TAT 11/10382

FILE Nº 0384 · ข่าวต่างประเทศ · ไม่ลับแล้ว

เลือกตั้งกลางสมัยสหรัฐ 2022 บอกอะไรบ้าง?

ข่าวต่างประเทศเผยแพร่ อัปเดต 25 นาทีในการอ่าน
ขอม

TL;DR — ประเด็นร้อนแรงการเลือกตั้งสหรัฐปี 2022 ซึ่งเป็นที่น่าจับตามองจากหลายฝ่าย และอาจจะกลายเป็นคลื่นลูกใหม่ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก

สารบัญ
  1. ประเด็นร้อนเลือกตั้ง 2022
  2. เดโมแครตครองวุฒิสภาอีกสมัย
  3. รีพับลิกันครองสภาล่าง แต่ต้องนับจนถึงรัฐสุดท้าย
  4. พรรคเดโมแครตได้เก้าอี้ผู้ว่าการรัฐเพิ่ม
  5. Ballot Measures ที่น่าสนใจ
  6. สรุปไฮไลต์การเลือกตั้งสหรัฐ 2022
  7. 1) อนาคตทรัมป์ไม่ค่อยสู้ดีนัก
  8. 2) “กำแพงสีน้ำเงิน” กลับมา?
  9. 3) การแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่มีผล
  10. 4) ไม่เกิดคลื่นสีแดง

สำหรับการเลือกตั้งในสหรัฐ ไม่ว่าจะกี่ครั้ง ๆ ก็สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อโลกและเป็นที่จับตาอยู่ทุกที และในปี 2022 นี้ก็เช่นกัน

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ประเด็นร้อนในการเมืองอเมริกาคงหนีไม่พ้นเรื่องปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพ แต่ก็มีเรื่องสิทธิทำแท้งและสิทธิปืน …ไม่รวมถึงอดีตประธานาธิบดีผู้ไม่แคร์สื่ออย่างโดนัลด์ ทรัมป์ที่มีโอกาสประกาศลงแข่งเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2024 ด้วย

มีการคาดการณ์มากมายว่าพรรคเดโมแครตจะต้องเสียสภาล่างให้กับพรรครีพับลิกัน แต่การแข่งขันในสภาสูงยังคงดุเดือดอยู่ จนต้องใช้เวลานับผลหลายวันหลังจากนั้นกว่าฝุ่นจะหายตลบ

เลือกตั้งกลางสมัยคืออะไร 

ก่อนที่จะเข้าเรื่องผมขอเท้าความพื้นฐานสำหรับติดตามข่าวการเลือกตั้งของสหรัฐกันหน่อยนะครับ การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2022 ที่ผ่านมานั้นตรงกับช่วงที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดนคนปัจจุบันดำรงตำแหน่งมาได้ราว 2 ปีจากวาระ 4 ปี (เริ่มปี 2021 จบที่ปี 2025) หรือก็คือ “กลางสมัย” ของประธานาธิบดีนั่นเอง

ในการเลือกตั้งแต่ละครั้งจะมีการเลือกตั้งที่เป็นที่จับตาหลัก ๆ ประกอบด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และผู้ว่าการรัฐ (บวกกับการเลือกตั้งซ่อม ถ้ามี) นอกจากนี้ยังมีการออกเสียงในกฎหมายของรัฐ คล้าย ๆ กับการลงประชามติที่เรียกว่า “ballot measures” ด้วย

สำหรับ ส.ส. ของรัฐบาลกลางสหรัฐนั้นมีทั้งหมด 435 ที่นั่ง จัดสรรให้ 50 รัฐตามสัดส่วนประชากรจากการทำสำมะโนทุกๆ 10 ปี วาระดำรงตำแหน่งเพียง 2 ปี …ใช่ครับ วาระแค่ 2 ปี เรียกได้ว่าเลือกตั้งกันบ่อยมาก

ส.ว. ของสหรัฐมีทั้งหมด 100 ที่นั่ง มาจากรัฐละ 2 คนเท่า ๆ กัน มีวาระการดำรงตำแหน่ง 6 ปี แต่ถึงกระนั้นก็มีการเลือกตั้งทุก 2 ปีพร้อมกับ ส.ส.

