รู้หรือไม่? ในแอฟริกาเหนือ ยังมีดินแดนที่ทอดตัวอยู่ระหว่างทะเลทรายซาฮารา เทือกเขาแอตลาส และทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ประเทศนั้นคือโมร็อกโก… ชาวโมร็อกโกมีทั้งสายเลือดแห่งชนเผ่าทะเลทรายที่แน่นแฟ้นกับธรรมชาติ และยังมีส่วนสำคัญสร้างอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ระดับมหาอำนาจของโลก อันเป็นต้นแบบของศิลปะและสถาปัตยกรรม “มัวร์” หรือ “มัฆริบ” ที่แพร่กระจายอยู่ทั่วแอฟริกาเหนือรวมไปถึงสเปน

ปี 2025The Wild Chronicles ขอพาท่านเดินทางไป “โมร็อกโก” เพื่อสัมผัสเรื่องราวตำนานมากมายในดินแดนนี้

ในทริปนี้เราจะพาทุกท่านไปชม

🕌 “หมู่สถาปัตยกรรมในมาร์ราเกช” อดีตเมืองหลวงซึ่งสร้างสรรค์ต้นแบบให้สถาปัตยกรรมมัวร์อื่นๆ
🏙️ “เมืองเชฟชาอูน” เมืองสีฟ้าอันงดงามและอดีตเมืองของราชินีโจรสลัด
🏺 “โบราณสถานโวลูบิลิส” ร่องรอยอารยธรรมโรมันอายุพันปี
🏜️ “ทะเลทรายซาฮารา” ทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ครอบคลุมมากถึง 11 ประเทศในแอฟริกา
✡️ “โบสถ์ยิวเก่าแห่งตาโอริร์ต” หลักฐานสำคัญของชุมชนเบอร์เบอร์ที่รับอิทธิพลจากยิว

ทริปนี้ กินหรู อยู่สบาย ไม่จอยกรุ๊ป! พาทุกท่านชมประวัติศาสตร์แบบเต็มอิ่มไม่มีชะโงกดู อะไรควรดู อยู่ดูนานขึ้น อะไรอยู่นอกเส้นทางปกติแต่ควรสัมผัส เราจะพาทุกท่านไปสัมผัส ทัวร์นี้ผู้สูงอายุก็สามารถไปได้เพราะเราดูแลทุกท่านเป็นอย่างดี

ทริปนี้ “คุณปั๊บ พงศ์ศรณ์ ภูมิวัฒน์” เจ้าของเพจ The Wild Chronicles จะนำพาทุกท่านไปพบความรู้แปลกใหม่ ในสถานที่ที่ซ่อน “ความไม่ธรรมดา” เอาไว้มากมาย

เรามาดูรายละเอียดกันดีกว่าครับว่า ทำไมต้องไป.. “โมร็อกโก” ชมรากเหง้าอารยธรรมมัวร์ เยือนเผ่าเบอร์เบอร์ทะเลทราย กับ The Wild Chronicles ?

ชาวเบอร์เบอร์ในโมร็อกโก คือกลุ่มชนเผ่าดั้งเดิมของแอฟริกาเหนือ พวกเขาอาศัยอยู่ในบริเวณภูเขาแอตลาส ⛰️ ทะเลทรายซาฮารา 🐪 และพื้นที่ห่างไกลชนบทของโมร็อกโกมาตั้งแต่ยุคโบราณ ก่อนการเข้ามาของอาหรับหลายพันปี

ชาวเบอร์เบอร์ หรือที่เขาเรียกตัวเองว่า “อามาซีร์” ที่แปลว่า เสรีชน มีภาษา วัฒนธรรม และความเชื่อเป็นของตัวเองพวกเขามีการใช้ตัวอักษรทิฟินาค ⵣ ทีสืบทอดมาตั้งแต่เริ่มต้นอารยธรรมซึ่งยังคงหลงเหลืออยู่จนถึงทุกวันนี้

