TAT 11/10382

FILE Nº 0226 · ประวัติศาสตร์ · ไม่ลับแล้ว

กำเนิดไต้หวัน

ประวัติศาสตร์เผยแพร่ อัปเดต 19 นาทีในการอ่าน
ไต้หวัน

TL;DR — ความเป็นมาของประเทศไต้หวันหลังจากก๊กมินตั๋งอพยพจากจีนแผ่นดินใหญ่เป็นอย่างไรบ้าง?

สารบัญ
  1. การถูกเปลี่ยนมือครั้งแรก
  2. ความพยายามที่สูญสลาย
  3. ใต้เงาอาทิตย์อุทัย
  4. การปรับเปลี่ยนกลยุทธครั้งสำคัญ
  5. แผนหล่อหลอมวัฒนธรรม
  6. ฟอร์โมซาท่ามกลางไฟสงครามที่โหมกระหน่ำ
  7. กลับสู่แผ่นดินอ้อมอกแผ่นดินใหญ่
  8. กำเนิดไต้หวัน
  9. ศึกตัดสินชะตาชาติ
  10. การรบบนเกาะจินเหมิน
  11. เส้นทางใหม่… ที่ยังไม่แน่นอน
  12. สรุป

“ไต้หวัน” คือรัฐในทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นบ้านของประชากรราว 23 ล้านคน และเป็นมรดกตกทอดจากยุคจีนคณะชาติ ซึ่งยังไม่ถูกฝ่ายคอมมิวนิสต์พิชิตหลังสงครามกลางเมืองจีน

…สถานะดังกล่าวส่งผลให้ไต้หวันกลายเป็นเป้าหมายสุดท้ายในการรวมชาติตาม “หลักการจีนเดียว” ซึ่งความตั้งใจดังกล่าว ถูกแสดงออกอย่างชัดเจนระหว่างสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ในวันครบ 100 ปีพรรคคอมมิวนิสต์จีน

สีกล่าวถึงความมุ่งมั่นในการรวมชาติให้สำเร็จ พร้อมประกาศก้องว่า “ความพยายามใดๆในการประกาศแยกตัวจากแผ่นดินใหญ่จะต้องจบลงด้วยความพินาศย่อยยับ!”

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชาวไต้หวันต้องเผชิญกับการถูกคุกคามจากนอกประเทศ เพราะรัฐแห่งนี้เคยตกอยู่ใต้อิทธิพลของต่างชาติ ซึ่งผลัดเปลี่ยนเข้ามาปกครองนานกว่า 300 ปี

…การถูกกดขี่, ความพยายามกลืนกินวัฒนธรรม, แม้แต่การถูกไล่ล่าฆ่าสังหารอย่างโหดเหี้ยมจากกลุ่มผู้ถือครองอำนาจช่วยย้ำเตือนให้ชาวไต้หวันรู้ซึ้งถึงคุณค่าของเสรีภาพและราคาที่ต้องจ่ายหากสูญเสียมันไป…

…แม้จะมีบททดสอบมากมาย แต่พวกเขาก็สามารถยืนหยัดบนกระแสการเมืองโลกมาได้ตลอด

บทความนี้จะเล่าถึงประวัติศาสตร์ไต้หวัน ตั้งแต่เริ่มแรก จนถึงจีนยุคคณะชาติเข้าปกครองนะครับ

ปฐมบทเกาะฟอร์โมซา

เดิมทีเกาะแห่งนี้มีชนเผ่าพื้นเมืองราว 20 เผ่าซึ่งเชื่อว่าสืบเชื้อสายมาจากชาวออสโตรนีเซียน ต่อมามันถูกค้นพบเมื่อราว 400 ปีก่อน เมื่อนักเดินเรือชาวโปรตุเกสแล่นเรือผ่านเกาะแห่งนี้ พร้อมตั้งชื่อว่า “Ilha Formosa” ซึ่งแปลว่า “เกาะอันสวยงาม”