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะมีการกำหนดให้แบ่ง ส.ว. ออกเป็น 3 กลุ่ม (class) ให้มีวาระเหลื่อมกัน สำหรับส.ว. ชุดปัจจุบัน Class I มีการเลือกตั้งครั้งล่าสุดในปี 2018 Class II มีการเลือกตั้งครั้งล่าสุดในปี 2020 และการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการเลือกตั้งสำหรับ ส.ว. Class III ชุดใหม่

ส่วนตำแหน่งผู้ว่าการรัฐนั้นมีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี โดยจัดการเลือกตั้งหลายช่วง โดย:

  • 36 รัฐและ 3 ดินแดนจัดการเลือกตั้งตรงกับการเลือกตั้งกลางสมัย
  • 11 รัฐ และ 2 ดินแดนจัดการเลือกตั้งตรงกับการเลือกตั้งประธานาธิบดี
  • ส่วนอีก 5 รัฐจัดการเลือกตั้งนอกตาราง (off-year)

ประเด็นร้อนเลือกตั้ง 2022

ประเด็นด้านเศรษฐกิจ สิทธิทำแท้ง สิทธิปืน คนเข้าเมืองและประชาธิปไตย เป็นประเด็นที่มีการวิเคราะห์กันว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะให้ความสนใจในการเลือกตั้งครั้งนี้

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกตั้งครั้งนี้มากที่สุดคงหนีไม่พ้นปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพ ที่เกิดขึ้นจากสงครามรัสเซีย – ยูเครน และผลกระทบจากเงินเฟ้อที่ลากยาวมาตั้งแต่หลังโควิด-19 โดยข้อมูลล่าสุดเมื่อเดือนกันยายน 2022 พบว่าดัชนีราคาผู้บริโภคอยู่ที่ร้อยละ 8.2 เมื่อเทียบกับปีก่อน

ในประเด็นนี้ผู้สมัครพรรครีพับลิกันต่างหาเสียงว่าจะลดงบประมาณรายจ่าย พยายามดึงงานจากจีนกลับมายังสหรัฐเพื่อแก้ไขปัญหาสินค้าขาดแคลน และขยายกำลังการผลิตน้ำมันและแก๊สเพื่อลดการพึ่งพาประเทศอื่น…อย่างไรก็ตาม นโยบายทางเศรษฐกิจของรีพับลิกันไม่ใช่สิ่งที่คนให้ความสนใจมากนัก เชื่อว่ายังไงคนก็โหวตพรรครีพับลิกันเพื่อลงโทษไบเดนมากกว่า

ขณะที่ผู้สมัครพรรคเดโมแครตยืนยันผลงานของไบเดน และบอกว่าจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐเติบโตจากรากหญ้า ไม่ใช่ตกจากบนลงล่าง รวมทั้งชูผลงานในเรื่องการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ภูมิอากาศ สาธารณสุขและการยกเลิกหนี้การศึกษา

อย่างไรก็ตาม ประเด็นอื่น ๆ ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสิทธิทำแท้งที่ศาลสูงสุดสหรัฐได้กลับคำตัดสินในคดีโรกับเวด (Roe v Wade) ทำให้สิทธิทำแท้งไม่ใช่สิทธิตามรัฐธรรมนูญอีกต่อไป (แปลว่ารัฐต่าง ๆ สามารถออกกฎหมายห้ามทำแท้งได้) ผลทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของนักกิจกรรมต่าง ๆ นอกจากนี้ผลโหวตในรัฐต่าง ๆ ก็ออกมาว่าหลายรัฐไม่เห็นด้วยกับกฎหมายห้ามทำแท้ง แม้แต่รัฐสีแดง (คือรัฐที่มักออกเสียงให้พรรครีพับลิกันที่มีนโยบายต่อต้านสิทธิทำแท้ง) หลาย ๆ รัฐด้วย

ในเรื่องนี้พรรครีพับลิกันไม่ค่อยมีจุดยืนที่หนักแน่นมากนัก ในขณะที่พรรคเดโมแครตได้ชูประเด็นคุ้มคอรงสิทธิสตรีในการเลือกยุติการตั้งครรภ์และการคุมกำเนิดมาเป็นตัวเลือกให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่สนใจประเด็นนี้

