TAT 11/10382

FILE Nº 0615 · ประวัติศาสตร์ · ไม่ลับแล้ว

Suffragette – ขบวนการสิทธิสตรีในอังกฤษ

ประวัติศาสตร์เผยแพร่ อัปเดต 16 นาทีในการอ่าน
ขอม

TL;DR — ยุโรปในช่วง ศตวรรษที่ 19 ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ คือเหล่าผู้หญิงได้ลุกขึ้นมาสู้เพื่อสิทธิการเลือกตั้งของพวกเธอ!

สารบัญ
  1. ปฐมบทแห่งการเรียกร้องสิทธิ
  2. “ทำไมอิสตรีถึงปกครองอังกฤษได้ แต่พวกเธอกลับนั่งในสภาไม่ได้”
  3. Suffragist
  4. Suffragette
  5. ผู้หญิงสมองเล็กกว่าผู้ชาย
  6. Herbert Henry Asquith

ครั้งหนึ่ง… เธอถูกตราหน้าว่า “โง่”
ครั้งหนึ่ง… เธอถูกตราหน้าว่า “มีอารมณ์อ่อนไหว”
ครั้งหนึ่ง… เธอถูกกักขังด้วยบทบาท “นางฟ้าในบ้าน”
ครั้งหนึ่ง… เธอไม่มีสิทธิเลือกตั้ง

…นั่นเพียงเพราะ เธอเป็นผู้หญิง…

ในอดีตบทบาทหน้าที่ในครอบครัวชาวยุโรป และอีกหลายชนชาติถูกแบ่งด้วยเพศอย่างชัดเจน ผู้ชายทำงานนอกบ้านหาเงินเป็นเสาหลักครอบครัว และมีสิทธิมีเสียงในการเลือกตั้ง ส่วนผู้หญิงจะอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน เลี้ยงลูก เป็นเมียและแม่ที่ดี

แต่แล้วในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญ คือเหล่าผู้หญิงได้ลุกขึ้นมาสู้เพื่อสิทธิการเลือกตั้งของพวกเธอ!

เรื่องนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร? และนำไปสู่อะไร? มาหาคำตอบในบทความนี้กันนะครับ

เกริ่นกล่าวเล่าถึงหญิง

ในอดีตนั้นเด็กผู้หญิงยุโรปในครอบครัวชนชั้นกลางถึงชั้นสูงมักถูกสอนให้รู้จักการเป็น “กุลสตรี” ทั้งสอนให้รู้จักการเย็บปักถักร้อย การเข้าสังคม การแต่งกายให้ถูกกาลเทศะ ตลอดจนการมีกิริยามารยาท และการวางตัวให้สง่างาม ทั้งหมดนี้จะต้องมีพี่เลี้ยงคอยดูแลอย่างใกล้ชิด

ผู้หญิงไม่มีสิทธิเข้าเรียนในหลักสูตรสามัญ บ้านที่มีฐานะจะจ้างครูมาสอนเอง และวิชาที่สอนนั้นก็มักเป็นวิชาสำหรับการดูแลบ้านเรือนดังกล่าว

เป้าหมายหลักของพวกเธอ คือ การทำให้ตัวเองมีคุณค่าพอที่จะแต่งงานกับชายผู้มีฐานะทางสังคม และชาติตระกูลทัดเทียมกัน จากนั้นบทบาทของเธอก็จะเปลี่ยนเป็นเมียและแม่ที่ดี เป็นคุณผู้หญิงของบ้าน คอยปกปักษ์และคอยรับใช้ให้ผู้อาศัยมีความสุขสบายสบาย

ข้างบนคือเวอร์ชันที่ดีแล้ว ส่วนผู้หญิงชนชั้นล่างนั้นจะต้องทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้างที่เป็นธรรม ถูกเอารัดเอาเปรียบ และยังคงต้องทำหน้าที่เมียและแม่ที่ดีแก่สามีและลูก ๆ ของเธอ

