TAT 11/10382

FILE Nº 0222 · ข่าวต่างประเทศ · ไม่ลับแล้ว

ครบรอบ 20 ปี: จาก 9/11 ถึงการกลับมาของตาลีบัน

ข่าวต่างประเทศเผยแพร่ อัปเดต 15 นาทีในการอ่าน
ตาลีบัน

TL;DR — เรื่องราวครบรอบ 20 ปีเหตุการณ์ก่อการร้ายครั้งใหญ่ในอเมริกา นำไปสู่สงครามในดินแดนอันห่างไกลของโลก

สารบัญ
  1. ปฏิบัติการเสรีภาพยั่งยืน
  2. ยุทธการโทราโบรา
  3. สาธารณรัฐอิสลามอัฟกานิสถาน
  4. ยุทธการอนาคอนดา
  5. การสู้รบอย่างหนักหน่วงระหว่างปี 2003 ถึง 2008
  6. การขยายขอบเขตปฏิบัติการทางทหาร
  7. ปฏิบัติการสังหารบินลาเดน กับความหวังในอนาคตของอัฟกานิสถาน
  8. สถานการณ์ที่คุกกรุ่นขึ้น
  9. การกลับมาของตาลีบัน
  10. นโยบายใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไป
  11. จุดจบ… สู่การเริ่มต้นครั้งใหม่
  12. บทสรุป

ในวันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ. 2001 กองทัพสหรัฐฯ เริ่มต้นยุทธการล้างแค้นกลุ่มอัลเคดาซึ่งมีสัมพันธุ์กับตาลีบัน ได้ส่งเครื่องบินมาโจมตีสหรัฐในวันที่ 11 กันยายน ปีนั้นคร่าชีวิตชาวอเมริกันเกือบ 3,000 ราย ในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง

…อย่างไรก็ตาม สงครามที่ผู้นำสหรัฐฯ คาดหวังให้เป็นสมรภูมิระยะสั้น กลับกลายเป็นการต่อสู้ที่กินเวลายาวนานถึง 20 ปี และกลายเป็นสิ่งที่นำโลกเข้าสู่วังวนความขัดแย้งในรูปแบบการก่อการร้าย ซึ่งยังคงดำเนินมาจนปัจจุบัน…

ทาง The Wild Chronicle ขอนำท่านกลับไปดูว่าหลายปีที่ผ่านมานี้ มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง? สหรัฐพลาดตรงไหน? อัลเคดาสำเร็จและล้มเหลวอย่างไร? ตาลีบันกลับมาได้อย่างไร? เราเรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้บ้าง? มาร่วมแสวงหาคำตอบกันได้เลยครับ

จุดเริ่มต้นสงครามต่อต้านการก่อการร้าย

ภายหลังจากเหตุการณ์ 9/11 ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช พยายามกดดันรัฐบาลเอมิเรตอิสลามอัฟกานิสถาน ดำเนินการส่งตัว “อุซามะฮ์ บินลาดิน” (ต่อไปจะเรียกว่าบินลาเดน) พร้อมผู้ติดตามมารับโทษยังสหรัฐฯ ได้ถูกรัฐบาลตาลีบันปฏิเสธ เนื่องจากการส่งตัวแขกคนสำคัญภายใต้การดูแลของพวกเขาผิดต่อหลักจารีต

เมื่อไม่ได้รับความร่วมมือ รัฐบาลสหรัฐฯ จึงอนุมัติการส่งเจ้าหน้าที่ภาคสนามของซีไอเอ (CIA SAD) จำนวนหนึ่งลักลอบเข้าไปยังจังหวัดปัญจะชีร์ ซึ่งอยู่ใต้อิทธิพลของอามัด ชาด มาซูส อดีตขุนศึกผู้ล่วงลับเพื่อเตรียมความพร้อม สำหรับการบุกอัฟกานิสถาน

ปฏิบัติการเสรีภาพยั่งยืน

ในอีกหนึ่งเดือนต่อมา สมาชิกหน่วยปฏิบัติการพิเศษจากทีม 595 (ODA 595) แห่งกองทัพบกสหรัฐฯ จำนวน 12 นาย เดินทางมาถึงอัฟกานิสถานเพื่อประสานงานกับกองกำลังของนายพล อับดุล ราชิด ดอสดูม ขุนศึกคนสำคัญแห่งกองกำลังพันธมิตรฝ่ายเหนือ ก่อนที่กองทัพสหรัฐฯ และอังกฤษ จะรุกรานอัฟกานิสถานภายใต้ปฏิบัติการ “เสรีภาพยั่งยืน” (Operation Enduring Freedom) ในวันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ. 2001