ประเด็นต่อมาคือปัญหาผู้ลี้ภัยและคนเข้าเมือง ซึ่งในปีนี้มีคนเข้าเมืองจากเม็กซิโกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ผู้สมัครพรรครีพับลิกันหลายคนเลือกหาเสียงด้วยการต่อต้านนโยบายของไบเดนโดยระบุว่าปล่อยให้คนเข้าเมืองมามากเกินไป

ถัดมาคือเรื่องของการศึกษากับอัตลักษณ์ (หรือกล่าวได้ว่าความหลากหลายทางเพศกับเชื้อชาติ) พรรครีพับลิกันกำลังผลักดันให้การศึกษาในโรงเรียนปลอดจากเรื่องเชื้อชาติและเพศ ควรปล่อยให้ผู้ปกครองเป็นผู้อบรมสั่งสอนเอง ขณะที่พรรคเดโมแครตตอบโต้ว่าพรรครีพับลิกันกำลังเซ็นเซอร์เสรีภาพในการแสดงออก

นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องสิทธิปืน ซึ่งสหรัฐยังคงมีปัญหาการกราดยิงในที่สาธารณะอย่างต่อเนื่อง โดยพรรคเดโมแครตสนับสนุนให้มีการคุมเข้มการครอบครองปืนมากขึ้น รวมทั้งการสั่งห้ามอาวุธจู่โจม (ปกติหมายถึงปืนกึ่งอัตโนมัติและการปรับแต่งอื่นๆ) ขณะที่พรรครีพับลิกันหาเสียงว่าจะปกป้องสิทธิของประชาชนตามการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งที่ 2

และสุดท้ายคือเรื่องประชาธิปไตย โดยพรรคเดโมแครตหาเสียงว่าผู้สมัครพรรครีพับลิกันหลายคนมีพฤติกรรมอย่างการไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งประธานาธิบดี 2020 อย่างเปิดเผย รวมทั้งมีการเผยแพร่ทฤษฎีสมคบคิดต่างๆ และมีความคิดสุดโต่งซึ่งเป็นอันตรายต่อประชาธิปไตย

…ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่มากก็น้อย…

เดโมแครตครองวุฒิสภาอีกสมัย

ก่อนการเลือกตั้งมีการคาดการณ์ผลล่วงหน้าว่าที่นั่ง ส.ว. ในครั้งนี้น่าจะสูสีมาก และผลก็ออกมาเป็นอย่างนั้นจริง ๆ

โดยก่อนการเลือกตั้ง พรรคเดโมแครต (กับ ส.ว. อิสระที่ประชุมกับพรรคเดโมแครต) กับพรรครีพับลิกันมีที่นั่ง ส.ว. อย่างละ 50 ที่นั่ง แต่ถือว่าพรรคเดโมแครตครองสภาสูงเพราะรองประธานาธิบดีเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดในกรณีเสียงเท่ากัน

ผลการเลือกตั้งเท่าที่ออกมาพบว่าพรรคเดโมแครตกลับมาได้ 50 ที่นั่ง โดยสามารถพลิกได้ที่นั่งในรัฐเพนซิลเวเนียเป็นอันมาก ส่วนพรรครีพับลิกันมี ส.ว. 49 ที่นั่ง ทั้งนี้การเลือกตั้งในรัฐจอร์เจียจะต้องไปตัดสินในรอบสองในเดือนธันวาคม (ในการเลือกตั้งรอบนี้ผู้สมัครฝ่ายเดโมแครตนำอยู่ร้อยละ 49.4 ต่อ 48.5)

พรรคเดโมแครตจึงได้กลับมาครองเสียงข้างมากในวุฒิสภาอีกสมัย และถ้าชนะในรัฐจอร์เจียอีกก็จะยิ่งทำให้หายใจคล่องขึ้น และที่ผ่านมามี ส.ว. เดโมแครตที่ออกเสียงข้างรีพับลิกันอยู่ 1 คน หากชนะก็จะตัดปัญหาออกเสียงสวนมติพรรคได้