แม้ต่อมาจะถูกรุกรานโดยโรมัน อาหรับ หรือฝรั่งเศส แต่ชาวเบอร์เบอร์ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของตนไว้ได้ และกลายเป็นหนึ่งในเสาหลักของวัฒนธรรมโมร็อกโกและศิลปะมัวร์ โดยเฉพาะเรื่องสถาปัตยกรรมที่มีแพร่อิทธิผลไปทั่วแอฟริกาเหนือรวมไปถึงสเปน

ศิลปะแบบมัวร์ หรือ มัฆริบ ที่เราคุ้นตาจากสุเหร่าในสเปนหรือโมร็อกโก ล้วนมีรากเหง้ามาจากภูมิปัญญาของชาวเบอร์เบอร์ 🏛️✨

เมื่อชาวเบอร์เบอร์ผสานวัฒนธรรมพื้นถิ่นเข้ากับอิทธิพลอาหรับ-อิสลาม พวกเขาได้สร้างสรรค์ศิลปะมัวร์ขึ้นมา ซึ่งโดดเด่นด้วยลวดลายเรขาคณิต เส้นสายอ่อนช้อย ซุ้มประตูโค้ง รูปทรงสมมาตร และการแกะสลักไม้-หิน-ปูนอย่างวิจิตรบรรจง

“บับ อักเนา” หรือ “ประตูแห่งกษัตริย์” ในเมืองมาร์ราเกช คือต้นแบบของประตูหลักในสถาปัตยกรรมนี้

“หอขานของมัสยิดคูโตเบีย” 🕌 คือแบบอย่างของหอขานในสถาปัตยกรรมมัวร์

ทะเลทรายซาฮาราแม้จะกว้างสุดลูกตาแต่กลับดูว่างเปล่าและร้อนระอุ ทว่าสำหรับชาวเบอร์เบอร์ ทะเลทรายกลับเป็นบ้านที่เปี่ยมไปด้วยชีวิต ธรรมชาติ และภูมิปัญญา

พวกเขาเป็นนักเดินทางแห่งทะเลทราย พวกเขาขี่อูฐบนผืนทราย ตั้งคาราวานพ่อค้าเดินทางข้ามทะเลทรายแห่งนี้มายาวนาน และรู้จักจุดพักที่มีน้ำซ่อนอยู่ใต้ผืนทรายอย่างแม่นยำ 🏜️

ในอดีต คาราวานเบอร์เบอร์เดินทางจากแอฟริกาเหนือสู่ทิศใต้ ขนทอง เกลือ งาช้าง ผ้าไหม รวมไปถึงทาสชาวแอฟริกันผิวดำ กลายเป็นเส้นทางการค้าสำคัญที่เชื่อมแอฟริกากับประเทศรอบเมดิเตอร์เรเนียน

ในค่ำคืนเงียบงันของโมร็อกโก หากคุณเดินผ่านโอเอซิสที่ไร้ผู้คน แสงจันทร์ส่องสะท้อนผิวน้ำ อย่ามองลึกลงไปแหล่งน้ำนั้น เพราะ “ไอชา คานดิชา” อาจกำลังจ้องคุณกลับมา

เธอคือภูติสาวในตำนานของชาวเบอร์เบอร์ หญิงสาวลึกลับผู้เปี่ยมเสน่ห์แต่แฝงด้วยอันตราย บางตำนานว่าเธองดงามจนทำให้ชายใดลุ่มหลง บางตำนานว่าเธอมีขาแพะหรือขาอูฐ ซ่อนอยู่ใต้ชุดคลุมยาว

โอเอซิส แหล่งน้ำกลางทะเลทรายจึงกลายเป็น “อาณาเขตของเธอ” ที่ชายหนุ่มหลายคนเคยพบเห็นเธอ แล้วจะไม่มีวันได้กลับมาอีก

