ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติเริ่มต้นที่อู่อารยธรรมอันเก่าแก่ทั้ง 6 อู่ ในจำนวนนี้ อู่อารยธรรมที่ “เก่าแก่” และอาจกล่าวได้ว่า “มีอิทธิพลต่อโลก” มากที่สุดคือ “อู่เมโสโปเตเมีย”

🦁 รู้หรือไม่? “รถยนต์สมัยใหม่” อาจถูกประดิษฐ์ขึ้นที่เยอรมันแต่ “ล้อ” ถูกประดิษฐ์ที่นี่
🦁 รู้หรือไม่? “การพิมพ์บล็อกไม้” อาจจะถูกสร้างขึ้นที่จีนแต่ “การเขียน” ถูกสร้างขึ้นที่นี่
🦁 รู้หรือไม่? “คอมพิวเตอร์” อาจจะถูกคิดค้นที่อังกฤษแต่ “คณิตศาสตร์” ถูกคิดค้นที่นี่

🦁 ปี 2025❗The Wild Chronicles ขอพาท่านเดินทางไป “อิรัก” 🦁 ตามรอยอารยธรรมเมโสโปเตเมีย ต้นกำเนิดรากเหง้าของเราทุกคน

ทริปนี้ไม่ใช่ทริปธรรมดา เพราะนี่คือดินแดนที่เป็นจุดเริ่มต้นของแทบทุกสิ่งบนโลกและเราทุกคนล้วนมีรากเหง้าบางอย่างสามารถหยั่งลงไปถึงมัน และการเดินทางไปสัมผัสมันอาจจะเปลี่ยนแปลงมุมมองต่อโลกของท่านไปตลอดกาล…

ท่านจะได้ผจญภัยเที่ยวชม

🧭 ชม “มหาซิกกูแรตแห่งอูร์” วิหารโบราณสร้างขึ้นเมื่อ 4,100 ปี เพื่อบูชาเทพเจ้า
🏚️ ชม “บ้านของศาสดาอับราฮัม” ผู้มีบทบาทสําคัญในการสร้าง “กะอ์บะห์”
🏙️ เที่ยว “เมืองอุรุก” เมืองที่ใหญ่ที่สุดของโลกในอดีต และเป็นต้นกำเนิดของเทคโนโลยีต่างๆ
🛶 ล่องเรือสู่ “หนองบึงเมโสโปเตเมีย” แหล่งมรดกโลกที่เก่าแก่และอุดมสมบูรณ์
🕌 ชม “สุสานอิหม่ามอาลี” สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ลำดับที่ 3 ของชาวมุสลิมนิกายชีอะห์
🚪 ชม “ประตูอิชตาร์” หนึ่งในสัญลักษณ์อันโดดเด่นของบาบิโลน
🏠 เที่ยว “พระราชวังของซัดดัม ฮุสเซน” อดีตเผด็จการผู้โด่งดังของอิรัก
🗼 เที่ยว “หอคอยอัลมัลวียะห์” หออะซานขนาดใหญ่ที่มีความสูงกว่า 52 เมตร
⛪ ชม “อารามมาร์มัตไต” อารามเก่าแก่ของคริสตจักรซีเรียคออร์โธดอกซ์

พร้อมสถานที่สุดพีกอีกมากมาย..

ทริปนี้ ไม่จอยกรุ๊ป! พาทุกท่านชมประวัติศาสตร์แบบเต็มอิ่มไม่มีชะโงกดู อะไรควรดู อยู่ดูนานขึ้น อะไรอยู่นอกเส้นทางปกติแต่ควรสัมผัส เราจะพาทุกท่านไปสัมผัส โดยเฉพาะผู้รักการผจญภัยและ หลงไหลในประวัติศาสตร์และทิวทัศน์ที่ตื่นตา ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง!!

เรามาดูรายละเอียดกันดีกว่าครับว่า ทำไมต้องไป.. “อิรัก” 🦁 ตามรอยอารยธรรมเมโสโปเตเมีย ต้นกำเนิดรากเหง้าของเราทุกคนกับ The Wild Chronicles

อู่อารยธรรมของมนุษย์นั้นมักเกิดจากอู่อารยธรรรมอันเก่าแก่ มีทั้งหมด 6 อู่ได้แก่ อู่จีนโบราณ อู่อินเดียโบราณ อู่อียิปต์โบราณ อู่เมโสอเมริกา (อเมริกากลาง) อู่แอนดีส (อเมริกาใต้) และอู่เมโสโปเตเมียในจำนวนนี้อู่อารยธรรมที่เก่าแก่และอาจกล่าวได้ว่า มีอิทธิพลต่อโลกมากที่สุดคือ “อู่เมโสโปเตเมีย”