รีพับลิกันครองสภาล่าง แต่ต้องนับจนถึงรัฐสุดท้าย

ก่อนการเลือกตั้งมีการคาดการณ์ว่าพรรครีพับลิกันมีโอกาสชนะในสภาล่างมากกว่า เนื่องจากสาเหตุที่ได้กล่าวไปแล้ว โดยก่อนหน้านี้ พรรคเดโมแครตมีที่นั่งมากกว่าอยู่ 222 ต่อ 213 ที่นั่ง (เกิน 218 ที่นั่งจะเป็นเสียงข้างมาก)

จากข้อมูลเมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2022 มีการประกาศออกมาว่าพรรคเดโมแครตได้ 211 ที่นั่ง และพรรครีพับลิกันได้ 218 ที่นั่ง แปลว่ายังไม่ประกาศผลอีก 6 ที่นั่ง …สรุปว่าแม้พรรครีพับลิกันได้ครองสภาล่าง แต่ก็หืดขึ้นคอเหมือนกัน

แม้ผลที่ว่าพรรครีพับลิกันจะชนะในสภาล่างจะไม่น่าแปลกใจ แต่สิ่งที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้อย่างการที่พรรครีพับลิกันจะชนะอย่างถล่มทลายหรือที่เรียกว่าปรากฏการณ์ “คลื่นสีแดง” (Red wave) นั้นกลับไม่เกิดขึ้น

…ส่วนสาเหตุจะเป็นอย่างไรนั้นจะมีการนำบทวิเคราะห์มาให้ทุกท่านรับชมในช่วงหลังนะครับ

…ผลนี้นับว่าน่าผิดหวังสำหรับพรรครีพับลิกัน เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งกลางสมัยปี 2018 ในครั้งนั้นพรรคเดโมแครตสามารถพลิกกลับมาได้ถึง 41 ที่นั่ง ส่วนในครั้งนี้พรรครีพับลิกันไม่น่าจะพลิกกลับมาได้เกิน 15 ที่นั่ง

ถึงกระนั้นพรรครีพับลิกันจะชนะมากหรือน้อยก็ไม่สำคัญ เพราะจะส่งผลกระทบทำให้พรรคเดโมแครตของไบเดนไม่สามารถผลักดันกฎหมายต่างๆ ได้อย่างอิสระ และต้องมีการประนีประนอมกับพรรคตรงข้ามนั่นเอง

พรรคเดโมแครตได้เก้าอี้ผู้ว่าการรัฐเพิ่ม

แม้ตำแหน่งผู้ว่าการรัฐจะเป็นตำแหน่งที่มีผลเฉพาะในท้องถิ่นรัฐนั้นๆ แต่ก็ถือว่ามีความสำคัญในการตัดสินว่ารัฐนั้นกระแสความนิยมของพรรคใดมาแรงมากกว่ากัน ซึ่งจะมีผลต่อการวิเคราะห์การเมืองในระดับชาติต่อไป

ก่อนการเลือกตั้งพบว่ามีผู้ว่าการรัฐจากพรรครีพับลิกันอยู่ 28 คน จากพรรคเดโมแครต 22 คน

ผลการเลือกตั้งรอบนี้ปรากฏว่าพรรคเดโมแครตสามารถคว้าเก้าอี้ได้เพิ่มสุทธิ 2 ที่นั่ง ทำให้มีผู้ว่าการรัฐอยู่ 24 ต่อ 26 คน ที่น่าสนใจคือรัฐแมสซาชูเซ็ตส์ที่มี vote margin พลิกกลับมารุนแรงถึง 62 และรัฐแมรีแลนด์ที่พลิกกลับมาถึง 40

Ballot Measures ที่น่าสนใจ

นอกจากผลการเลือกตั้งจะเป็นที่จับตาแล้ว การออกเสียงต่อกฎหมายสำคัญๆ ก็เป็นที่จับตาเช่นกัน โดยมีบางประเด็นที่สื่อจับตามองอย่างมาก เช่นเรื่องสิทธิทำแท้ง โดยผลปรากฏว่ามีหลายรัฐที่ผู้ออกเสียงเห็นชอบกับการเพิ่มสิทธิทำแท้งหรือคัดค้านการห้ามทำแท้งเป็นความผิดทางอาญา แม้แต่ในรัฐสีแดง