ในช่วงต้นของคริสต์ศตวรรษที่ 19 สตรียังไม่มีสิทธิถือครองทรัพย์สินใด ๆ แม้แต่สินทรัพย์นั้นเธอเป็นคนหามาเองก็ตาม รวมถึงไม่มีสิทธิในการฟ้องหย่ากับสามีและไม่มีสิทธิเลือกตั้ง

ปฐมบทแห่งการเรียกร้องสิทธิ

ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 เกิดขบวนการชาร์ทิสต์นำโดยชนชั้นกรรมาชีพที่ต้องการเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมกันในสังคมขึ้นในอังกฤษ การเรียกร้องของขบวนการนี้ก่อให้เกิดการแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมายหลายข้อในภายหลัง เช่น ผู้ชายทุกคนมีสิทธิเลือกตั้งเมื่ออายุ 21 ปีบริบูรณ์ หรือการเปลี่ยนรูปแบบการเลือกตั้งเป็นการออกเสียงลับอย่างที่ใช้กันในปัจจุบัน

…แต่ผู้หญิงยังไม่ได้รับสิทธินั้น…

“ทำไมอิสตรีถึงปกครองอังกฤษได้ แต่พวกเธอกลับนั่งในสภาไม่ได้”

ในยุคนั้นมีคำถามอันโด่งดังที่ตั้งโดย จอห์น สจวต มิลล์ (John Stuart Mill) นักปรัชญาแนวเสรีนิยมและประโยชน์นิยม (Utilitarianism)

เขาถามว่าในขณะที่ผู้คนเชื่อว่า “ผู้หญิง” เช่น สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียสามารถปกครองอังกฤษได้แล้วไซร้ แต่เหตุใดจึงไม่เชื่อให้มนุษย์เพศเดียวกัน มีสิทธิทำเรื่องง่ายกว่านั้น เช่น การเลือกตั้ง

สิ่งนี้เป็นหนึ่งในความเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ปลดแอกสตรีจากค่านิยมที่เหยียบย่ำพวกเธอ รวมถึงสนับสนุนให้สตรีมีสิทธิทางการเมือง และสิทธิอื่น ๆ เช่น สิทธิทางการศึกษา

ข้อเรียกของมิลล์สอดรับกับขบวนการเรียกร้องสิทธิสตรี (Feminism) ที่กำลังเรียกร้องสิทธิเลือกตั้งอยู่ ถึงแม้จะถูกคัดค้านจากผู้ชาย

เมื่อปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 จนถึงต้นศตวรรษที่ 20 ได้มีผู้หญิงออกมาเรียกร้องสิทธิเลือกตั้งแก่สตรีอย่างเท่าเทียมกับผู้ชาย โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่มคือกลุ่มซัฟฟราจิสต์ (Suffragist) และ กลุ่มซัฟฟราเจตต์ (Suffragette) ทั้งสองชื่อมาจากคำว่า Suffrage ที่แปลว่าสิทธิเลือกตั้ง

ความแตกต่างคือ ซัฟฟราจิสต์ เน้นการต่อสู้อย่างสันติ การทำกิจกรรม ส่วน ซัฟฟราเจตต์ เน้นการต่อสู้เชิงรุก การใช้ความรุนแรง

Suffragist

กลุ่มซัฟฟราจิสต์ (Suffragist) จัดตั้งโดยมิลลิเซนต์ ฟอว์เซ็ตต์ (Millicent Garrett Fawcett) สตรีผู้ได้รับการศึกษาอย่างดีจากครูที่ครอบครัวจัดหาให้ ต่อมาเธอแต่งงานกับสมาชิกสภาคนหนึ่ง ทำให้ได้รับแรงบันดาลใจในการผลักดันเรื่องสิทธิเลือกตั้ง ล็อบบี้ แก้กฎหมายให้เอื้อต่อสตรีมากขึ้นแต่ล้มเหลว