แต่แม้จะน่ากลัว เสน่ห์ของไอชา คานดิชา ก็ยังดึงดูดกวีและนักเล่าเรื่องทั่วโมร็อกโก บทเพลงพื้นบ้าน และนิทานริมกองไฟ ล้วนพูดถึงเธอทั้งในฐานะปีศาจ และนางในฝัน

บางตำนานเล่าว่า เธอคือหญิงนักรบที่ถูกหักหลัง วิญญาณของเธอจึงวนเวียนอยู่ในที่ซึ่ง “มีน้ำ” และ “ความลุ่มหลง” เพื่อรอเหยื่อรายใหม่

เริ่มต้นการเดินทางที่ “กรุงราบัต” (Rabat) เมืองหลวงอันสวยงามของราชอาณาจักรโมร็อกโก ซึ่งตั้งอยู่ริมชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก กรุงราบัตถือกำเนิดขึ้นในศตวรรษที่ 12 เริ่มต้นจากเป็นป้อมปราการเพื่อรุกรานสเปน จนกระทั่งยุคล่าอาณานิคมฝรั่งเศสได้เข้าปกครองโมร็อกโกและได้ย้ายเมืองหลวงจากเมืองเฟสมาที่กรุงราบัต เมืองแห่งนี้จึงกลายเป็นศูนย์กลางการบริหารของประเทศ และได้รับการแต่งตั้งเป็นเมืองหลวงอย่างเป็นทางการในปี 1912 จนถึงปัจจุบัน

เยี่ยมชม “หอขานฮัสซัน” (Hassan Tower) หอนี้เริ่มสร้างในปี ค.ศ. 1195 โดยสุลต่าน ยาอ์กูบ อัล-มันซูร์ โดยตั้งใจให้เป็นหอขาน (หอสูงของมุสลิมใช้เรียกคนมาทำละหมาด) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ณ เวลานั้น แต่การก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากการสิ้นพระชนม์ของสุลต่าน ทำให้หอขานมีความสูงเพียง 44 เมตร จากที่ตั้งใจจะให้หอขานสูงถึง 86 เมตร

เดินทางสู่ “เมืองเชฟชาอูน” (Chefchaouen) หรือสมญานาม “ไข่มุกสีน้ำเงินแห่งโมร็อกโก” ชื่อของเมือง “เชฟชาอูน” มีที่มาจากภาษาเบอร์เบอร์ นอกจากความสวยงาม แต่เมืองแห่งนี้ยังมีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ เพราะเมืองแห่งนี้เคยเป็นเมืองของ ราชินีโจรสลัด ผู้งดงามและเก่งกาจ

เดินชมย่านเมืองเก่า “เมดินาแห่งเมืองเชฟชาอูน” (Medina of Chefchaouen) เป็นย่านบ้านเรือนที่ทาด้วยสีน้ำเงินฟ้าย่านนี้เต็มไปด้วยร้านค้า งานฝีมือ พรม เครื่องหนัง และของที่ระลึกในร้านเล็ก ๆ ตลอดทางตามพื้นที่ไหล่เขา ย่านเมืองนี้เป็นดั่งสวรรค์ของผู้ชื่นชอบการถ่ายภาพ เพราะเต็มไปด้วยมุมที่สามารถถ่ายรูปออกมาได้อย่างสวยงามโดดเด่น

เดินทางสู่ “เมืองเม็กเนส” (Meknes) เมืองแห่งนี้เคยถูกยกฐานะขึ้นเป็นเมืองหลวงในช่วงปลายศตวรรษที่ 17 โดยกษัตริย์มูเล่ อิสมาอิล แห่งราชวงศ์อาลาวิด ภายใต้การปกครองของพระองค์เม็กเนสถูกพัฒนาอย่างรวดเร็ว มีการก่อสร้างอาคารราชวัง กำแพงเมือง และประตูเมือง ขนาดมหึมาอย่างอลังการ ทำให้เมืองนี้กลายเป็นศูนย์กลางอำนาจ การเมือง และวัฒนธรรมของโมร็อกโกในยุคนั้น

