทศอาหรับรอบๆ ก่อเกิดเป็นสงครามใหญ่ อย่างไรก็ตามฝ่ายอาหรับพ่ายแพ้ยิวอย่างย่อยยับ คนปาเลสไตน์นับแสนจำต้องหนีออกจากประเทศ


ในรอบนั้น อิสราเอลได้ผนวกพื้นที่กว้างใหญ่มาเป็นของตัวเอง รวมทั้งพื้นที่เยรูซาเลมตะวันตก ขณะที่ดินแดนปาเลสไตน์เหลือเพียงเยรูซาเลมตะวันออกและพื้นที่ซึ่งเรียกว่า “เวสต์แบงค์” ซึ่งตกเป็นของจอร์แดน ส่วนพื้นที่แคบเล็กทางใต้ที่เรียกว่า “ฉนวนกาซา” อยู่ในการดูแลของอียิปต์ โดยในช่วงนี้จอร์แดนประกาศให้ชาวอาหรับปาเลสไตน์มาถือสัญชาติจอร์แดนได้ด้วย


แต่สิ่งนี้จะได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาที่ยังส่งมีผลกระทบอยู่จนถึงปัจจุบัน…



## กำเนิดค่ายอพยพ


แม้สงครามจะจบลงตั้งแต่ 1948 แต่ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอาหรับยังคงดำเนินต่อมาเรื่อยๆ จนในปี 1967 ได้เกิด “สงคราม 6 วัน” ซึ่งอิสราเอลทราบว่าอียิปต์ร่วมมือกับชาติอาหรับอื่นๆ หมายจะยึดดินแดนปาเลสไตน์ จึงชิงโจมตีก่อน และชนะทั้งอียิปต์ ซีเรีย จอร์แดน อย่างงดงามภายใน 6 วันเท่านั้น


ณ จุดนี้ อิสราเอลสามารถยึดเขตเวสต์แบงค์ (จากจอร์แดน) กาซา และ คาบสมุทรไซนาย (จากอียิปต์) และที่ราบสูงโกลัน (จากซีเรีย) มาเป็นของตนด้วย


จากนั้นยังมีสงคราม และการประท้วงอยู่เรื่อยๆ แม้ว่าตามกฎของสหประชาชาตินั้น อิสราเอลจะไม่มีสิทธิเหนือดินแดนที่ยึดมาได้จากการใช้กำลังแย่งชิง แต่พวกเขาก็มีการส่งคนยิวเข้าไปอยู่ในเวสแบงค์อย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการกดขี่และไล่ที่ชาวปาเลสไตน์ท้องถิ่น


ด้วยเหตุดังกล่าวทำให้คนปาเลสไตน์จำนวนมากจึงไม่มีบ้านอยู่อาศัย คนที่หนีไปในช่วงสงครามพอกลับมาก็มีสภาพคล้ายคนไร้รัฐ ต้องอาศัยอยู่ใน “ค่ายผู้ลี้ภัย” ซึ่งสร้างขึ้นโดยองค์กรบรรเทาทุกข์และจัดหางานแห่งสหประชาชาติ (UNRWA) ความเป็นอยู่ก็จะเป็นแบบตามมีตามเกิด


…ใช่ครับ พวกเขากลายเป็นผู้อพยพในประเทศของตัวเอง…


ปัจจุบันมีค่ายผู้ลี้ภัยปาเลสไตน์ทั้งหมดในโลก 68 แห่ง มีคนราวห้าล้านคนอาศัยอย่างแออัดยัดเยียด


ในจำนวนนี้ 31 แห่งอยู่ในดินแดนปาเลสไตน์เอง มีคนอาศัยราวสองล้านคน


สภาพในค่ายผู้ลี้ภัยไม่ใช้เต็นท์สีขาวตั้งตั้งเรียงกัน เหมือนที่ท่านอาจเคยเห็นในข่าว แต่จะออกแนวเหมือนชุมชนแออัด/สลัมมากกว่า