Suffragette

กลุ่มซัฟฟราเจตต์ (Suffragette) นำโดยเอ็มมิลีน แพงค์เฮิร์สต์ (Emmeline Pankhurst) เติบโตในครอบครัวที่หัวรุนแรงทางการเมือง ต่อมาเธอแต่งงานกับทนายความผู้สนับสนุนสิทธิสตรี เธอจึงได้รับอิทธิพลทางความคิดจากสามี

ส่วนชื่อกลุ่มซัฟฟราเจตต์มาจากคำดูถูกเหยียดหยามของนักหนังสือพิมพ์คนหนึ่ง ต่อมากลับนำมาใช้เรียกกันอย่างแพร่หลาย โดยสมาชิกส่วนใหญ่เป็นหญิงชนชั้นแรงงาน ก่อตั้งขึ้นในต้นศตวรรษที่ 20

ต่อมาการเคลื่อนไหวอย่างสันติวิธีของกลุ่มซัฟฟราจิสต์ล้มเหลวในการผลักดันสิทธิเลือกตั้ง กลุ่มซัฟฟราเจตต์จึงใช้วิธีการแข็งข้อ พวกสมาชิกกลุ่มได้พยายามเรียกร้องให้สังคมสนใจปัญหาของพวกเธอ โดยการออกไปทำลายกระจกร้านค้า เผาทำลายตู้ไปรษณีย์ ฯลฯ

ผู้หญิงสมองเล็กกว่าผู้ชาย

เพื่อตอบโต้ความคิดที่ว่าผู้หญิงควรได้เลือกตั้ง ผู้ชายกลุ่มหนึ่งจึงรวมตัวกันเป็น “สันนิบาตชาย” เพื่อขัดขวางสิทธิเลือกตั้งของสตรี (Men’s League for Opposing Women’s Suffrage) องค์กรนี้เกิดในปีค.ศ. 1909 เพื่อต่อต้านการเรียกร้องสิทธิของกลุ่มซัฟฟราจิสต์และกลุ่มซัฟฟราเจตต์

ทั้งหมดถูกอ้างโดยงานวิจัยยุคนั้น (ที่ค่อนข้างมโนว่า) …เนื่องจากผู้หญิงมีสมองเล็กกว่าผู้ชาย (เพราะ in general แล้วตัวเล็กกว่า) ทำให้พวกเธอโง่กว่า พวกเธอจึงไม่ควรเรียนหนังสือ เพราะจะทำให้สมองเธอใช้งานหนักเกินไป ด้วยเหตุนี้การเป็นแม่และเมียนั้นคือสิ่งประเสริฐที่สุด!

ในกระบวนการต่อสู้เรียกร้องเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธินั้นยังถูกวิพากษ์วิจารณ์จากผู้หญิงด้วยกันเอง บอกว่าเธอเหล่านั้นโง่และมีอารมณ์อ่อนไหวเกินกว่าที่จะเลือกตั้งได้ กลุ่มต่อต้านผู้หญิงที่อยากเลือกตั้งได้ทำการ “ล่าแม่มด” พวกเธอ และทำโปสเตอร์โจมตีหลายเวอร์ชัน อาทิ:

1) โปสเตอร์อธิบายกลุ่มซัฟฟราเจตต์ว่าเป็นแค่หญิงแก่แร้งทึ้ง

2)โปสเตอร์ภาพหากผู้หญิงมีสิทธิเลือกตั้ง สามีก็ขาดคนคอยจัดแจงเสื้อผ้า

3)โปสเตอร์ภาพผู้หญิงเมื่อคุยเรื่องการเมืองก็มีแต่จิกทึ้งผม ตบตีกันเท่านั้น

4)โปสเตอร์ภาพหากผู้หญิงมีสิทธิเลือกตั้ง ก็จะละทิ้งหน้าที่ที่ควรกระทำ

5)โปสเตอร์ภาพเมื่อผู้หญิงมีสิทธิเลือกตั้ง จะส่งผลกระทบร้ายแรงตามมา เช่น อัตราการตายของเด็กแรกเกิดสูงขึ้น เด็กขาดการศึกษา ควรแก้ปัญหาดังกล่าวด้วยการไม่ให้สิทธิเลือกตั้งแก่ผู้หญิง