“อู่อารยธรรมเมโสโปเตเมีย” ได้รับการยกย่องว่าเป็นอู่อารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดของโลก และอาจกล่าวได้ว่ามีอิทธิพลต่อความเป็นไปของมนุษยชาติในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการก่อรูปของรัฐ การกำเนิดของระบบอักษร การพัฒนาความเชื่อทางศาสนา หลักนิติธรรม ตลอดจนแนวคิดและนวัตกรรมต้นแบบ ที่กลายเป็นรากฐานให้กับการพัฒนาเทคโนโลยีในยุคต่อมา ก็ล้วนถือกำเนิดขึ้นจากดินแดนแห่งนี้

“รถยนต์สมัยใหม่” อาจถูกประดิษฐ์ขึ้นที่เยอรมนีแต่ “ล้อ” ถูกคิดค้นขึ้นที่นี่ครั้งแรก

“แท่นพิมพ์” อาจถือกำเนิดในยุโรป แต่ “การเขียน” ถือกำเนิดที่นี่ครั้งแรก

“คอมพิวเตอร์” อาจพัฒนาในศตวรรษที่ 20 แต่ “เลขฐาน 60” และ “พีชคณิต” ถือกำเนิดที่นี่

“ปฏิทิน” อาจถูกนับวันในอียิปต์หรือจีน แต่แนวคิดของ “เวลา” ในเชิงดาราศาสตร์ ถูกสร้างขึ้นที่นี่

ที่แห่งนี้เป็นต้นกำเนิดตำนาน “หอคอยบาเบล” หอสูงเสียดฟ้าของมนุษย์ที่สร้างขึ้นท้าทายอำนาจของพระเจ้า ที่แห่งนี้มีตำนาน “น้ำท่วมโลก” ที่เชื่อว่าเก่าแก่กว่าตำนานน้ำท่วมโลกอื่นๆ ทั้งหมด

ที่แห่งนี้เป็นที่ตั้งของ “สวนลอยแห่งบาบิโลน” หนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณอันมีระบบชลประทานซับซ้อนล้ำยุคสมัย

ที่แห่งนี้เป็นต้นกำเนิดของมหากาพย์ “กิลกาเมช” วรรณกรรมที่ได้รับการยกย่องว่าเก่าแก่ที่สุดของมนุษยชาติ และต้นกำเนิดเรื่องราวการแสวงหาความเป็นอมตะ

ไม่เพียงแต่ประวัติศาสตร์ในดินแดนแห่งนี้เท่านั้นที่น่าสนใจ ประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของอิรักนั้น มีความซับซ้อนมากเช่นกัน

และหนึ่งในนั้นเป็น “ประเทศที่ไม่มีอยู่จริงในทางกฎหมาย” นั่นคือเคอร์ดิสถาน ซึ่งแปดเปื้อนด้วยเรื่องราวอันโหดร้ายที่สุดในโลกสมัยใหม่ และการถูกกดขี่ในยุคซัดดัม ฮุสเซน

ดินแดนแห่งนี้มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวเคิร์ด พวกเขากระจายตัวอยู่ในหลายประเทศรอบตินแดนแห่งนี้ แม้พวกเขาจะมีรัฐสภา กองกำลัง มึงบประมาณแยกจากรัฐบาลกลางในแบกแดด หรือมีแม้แต่สถานทูตของตนเองในประเทศอื่น แต่พวกเขาก็ไม่เคยมีประเทศของตนที่ได้รับการยอมรับจากสหประชาชาติ

เริ่มต้นการเดินทางที่ “เมืองบาสรา” (Basra) เมืองท่าประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำชัตต์ อัลอาหรับ (Shatt al-Arab) ซึ่งเกิดจากการบรรจบกันของแม่น้ำไทกริสและยูเฟรทีส

บาสราถูกก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 636 โดยแรกเริ่มเป็นเพียงฐานทัพของชาวอาหรับสําหรับการรุกรา จักรวรรดิเปอร์เซียในยุคต้นของอิสลาม แต่ไม่นานนักเมืองก็เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วกลายเป็นศูนย์กลางทางศาสนา การศึกษา และวรรณกรรมที่สําคัญในยุคทองของอารยธรรมอิสลาม

นอกจากนี้บาสรายังเป็นต้นกําเนิดของเรื่องเล่าคลาสสิกหลายเรื่อง หนึ่งในนั้นคือ “ซินแบดยอดนักเดินเรือ” (Sinbad the Sailor) จากวรรณกรรม “อาหรับราตรี” (One Thousand and One Nights) ซึ่งเชื่อกันว่าได้รับแรงบันดาลใจจากวิถีชีวิตของกะลาสีเรือในเมืองบาสราในยุคกลาง

พาท่านนั่งรถ “เลียบแม่น้ำชัตต์อัลอาหรับ” (Shatt al-Arab) แม่น้ำสายสําคัญทางยุทธศาสตร์ของภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่หล่อเลี้ยงดินแดนเมโสโปเตเมียมาอย่างยาวนาน แม่น้ำสายนี้ไม่เพียงแต่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คน แต่ยังเป็นหัวใจของความขัดแย้งระหว่างชาติสองฟากฝั่งนั่นคือ อิรักและอิหร่านอีกด้วย