บางคนที่โชคดีจะได้รับสัญชาติอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่นผู้ลี้ภัยในจอร์แดนบางส่วนได้รับสัญชาติจอร์แดน ทำให้สามารถเข้าถึงสวัสดิการพื้นฐานของประเทศ บางคนเลือกจะลืมเบื้องหลังและออกไปทำมาหากิน แต่คนอื่นๆ ที่ไม่โชคดีเช่นนั้นจะต้องอยู่แบบคนไร้สัญชาติ ไม่มีบัตรประชาชน ไม่มีอะไรเลย … ขาดการเข้าถึงอาหาร น้ำสะอาด การศึกษา การประกอบอาชีพ และขาดอิสระในการเดินทาง


สิ่งที่พวกเขาทุกคนเฝ้ารอร่วมกันคือ “สิทธิในการกลับ” หรือ The Right to Return หมายถึงสิทธิในการกลับไปยัง “บ้าน” ที่พวกเขาหนีมาเพราะสงคราม


ชาวปาเลสไตน์เหล่านี้มักมีกุญแจบ้านติดตัวอยู่เป็นของประจำตระกูล ใน 70 ปีที่พวกเขาต้องพลัดพรากจากบ้านนั้น เมื่อมีคนแก่ใกล้เสียชีวิต เขาก็จะมอบกุญแจให้ลูกหลานเป็นมรดกเพื่อเก็บรักษาไว้แบบรุ่นสู่รุ่น


…มันเป็นสัญลักษณ์ทางใจว่าวันหนึ่งพวกเขาจะได้กลับบ้าน …แม้ว่าในความจริงบ้านนั้นอาจจะถูกทำลายหรือถูกคนอื่นครอบครองไปแล้ว…



## ภายในค่าย


ผมได้ไปเยือนค่ายผู้ลี้ภัยในเมืองเบธเลเฮม สภาพในค่ายคับแคบสกปรก มีขยะอยู่ทั่ว ประชาชนในนี้อยู่กันอย่างแออัด เห็นได้ชัดว่าสาธารณูปโภคแย่มาก


ในค่ายมีร้านค้าบ้าง แต่บ้านเรือนและร้านค้าล้วนอยู่ในสภาพทรุดโทรม ไม่ค่อยเห็นผู้ใหญ่อยู่นอกบ้าน แต่มีเด็กมากมายวิ่งเล่นอย่างสนุกสนานอยู่บนทางเดิน เมื่อเห็นผม พวกเขาก็ทักทายผมด้วยความไร้เดียงสา


เพียงแค่ไม่กี่ก้าวเข้ามาในค่าย เราก็พบกับภาพกราฟิตี้และข้อความมากมายบนกำแพง ซึ่งส่วนมากจะเป็นรูปของคน ที่ได้รับการขนานนามว่า “martyr” หรือผู้พลีชีพเพื่อความเชื่อ…


คนเหล่านั้นมีทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ ที่เป็นเด็กนั้นมีอายุไม่มากด้วยซ้ำ ทุกคนมีจุดร่วมกัน คือตายเพราะทางการอิสราเอล…


…พูดง่ายๆ ใครตายเพราะทางการอิสราเอล ไม่ว่าจะเป็นผู้ประท้วงที่ถูกฆ่า หรือเด็กที่โดนลูกหลง ก็จะถูกยกย่องเป็นผู้พลีชีพหมด


ในบริเวณที่เด็กวิ่งเล่นนั้นมีสารที่สื่อความรุนแรง และการต่อต้านอิสราเอลอยู่ทั่ว…



## เรื่องของ S


ไกด์คนที่พาผมเข้ามาในค่ายผู้ลี้ภัยมีชื่อว่า “S” สาเหตุที่เขาอยู่ในค่ายนี้ เพราะเขาเป็นลูกหลานรุ่นที่สามของผู้อพยพหนีสงครามเมื่อปี 1948