Herbert Henry Asquith

นายกรัฐมนตรีแอสควิท (Herbert Henry Asquith) เคยให้สัญญาแก่ซัฟฟราเจตต์ว่าจะมอบสิทธิเลือกตั้งแก่สตรีหากตนชนะการเลือกตั้ง ซัฟฟราเจตต์จึงหยุดประท้วงพร้อมกับหันมาสนับสนุนแอสควิท

เมื่อได้เป็นนายกรัฐมนตรี แอสควิทก็ยื่นกฎหมายเรื่องนี้แก่สภาแต่กลับมีปัญหาติดขัดเสียก่อน สิทธิเลือกตั้งของสตรีจึงถูกปัดตกไป

ซัฟฟราเจตต์มองว่านายกรัฐมนตรีนั้นผิดสัญญาที่เคยตกลงไว้ก่อนขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จึงชุมนุมประท้วงหน้ารัฐสภาและพยายามเข้าสภาสามัญในปีค.ศ. 1910

ในการประท้วงครั้งนี้พวกซัฟฟราเจตต์ถูกปราบปรามอย่างรุนแรงจากเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งทุบตี ทำร้ายร่างกาย ล่วงละเมิดทางเพศพวกเธอ และหลายคนถูกจับเข้าคุก

เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นบทตอนอันดำมืดของการเรียกร้องสิทธิสตรีต่อมาถูกจดจำในชื่อ “Black Friday” ที่แม้แต่หญิงพิการ, คนชรา, และเด็กสาวก็ถูกเจ้าหน้าที่ทำร้ายร่างกายอย่างป่าเถื่อนไร้มนุษยธรรม เมื่อเห็นว่าสู้แรงไม่ได้ เหล่าสตรีนักประท้วงที่ถูกจับกุมหันไปอดอาหารประท้วง

…แต่ทว่ารัฐก็โต้ตอบพวกเธอด้วยการบังคับกรอกอาหาร!

พวกเขาให้อาหารพวกเธอผ่านสายยางผ่านปากหรือจมูกเข้าคอตรงสู่กระเพาะอาหาร อาหารส่วนใหญ่จะเป็นไข่ดิบ เหล้า นม ฯลฯ ส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา เช่น ฟันหัก อาเจียน หรือหากเจาะสายยางไม่ถูกหลอดอาหาร อาจเข้าปอดได้เช่นกัน

การปราบปรามเหล่านี้ทำให้การเคลื่อนไหวดำเนินไปด้วยความยากลำบาก หลายคนย่อท้อ เพราะทนถูกกดขี่ไม่ได้ แต่ก็สู้ต่อไปอย่างกล้าหาญ

ในการแข่งม้าที่จัดขึ้นในอังกฤษ วันที่ 4 มิถุนายน ค.ศ.1913 ขณะที่ม้าของพระเจ้าจอร์จที่ 5 (George V) กำลังวิ่งอยู่ในสนาม ก็มีผู้หญิงชื่อ เอมิลี เดวิสัน ซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มซัฟฟราเจตต์ ออกจากรั้วกั้นเข้าไปยืนประจันหน้ากับม้าของพระเจ้าจอร์จที่ 5

ทันใดนั้นเองเธอถูกม้าวิ่งเข้าใส่ด้วยความเร็วจนล้มลงไม่ได้สติ! อาจเป็นเพราะเธอไม่รู้ว่าม้านั้นวิ่งเร็วแค่ไหน

…หรือเธอทำไปเพื่อให้คนหันมาสนใจในสิ่งที่พวกเธอกำลังเรียกร้อง

ทว่าเหตุการณ์นี้สร้างความตื่นตระหนกตกใจกับผู้คนภายในงานเป็นอย่างมาก!

หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวก็มีจดหมายหลายร้อยฉบับส่งเข้ามาในโรงพยาบาลที่เดวิสันพักรักษาตัวอยู่ เนื้อหาส่วนใหญ่ล้วนไปในทางโจมตี, ต่อว่า, เหยียดหยามการกระทำของเธอ กล่าวหาว่าการกระทำของนางเดวิสันนั้นไร้มารยาทอย่างร้ายแรง หรือถึงขั้นไล่ให้ไปตาย…

เมื่อนางเดวิสันเสียชีวิตหลังเกิดเหตุเพียง 4 วัน กลุ่มซัฟฟราเจตต์ได้จัดพิธีไว้อาลัยและแห่ศพของเธอตามถนนสายต่าง ๆ ในลอนดอน โดยมีคนเข้าร่วมงานหลายหมื่นคน ทั้งที่จำนวนสมาชิกซัฟฟราเจตต์มีเพียงสองถึงสามพันคนเท่านั้น

มีคนเปรียบเทียบการตายของเดวิสัน ว่าเธออาจถือเป็นมรณสักขี (ผู้ตายเพื่อความเชื่อ) แห่งขบวนการเรียกร้องสิทธิเลือกตั้งสตรีก็ว่าได้ การเสียชีวิตของเธอนั้นได้จุดประกายให้คนต่างตระหนักถึงสิ่งที่ซัฟฟราเจตต์เรียกร้องมาตลอด

แต่สิทธิเลือกตั้งก็ยังไม่เกิดขึ้น…

สิทธิเลือกตั้งมาเกิดขึ้นจริง ๆ เมื่ออังกฤษเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 ตอนนั้นเหล่าผู้ชายต้องออกรบ กิจการงานต่าง ๆ จึงถูกโอนมาให้ผู้หญิงเป็นผู้จัดการ

และก็เป็นที่ชัดเจนว่าผู้หญิงสามารถตัดสินใจเรื่องต่างๆ ได้ไม่แตกต่างจากผู้ชาย เมื่อสงครามสิ้นสุดในปีค.ศ. 1918 สภาจึงออกกฎหมายอนุญาตให้ผู้หญิงที่มีอายุ 30 ปีบริบูรณ์มีสิทธิในการเลือกตั้ง (ตอนนี้ผู้ชายมีสิทธิตั้งแต่อายุ 21 ปี)

หลังจากนั้นอังกฤษก็มีนักการเมืองหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์อังกฤษชื่อ มิลลิเซนต์ ฟอว์เซ็ตต์ หรือผู้นำขบวนการซัฟฟราจิสต์ และอีกสิบปีให้หลังจึงอนุญาตให้ผู้หญิงมีสิทธิเลือกตั้งเท่าเทียมกันกับผู้ชายในที่สุด

การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิที่ควรได้รับในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ล้วนมีราคาที่ต้องจ่าย มีการสูญเสียเกิดขึ้น และอาจไม่ได้ในทันทีทันใด

อย่างไรก็ตามสิ่งที่พวกเธอเหล่านั้นต่อสู้กันมา ทำให้เราในทุกวันนี้มีสิทธิมีเสียงอย่างเท่าเทียมกัน และเป็นก้าวหนึ่งสู่การพัฒนาทางสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยนั่นเอง

บทความที่เกี่ยวข้อง

FILE Nº 0498
DECLASSIFIED
BITCOIN
#เกร็ดความรู้30 ต.ค. 2568

เมื่อชายคนหนึ่งเผลอทิ้ง “หน่วยเก็บข้อมูล” ที่มีมูลค่า 2 หมื่น 5 พันล้านบาท!!!

ขอเกริ่นเล็กน้อยว่าบิทคอยน์ (Bitcoin) 🪙 คืออะไร (รู้อยู่แล้วข้ามไปข้อที่ 4 ได้เลยครับ)

ชอบเรื่องราวแบบนี้? ไปเที่ยวกับเราสิ

สนใจทัวร์นี้? ทักไลน์ได้เลย ทีมงานตอบไว

สอบถามผ่าน LINE