ก่อนที่ชาวฮอลันดาจะกลายเป็นเจ้าอาณานิคมชาติแรกซึ่งเข้ามาครอบครองชัยภูมิทางการค้า ระหว่างจีนและญี่ปุ่นด้วยการสร้างเมืองท่าในนาม “ดัตช์ฟอร์โมซา” พร้อมกับนำศาสนาคริสต์เข้ามาเผยแพร่ เพื่อจัดระเบียบชาวเกาะเผ่าต่างๆ ไม่ให้พวกเขาสร้างปัญหาต่อด้วยการปักปันเขตแดนที่อยู่อาศัยจำนวน 7 ชุมชน และมีการให้คนท้องถิ่นเป็นหัวหน้าเผ่าคอยดูแลความเรียบร้อย

นอกจากนี้ยังอนุญาตให้ชาวจีนฮั่นเข้ามาแสวงหาโอกาสในดินแดนแห่งนี้ จนเกิดการหลั่งไหลของผู้อพยพถิ่นฐานกว่า 100,000 คน และเกิดชุมชนเกษตรกรรมมากถึง 300 แห่ง แม้จะต้องแลกกับการถูกทางการดัตช์จัดเก็บภาษีอย่างหฤโหดก็ตาม

การถูกเปลี่ยนมือครั้งแรก

อย่างไรก็ดีชาวตะวันตกมีอำนาจการปกครองเพียง 38 ปี ก่อนที่กองทัพขนาดเล็กราว 2,000 นายและเรืออีก 3 ลำบนดัตช์ฟอร์โมซาจะต้องเผชิญหน้ากับศัตรูอย่างกองเรือของแม่ทัพเจิ้งเฉิงกงแห่งราชวงศ์หมิง ซึ่งยกทัพมาแบบมืดฟ้ามัวดินด้วยเรือสำเภากว่า 1,000 ลำและไพร่พลอีก 25,000 นาย มาปิดล้อมเกาะเป็นเวลานานเกือบ 6 เดือน…

เมื่อเวลาผ่านไปพวกฮอลันดาก็หมดความอดทน พวกเขาตัดสินใจยอมแพ้กลับบ้าน ส่งผลให้ฟอร์โมซากลายเป็นฐานที่มั่นสำคัญของกองทัพหมิง

จนกระทั่งปี ค.ศ. 1683 กองทัพต้าชิงก็สามารถสยบพวกหมิง และยึดครองเกาะแห่งนี้สำเร็จ

…แต่แล้วในปี ค.ศ. 1895 อำนาจการปกครองก็ถูกเปลี่ยนมืออีกครั้ง…

ความพยายามที่สูญสลาย

รัฐบาลต้าชิงยินยอมจะยกเกาะแห่งนี้ให้กับญี่ปุ่นตามข้อตกลงในสนธิสัญญาชิโมโนเซกิ หลังความพ่ายแพ้จากสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1895

เมื่อทราบว่าแผ่นดินใหญ่กำลังจะตัดหางปล่อยวัด เหล่าเศรษฐีและผู้ปกครองชาวจีนต่างหนีกระเจิดกระเจิง ทำให้ชาวไต้หวันที่เหลืออยู่ซึ่งส่วนมากเป็นชนพื้นเมืองตัดสินใจก่อตั้ง “สาธารณรัฐฟอร์โมซา” โดยมีกองทัพชิงที่เคยประจำการบนเกาะและทหารอาสาพลเรือนหลายหมื่นนายเป็นผู้ปกป้องเกาะ

ทว่าสาธารณรัฐแห่งนี้กลับมีอายุเพียง 5 เดือนเศษ หลังถูกกองทัพอันเกรียงไกรของญี่ปุ่นบดขยี้ลง ซ้ำร้ายเหล่าผู้บริหารและนายทหารระดับสูงยังสบโอกาสเผ่นไปจีนเสียดื้อๆ

เมื่อไร้ผู้นำและประสบความพ่ายแพ้ยับเยิน ชาวไต้หวันที่เหลือจึงจำใจสวามิภักดิ์ต่อจักรวรรดิญี่ปุ่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้…