S แบ่งความเป็นอยู่ในค่ายเป็นสองช่วง คือก่อนข้อตกลงออสโล (1993-1995) และหลังข้อตกลงออสโล (ข้อตกลงดังกล่าวเป็นความพยายามเจรจากันระหว่างทางการอิสราเอล และกลุ่มต่อต้านปาเลสไตน์)


ก่อนข้อตกลงออสโลนั้น มีกำแพงล้อมค่ายผู้ลี้ภัยอยู่ มีทหารอิสราเอลเดินตรวจตราเสมอ และมีการบุกเข้ามาค้นค่ายอยู่เรื่อยๆ ทำให้ชาวค่ายมีชีวิตที่ลำบากมาก


S พาผมไปยังอาคารเล็กๆ โทรมๆ แห่งหนึ่ง เขาเรียกมันว่า “Sardine House” แปลไทยคือ “บ้านปลากระป๋อง” ที่มีชื่อดังนี้เพราะในบ้านเล็กๆ นี้หลังเคยมีคนอาศัยอยู่แออัดมาก จนเวลานอนแต่ละคนจะต้องหันหัวเท้าสลับกันถึงจะนอนพอ


ข้างๆ บ้านปลากระป๋องเป็นซากอะไรสักอย่าง ซึ่งซาลาห์บอกว่ามันคือห้องน้ำ และมีคนใช้ร่วมกัน 300 คน ซึ่งมันมีสภาพค่อนข้างแย่ แถมตอนกลางคืนก็มาเข้าไม่ได้ เพราะเจ้าหน้าที่อิสราเอลจะสงสัยว่ามาทำอะไรลับๆ ล่อๆ ตอนมืดๆ และอาจจะยิง


S บอกว่าในชุมชนที่มีคนหลายร้อยคนนั้นมีก๊อกน้ำเพียงแห่งเดียว และตอนเด็กๆ เขาเคยต้องต่อแถวยาวกว่า 1 ช.ม. เพียงเพื่อให้ได้น้ำ


ทั้งหมดนี้ดีขึ้นหลังจากมีข้อตกลงออสโล เมื่อทางการอิสราเอลยอมให้ปาเลสไตน์ตั้งรัฐบาลของตนเองในเขตเวสแบงค์ และกาซา


อย่างไรก็ตามหลังทำสัญญาได้ไม่นาน นายยิตส์ฮัก ราบิน นายกรัฐมนตรีอิสราเอลที่เป็นแกนนำในการเจรจาสันติภาพก็ถูกชาวยิวขวาจัดยิงตาย ทำให้กระบวนการสันติภาพต้องสะดุด


แม้ว่าตอนนี้ค่ายผู้อพยพจะไม่มีกำแพง และการตรวจในยามดึกอีกต่อไป แต่สภาพก็ไม่ได้ดีขึ้นขนาดนั้น


ทางการอิสราเอลยังมีการย้ายคนยิวมาอาศัยในเขตเวสแบงค์ และสร้างกำแพงขนาดใหญ่ล้อมชาวปาเลสไตน์ไว้ (แต่ล้อมแบบเป็นเขต-เมือง ไม่ได้ล้อมในระดับค่ายผู้อพยพ)


S เล่าทุกอย่างเหมือนพูดสคริป …เหมือนเป็นสิ่งที่เขาเตรียมตัวมาเล่าให้นักข่าว และองค์กรสิทธิมนุษยชนอยู่แล้ว เขาพูดเป็น fact โดยไม่มีอารมณ์ และสิ่งที่เล่านั้นแม้จะเป็นมุมมองของฝั่งปาเลสไตน์ แต่ก็เห็นได้ว่าพยายามพูดให้เป็นกลาง