โดยระหว่างทาง ท่านจะได้เห็นภาพอันแปลกตานั่นคือ “เรือยอร์ชสุดหรูของซัดดัม ฮุสเซน” ที่อัปปางอยู่กลางแม่น้ำ เนื่องจากการโจมตีของกองทัพสหรัฐฯ ทําให้เรือที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์แห่งอํานาจและความมั่งคั่งของผู้นําเผด็จการอิรัก กลับกลายเป็นสัญลักษณ์ของระบอบเผด็จการที่ล่มสลาย

ถัดไปเราจะนั่งรถผ่าน “ย่านเมืองเก่าบาสรา” (Old Basra) ย่านชุมชนเก่าแก่ ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของอดีตในช่วงศตวรรษที่ 19 จนถึงต้นศตวรรษที่ 20 ย่านนี้เคยรุ่งเรืองในฐานะศูนย์กลางทางการค้าและวัฒนธรรมที่สําคัญของอิรักตอนใต้ เป็นที่ตั้งของตลาดเก่า โรงเรียน มัสยิด และโบสถ์ยิว ซึ่งสะท้อนถึงความหลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนา และภาษา โดยเฉพาะชุมชนชาวยิวและชาวมุสลิม ซึ่งเคยอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขมายาวนานหลายศตวรรษ

ลงเรือและล่องไปยัง “หนองบึงเมโสโปเตเมีย” ท่านจะได้ชม “บ้านกก” (Reed House) ของชนพื้นเมือง โดยหนองบึงแห่งนี้และวิถีชีวิตของชนพื้นเมือง ได้รับการยกย่องในระดับนานาชาติโดยองค์การยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียน “พื้นที่ชุ่มน้ำเมโสโปเตเมีย” เป็นแหล่งมรดกโลกในปี 2016 เพื่อยกย่องระบบนิเวศที่เก่าแก่และวัฒนธรรมพื้นถิ่นที่สืบทอดมาอย่างยาวนานหลายพันปี

เดินทางสู่ “เมืองอูร์” (Ur) เมืองโบราณในดินแดนเมโสโปเตเมีย เป็นเมืองสําคัญของชาวสุเมเรียนในอดีต ที่นี่มีโบราณสถาน 3 แห่งที่น่าสนใจที่แสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองของเมืองในด้านศาสนาวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์

อันได้แก่ “มหาซิกกูแรตแห่งอูร์” วิหารทรงสูงคล้ายพีระมิด สร้างขึ้นเมื่อประมาณ 4,100 ปีก่อน โดย “กษัตริย์อูร์นัมมู” เพื่อบูชา “เทพนันนา” หรือเทพแห่งดวงจันทร์ มีลักษณะเป็นฐานสี่เหลี่ยม 3 ชั้น ลดหลั่นกันไป สูงประมาณ 20 – 30 เมตร และมีบันได 3 ทาง ขึ้นไปสู่ยอดที่เคยเป็นที่ตั้งของวิหาร ปัจจุบันยังคงสภาพดีและได้รับการซ่อมแซมบางส่วน

ลำดับต่อไปคือ “สุสานหลวงแห่งอูร์” โบราณสถานแห่งนี้พบหลุมศพของชาวสุเมเรียนนับพัน และมีหลุมศพบุคคลสำคัญอย่าง “ราชินีปูอาบี” ผู้มีบทบาทสําคัญในเมืองอูร์ ในหลุมศพเหล่านี้พบสิ่งของมีค่ามากมายทั้งเครื่องประดับทองคํา เครื่องดนตรี และ “โบราณวัตถุแห่งอูร์” (Standard of Ur)

ลำดับสุดท้ายคือ “บ้านของศาสดาอับราฮัม” (House of Prophet Abraham) ตามความเชื่อของศาสนาอิสลาม เมืองอูร์เป็นบ้านเกิดของ “ศาสดาอับราฮัม” ผู้เป็นแบบอย่างของความศรัทธาและการยอมจํานนต่อพระเจ้าองค์เดียว และมีบทบาทสําคัญในการสร้าง “กะอ์บะห์” ที่เมกกะ อันเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของศาสนาอิสลาม

นำท่านสู่ “เมืองอูรุก” (Uruk) เมืองโบราณที่ตั้งอยู่ในดินแดนเมโสโปเตเมีย ถูกสร้างขึ้นประมาณ 4,500 ปีก่อนคริสตกาลและต่อมาได้กลายเป็นศูนย์กลางของชาวสุเมเรียน เมื่อประมาณ 3,200 ปีก่อนคริสตกาล ณ จุดนั้นเมืองอูรุกได้ชื่อว่าเป็น “เมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก” โดยมีผู้คนอาศัยอยู่ราว 50,000 ถึง 80,000 คน