สถาปัตยกรรมของเมืองเม็กเนสโดดเด่นด้วยกำแพงโคลนสีน้ำตาลเข้ม หน้าต่างแบบอาหรับ และลวดลายเรขาคณิตแบบมัวร์ ที่ประดับอยู่ตามประตูเมือง วิหาร และพระราชวัง จนได้รับฉายาว่า “แวร์ซายส์แห่งโมร็อกโก”

เยี่ยมชม “โบราณสถานโวลูบิลิส” (Volubilis) ในอดีตเคยเป็นด่านหน้าอันสำคัญของจักรวรรดิโรมัน ปัจจุบันยังคงหลงเหลือซากเมืองโรมันโบราณ ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญของการตั้งถิ่นฐานของจักรวรรดิโรมันในแอฟริกาเหนือ ด้วยความที่เมืองถูกทิ้งร้างมานานเกือบพันปี ทำให้แหล่งนี้ยังคงรักษา “ศิลปะดั้งเดิม” ได้อย่างดีเยี่ยม

เยี่ยมชม “บับ มันซูร์” (Bab Mansour) หรือ ซุ้มประตูแห่งชัยชนะ ประตูเมืองขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ด้านหน้าของจัตุรัสเอล-เฮดิมในเมืองเม็กเนส สถาปัตยกรรมของประตูนี้เป็นศิลปะแบบมัวร์ ประกอบด้วยซุ้มโค้งรูปครึ่งวงกลมสูง 8 เมตร ที่มีรูปร่างคล้ายเกือกม้า โดยมีหอคอยสี่เหลี่ยมยื่น
ออกมาทั้งสองข้าง มีเสาหินอ่อนสีขาวสูง ซึ่งน่าจะนำมาจากซากโบราณของโวลูบิลิส

เดินทางสู่ “เมืองเฟส” (Fez) อดีตหนึ่งในสี่เมืองหลวงของโมร็อกโก เมืองเฟสก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 789 โดยกษัตริย์อิดริสที่ 1 (Idris I) แห่งราชวงศ์อิดริสิด ซึ่งเป็นราชวงศ์แรกของโมร็อกโกที่นับถืออิสลาม ชื่อเมืองนี้มีที่มาจากภาษาอาหรับแปลว่า “จอบ” มีตำนานหลายเรื่องที่พยายามอธิบายที่มาของเมืองนี้ เช่น ตำนานหนึ่งกล่าวว่าขณะก่อสร้างเมือง ได้มีการพบจอบทองคำ อีกตำนานหนึ่งเล่าว่ากษัตริย์อิดริสที่ 1 (Idris I) ใช้จอบเงินและทองขุดดินร่วมกับคนงานของเขา ปัจจุบันเมืองเฟสคงรักษาเอกลักษณ์ของเมืองประวัติศาสตร์ไว้ได้ และกลายเป็นจุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยว

เยี่ยมชม “มัสยิดและมหาวิทยาลัย อัล เกาะเราะวียีน” (Al-Qarawiyyin Mosque and University) มหาวิทยาลัยแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นในปี 859 โดย ฟาติมะห์ อัล-ฟิห์รี และ ถือเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่ยังเปิดสอนอยู่ โดยได้รับการบันทึกโดย UNESCO และ Guinness World Records มัสยิดและมหาวิทยาลัยแห่งนี้มีบทบาทสำคัญในการเผยแผ่ศาสนาอิสลาม วิทยาศาสตร์ ปรัชญาและคณิตศาสตร์ในโลกอาหรับและยุโรปยุคกลาง