ผมสังเกตเห็นว่า S ซุกมือไว้ในกระเป๋าเสื้อแทบจะตลอดเวลา ซึ่งตอนแรกผมไม่ได้ติดใจอะไร คิดว่าแค่หนาว


แต่ความจริงแล้ว เมื่อสังเกตดูดีๆ ผมพบว่านิ้วมือบางส่วนของเขาหายไป…


…คือนิ้วโป้งของมือข้างหนึ่งกุด และนิ้วชี้ กับนิ้วกลางที่อยู่ถัดมาไม่มีเล็บ…


พอผมถามถึง S ก็ถอนหายใจ และเล่าสิ่งที่อยู่ “นอกสคริป”


เขาเล่าว่าที่เป็นแบบนี้เพราะเมื่อเขายังเด็กนั้น เขาเห็นลูกเทนนิสลูกหนึ่งอยู่บนถนน จึงไปหยิบมาเล่น


…แล้วลูกเทนนิสนั้นก็ระเบิดคามือ ทำให้เขานิ้วขาด…


เขาเชื่อว่าลูกเทนนิสนั้นเป็นของที่ทางการอิสราเอลนำมาวาง เพื่อหวังผลให้เด็กเก็บ…


ที่ทางการอิสราเอลทำเช่นนี้ เพราะรู้ว่าชาวปาเลสไตน์ว่ารักคนในครอบครัว ดังนั้นแม้คนในชุมชนจะอยากลุกขึ้นสู้เพื่อสิทธิ์ของตนเพียงใด แต่เมื่อตระหนักว่ามีอันตรายอยู่ใกล้เด็กเล็กๆ ก็จะกลัว จนมิอาจลงมือสะดวก



## กราฟิตี้


ตามที่กล่าวไปภาพกราฟิตี้ในค่ายล้วนบอกเล่าเรื่องราวเดียวกัน คือความเจ็บปวด และความหวังที่จะได้เป็นอิสระ หรือบางครั้งก็เสียดสีทางการอิสราเอล อย่างเช่นรูปนี้ เป็นรูปของทหารอิสราเอลโดนเด็กน้อยค้นตัว


ส่วนกราฟิตี้อันนี้ สร้างขึ้นจากงานของ นาจี อัล อาลี (Naji al-Ali) นักวาดการ์ตูนการเมือง ซึ่งมีเอกลักษณ์เป็นตัวละครเด็กยืนหันหลังชื่อ “ฮันดาลา”


เขาสร้างให้ฮันดาลาเป็นเด็กอายุสิบขวบไปตลอดกาล เท่ากับอายุตอนที่นาจีต้องอพยพออกจากปาเลสไตน์ไปในปี 1948 …มีการวิเคราะห์กันว่า ชื่อฮันดาลามาจากคำว่า “ฮัน” ที่แปลว่า “(คิดถึง)บ้าน” และ “ดาล” ที่แปลว่า “คงอยู่”


นาจี อัล อาลี โดนลอบสังหารด้วยการยิงขมับขวาที่ลอนดอนในปี 1987 จากการสืบสวนเชื่อว่าผู้ก่อเหตุเป็นคนของหน่วยข่าวกรองอิสราเอล (มอสซาด) เขาเคยกล่าวว่า “ฮันดาลาที่ผมสร้างขึ้น จะไม่จบสิ้นหลังผมตาย ผมหวังให้ตัวเองจะมีชีวิตอยู่ต่อไปในตัวของฮันดาลา แม้ร่างกายจะสิ้นไปแล้ว”


…และชาวปาเลสไตน์ก็ได้ใช้ตัวละครฮันดาลาเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของขบวนการชาตินิยมจนถึงปัจจุบัน



## วีรบุรุษ


นอกจากรูปเหล่า martyr แล้ว อีกรูปหนึ่งที่เราจะเห็นได้ทั่วค่ายคือรูปของ “ยัสเซอร์ อราฟัต” ผู้นำองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ (PLO) ซึ่งหมายจะให้ปาเลสไตน์มีเอกราชปกครองตัวเอง