ที่สําคัญยิ่งกว่านั้น คือเมืองอูรุกเป็นต้นกําเนิดของเทคโนโลยีต่างๆ มากมายอันเป็นรากฐานของอารยธรรมมนุษย์ เช่น การเขียน, การทําตราประทับ และการผลิตอิฐแบบทีละมากๆ ซึ่งเป็นรากฐานของการสร้างสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ด้วย

เยี่ยมชม “สุสานอิหม่ามอาลี” (Imam Ali Shrine) สถานที่ฝังศพของ “อิหม่ามอาลี อิบนุ อาบีฏอลิบ” ผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องและบุตรเขยของศาสดามุฮัมมัด สุสานแห่งนี้ได้รับการยกย่องให้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อันดับ 3 ของชาวชีอะห์ รองจากเมกกะ และเมดินะห์สองเมืองศักดิ์สิทธิ์ในประเทศซาอุดิอาระเบีย นอกจากนี้ “ศาสดาอดัมและโนอาห์” ได้ถูกฝังอยู่ที่นี่ด้วย

เดินทางไปยัง“เมืองกัรบะลาอ์” เยี่ยมชม “เพื่อเยี่ยมชม สุสานของอิหม่ามฮุเซน อิบนุ อาลี” (Holy Shrine Of Imam Hossain) เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดแห่งหนึ่งของชาวมุสลิมนิกายชีอะห์ ท่านเป็นหลานชายของศาสดามุฮัมมัดและท่านถูกสังหารในยุทธการกัรบะลาอ์ เหตุการณ์ที่น่าเศร้านี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อความถูกต้อง ไม่ยอมแพ้ต่อความไม่ยุติธรรม และเป็นเหตุการณ์สําคัญที่ทําให้เกิดพิธีกรรมทางศาสนาที่สําคัญของชาวมุสลิมนิกายชีอะห์ โดยมีผู้คนนับล้านจากทั่วโลกเดินทางมาเข้าร่วม

เดินทางไปยัง “เมืองบาบิโลน” (Babylon) นครโบราณอันยิ่งใหญ่แห่งเมโสโปเตเมียซึ่ง มีสถานะเป็นมรดกโลกของ UNESCO ครั้งหนึ่งที่นี่เคยเป็นศูนย์กลางแห่งอารยธรรมบาบิโลเนียนอันรุ่งเรือง มีบทบาทสําคัญในยุคสมัยของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่อย่าง “ฮัมมูราบี” และ “เนบูคัดเนซซาร์ที่ 2” ปัจจุบันร่องรอยของเมืองบาบิโลนในอดีตยังคงปรากฏให้เห็นเป็นซากกําแพงเมือง ถนน และฐานของซิกกูรัต (Ziggurat) สิ่งปลูกสร้างทางศาสนาขนาดใหญ่ของเมโสโปเตเมียที่เชื่อกันว่าเป็นแรงบันดาลใจของ “หอคอยบาเบล” ในตํานาน

ท่านจะได้ไปเยือน “พระราชวังของซัดดัม ฮุสเซน” (Saddam Hussein’s Palace) ในยุคสมัยที่ซัดดัมยังครองอำนาจในอิรัก เขาได้สั่งให้สร้างพระราชวังแห่งนี้ขึ้นในปี 1986 บนเนินเขาเทียมที่มองเห็นซากปรักหักพังของเมืองโบราณบาบิโลน อันเป็นสัญลักษณ์ของความรุ่นเรืองในดินแดนแถบนี้เมื่อครั้งอดีต

(รับชมจากภายนอก หากอยู่ระหว่างการก่อสร้าง) ชม “ซเทซิฟอน” (Ctesiphon) หนึ่งในเมืองหลวงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกยุคโบราณ หนึ่งในสัญลักษณ์ที่โด่งดังที่สุดของซเทซิฟอนคือ “ทัก คัซรา” (Taq Kasra) ซุ้มโค้งอิฐที่ใหญ่ที่สุดในโลกยุคโบราณ และเป็นโครงสร้างหลักที่ยังคงหลงเหลือจากยุคจักรวรรดิซัสซาเนียน

เดินทางสู่ “กรุงแบกแดด” (Baghdad) เมืองหลวงของอิรัก นครแห่งนี้ถือกําเนิดขึ้นในปี 762 โดย “กาหลิบแห่งราชวงศ์อับบาซียะห์ ด้วยทําเลยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงเส้นทางการค้าระหว่าง 3 ทวีป ทําให้แบกแดดเติบโตเป็นศูนย์กลางแห่งความรู้ วิทยาศาสตร์ การแพทย์ และปรัชญาอันเจิดจรัสในยุคทองของอิสลาม