เดินชม “โรงฟอกหนังฮัวรา” (Chouara Tannery) เป็นหนึ่งในไฮไลท์เมืองเฟส โรงฟอกหนังแห่งนี้เป็นโรงฟอกที่เก่าแก่ที่สุดในเมือง และยังคงใช้วิธีการดั้งเดิมมาเกือบพันปี เช่น การแช่เครื่องหนังในบ่อปูนขาวและน้ำยาธรรมชาติ เช่น ปัสสาวะนกพิราบ น้ำดิน และดอกไม้ ก่อนจะถูกย้อมสีด้วยพืชสมุนไพรในบ่อหลากสีสัน หากท่านได้มาชมโรงฟอกหนังแห่งนี้ ท่านสามารถรับชมกระบวนการฟอกหนังแบบดั้งเดิมที่ถูกรักษาไว้ ซึ่งถือเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของที่นี่

เยี่ยมชม “โบสถ์ยิวอาเบน ดานัน” (Aben Danan Synagogue) ที่นี่เป็นโบสถ์ยิวออร์โธดอกซ์ ที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 17 เคยถูกทำลายและบูรณะอยู่หลายครั้ง สถาปัตยกรรมของที่นี่มีความเรียบง่ายและกลมกลืน ประตูทางเข้าเป็นเพียงประตูเรียบ ๆ ที่แทบไม่แตกต่างจากประตูบ้านใกล้เคียงกัน

เดินทางสู่ “เมืองอิเฟรน” (Ifrane) เมืองที่ได้รับสมญานามว่า “สวิตเซอร์แลนด์แห่งโมร็อกโก” เมืองนี้ก่อตั้งขึ้นในปี 1929 ในยุคที่ฝรั่งเศสยังปกครองโมร็อกโก โดยออกแบบให้เป็นเมืองตากอากาศของชาวยุโรป ด้วยเหตุนี้สถาปัตยกรรมของเมืองจึงแตกต่างจากเมืองอื่นในโมร็อกโกอย่างชัดเจน โดยมีบ้านทรงจั่ว หลังคามุงกระเบื้องสีแดงสนามหญ้าเรียบเขียว และมีสวนสาธารณะขนาดใหญ่ นอกจากนี้เมื่อท่านเดินทางขึ้นมาถึงเมืองจะพบกับอากาศที่เย็นลงทันที ทำให้นักท่องเที่ยวมักรู้สึกราวกับหลุดเข้ามาในหมู่บ้านของชาวยุโรปตะวันตกจริงๆ

นําท่านนั่งรถขับเคลื่อนสี่ล้อสู่ “ทะเลทรายซาฮารา” (Sahara Desert) ณ “เมืองเมอร์ซูกา” (Merzouga) เมื่อเช็คอินเรียบร้อยจะนำท่านไปชมพระอาทิตย์ตกดิน กินอาหารค่ำ และพักผ่อนท่ามกลางความเงียบสงบของผืนทราย พร้อมชมดวงดาวเกลื่อนฟ้า

ในยามเช้าจะพาทุกท่าน ขี่อูฐชมพระอาทิตย์ ที่ค่อย ๆ โผล่พ้นขอบฟ้าของทะเลทรายซาฮารา ที่ขึ้นชื่อว่าใหญ่ที่สุดในโลกครอบคลุมพื้นที่กว่า 9 ล้านตารางกิโลเมตรครอบคลุมถึง 11 ประเทศ ขนาดเกือบเทียบเท่าทวีปยุโรปทั้ง ผืนทรายแห่งนี้ไม่เพียงแต่เป็นสัญลักษณ์ของธรรมชาติอันโหดร้าย แต่ยังเป็นทางผ่านของอารยธรรมและการค้าในแอฟริกาเหนือมายาวนานหลายพันปี

เดินทางสู่ “เมืองวอร์ซาเซ็ท” (Ouarzazate) เมืองที่ตั้งอยู่ในเขตเทือกเขาแอตลาส เมืองแห่งนี้ได้รับฉายาว่า“ประตูสู่ทะเลทราย” ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่ระหว่างเทือกเขาแอตลาสสูงและทะเลทรายซาฮารา เป็นเมืองที่นักเดินทางนิยมใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการออกท่องทะเลทราย