ก่อนหน้านี้เขาสู้กับอิสราเอลและประเทศตะวันตกด้วยวิธีกองโจรและก่อความไม่สงบ ทำให้คนเกลียดชัง และมีภาพจำว่าปาเลสไตน์เป็นพวกหัวรุนแรง กระทั่งปี 1974 อราฟัตได้เปลี่ยนท่าที สั่งลดการโจมตี เพิ่มการเจรจา รีแบรนด์กลุ่มของตนให้มีภาพลักษณ์ดีขึ้น ซึ่งสหประชาชาติก็ให้การรับรอง


ระหว่างเหตุการณ์ “อินติฟาดา” หรือการลุกฮือครั้งใหญ่ของชาวปาเลสไตน์ต่ออิสราเอลในปี 1987-1993 PLO ได้ประกาศตั้ง “รัฐปาเลสไตน์” ซึ่งมีสถานะเหมือนรัฐบาลพลัดถิ่น โดยมีอราฟัตเป็นผู้นำ และผลักดันแนวคิด “การแก้ปัญหาแบบสองรัฐ” (Two States Solution) เนื้อหาคือให้อิสราเอลและปาเลสไตน์เจรจาแบ่งดินแดนกัน และตั้งออกเป็นสองรัฐอันมีอธิปไตย และมีอิสระแก่กัน


อย่างไรก็ตาม มีคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ทางฝั่งยิวนั้น มีกลุ่มขวาจัดที่เห็นว่าชาวยิวควรมีสิทธิ์เหนือดินแดนปาเลสไตน์ทั้งหมด ส่วนทางฝั่งอาหรับเองก็มีกลุ่มขวาจัดที่อยากฆ่าล้างชาวยิว ทำลายประเทศอิสราเอลลงเสีย


อราฟัตเป็นตัวแทนฝ่ายปาเลสไตน์ในการทำ “สนธิสัญญาออสโล” ในปี 1993 ทำให้อิสราเอลถอนทหารออกจากเวสต์แบงค์และกาซา มอบสิทธิแก่ชาวปาเลสไตน์ให้ปกครองตัวเอง และให้อิสราเอลยอมรับ PLO เป็นผู้แทนชาวปาเลสไตน์อย่างถูกต้อง โดย PLO ก็ต้องยอมรับอิสราเอลในฐานะประเทศ ไม่ก่อความรุนแรง และไม่มุ่งทำลายล้างอิสราเอล


แต่ก็อย่างที่เรารับรู้ สัญญานี้ไม่ได้รับการสานต่ออย่างดี ปัจจุบันจึงยังคงมีการกดขี่ และการต่อต้านอยู่เนืองๆ โดยพวกชาวปาเลสไตน์หัวรุนแรงนั้นเมื่อสู้ในทางปกติไม่ได้ ก็ออกไปทางก่อการร้าย



## ปัจจุบัน


S ชี้ให้ผมดูดาดฟ้าของอาคารแต่ละหลังในค่ายผู้ลี้ภัย ซึ่งทุกหลังจะมีแทงค์น้ำอยู่


เขาบอกว่าน้ำเป็นของหายากในดินแดนกึ่งทะเลทรายอย่างอิสราเอล และเนื่องจากรัฐบาลอิสราเอลควบคุมแหล่งน้ำไว้ ทำให้ในเขตยิวที่ห่างไปเพียงเล็กน้อยนั้นมีน้ำอุดมสมบูรณ์ มีระบบประปาดีเยี่ยม น้ำประปาเป็นของรับประทานได้


ตรงข้ามกับในเขตปาเลสไตน์ที่ไม่มีระบบประปาดีเท่านั้น หลายๆ กรณีพวกเขาต้องซื้อน้ำดื่มใช้จากอิสราเอล และอาศัยรถบรรทุกขนมาส่งตามแทงค์ทุก 1-2 เดือน ซึ่งทำให้พวกเขาที่ยากจนอยู่แล้วต้องแบกรับภาระค่าประปาสูงมาก