เยี่ยมชม “พิพิธภัณฑ์แห่งชาติอิรัก” (Iraqi National Museum) ที่นี่ก่อตั้งขึ้นในปี 1926 เพื่อรวบรวมและอนุรักษ์มรดกทางโบราณคดีของ “เมโสโปเตเมีย” ดินแดนที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นแหล่งกําเนิดอารยธรรมแรกเริ่มของมนุษยชาติ ท่านจะได้พบกับคอลเลกชันถาวรที่บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 7,000 ปี ครอบคลุมหลากหลายอารยธรรมสําคัญ ไม่ว่าจะเป็นสุเมเรียน อัคคาเดียน อัสซีเรียน บาบิโลเนียน และอิสลาม

หนึ่งในสมบัติล้ำค่าและหาชมได้ยากที่สุดของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้คือ “หน้ากากแห่งวาร์กา” (Mask of Warka) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “สุภาพสตรีแห่งอูรุก” (Lady of Uruk) เป็นหน้ากากหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ มีอายุเก่าแก่กว่า 5,000 ปี

เยี่ยมชม “อนุสาวรีย์วีรชนชาวอิรัก” (Iraqi Martyr Monument) เป็นอนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อรําลึกถึงเหล่าทหารอิรักผู้พลีชีพในสงครามอิรัก – อิหร่าน (1980 – 1988) และเชิดชูวีรชนผู้สละชีพ เพื่อแผ่นดินเกิด อนุสาวรีย์แห่งนี้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 1983 ในยุคที่รัฐบาล “ซัดดัม ฮุสเซน” ดําเนินโครงการก่อสร้างเพื่อเสริมสร้างความภาคภูมิใจในชาติและยกย่องวีรกรรมของทหารอิรัก

ออกเดินทางสู่ “เมืองซามาร์รา” (Samarra) เป็นเมืองสําคัญทางศาสนาของอิรัก ก่อตั้งขึ้นในปี 836 โดย “คอลีฟะห์อัลมุอ์ตะซิม” แห่งราชวงศ์อับบาซียะห์ เพื่อเป็นเมืองหลวงและฐานทัพใหม่ของอาณาจักรอิสลาม และเป็นศูนย์กลางการปกครองของราชวงศ์นี้ระหว่างปี 836 ถึง 892 โดยในปี 2007 ยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนซามาร์ราเป็นมรดกโลกในชื่อ “เมืองโบราณซามาร์รา” เนื่องจากเป็นเมืองหลวงอิสลามแห่งเดียวที่ยังคงผังเมืองดั้งเดิมไว้ได้สมบูรณ์

เยี่ยมชม “สุสานอิหม่ามอาลี อัลฮาดี” (Haram of Imam Ali al-Hadi) เป็นที่ฝังศพของ “อิหม่ามอาลี อัลฮาดี” (อิหม่ามที่ 10) และ “อิหม่ามฮะซัน อัลอัสการีย์” (อิหม่ามที่ 11) ผู้เป็นบุคคลสําคัญในศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ อีกทั้งยังเป็นที่ฝังศพของ “ฮะกีมะห์ คาตูน” น้องสาวของอิหม่ามอาลี อัลฮาดี และ “นัรญิส คาตูน” มารดาของอิหม่ามมะห์ดี (อิหม่ามที่ 12) อีกด้วย

ความสําคัญอีกอย่างของที่นี่คือเป็นที่ๆ เชื่อว่าอิหม่ามมะห์ดีห์ได้เข้าสู่การเร้นลับ ปัจจุบันยังมีชาวชีอะห์จํานวนมาก เชื่อว่าอิหม่ามมะดีห์นี้ยังมีชีวิตอยู่ในการเร้นลับ และจะปรากฏกายอีกครั้งเพื่อนําทัพของคนดีเอาชนะทัพของผู้ชั่วร้ายและรื้อฟื้นอิสลามที่แท้จริงเมื่อวันพิพากษามาถึง

เยี่ยมชม “มัสยิดใหญ่แห่งซามาร์รา” (Great Mosque of Samarra) และ “หอคอยอัลมัลวียะห์” (Al-Malwiya Tower) มัสยิดใหญ่แห่งซามาร์รา สร้างขึ้นระหว่างปี 848 – 852 โดย “คอลีฟะห์ อัลมุตาวักกิล” แห่งราชวงศ์อับบาซียะห์ ณ จุดหนึ่งเคยเป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ปัจจุบันเหลือเพียงกําแพงรอบนอก

และหออะซานหอคอยอัลมัลวียะห์คือ หออะซานหรือที่สําหรับใช้เรียกชาวมุสลิมมาละหมาด เป็นหอที่มีความสูงประมาณ 52 เมตร มีทางเดินวนรอบนําขึ้นสู่ยอดเป็นรูปทรงเกลียวนี้เชื่อกันว่ารูปทรงเกลียวนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากสิ่งก่อสร้างเก่าแก่ อย่างเช่นที่เมืองฟิรุซาบาดในอิหร่าน หรืออาจจะมาจากซิกกูแรตของเมโสโปเตเมีย