เยี่ยมชม “หมู่บ้านไอท์ เบน ฮัดดู” (Ait Ben Haddou) หมู่บ้านแห่งนี้สร้างจากหมู่เคสบาห์หรือป้อมปราการแบบเบอร์เบอร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโมร็อกโก เป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของสถาปัตยกรรมดินเหนียวของโมร็อกโก และมีสถานะเป็นมรดกโลก UNESCO เมื่อปี ค.ศ. 1987 อีกด้วย ในอดีตเมืองแห่งนี้เคยเป็นป้อมปราการสำคัญที่ควบคุมเส้นทางคาราวานจากทะเลทรายซาฮาราไปยังมาร์ราเกชโดยเป็นทั้งศูนย์กลางการค้าและด่านเก็บภาษีสินค้า

เยี่ยมชม “โบสถ์ยิวเก่าแห่งตาโอริร์ต” (The Old Synagogue of Taourirt) ตั้งอยู่ในเมืองตาโอริร์ต โบสถ์แห่งนี้คือหลักฐานสำคัญของชุมชนชาวยิวอามาซีฆ (Amazigh Jews) หรือก็คือชาวเบอร์เบอร์ ที่รับอิทธิพลจากชาวยิวที่อพยพมาโมร็อกโกในอดีต

เดินทางสู่ “เมืองมาร์ราเกช” (Marrakech) เมืองแห่งนี้ ถูกสร้างและตั้งเป็นเมืองหลวงโดยราชวงศ์อัลโมราวิดในปี ค.ศ. 1070 ต่อมากลายเป็นเมืองหลวงของราชวงศ์อัลโมฮัด และราชวงศ์ซาเดียนส์ ชื่อของเมืองในภาษาเบอร์เบอร์หมายถึง “แผ่นดินของพระเจ้า” (Land of God) และเมืองแห่งนี้เป็นต้นกำเนิดของชื่อประเทศ “โมร็อกโก” ในภาษาอังกฤษ (เรียกเพี้ยนไปจากมาร์ราเกช)

เยี่ยมชม “พระราชวังบาเฮีย” (Bahia Palace) พระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นในปลายศตวรรษที่ 19 โดย ซี มูซา (Si Moussa) อุปราชที่มีอำนาจมากซึ่งต่อมาวงศ์ของเขาจะสามารถควบคุมโมร็อกโก เชิดกษัตริย์เป็นหุ่นอยู่ระยะหนึ่ง วังนี้ถูกต่อขยายโดยตั้งใจว่าตั้งใจจะให้เป็นพระราชวังที่ยิ่งใหญ่และหรูหราที่สุดในยุคนั้น ตัวอาคารมีห้องกว่า 150 ห้อง โดยห้องต่าง ๆ ที่ตกแต่งด้วยลายปูนปั้น ภาพวาด และผนังประดับด้วยโมเสกที่สวยงาม

เยี่ยมชมสวนลับ “เลอ ฌาร์แด็ง” (Le Jardin Secret) สวนลับกลางเมืองเก่ามาร์ราเกชแห่งนี้ เคยเป็นบ้านพักของขุนนางในศตวรรษที่ 19 ที่ถูกทิ้งร้างไปก่อนจะได้รับการบูรณะในเวลาต่อมา สวนแห่งนี้ผสมผสานภูมิปัญญาสวนเปอร์เซียกับสถาปัตยกรรมมัวร์ได้อย่างกลมกลืน มีทั้งสวนสมุนไพร น้ำพุกลางสวน และหอคอยที่มองเห็นเขตเมืองเก่าจากมุมสูงได้อย่างชัดเจน

เยี่ยมชม “วิทยาลัยมาดราซาเบน ยูซุฟ” (Madrasa Ben Youssef) หนึ่งในสถาบันสอนศาสนาอิสลามที่ใหญ่ที่สุดในแอฟริกาเหนือ วิทยาลัยนี้ตั้งชื่อตามมัสยิดเบนยูซุฟที่อยู่ติดกัน ก่อตั้งขึ้นในศตวรรษที่ 14 วิทยาลัยแห่งนี้เป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ และเป็นวิทยาลัยอิสลามที่ใหญ่ที่สุดในมัฆริบ (แอฟริกาเหนือ) ในช่วงรุ่งเรือง และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นจุดสูงสุดของสถาปัตยกรรมสมัยราชวงศ์ซาเดียนส์