อย่างรัฐเคนตักกีที่ออกเสียงไม่เห็นชอบกับการระบุในรัฐธรรมนูญของรัฐว่าไม่คุ้มครองสิทธิทำแท้ง (ร้อยละ 52.4 ต่อ 47.6) และรัฐมอนแทนาที่ออกเสียงไม่เห็นชอบให้นับทารกที่คลอดออกมาเป็นบุคคลแม้จะไม่มีชีวิตรอด (ร้อยละ 52.6 ต่อ 47.4)

ขณะที่การออกเสียงเรื่องกัญชาถูกกฎหมายพบว่ามีบางรัฐเห็นชอบ แต่บางรัฐไม่เห็นชอบ โดยรัฐที่เห็นชอบได้แก่ แมรีแลนด์ มิสซูรีและโคโลราโด ส่วนรัฐที่ไม่เห็นชอบ ได้แก่ อาร์คันซอ นอร์ทดาโกตาและเซาท์ดาโกตา

นอกจากนี้ยังมีการออกเสียงในเรื่องเศรษฐกิจและสวัสดิการ เช่น

  • รัฐเซาท์ดาโกตาเห็นชอบให้ขยายขอบเขตของเมดิเคต (Medicaid) (คล้ายๆ กับผู้ป่วยยากไร้ของไทย) เพื่อช่วยบุคคลยากจน
  • รัฐอิลลินอยส์บัญญัติให้บุคคลมีสิทธิเข้าร่วมสหภาพแรงงานในรัฐธรรมนูญของรัฐ
  • รัฐแอริโซนาเห็นชอบการจำกัดหนี้สินด้านการแพทย์
  • รัฐนิวเม็กซิโกเห็นชอบให้ใช้เงินกองทุนความมั่งคั่งในการสนับสนุนโรงเรียนเด็กอ่อนและสถานเลี้ยงเด็ก
  • รัฐเนบราสกาเห็นชอบให้เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำต่อชั่วโมงจาก 9 เป็น 15 ดอลลาร์สหรัฐภายใน 4 ปี

สรุปไฮไลต์การเลือกตั้งสหรัฐ 2022

ในการเลือกตั้งสหรัฐ 2022 มีความเคลื่อนไหวต่างๆ มากมายตามแต่สื่อแต่ละสำนักจะมุ่งให้ความสนใจ แต่ผมจะขอสรุปบางประเด็นที่น่าจับตาสำหรับการติดตามข่าวการเมืองสหรัฐต่อไปดังนี้นะครับ

1) อนาคตทรัมป์ไม่ค่อยสู้ดีนัก

อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์หลังจากพ่ายแพ้ในศึกชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีในปี 2020 ยังถือว่าเป็นผู้มีอิทธิพลในพรรครีพับลิกันอยู่พอสมควร และได้ประกาศลงรับเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2024 แล้ว

อย่างไรก็ตาม สื่อการเมืองที่เป็นกลางอย่างโพลิติโกชี้ว่าบรรดาผู้สมัครต่าง ๆ ที่ทรัมป์เปิดตัวสนับสนุนนั้น หากนับเฉพาะในพื้นที่ที่มีการแข่งขันกันสูสี (Toss up หรือ Lean Republican) พบว่ามีผู้ที่เขาสนับสนุนชนะ 9 คนจาก 18 คน หรือแปลว่าชนะเพียงครึ่งเดียว

…ซึ่งอาจตีความได้ว่าความนิยมของเขาอาจไม่ได้ช่วยโน้มน้าวใจคนได้มากอย่างที่เขาคิด

ที่ผ่านมาความสำเร็จของทรัมป์เกิดจากความเคลื่อนไหวในระดับรากหญ้า แต่ผลการเลือกตั้งที่ไม่เกิด “คลื่นสีแดง” อย่างที่ทรัมป์ลั่นไว้ บวกกับการกระพือทฤษฎีสมคบคิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง การสอบสวนธุรกิจและพฤติกรรมของเขา และการโจมตีคู่แข่งสำคัญอย่างดีแซนติส ผู้ว่าการรัฐฟลอริดา ทำให้คนเริ่มเบือนหน้าหนี