ยุทธการโทราโบรา

หลังประสบความสำเร็จจากการขับไล่อิทธิพลของกลุ่มตาลีบันออกจากกรุงคาบูล นายทหารระดับสูงของสหรัฐฯ ได้มุ่งเป้าไปยังเทือกเขาโทราโบรา (Tora Bora) ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงคาบูลติดกับชายแดนปากีสถาน เนื่องจากเชื่อว่าพื้นที่ดังกล่าวคือแหล่งซ่องสุมของบินลาเดน พร้อมด้วยกองกำลังติดอาวุธราว 2,500 คน และยุทโธปกรณ์อื่นๆ อาทิยานเกราะและปืนต่อสู้อากาศยานเหลือใช้จากยุคสงครามเย็นอีกจำนวนหนึ่ง

ในวันที่ 6 ธันวาคม ค.ศ. 2001 กองกำลังเฉพาะกิจที่ประกอบด้วยหน่วยพิเศษระดับยอดฝีมือจากชาติตะวันตกราว 70 นาย กับกองกำลังท้องถิ่นหลายร้อยคน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกำลังทางอากาศได้เริ่มต้นปฏิบัติการไล่ล่าบินลาเดน แต่กลับเผชิญหน้ากับการต้านทานอย่างหนักจากฝ่ายตั้งรับตลอดเวลา 2 อาทิตย์ แม้จะสามารถสังหารฝ่ายตรงข้ามกว่า 200 ราย แต่ไม่สามารถจับกุมบินลาเดน ที่หนีผ่านชายแดนไปยังอัฟกานิสถานได้สำเร็จ

สาธารณรัฐอิสลามอัฟกานิสถาน

ภายหลังจากความล้มเหลวในการตามล่าบินลาเดน รัฐบาลสหรัฐฯ ได้เริ่มต้นการก่อตั้งประเทศอัฟกานิสถานขึ้นใหม่ภายใต้ชื่อ “สาธารณรัฐอิสลามอัฟกานิสถาน” พร้อมแต่งตั้งให้ ฮามิด คาไซ อดีตสมาชิกกลุ่มมูจาฮีดีน ซึ่งมีความสัมพันธ์กับขุนศึกกลุ่มต่างๆ เป็นประธานาธิบดี เพื่อสร้างรัฐที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยตามแนวคิดของสหรัฐฯ

ยุทธการอนาคอนดา

ในเดือนมีนาคม ปี 2002 กองทัพสหรัฐฯ เปิดเกมรุกฆาตกลุ่มขั้วอำนาจเก่าแบบถอนรากถอนโคนด้วยการเปิดยุทธการอนาคอนดา (Operation Anaconda) ด้วยกำลังรบเต็มรูปแบบ จนสามารถสังหารนักรบตาลีบันและอัลเคดาอย่างน้อย 500 คน ถือเป็นความสำเร็จทางยุทธวิธีอย่างงดงาม แต่ภูมิประเทศของอัฟกานิสถานช่วยให้อีกฝ่ายสามารถหนีข้ามชายแดนไปยังปากีสถานได้สำเร็จ

การสู้รบอย่างหนักหน่วงระหว่างปี 2003 ถึง 2008

สหรัฐฯ พยายามทุ่มกำลังจำนวนมหาศาล เข้ากวาดล้างกลุ่มตาลีบันในระหว่างปี 2003 ถึง 2005 ด้วยการใช้กำลังรบตามแบบ ก่อนจะเริ่มส่งมอบความรับผิดชอบในบางพื้นที่อาทิ ทางใต้ของประเทศให้กับกองกำลังพันธมิตรที่นำโดยอังกฤษและประเทศสมาชิกอื่นๆอาทิ แคนาดา, ออสเตรเลีย, ฝรั่งเศส, เอสโตเนีย, และกลุ่มสแกนดิเนเวียรวมกันกว่า 7,000 นาย ในปี 2006

จากนั้นในปี 2007 รัฐบาลสหรัฐฯ ดำเนินการเพิ่มจำนวนทหารเข้าไปอีก 3,500 นาย โดยรายงานระบุว่าสหรัฐฯ มีกำลังพลเกือบ 20,000 นายในปี 2008

การขยายขอบเขตปฏิบัติการทางทหาร

ในปี 2009 กองทัพสหรัฐฯ เริ่มขยายขอบเขตปฏิบัติการทางทหารด้วยอากาศยานโจมตีไร้คนบังคับ (UCAV) เข้าโจมตีเป้าหมายลึกเข้าในปากีสถาน (หลังกระทำอย่างลับๆล่อๆตั้งแต่ปี 2004)