ใต้เงาอาทิตย์อุทัย

หลังเข้ายึดครองดินแดนสำเร็จ ทางการญี่ปุ่นจึงเริ่มการก่อตั้งรัฐบาลสำหรับบริหารอาณานิคมแห่งนี้ ซึ่งหมายมั่นปั้นมือให้เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ เพื่อส่งเสบียงกลับไปยังแผ่นดินญี่ปุ่น และใช้เป็นปราการทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการป้องกันศัตรู

ญี่ปุ่นใช่การปกครองแบบเบ็ดเสร็จตามหลักการปกครองของเจ้าอาณานิคมในสมัยนั้น ควบคุมอำนาจทางเศรษฐกิจและตำแหน่งทางการเมืองให้เป็นของชาวญี่ปุ่น รวมถึงการกีดกันวัฒนธรรมพื้นถิ่นผ่านบทเรียนต่างๆ แต่กลับถูกต่อต้านจากชาวไต้หวันอย่างหนัก

ขณะเดียวกันฝ่ายญี่ปุ่นต้องเผชิญ
จากการโจมตีจากกลุ่มกบฏหลายต่อหลายครั้ง ส่งผลให้มีการปราบปรามอย่างโหดเหี้ยม จนมีชาวไต้หวันเสียชีวิตมากถึง 14,000 ราย

การปรับเปลี่ยนกลยุทธครั้งสำคัญ

แม้จะประสบความสำเร็จในการปราบปรามเหล่าผู้ก่อความสงบหลายต่อหลายครั้ง ทว่าฝ่ายญี่ปุ่นเริ่มตระหนักว่าการดำเนินนโยบายกดขี่ชาวไต้หวันมีแต่จะทำให้การต่อต้านขยายตัวออกไป ส่งผลให้ทางรัฐบาลเริ่มถอดบทเรียนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมเปลี่ยนรูปแบบการปกครองให้สามารถซื้อใจประชาชนได้มากขึ้น

กล่าวคือ… ญี่ปุ่นหันมาพัฒนาโครงสร้างปัจจัยพื้นฐานอาทิ โรงไฟฟ้า, ถนนหนทาง, ระบบรถไฟ, และระบบชลประทาน รวมถึงมอบความรู้ด้านการทำเกษตรครบวงจรให้กับชาวไต้หวัน นอกจากนี้ยังมีการสร้างท่าเรือสำคัญจำนวนสองแห่งคือ ท่าเรือเกาสงและท่าเรือจีหลง เพื่อการขนส่งสินค้าซึ่งช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศรุดหน้าอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ยังมีความพยายามยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยการพัฒนาระบบสาธารณสุขและก่อตั้งมหาวิทยาลัยแพทย์ไถเป่ยตี้กั๋ว เพื่อผลิตบุคลากรออกมารับใช้สังคม ไปพร้อมๆกับการออกกฏหมายการศึกษาภาคบังคับโดยสอดแทรกวัฒนธรรมความเป็นญี่ปุ่นเข้าไปในหลักสูตร

ความพยายามดังกล่าวได้รับการตอบสนองที่น่าพอใจ ชาวไต้หวันเริ่มหันมาใช้ภาษาญี่ปุ่นมากยิ่งขึ้น แม้จะมีขุ่นข้องหมองใจกับการกระทำในอดีต ทว่าการตอบโต้ด้วยกำลังก็ลดความรุนแรงลง จนกล่าวได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นเข้าใกล้กับการ “กลืนวัฒนธรรม” มากที่สุด

แผนหล่อหลอมวัฒนธรรม

…แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อญี่ปุ่นตัดสินใจรุกรานจีนในปี ค.ศ. 1937 ส่งผลให้ทางการกลับมาผลักดัน “มาตราการหล่อหลอมวัฒนธรรม” แบบเข้มข้นอีกครั้ง โดยอนุญาตให้ชาวไต้หวันสามารถใช้ชื่อสกุลเป็นภาษาญี่ปุ่น พร้อมจูงใจให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพในฐานะล่าม ระหว่างการรบในจีน