รถยนต์ที่นี่จะมีทะเบียนอยู่สองแบบ ป้ายปาเลสไตน์จะเป็นสีขาว-เขียว วิ่งได้แค่เขตปาเลสไตน์ ส่วนป้ายอิสราเอลเป็นตัวสีฟ้า-ขาว จะวิ่งในเขตอิสราเอลหรือปาเลสไตน์ก็ได้


กำแพงที่สร้างล้อมชาวปาเลสไตน์แต่ละเมืองเอาไว้เป็นกระจุกๆ ทำให้การขนส่งยากลำบาก ต้นทุนค่าขนส่งแพง และทำให้ชาวปาเลสไตน์ทำธุรกิจได้ยาก เพราะต้องพึ่งพาการขออนุญาตเดินทางจากอิสราเอล


ทางการอิสราเอลยังพยายามไล่ที่ชาวปาเลสไตน์อยู่เสมอ เช่นกรณีการพิพาทในเขตชีคห์ จาราห์ ที่มีชาวยิวเข้าไปแย่งบ้านชาวปาเลสไตน์อยู่ และเมื่อถูกด่า ก็บอกว่า “ถ้าฉันไม่แย่งก็จะมีคนอื่นมาแย่งอยู่ดี”


หากท่านรู้จักสารคดี 5 Broken Cameras (เคยฉายที่ไทยในชื่อ “แผ่นดินของใคร?”) ชาวปาเลสไตน์ผู้เริ่มบันทึกภาพสิ่งรอบตัวในปี 2005 เล่าว่าในปีนั้นเอง จู่ๆ ทางการอิสราเอลก็มาสำรวจที่แถวบ้าน จึงถอนรากถอนโคนต้นมะกอกซึ่งเป็นพืชสำคัญในเวสต์แบงก์ แล้วดำเนินสร้างถนนพร้อมรั้วกั้น ซึ่งการกั้นนี้ทำให้ชาวปาเลสไตน์ไม่สามารถเดินทางข้ามไปมาหากันได้สะดวก


แม้ชาวบ้านจะพยายามประท้วงต่อต้าน แต่ก็โดนโต้ตอบด้วยกำลัง และแม้นักเคลื่อนไหวจากทั่วโลกรวมถึงชาวยิวเองที่มีใจสงสาร จะพยายามเข้ามาให้ความช่วยเหลือ แต่ก็ไม่มีประโยชน์ การก่อสร้างยังเกิดขึ้นต่อไป


…จากถนนเป็นรั้ว …เป็นอาคารที่อยู่อาศัยซึ่งสงวนไว้แต่ชาวยิว…


ทั้งหมดผลักดันให้ชาวปาเลสไตน์บางส่วนลุกขึ้นสู้ด้วยกำลัง บ้างขว้างปาก้อนหินก้อนอิฐ แต่หนักเข้าก็รวมตัวกันเป็นกลุ่ม เช่นกลุ่มฮามาสในกาซาที่ดำเนินการก่อการร้าย


พวกเขาสู้อย่างคนสู้ไม่ได้ และบางส่วนสู้ด้วยวิธีที่ชาวโลกรังเกียจ ทำให้ถูกมองแย่ลงกว่าเดิม



## อนาคต?


ปัจจุบันจำนวนชาวยิวในเวสต์แบงค์ตอนนี้มีราวสี่แสนคน ในระยะยาวหากชาวยิวเวสต์แบงค์มีมากพอ อาศัยอยู่มานานพอ พวกเขาย่อมจะมีสิทธิ์โดยการกำเนิดเหมือนกัน ทำให้ชาวปาเลสไตน์ต้องถูกกลืนชาติในที่สุด