พาไปเดิน “จัตุรัสกลางเมืองเฌมา เอล ฟนา” (Djemaa El Fna Square) จัตุรัสนี้เป็นศูนย์กลางของชาวเมืองมาร์ราเกช ที่มีขนาดใหญ่และถูกรายล้อมไปด้วยอาคารร้านค้าและตลาดนัด ในเวลากลางวันเต็มไปด้วยร้านขายน้ำผลไม้ สมุนไพร และ ของพื้นเมือง แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงยามเย็นบรรยากาศจะแปรเปลี่ยนเป็น “ละครกลางแจ้ง” มีนักเล่านิทาน นักดนตรี นักแสดงพื้นบ้าน แพทย์แผนโบราณ และร้านอาหารกลางคืนเรียงรายรอบจัตุรัส

ชม “สุเหร่าคูโตเบีย” (Kutobia Mosque) สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 12 โดยราชวงศ์อัลโมฮัด ที่นี่มีหอขานสูงถึง 70 เมตร ตกแต่งด้วยลายปูนปั้นฉลุและหินแกะลวดลายแบบอัลโมฮัดอย่างงดงาม ซึ่งได้กลายเป็น แม่แบบให้กับหอระฆังลา คิรัลดา (La Giralda) ในเซบียา สเปน และหอขานของมัสยิดฮัสซันในราบัต

แวะถ่ายรูปที่ “บับ อักนาอู” (Bab Agnaou) ซุ้มประตูนี้สร้างขึ้นและแล้วเสร็จในปี 1990 โดยราชวงศ์อัลโมฮัดเป็นหนึ่งในประตูที่สวยงามและคงสภาพดีที่สุดของ มาร์ราเกช บับ อักนาอู ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นทางเข้าสู่เขตพระราชวังโดยเฉพาะ ตัวโครงสร้างทำจากหินทรายสีฟ้า เทา ตกแต่งด้วยลายฉลุเรขาคณิตและจารึกอาหรับ เป็นตัวอย่างของศิลปะแบบอัลโมฮัดที่เน้นความเรียบแต่ยังคงความสวยงาม และเป็นต้นแบบของประตูศิลปะมัวร์อื่นๆ

เดินทางสู่ “เมืองคาซาบลังกา” (Casablanca) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชม. เมืองท่าใหญ่ที่สุดของโมร็อกโกและเป็นศูนย์กลาง เศรษฐกิจสมัยใหม่ของโมร็อกโก เดิมเป็นเมืองท่าของชาวเบอร์เบอร์ที่มีมาตั้งแต่ยุคโรมัน ในศตวรรษที่ 15 – 16 ชาวโปรตุเกสบุกเข้ายึดครองและเปลี่ยนชื่อเมืองว่า “คาซาบลังกา” แปลว่า “บ้านสีขาว” และชาวสเปน เรียกชื่อเมืองนี้ตามทำให้ชื่อนี้ติดปากเรื่อยมา เมืองคาซาบลังกาเริ่มพัฒนาเป็นเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจ ในยุคล่าอาณานิคม เมื่อฝรั่งเศสเข้ามาควบคุมเมืองในปี 1912 และได้ปรับเปลี่ยนให้เป็นเมืองท่าสมัยใหม่ โดยมีการออกแบบผังเมืองแบบยุโรป ผสมอาร์ตเดโคและสถาปัตยกรรมมัวร์ร่วมสมัย