เมื่อการต่อสู้ดำเนินไปจนถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝ่ายญี่ปุ่นเริ่มอนุญาตให้ชาวไต้หวันเข้ามารับราชการในเหล่าทัพต่างๆ อย่างกว้างขวาง โดยบันทึกของกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการญี่ปุ่นระบุว่ามีทหารชาวไต้หวันประจำการในกองทัพจำนวน 207,183 นาย โดยเสียชีวิตระหว่างสงครามราว 30,304 นาย

หลักฐานดังกล่าว แสดงให้เห็นความใกล้ชิดระหว่างเจ้าอาณานิคมและผู้อยู่ใต้การปกครองได้ดี แม้ฝ่ายญี่ปุ่นจะให้สถานะชาวไต้หวันเป็น “ประชากรชั้นสอง” แต่ก็มอบประโยชน์มากพอจะระดมกำลังจำนวนมาก สำหรับการทำสงครามจากเกาะแห่งนี้

ฟอร์โมซาท่ามกลางไฟสงครามที่โหมกระหน่ำ

นอกจากทหารอาสาจำนวนมากที่ถูกส่งตัวไปยังสนามรบแล้ว ฝ่ายญี่ปุ่นก็เริ่มกลับมากวดขันการแบ่งสรรปันส่วนอาหารบนเกาะ เพื่อนำไปจุนเจือให้ประชาชนบนแผ่นดินใหญ่ ทำให้ชาวไต้หวันต้องอยู่อย่างอดๆอยากๆ นอกจากนี้ฝ่ายสัมพันธมิตรยังระดมทิ้งระเบิดตามจุดยุทธศาสตร์ต่างๆ ในปี 1944

…โดยรายงานจากฝ่ายสัมพันธมิตรประเมินว่าผลผลิตทางการเกษตรบนเกาะลดลงกว่า 49 เปอร์เซ็นหลังการโจมตีทางอากาศ…

กลับสู่แผ่นดินอ้อมอกแผ่นดินใหญ่

หลังสงครามโลกครั้งที่สองยุติลงในปี ค.ศ. 1945 เกาะฟอร์โมซ่าก็เข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านอีกครั้ง เมื่อรัฐบาลจีนคณะชาติกลายมาเป็นผู้ดูแลเกาะแห่งนี้ในฐานะดินแดนของสาธารณรัฐจีน หลังตกเป็นของญี่ปุ่นมานานเกือบ 50 ปี

อย่างไรก็ตาม… ความสงบที่เกิดขึ้นนั้นมีอายุเพียง 3 ปี ก่อนที่พายุแห่งจะกลับมาโหมกระหน่ำดินแดนนี้อีกครั้ง

กำเนิดไต้หวัน

ท่ามกลางเปลวไฟของการสู้รบในช่วงสุดท้ายของสงครามกลางเมืองจีน กองทัพปลดแอกประชาชนสามารถเข้ายึดครองเมืองนานกิงซึ่งเป็นเมืองหลวงชั่วคราวของฝ่ายคณะชาติได้สำเร็จ ส่งผลให้จอมพล เจียงไคเช็ก เริ่มแผนการล่าถอยไปยังเกาะไต้หวัน ในปีค.ศ. 1948

…โดยเหตุผลหลักที่เลือกเกาะแห่งนี้เป็นฐานที่มั่นคือความได้เปรียบด้านยุทธศาสตร์ เนื่องจากมีช่องแคบไต้หวันขวางกั้นแผ่นดินใหญ่ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญของฝ่ายศัตรู ณ เวลานั้น…

…และหาฝ่ายเหมาพยายามชิงโจมตีระหว่างการอพยพ พวกเขาก็จะต้องเผชิญกับอำนาจการยิงจากกองเรือสหรัฐฯ…

เมื่อเวลาเริ่มปฏิบัติการมาถึง จอมพลเจียงตัดสินใจใช้ยุทธวิธีสละเบี้ยเพื่อรักษาขุนพล ด้วยการคงกำลังส่วนหนึ่งไว้บนแผ่นดินใหญ่ เพื่อซื้อเวลาในการอพยพทหารและประชาชนราว 2 ล้านคนออกจากประเทศจนประสบความสำเร็จ