..อย่างไรก็ตาม… ความผิดพลาดก็เกิดขึ้นในวันที่ 4 กันยายน ค.ศ. 2009 เมื่อเครื่องบินขับไล่ F-15E จำนวน 2 ลำ ซึ่งถูกเรียกจากกองกำลังภาคพื้นดินของเยอรมัน ทำการถล่มรถบรรทุกเชื้อเพลิงที่ถูกกลุ่มตาลีบันยึดเอาไว้ ทว่าการโจมตีดังกล่าวกลับคร่าชีวิตพลเรือนผู้บริสุทธิ์อย่างน้อย 90 ราย และกลายจุดเริ่มของกระแสการตั้งคำถามต่อต้านปฏิบัติการทางทหารในอัฟกานิสถาน

ปฏิบัติการสังหารบินลาเดน กับความหวังในอนาคตของอัฟกานิสถาน

…และแล้วโอกาสที่เฝ้ารอก็มาถึง… เมื่อทางซีไอเอสสามารถติดตามข้อมูลจากคนสนิทของบิน ลาเดน จนสามารถสืบสาวไปยังบ้านหลังหนึ่งในปากีสถาน ที่ถูกสร้างอย่างแน่นหนาและมีรั้วรอบขอบชิด อีกทั้งไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ แม้กระทั่งการเผาขยะยังกระทำในรั้วบ้าน ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ความมั่นคงเชื่อว่ามันคือที่กบดานของเป้าหมายที่พวกเขาต้องการตัว

ทางการสหรัฐไม่รอช้า… สั่งเตรียมพร้อมปฏิบัติการทางทหารที่สำคัญ ซึ่งประกอบด้วยทีมสังหารระดับมือพระกาฬจากหน่วยเดฟกรู (Devgru) และนักบินชั้นครูจากกองบินปฏิบัติการพิเศษที่ 160 (160th SOAR) ที่มีสมยานามว่า “ผู้ย่างกรายยามราตรี” หรือ Night Stalkers พร้อมด้วยเฮลิคอปเตอร์รุ่นล่าสุดซึ่งถูกออกแบบให้สามารถลดการตรวจจับได้ เพื่อภารกิจสำคัญนี้

ก่อนตัดสินใจลงมือหลังเที่ยงคืนของวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 2011 จนสามารถสังหารบินลาเดน พร้อมผู้อยู่อาศัยในบ้านหลังนั้นทัั้งหมด ก่อนจะเก็บหลักฐานทั้งหมดขึ้นเฮลิคอปเตอณ์ พร้อมกับนำศพไปทิ้งในทะเล เพื่อไม่ให้กลายเป็นสัญลักษณ์หรือแรงบันดาลใจกลุ่มก่อการร้ายอื่นๆ ในอนาคต

สถานการณ์ที่คุกกรุ่นขึ้น

ปี 2010 ถือเป็นช่วงเวลาซึ่งเกิดการโจมตีมากที่สุดในช่วงเวลาของการต่อสู้อันยาวนาน โดยรายงานระบุว่าเกิดการโจมตีขึ้นถึง 1,500 ครั้ง ส่งผลให้กองกำลังนานาชาติ ดำเนินการไล่ล่าสมาชิกกลุ่มตาลีบันด้วยมาตราการเด็ดขาดด้วยการจู่โจมที่กับดานนับครั้งไม่ถ้วน จนสามารถจัดการกับเป้าหมายกว่า 900 ราย

การกลับมาของตาลีบัน

ในปี 2015 กลุ่มตาลีบันก็สามารถรวบกำลัง พร้อมจับอาวุธขึ้นต่อสู้กับกองกำลังรัฐบาลอัฟกันและสหรัฐฯอีกครั้ง ด้วยการเปลี่ยนยุทธวิธีเป็นการโจมตีเป้าหมายเปราะบางอาทิ การจู่โจมโรงแรมฮีเทลในกรุงคาบูล โดยเน้นเป้าหมายชาวต่างชาติ รวมถึงการโจมตีรัฐสภาควบคู่ไปกับการเปิดแนวรบตามแบบ ด้วยการเปิดแนวรบในเขตเฮลมานระหว่างปี 2015 ถึง 2018

นอกจากนี้กองทัพสหรัฐฯ ยังต้องรับมือกับการเติบโตขึ้นของกลุ่มไอซิสสาขาอัฟกานิสถานที่แข็งแกร่งขึ้น ไปพร้อมๆดำเนินการเจรจาเพื่อหาข้อยุติการสู้รบ แต่กลับไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร

นโยบายใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไป

ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อประธานาธิบดี Donald Trump ผู้ชูนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน (American First)” พยายามถอนกำลังจากทั่วทุกมุมโลกกลับมายังแผ่นดินแม่ของสหรัฐฯ ส่งผลให้การเจรจาสงบศึกกับกลุ่มตาลีบัน เริ่มต้นขึ้นในปี 2017 ก่อนจะเริ่มบรรลุข้อตกลงบางส่วนได้ในปี 2019 เมื่อตัวแทนทั้งสองฝ่ายกำหนดข้อตกลงในการถอนทหาร โดยฝ่ายตาลีบันให้สัญญาว่า “จะดูแลไม่ให้อัฟกานิสถานกลายเป็นแหล่งส่องสุมของกลุ่มก่อการร้าย” ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะลงนามในสัญญาดังกล่าวที่กรุงโดฮา ประเทศการ์ตา ในอีกหนึ่งปีต่อมา

จุดจบ… สู่การเริ่มต้นครั้งใหม่

…ในปี 2021 กองทัพสหรัฐฯ เริ่มการถอนทหารอย่างรวดเร็ว โดยไม่สนคำทัดทานของรัฐบาลอัฟกันที่เริ่มสูญเสียพื้นที่ต่างๆ อย่างรวดเร็วจนท้ายที่สุดกรุงคาบูลก็ตกอยู่ใต้การควบคุมของกลุ่มตาลีบันในวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 2021 หลังประธานาธิบดีอัชราฟ กานี หนีออกจากประเทศ ถือเป็นบทส่งท้ายของสงครามที่กินเวลาเกือบ 20 ในอัฟกานิสถาน…..และการกลับมาของกลุ่มตาลีบันในฐานะ “ผู้ชนะสงคราม”

บทสรุป

สงครามต่อต้านการก่อการร้ายในอัฟกานิสถานของสหรัฐฯ มีทั้งส่วนที่ประสบความสำเร็จคือการสามารถจัดการกับผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ 9/11 ได้แต่กลับมีความล้มเหลวในการสร้างอัฟกานิสถานเป็นรัฐสมัยใหม่ที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยตามอุดมการณ์ของสหรัฐฯ เนื่องจากขาดความเข้าพื้นฐานที่ว่า

“…อัฟกานิสถานนั้นคือแผ่นดินที่รวมชนหลายเผ่า ซึ่งปกครองตามระบบโบราณ ส่งผลให้ยากที่จะใช้ระบบสมัยใหม่เข้ามาควบคุมการจัดการผลประโยชน์ได้…”

ขณะเดียวกันกองกำลังอัฟกันแทบไม่มีประสบการณ์การรบในช่วง 10 ปีแรกของสงคราม และถูกฝึกอย่างผิดวิธี ทำให้กองกำลังดังกล่าวไม่สามารถดึงศักยภาพของตนเองออกได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

…นี่ยังต้องนับการคอร์รัปชันในทุกระดับทำให้กองทัพที่ขาดประสบการณ์อยู่แล้ว ไร้ประสิทธิภาพเข้าไปอีก

สุดท้ายอัฟกานิสถานคือบทเรียนราคาแพงของชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ซึ่งเชื่อว่าแสนยานุภาพทางทหารที่แข็งแกร่งของตน จะสามารถพิชิตกลุ่มก่อการร้ายได้อย่างเด็ดขาด แต่กลับต้องเผชิญหน้ากับการสู้รบที่ไม่จบสิ้นตลอดระยะเวลา 20 ปี จนตัดสินใจถอนตัวเช่นเดียวกับชาติมหาอำนาจอื่นๆ ที่ไม่สามารถหาประโยชน์ต่อไปจากการสู้รบในสุสานจักรวรรดิ…

ท้ายที่สุด ผมต้องขอขอบคุณ คุณโย จากเพจ TAF ที่มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและข้อมูลดีๆ มากมาย เกี่ยวกับ “20 ปี จาก เหตุการณ์ 9/11 จนถึงการกลับมาของตาลีบัน” ในวันที่ 9 กันยายน ที่ผ่านมาครับ

บทความที่เกี่ยวข้อง

FILE Nº 0221
DECLASSIFIED
อเมริกา
#ประวัติศาสตร์7 พ.ย. 2566

สัญญาณเตือนภัยสู่ 9/11

เมื่อทหารไทยในกองทัพอวกาศของสหรัฐมาแชร์ประสบการณ์ให้เราฟัง

ชอบเรื่องราวแบบนี้? ไปเที่ยวกับเราสิ

สนใจทัวร์นี้? ทักไลน์ได้เลย ทีมงานตอบไว

สอบถามผ่าน LINE