ปัจจุบันทั้ง มัสยิดและหออะซานได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโกในปี 2007

ออกเดินทางสู่ “เมืองฮาตรา” (Hatra) และเยี่ยมชม “เมืองโบราณฮาตรา” (Kingdom of Hatra) มหานครโบราณที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งเรืองอย่างยิ่งใหญ่ ฮาตราก่อตั้งขึ้นในศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล เป็นศูนย์กลางอํานาจของ “อาณาจักรฮาตรา” รัฐอาหรับกึ่งปกครองตนเองภายใต้อิทธิพลของอาณาจักรพาร์เธีย ทําเลที่ตั้งอันได้เปรียบ ณ เส้นทางการค้าคาราวาน ทําให้ฮาตราเฟื่องฟูในฐานะศูนย์กลางทางศาสนาและการค้าที่สําคัญ โดดเด่นด้วยป้อมปราการอันแข็งแกร่งและวิหารหลากหลายรูปแบบ สะท้อนอารยธรรมอันรุ่งโรจน์ที่ผสมผสานสถาปัตยกรรมแบบ “เฮลเลนิสติก” (หรือแบบกรีก) และแบบตะวันออกเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

ปัจจุบันฮาตราได้รับการยกย่องให้เป็นแหล่งมรดกโลกโดยยูเนสโกในปี 1985 ด้วยสถาปัตยกรรมแบบพาร์เธียนที่ยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดีเยี่ยม

เดินทางต่อประมาณ 2 ชั่วโมง สู่ “เมืองโมซูล” (Mosul) เมืองใหญ่อันดับสองของอิรักรองจากแบกแดด เมืองแห่งนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 2,500 ปี โมซูลมีความสําคัญในดินแดนเมโสโปเตเมีย เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้กับ “เมืองโบราณนีนะเวห์” อดีตเมืองหลวงของจักรวรรดิอัสซีเรีย ในศตวรรษที่ 12 เมืองนี้รุ่งเรืองภายใต้การปกครองของ “ราชวงศ์ซังกิด” และ “สุลต่านบัดร์อัลดิน ลูลู” โดยเป็นศูนย์กลางงานศิลปะ การทําโลหะ และภาพวาดที่มีชื่อเสียง

โมซูลเป็นเมืองที่มีทั้งชาวอาหรับซุนนี เคิร์ด เติร์กเมน อัสซีเรีย ชาบัก ยาซิดี และคริสเตียน มีประชากรราว 2 ล้านคน แต่ลดลงมากในช่วงสงคราม ในเดือนมิถุนายน 2014 เมืองนี้ถูกกลุ่มไอเอสยึดครองและกลายเป็นศูนย์กลางของกลุ่มก่อการร้ายในอิรักแต่ได้รับการปลดปล่อยในปี 2017 ปัจจุบันอยู่ระหว่างการฟื้นฟูในโครงการ “Revive the Spirit of Mosul” ของยูเนสโกเพื่อบูรณะสถานที่สําคัญทางวัฒนธรรมและศาสนาภายในเมือง

เยี่ยมชม “เมืองโบราณนีนะเวห์” (Nineveh Archaeological Site) เมืองสําคัญในดินแดนเมโสโปเตเมีย ที่เคยรุ่งเรืองสุดขีดในศตวรรษที่ 7 ก่อนคริสตกาล ในฐานะเมืองหลวงของ “จักรวรรดิอัสซีเรีย” และเคยเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก

นีนะเวห์มีคนอยู่อาศัยมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ เมืองนี้เป็นศูนย์กลางศาสนาและการค้าในยุคสําริด มีการค้นพบโบราณวัตถุที่แสดงให้เห็นถึงความเจริญในยุคของ “กษัตริย์เซนนาเคอริบ”

(รับชมจากภายนอก หากอยู่ระหว่างการก่อสร้าง) เยี่ยมชม “มัสยิดใหญ่อัลนูรี” (Great Mosque of al-Nuri) สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 12 ถือเป็นมัสยิดเอกของเมืองโมซูล มีชื่อเสียงจากหออะซานที่เอียงอันเป็นเอกลักษณ์ ผู้นํากลุ่มไอเอสได้ใช้สถานที่นี้ประกาศตั้งประเทศของตนเอง และให้มุสลิมทั้งโลกสวามิภักดิ์ต่อตน ในปี 2014

ต่อมาในปี 2017 เมื่อไอเอสเพลี่ยงพล้ำต่อทัพอิรัก และเห็นว่าจะรักษาเมืองไว้ไม่ได้ จึงได้ทําลายมัสยิดและหออะซานแห่งนี้ (ถูกมองว่าเป็นเพราะไม่อยากให้สถานที่ๆ ผู้นําใช้ประกาศตั้งประเทศ ถูกทหารอิรักมาใช้ประกาศชัยชนะ)