ศึกตัดสินชะตาชาติ

ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1949 กองทัพคอมมิวนิสต์ที่ประสบชัยชนะในทุกสนามรบ ก็วางแผนเล่นใหญ่เพื่อปิดเกมรัฐบาลเจียง ด้วยการบุกยึดเกาะจินเหมิน ซึ่งเปรียบเสมือนหน้าด่านสำคัญที่อยู่ห่างจากมลฑลฝูเจี้ยนเพียง 10 กิโลเมตร เพื่อทำการยึดแบบเกาะสู่เกาะด้วยการระดมกองเรือประมงเล็กเกือบ 200 ลำ พร้อมต่อแพไม้จำนวนมาก เพื่อลำเลียงทหารจากกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งกองพลที่ 29 และกรมทหารที่ 244, 246, 251, และ 253 สังกัดกองพลที่ 28 แห่งมลฑลฝูเจี้ยนรวมกันกว่า 20,000 นายเข้ายึดเกาะ

แน่นอนว่าฝ่ายคณะชาติก็ไม่ได้หวาดหวั่นต่อการรบที่กำลังจะเกิดขึ้น พวกเขาระดมทหารกว่า 2 หมื่นนายพร้อมพร้อมยุทโธปกรณ์ต่างๆ ตั้งแต่ปืนกล, ปืนใหญ่สนาม และรถถังติดคราดไถ พร้อมเครือข่ายป้องกันตั้งแต่สนามเพลาะ, รังปืนกล, สิ่งกีดขวาง ที่เปลี่ยนชายหาดเป็นพื้นที่สังหารผู้มาเยือนด้วยกิจอันไม่พึงประสงค์

การรบบนเกาะจินเหมิน

…และแล้วศึกตัดสินอนาคตของไต้หวันก็เริ่มขึ้น…

ในเวลาตีหนึ่งของวันที่ 25 ตุลาคม ค.ศ. 1949 ทหารจากกองทัพปลดแอกจำนวน 1 กองพลอาศัยแพไม้ลักลอบขึ้นฝั่งบริเวณหมู่บ้านหลงโข่ว โดยอาศัยความมืดมิดยามราตรี แต่ลมฟ้าอากาศกลับไม่เป็นใจส่งผลให้พวกเขากระจัดกระจายไปรอบบริเวณ ก่อนที่จะถูกฝ่ายตั้งรับซึ่งมีอาวุธเหนือกว่าจัดการอย่างง่ายดาย

เมื่อรู้ว่าการบุกระลอกแรกล้มเหลว กองทัพปลดแอกประชาชนได้พยายามเสริมกำลังด้วยทหารราว 3 กองพัน ซึ่งถูกลำเลียงด้วยเรือประมง แต่เมื่อเวลาฟ้าสางปืนใหญ่ของกองกำลังคณะชาติก็เริ่มระดมยิงเรือของผู้รุกรานจนไม่เหลือซาก พร้อมนำรถถังติดคราดไถดินเดินหน้ารุกไล่ทหารที่เหลืออยู่บนหาดจนล้มตายเป็นใบไม้ร่วง

แม้ฝ่ายคอมมิวนิสต์จะต่อสู้อย่างกล้าหาญ ทว่าการต่อสู้ดังกล่าวก็จบลงด้วยความพ่ายแพ้จนต้องเสียทหารหลักพันนายในเวลาเพียงแค่ 2 วัน

เส้นทางใหม่… ที่ยังไม่แน่นอน

แม้ว่าชัยชนะบนเกาะจินเหมินจะช่วยซื้อเวลาให้รัฐบาลของจอมพลเจียงไคเช็ก สามารถบูรณะโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ซึ่งเสียหายจากการโจมตีทางอากาศระหว่างสงครามโลก