…S เชื่อว่าการแก้ปัญหาแบบสองรัฐนั้นเป็นไปได้ยากเต็มที เขาเองก็ไม่ได้สนับสนุนแนวทางสองรัฐแล้ว


เรื่องที่ชาวปาเลสไตน์เผชิญอยู่แม้เคยออกข่าวในหลายสำนัก …แต่เมื่อเวลาผ่านไปคนก็สนใจน้อยลง


โลกนี้ยังมีอะไรให้สนใจอีกมาก ทั้งเรื่องโควิด หรือเรื่องสงครามรัสเซียยูเครน


เรื่องของชาวปาเลสไตน์เป็นได้เพียงแค่ข่าวสั้นๆ เวลามีความไม่สงบเกิดขึ้นเป็นพักๆ แม้ชาวโลกบางส่วนจะเห็นใจ แต่ก็ไร้ความเคลื่อนไหวที่จะทำให้สิ่งนี้ยุติอย่างแท้จริง


S พูดสิ่งที่ฟังน่าเจ็บปวดว่า “โดยส่วนตัวตอนนี้ผมไม่อยากได้สองรัฐแล้ว ผมอยากได้รัฐเดียวที่มีความยุติธรรม และให้สิทธิกับพลเมืองทุกคนโดยเท่าเทียม ไม่แบ่งแยกชาติศาสนา”


นั่นคือเขาจะยอมโดนกลืนชาติก็ได้ ไม่ต้องมีประเทศ ขอแค่ได้เป็นมนุษย์ที่มีสิทธิขั้นพื้นฐานเท่าที่มนุษย์พึงมีก็พอ


…น่าเสียดายที่แม้แค่นั้นก็เป็นสิ่งที่เขาต้องฝัน…


ผมมีไกด์ท้องถิ่นหลักที่นำทัวร์ชื่อ “M” เป็นชาวปาเลสไตน์ที่อาศัยในเยรูซาเลมตะวันออก เขาบอกด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่าเขาเป็นประชาชนของโลก และพูดถึงแต่สิ่งที่ดีๆ ต่อประเทศอิสราเอลเท่านั้น


…แต่ในความจริงคือเขาไม่มีบัตรประชาชน
 …ไม่มีสิทธิเลือกตั้ง
 …ไม่มีอะไรเลย


สิ่งที่ใกล้เคียงบัตรประชาชนมากที่สุดคือบัตรไกด์ ซึ่งออกให้โดยรัฐบาลอิสราเอล


ในระหว่างเดินทางนั้น ผมได้ไปเที่ยวสถานที่แห่งหนึ่งชื่อ “ยาดวาเชม” มันเป็นอนุสรณ์ที่บอกเล่าเรื่องราวการที่ชาวยิวในอดีตถูกกดขี่ข่มเหง ถูกจับขังในสลัมอันคับแคบและสกปรก ถูกจำกัดสิทธิในการทำงาน ประกอบอาชีพ และเข้าถึงสาธารณูปโภคต่างๆ จนถูกพวกนาซีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในที่สุด…


โถงหลักของอนุสรณ์นี้ ทำเป็นทางเดินจากที่มืดนำไปสู่ทางออกที่ดูสว่างขึ้นเรื่อยๆ เป็นนัยว่าต่อให้ชาวยิวจะต้องพบเคราะห์กรรมในอดีต แต่พวกเขาก็กำลังจะมีอนาคตที่ดี …คือมีความหวังที่จะอยู่ในโลกที่ปราศจากการกดขี่โดยเชื้อชาติ ศาสนา และสีผิว


…แต่เมื่อคณะของเราออกจากทางเดินนั้น ในปากทางที่มีแสงสว่างนั้นก็มี M ยืนรออยู่ เขามองออกไปข้างนอกเงียบๆ…


…ผมพบว่ามันเป็นภาพที่ย้อนแย้ง


…ช่างย้อนแย้งจริงๆ…