“คนที่เคยโหวตให้ทรัมป์ เป็นคนที่ไม่สังกัดพรรคเสียเยอะ เป็นคนออกเสียงครั้งแรก หรือพวกคนหาเช้ากินค่ำก็เยอะ ซึ่งตอนนั้นพวกเขายอมมองข้ามข้อเสียของทรัมป์ แต่นับตั้งแต่การโหวตครั้งดังกล่าวหลายคนที่ผมไปคุยด้วยที่เป็นคนที่โหวตรีพับลิกันครั้งแรกกลับไม่ค่อยกระตือรือร้นที่จะเลือกทรัมป์อีกรอบแล้วเพราะเขาไม่ยอมวางมือแบบสง่างาม เขาเสียทุนการเมืองไปเยอะมากระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2020 [การเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบก่อน] กับวันที่ 6 มกราคม [วันที่เกิดการจลาจลที่อาคารรัฐสภา] ซึ่งเป็นการทำตัวเองโดยไม่จำเป็นทั้งนั้น” หัวหน้าสาขาพรรครีพับลิกันแห่งหนึ่งในรัฐไอโอวากล่าว

ผลโพลของยูกอฟในช่วงเลือกตั้งกลางสมัยพบว่าดีแซนติสมีคะแนนนำทรัมป์ในหมู่คนเลือกพรรครีพับลิกันและไม่สังกัดพรรครอบแรกอยู่ประมาณร้อยละ 10

…ในพรรครีพับลิกันกำลังเกิดการแข่งขันระหว่างทรัมป์กับดีแซนทิสอย่างดุเดือด…

2) “กำแพงสีน้ำเงิน” กลับมา?

“กำแพงสีน้ำเงิน” (Blue Wall) เป็นศัพท์ในทางการเมืองสหรัฐ หมายถึง รัฐที่เป็นฐานเสียงพรรคเดโมแครตอย่างเหนียวแน่น 18 รัฐ ซึ่งโหวตประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครตทุกครั้งมาตั้งแต่ปี 1992

…ยกเว้นปีเดียวคือปี 2016 ซึ่งมีรัฐกำแพงสีน้ำเงินโหวตให้โดนัลด์ ทรัมป์ 3 รัฐ และมีส่วนทำให้เขาชนะการเลือกตั้งในปีนั้น

แต่ถ้าจะบอกว่าทรัมป์เคยเป็นคนทำลายกำแพงสีน้ำเงินแล้วไซร้ ในการเลือกตั้งรอบนี้ก็ถือได้ว่ากำแพงสีน้ำเงินได้กลับมาอีกครั้งแล้ว

ไม่ว่าจะเป็นชัยชนะในรัฐมิชิแกน วิสคอนซินและเพนซิลเวเนียก็ดี ชัยชนะในการเลือกตั้ง ส.ว. และผู้ว่าการรัฐก็ดี นอกจากนี้ยังมีปรากฎการณ์น่าจับตาอย่างรัฐมิชิแกนที่พรรคเดโมแครตสามารถกุมทั้ง 2 สภาและผู้ว่าการรัฐ (trifecta) ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 40 ปี

…พรรคเดโมแครตจึงมองการเลือกตั้งในปี 2024 อย่างมั่นใจมากขึ้น…

3) การแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่มีผล

ทุก ๆ 10 ปี ตามกฎหมายเลือกตั้งสหรัฐจะมีการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ตามประชากรที่มีการสำรวจ ซึ่งมีการกำหนดให้คนที่แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่เป็นนักการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งหรือกลุ่มอิสระ โดยถ้าเป็นนักการเมืองก็มักจะแบ่งเขตเลือกตั้งให้ตัวเองได้เปรียบที่มีคำเรียกว่า gerrymandering

สื่อโพลิติโกได้รายงานผลการเลือกตั้งแบ่งตามผู้แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ดังนี้

สำหรับเขตเลือกตั้งที่พรรครีพับลิกันแบ่งเขตใหม่ พรรครีพับลิกันชนะใน 131 จาก 173 เขต (ร้อยละ 75.7)