นี่กลายเป็นเรื่องที่ทําให้ชาวโลกโดยเฉพาะชาวมุสลิมต่างเศร้าเสียใจ ปัจจุบันการบูรณะมัสยิดใหญ่อัลนูรีอยู่ภายใต้การนําของยูเนสโก พวกเขาสร้างกลับขึ้นมาโดยวัสดุเดิมเท่าที่จะหาได้จนสําเร็จ ข่าวดีคือมัสยิดแห่งนี้ได้กลับมาเปิดให้ละหมาดอีกครั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ที่ผ่านมา

เดินทางสู่ “เขตเคอร์ดิสถาน” ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นอีกประเทศหนึ่ง ดินแดนแห่งนี้มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวเคิร์ด พวกเขากระจายตัวอยู่ในหลายประเทศรอบดินแดนแห่งนี้ แม้พวกเขาจะมีรัฐสภา กองกําลัง มีงบประมาณแยกจากรัฐบาลกลางในแบกแดด หรือมีแม้แต่สถานทูตของตนเองในประเทศอื่น แต่พวกเขาก็ไม่เคยมีประเทศของตนที่ได้รับการยอมรับจากสหประชาชาติปัจจุบันชาวเคิร์ดในอิรักอยู่รวมกับอิรักในฐานะสหพันธรัฐ การสร้างชาติของตนเองจึงเป็นอุดมคติที่สําคัญยิ่งสําหรับชาวเคิร์ดเสมอมา

เยี่ยมชม “อารามมาร์มัตไต” (Mor Mattai Monastery) อารามเก่าแก่ของ คริสตจักรซีเรียคออร์โธดอกซ์ถือเป็นหนึ่งในอารามคริสเตียนที่เก่าแก่ที่สุดในโลก สร้างขึ้นในปี 363 โดยนักบวชชื่อ “มาร์มัตไต” หรือเซนต์แมทธิว ผู้สามารถรักษาโรคเรื้อนให้บุตรีของกษัตริย์อัสซีเรีย และสั่งสอนให้เธอเปลี่ยนศาสนาเป็นคริสต์

ตลอดประวัติศาสตร์อารามแห่งนี้เผชิญการรุกรานหลายครั้ง รวมทั้งจากพวกไอเอส โดยมาร์มัตไตตั้งบนเขตพรมแดนที่ได้รับการปกป้องโดยฝ่ายเคอร์ดิสถาน ทําให้พวกไอเอสมาทําลายไม่สําเร็จ ปัจจุบันอารามมาร์มัตไตยังคงเป็นที่แสวงบุญ และมีการจัดพิธีรําลึกถึงท่านมาร์มัตไตทุกวันที่ 18 กันยายน อันเป็นสัญลักษณ์ของความศรัทธาทางศาสนาคริสต์ในภูมิภาคนี้

เดินทางสู่ “สถานที่รบในยุทธการเกากาเมลา” (Battlefield of the Battle of Gaugamela) หนึ่งในยุทธการครั้งสําคัญที่พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์โลก ยุทธการนี้อุบัติขึ้นเมื่อ 331 ปีก่อนคริสตกาล เป็นการสู้กันระหว่าง พระเจ้าดาริอุส ที่สามแห่งเปอร์เซีย และ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์แห่งมาซีโดเนีย ในศึกตัดสินว่าผู้ใดจะปกครองโลก

เดิมทีพระเจ้าดาริอุสทรงเป็นผู้เลือกสมรภูมินี้ ด้วยทรงเล็งเห็นว่าภูมิประเทศอันราบเรียบจะเอื้อต่อการจัดทัพขนาดมหึมาและกองรถศึกของกองทัพเปอร์เซีย ทว่าความได้เปรียบนี้กลับกลายเป็นดาบสองคม เพราะภูมิประเทศที่ปราศจากสิ่งกีดขวางเปิดโอกาสให้พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ทรงเคลื่อนทัพได้อย่างอิสระ และโดยการพลิกแพลงกลยุทธ์อย่างชาญฉลาด ทําให้แม้กองทัพมาซิโดเนียจะมีกําลังพลน้อยกว่า แต่ก็สามารถเอาชนะเปอร์เซีย นําสู่ “ยุคที่กรีกปกครองโลก” ในเวลาต่อมา

เยี่ยมชม “ประตูโมซูล” (The Mosul Gate of Al-Amadiya) เป็นประตูหินโบราณที่ยังคงตั้งตระหง่านเป็นทางเข้าเพียงแห่งเดียวสู่เมืองอาเมดี ประตูแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 13 ระหว่างปี 1225 – 1259 ในรัชสมัยของ “บาดร์ อัลดิน ลูลู” เจ้าราชวงศ์เซงกิด สะท้อนถึงความสําคัญเชิงยุทธศาสตร์ในฐานะปราการป้องกันที่แข็งแกร่ง และยังเป็นจุดเชื่อมต่อกับเส้นทางการค้าสําคัญที่มุ่งหน้าสู่เมืองโมซูลและเมืองซินจาร์