…อย่างไรก็ตามชะตากรรมของชาวไต้หวันยังตกอยู่ท่ามกลางความสับสนจากภัยสงครามภายนอกและความตึงเครียดภายใต้การปกครองของรัฐบาลก๊กมินตั๋ง ผู้นำการผลักดันประเทศเข้าสู่ยุค “ความน่าสะพรึงสีขาว” ที่จะสร้างแผลลึกในสังคมไต้หวัน มาจนกระทั่งยุคปัจจุบัน…

สรุป

ในบทเริ่มต้น… ทาง The Wild Chronicle ได้พาผู้อ่านที่รักทุกท่านไปชมเรื่องราวในช่วงการกำเนิดไต้หวัน

…จากดินแดนของชนเผ่าพื้นเมืองและเหล่าเกษตรผู้แสวงโชคในดินแดนใหม่สู่การตกเป็นพลเมืองชั้นสองของจักรวรรดิญี่ปุ่นผู้นำความเจริญเข้ามาพัฒนาประเทศ พร้อมกับสร้างบาดแผลให้กับชาวไต้หวันไปในเวลาเดียวกัน…

จนมาถึงบทสรุปเมื่อจอมพลเจียงไคเช็กแห่งรัฐบาลคณะชาติ ตัดสินใจใช้ดินแดนแห่งนี้เป็นฐานที่มั่นในการทำสงครามต่อต้านพรรคคอมมิวนิสต์

จะเห็นได้ว่าตลอดระยะเวลากว่า 300 ปีที่ผ่านมาชาวไต้หวันเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงต่างๆมากมาย และความผันผวนเหล่านี้กลายเป็นความทรงจำทางประวัติศาสตร์ ซึ่งย้ำเตือนให้คนรุ่นหลังได้ตระหนักถึงราคาของ “เสรีภาพและสวัสดิภาพในสังคม” ซึ่งจะนำพวกเขาสู่บททดสอบที่จะเกิดขึ้นต่อไปในช่วงการปกครองโดยเผด็จการทหารพรรคก๊กมินตั๋ง

…ก่อนที่พลังของประชาชนจะเปลี่ยนแปลงและนำพาดินแดนแห่งไปสู่การสร้างรัฐสมัยใหม่จนกลายเป็น “…ไต้หวันที่พวกเรารู้จักในทุกวันนี้” นั่นเองครับ…

อยากไปเห็นของจริง? ทัวร์ที่เกี่ยวข้อง

บทความที่เกี่ยวข้อง

FILE Nº 0488
DECLASSIFIED
ไต้หวัน
#ประวัติศาสตร์28 ส.ค. 2569

7 ทหารกล้าแห่งกู่เป่ยโค่ว เจ็ดต่อร้อย สู้จนตัวตาย

เรื่องมีอยู่ว่า.. ผมเดินเล่นใน Google Street View บนเกาะจินเหมินจนไปเจอกับวงเวียนที่น่าสนใจเข้าครับ วงเวียนนี้ชื่อว่าปาต๋าหลัวจื่อ (八達樓子)

FILE Nº 0637
DECLASSIFIED
เติ้งลี่จวิน
#ประวัติศาสตร์14 ส.ค. 2569

เสียงเพลงปลอบประโลมหัวใจที่ถูกแบน เติ้งลี่จวิน

…เถี่ยน มี่ หมี่ หนี่ เซียว เต่อ เทียน มี่ มี่… บทเพลงรักสุดคลาสสิคที่หลายคนคงต้องเคยได้ยินผ่านหูเมื่อครั้งเยาว์วัย

FILE Nº 0037
DECLASSIFIED
ไต้หวัน
#ประวัติศาสตร์28 มี.ค. 2568

ประวัติความขัดแย้งไต้หวัน-จีน เข้าใจง่ายๆ ในโพสต์เดียว

เมื่อวันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมา จีนได้ส่งเครื่องบินรบพร้อมโดรนทางการทหาร เข้าซ้อมรบบริเวณเกาะไต้หวันเพื่อเป็นการตอบโต้ประธานาธิบดีของไต้หวัน

ชอบเรื่องราวแบบนี้? ไปเที่ยวกับเราสิ

สนใจทัวร์นี้? ทักไลน์ได้เลย ทีมงานตอบไว

สอบถามผ่าน LINE