  • ในเขตที่พรรคเดโมแครตแบ่งเขตใหม่ พรรคเดโมแครตชนะใน 37 จาก 43 เขต (ร้อยละ 86.0)
  • ในเขตที่องค์กรอิสระแบ่งเขตใหม่ พรรคเดโมแครตชนะใน 72 จาก 108 เขต (ร้อยละ 66.7)
  • และในเขตที่ศาลแบ่งเขตใหม่ พรรคเดโมแครตชนะใน 57 จาก 99 เขต (ร้อยละ 57.6)

…ซึ่งผลกระทบจากการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่แบบนี้ จะมีผลต่อไปจนกว่าจะแบ่งเขตใหม่หลังสำมะโนปี 2030…

4) ไม่เกิดคลื่นสีแดง

เหตุผลที่คลื่นสีแดงไม่เกิดขึ้นและคนโหวตให้รีพับลิกันน้อยกว่าที่คาดแม้ว่าสหรัฐกำลังเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจนั้น สาเหตุย่อมหนีไม่พ้นคนออกเสียงที่เป็นหญิงและคนรุ่นใหม่ที่ไม่พอใจกับกรณีที่ศาลสูงสุดกลับคำตัดสินในคดี Roe v Wade

สำหรับประเด็นนี้ พรรคเดโมแครตพยายามหาเสียงด้วยการเสนอทางแก้ไขเดี่ยวกับการดูแลกรณีแท้งบุตร และข้อยกเว้นโทษในกรณีถูกข่มขืนกระทำชำเรา การมีเพศสัมพันธ์กับญาติสนิท (incest) และกรณีที่เป็นอันตรายต่อชีวิตมารดา ในขณะที่พรรครีพับลิกันมักจะเลี่ยงไม่พูดถึงประเด็นนี้โดยสิ้นเชิง ผลน่าจะทำให้คนออกเสียงที่อินกับประเด็นนี้มีตัวเลือกแค่ตัวเดียว

โดยเอ็กซิตโพลของเอพีเปิดเผยว่าคนออกเสียงราวร้อยละ 60 ระบุว่าไม่พอใจกับคำตัดสินดังกล่าว นอกจากนี้ประเด็นสิทธิทำแท้งยังเป็นปัจจัยชี้ขาดผลเลือกตั้งใน battleground state ที่สำคัญอย่างมิชิแกนและเพนเซเวเนีย (พรรคเดโมแครตชนะทั้งคู่) จึงสรุปได้ว่าประเด็นเรื่องสิทธิทำแท้งที่ผลช่วยให้คนแห่กันโหวตเดโมแครตกันมากกว่าที่คาดไว้

และยังรวมถึงคนหนุ่มสาวซึ่งส่วนใหญ่เอียงไปทางเดโมแครตที่ออกมาใช้สิทธิกันเป็นจำนวนมาก จึงช่วยให้พรรคเดโมแครตชนะในหลายการเลือกตั้งที่สำคัญ ๆ โดยเฉพาะใน battleground state ด้วย

สรุปสุดท้ายคือพรรคเดโมแครตได้ครองสภาสูงสหรัฐ พรรครีพับลิกันได้ครองสภาล่าง

ส่วนในระดับผู้ว่าการรัฐและการเลือกตั้งท้องถิ่นพบว่าพรรคเดโมแครตสามารถทำผลงานตีตื้นพรรครีพับลิกันขึ้นมาได้

…ทั้งหมดนี้คือสีสันการเลือกตั้งสหรัฐปี 2022 นั่นเองครับ…

บทความที่เกี่ยวข้อง

FILE Nº 0544
DECLASSIFIED
นาปาล์ม
#ประวัติศาสตร์24 พ.ย. 2568

นาปาล์ม ระเบิดทรงอานุภาพร้ายแรงที่กลายเป็น “ตัวร้ายในสงคราม”

ครั้งหนึ่ง นาปาล์มเคยถูกยกย่องว่าเป็น “อาวุธแห่งชัยชนะ” มันถูกใช้มาตั้งแต่ปลายสงครามโลกครั้งที่สอง ผ่านสงครามเกาหลี

ชอบเรื่องราวแบบนี้? ไปเที่ยวกับเราสิ

สนใจทัวร์นี้? ทักไลน์ได้เลย ทีมงานตอบไว

สอบถามผ่าน LINE