(เยี่ยมชมจากด้านนอก หากอยู่ระหว่างการก่อสร้าง) นําท่านชม “ป้อมปราการเออร์บิล” (Erbil Citadel) ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเออร์บิลในเขตเคอร์ดิสถานของอิรัก ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี 2014 ป้อมแห่งนี้มีอายุเก่าแก่กว่า 6,000 ปี ถือเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีผู้คนอาศัยต่อเนื่องยาวนานที่สุดในโลก

เยี่ยมชม “อนุสรณ์ฮาลาบาจา” (Halabja Monument) อนุสรณ์สถานที่สร้างขึ้นเพื่อรําลึกถึงหนึ่งในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่โหดร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ร่วมสมัย จากเหตุการณ์ที่กองทัพอิรักภายใต้ระบอบซัดดัม ฮุสเซน ใช้อาวุธเคมีโจมตีเมืองฮาลาบาจา โดยมีเป้าหมายเป็นพลเรือนผู้บริสุทธิ์อย่างชัดเจน ถึงขั้น “ฆ่าล้างชาวเคิร์ดให้หมดไป และให้ชาวอาหรับเข้ามาอาศัยในบ้านร้างของชาวเคิร์ดนั้น”

ในวันนั้นสารพิษที่ใช้ถูก “แต่งกลิ่นให้หอมหวาน” เพื่อจงใจให้ผู้คนสูดดมเข้าไปโดยไม่รู้ตัว มีคําให้การว่าในช่วงชุลมุนจากพิษเล่นงาน มนุษย์มีสัญชาตญาณที่จะวิ่งไปหาแหล่งน้ําเพื่อชะล้างสารเคมี ทว่ากองทัพอิรักกลับวางยาพิษไว้ในแหล่งน้ำล่วงหน้า

ทําให้ผู้ที่หนีรอดจากแก๊สพิษ กลับต้องเสียชีวิตเพราะพิษในน้ําอีกชั้นหนึ่ง โศกนาฏกรรมครั้งนี้คร่าชีวิตชาวเคิร์ดมากกว่า 5,000 คน และทําให้บาดเจ็บอีกกว่าหมื่นคน รูปทรงของอนุสรณ์แห่งนี้ถูกออกแบบให้คล้ายเปลวไฟที่ลุกโชน สื่อถึงทั้งความสูญเสีย ความเจ็บปวด และเปลวเพลิงแห่งความหวังที่ยังไม่ดับสูญ ภายในจัดแสดงภาพถ่าย เสื้อผ้า ข้าวของส่วนตัวของผู้เสียชีวิต รวมถึงคําบอกเล่าจากผู้รอดชีวิต
เพื่อจารึกและเตือนให้โลกไม่ลืมถึงความโหดร้ายที่ไม่ควรเกิดขึ้นอีกต่อไป

ยังมีสถานที่และเรื่องราวอันตื่นตาอีกมากที่เรายังไม่ได้กล่าวถึง บนเส้นทางที่แทบจะเป็นจุดเริ่มต้นของแทบทุกสิ่งบนโลก รอให้ทุกท่านไปสัมผัสด้วยตัวเอง! ทริปสุดพิเศษประจำปี 2025-2026 แบบนี้ ออกเดินทางวันที่ 26 ธ.ค. 2025 – 5 ม.ค. 2026 เต็มอิ่มกว่า 11 วัน 9 คืน

…ย้ำว่าทัวร์เราไม่จอยกรุ๊ป! พาทุกท่านชมประวัติศาสตร์แบบเต็มอิ่มไม่มีชะโงกดู อะไรควรดู อยู่ดูนานขึ้น อะไรอยู่นอกเส้นทางปกติแต่ควรสัมผัส เราจะพาทุกท่านไปสัมผัส โดยเฉพาะผู้รักการผจญภัยและ หลงไหลในประวัติศาสตร์และทิวทัศน์ที่ตื่นตา ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง!!

โดยทริปนี้เดินทางร่วมกับ “คุณปั๊บ” เจ้าของเพจ The Wild Chronicles จะพาท่านไปกับพบเรื่องราวเป็นจุดกำเนิดประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ในประเทศ “อิรัก” 🦁 ร่วมตามรอยอารยธรรมเมโสโปเตเมีย ต้นกำเนิดรากเหง้าของเราทุกคน..

รับประสบการณ์ที่แตกต่าง และสัมผัสบรรยากาศแบบใหม่ที่อาจไม่เคยลิ้มลอง หากท่านใดสนใจขอโปรแกรม สามารถติดต่อได้ทาง หมายเลข 082-894-8444, 089-927-6446 หรือแอด LINE OA ได้ที่ @thewildchronicles (พิมพ์ @ ด้านหน้า) และพิมพ์ว่า “สนใจทัวร์อิรัก” ได้เลยนะครับ หรือกดปุ่ม “จองทัวร์” ได้เลยครับ