ร่วมดินเนอร์ที่ร้านอาหาร “ริคคาเฟ่” ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ระดับตำนานเรื่องคาซาบลังกา ในปี 1942 ร้านอาหาร ถูกตกแต่งในสไตล์ฮอลลีวูดยุคคลาสสิกผสมกับสไตล์โมร็อกโก มีเบบี้แกรนด์เปียโน ประตูโค้ง และโคมไฟแก้วแบบโมร็อกโกพร้อมเล่นเพลงประกอบจากภาพยนตร์ เช่น As Time Goes By ให้เพลิดเพลินระหว่างรับประทานอาหาร

ภาพยนตร์ Casablanca บอกเล่าเรื่องราวของ “ริค” เจ้าของไนต์คลับในเมืองคาซาบลังกาช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งพบกับอดีตคนรักชื่อ “อิลซา” ขณะเธอเดินทางมากับสามีซึ่งเป็นผู้นำขบวนการต่อต้านเยอรมัน ในเมืองที่เต็มไปด้วยเงามืดทางการเมืองและทางเลือกที่แสนเจ็บปวด ริคต้องเลือกระหว่างความรักหรืออุดมการณ์ หนังมีตอนจบที่ทั้งเจ็บปวดและซาบซึ้งอยู่คู่กาลเวลา

ปิดท้ายด้วย “มัสยิดกษัตริย์ฮัสซันที่ 2” (King Hassan II Mosque) มัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในโมร็อกโก และใหญ่เป็นอันดับ 2 ของทวีปแอฟริกา โดยสร้างเสร็จในปี 1993 ตัวมัสยิดตั้งอยู่ริมมหาสมุทรแอตแลนติก อาคารแห่งนี้ผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมแบบอิสลาม และองค์ประกอบของโมร็อกโก อีกทั้งยังสะท้อนถึงอิทธิพลของชาวมัวร์ พร้อมกับมีการออกแบบให้ผสมผสานไปกับผังเมืองอย่างชัดเจน และเป็นหนึ่งในไม่กี่มัสยิดของโมร็อกโกที่เปิดให้นักท่องเที่ยวที่ไม่ใช่มุสลิมเข้าชมได้อย่างเป็นทางการ

ยังมีสถานที่และเรื่องราวอันตื่นตาบนเส้นทางแห่งนี้ รอให้ทุกท่านไปสัมผัสด้วยตัวเอง! ทริปสุดพิเศษประจำปี 2025 แบบนี้ ออกเดินทางวันที่ 12-23 พฤศจิกายน 2025! จุใจกว่า 12 วัน 9 คืน

…ย้ำว่าทัวร์เราไม่จอยกรุ๊ป! พาทุกท่านชมประวัติศาสตร์แบบเต็มอิ่มไม่มีชะโงกดู อะไรควรดู อยู่ดูนานขึ้น อะไรอยู่นอกเส้นทางปกติแต่ควรสัมผัส เราจะพาทุกท่านไปสัมผัส ทัวร์นี้ผู้สูงอายุก็สามารถไปได้เพราะเราดูแลทุกท่านเป็นอย่างดี

โดยทริปนี้เดินทางร่วมกับ “คุณปั๊บ” เจ้าของเพจ The Wild Chronicles ซึ่งจะพาท่านไปกับพบเรื่องราวที่น้อยคนจะรู้ของ “โมร็อกโก” ชมรากเหง้าอารยธรรมมัวร์ 🎨เยือนเผ่าเบอร์เบอร์ทะเลทราย 🏜️

รับประสบการณ์ที่แตกต่าง และสัมผัสบรรยากาศแบบใหม่ที่อาจไม่เคยลิ้มลอง หากท่านใดสนใจขอโปรแกรม สามารถติดต่อได้ทาง หมายเลข 082-894-8444, 089-927-6446 หรือแอด LINE OA ได้ที่ @thewildchronicles (พิมพ์ @ ด้านหน้า) และพิมพ์ว่า “สนใจทัวร์โมร็อกโก” ได้เลยนะครับ หรือกดปุ่ม “จองทัวร์” ได้เลยครับ