TAT 11/10382

FILE Nº 0230 · ประวัติศาสตร์ · ไม่ลับแล้ว

กำเนิดไต้หวัน: White Terror

ประวัติศาสตร์เผยแพร่ อัปเดต 21 นาทีในการอ่าน
ไต้หวัน

TL;DR — เรื่องราวความรุนแรงที่เกิดขึ้นในนามของการต่อต้านคอมมิวนิสต์ "White Terror" ในไต้หวัน

สารบัญ
  1. เหตุการณ์ 288
  2. กฎอัยการศึกชั่วอายุคน
  3. ปิดปากสื่อ… ปิดตาประชาชน
  4. กระแสโลกที่เกื้อหนุนเผด็จการ
  5. ขบวนการล่าแม่มด
  6. จุดพลิกผันทางการเมือง
  7. แสงแห่งความหวัง
  8. จุดเริ่มต้นการต่อต้าน
  9. ดอกลิลลี่ป่าที่เบ่งบาน
  10. ถนนสู่ประชาธิปไตย… ชัยชนะของประชาชน
  11. บทสรุป

…เรื่องที่ท่านจะได้อ่านต่อจากนี้ดีกว่าการปฏิวัติวัฒนธรรมในจีนแผ่นดินใหญ่ไม่มาก ต่างจากเหตุสังหารหมู่เทียนอันเหมินไม่มาก …หากมันเป็นสิ่งที่เกิดบนเกาะไต้หวันซึ่งไม่ค่อยมีใครพูดถึง…

ความเดิมจากตอนที่แล้ว… กองทัพจีนคณะชาติสามารถป้องกันการรุกรานของฝ่ายคอมมิวนิสต์พร้อมกับก่อตั้งฐานที่มั่นชั่วคราวบนเกาะไต้หวันได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม ความทะเยอทะยานในการทำสงครามต่อต้านพรรคคอมมิวนิสต์และการพยายามครอบงำไต้หวันแบบไม่สนใจคนพื้นเมืองของจอมพล เจียงไคเช็ก กำลังจะนำดินแดนแห่งนี้เข้าสู่ยุคมืดของการปกครองด้วยระบอบเผด็จการทหารภายใต้กฎอัยการศึกเป็นเวลานานเกือบ 40 ปี

มันเป็นเวลาที่กองทัพสามารถชี้เป็นหรือตายประชาชน เพียงเพราะพวกเขากำลังสังสัยว่าคนเหล่านั้นเป็นสายลับของศัตรู ดั่งคำกล่าวที่ว่า “การจับกุมผู้บริสุทธ์นับร้อย ย่อมดีกว่าปล่อยให้ผู้ทรยศเพียงหนึ่งเดียวลอยนวล”

…มันเป็นเวลาที่ปัญญาชนถูกหาว่าเป็นสายลับ, สื่อถูกป้ายสีว่าเป็นผู้ปลุกปั่นความเท็จ, แม้แต่อาจารย์หรือนักเรียนก็สามารถกลายเป็นผู้ทรยศชาติ!

…นี่คือบททดสอบครั้งใหม่ซึ่งประวัติศาสตร์ของไต้หวันกำลังจะถูกเขียนด้วยหยดเลือดและหยาดน้ำตา…

หากท่านผู้อ่านที่รักพร้อมแล้ว… ผมขอนำท่านเข้าสู่ตอนที่สองจากซีรี่ย์ “กำเนิดไต้หวัน” ในช่วงเวลา “White Terror” หรือ “ความน่าสะพรึงสีขาว” กันเลยครับ

เมื่อสุนัขไป… หมูก็มา

ภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองยุติลง เกาะไต้หวันได้ตกอยู่ใต้อิทธิพลของพรรคก๊กมินตั๋งที่ให้คำมั่นว่าจะเข้าพัฒนาคุณภาพชีวิตบนเกาะซึ่งได้รับผลกระทบจากไฟสงครามให้กลับมาเจริญรุ่งเรืองยิ่งกว่าในสมัยที่ญี่ปุ่นปกครอง ทำให้ชาวไต้หวันต่างพากันยินดีปรีดา เพราะเชื่อว่ารัฐบาลจากแผ่นดินใหญ่ที่เป็นคนจีนเหมือนกันจะให้ความช่วยเหลือพวกเขาด้วยความจริงใจ

ทว่าความจริงอันน่าเศร้าคือ… ผู้ปกครองกลุ่มใหม่ที่ถูกส่งมาบริหารกลับเป็นข้าราชการกังฉินที่เข้ามาฉกฉวยผลประโยชน์ตั้งแต่การผูกขาดระบบสาธารณูปโภค, การแต่งตั้งพรรคพวกขึ้นมาเป็นฝ่ายบริหารมาแทนที่ชาวไต้หวันเดิม, และเอาหูไปนาเอาตาไปไร่เมื่อลูกน้องปล้นชิงทรัพย์สินของคนท้องถิ่นแบบไม่อายฟ้าดิน

จนมีคำกล่าวว่า “เมื่อสุนัขไป… หมูก็มา!” เป็นการเปรียบเทียบว่าสมัยที่รัฐบาลของญี่ปุ่นปกครองนั้น แม้จะโหดร้ายเคร่งครัดเยี่ยงสุนัข แต่ก็ไม่มีการทุจริตระดับมโหฬารเหมือนหมูอย่างพรรคก๊กมินตั๋ง\

เหตุการณ์ 288

ชาวไต้หวันต่างพยายามเก็บงำความเกลียดชังรัฐบาลใหม่เอาไว้ จนในปี 1947 (ก่อนการอพยพครั้งใหญ่ของเจียงไคเช็ก) เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตรวจสอบการค้าและตำรวจบันดาลโทสะทำร้ายแม่ค้าขายบุหรี่รายหนึ่งซึ่งพยายามจะขอสินค้าที่ถูกยึดคืน ทำให้ประชาชนแสดงความไม่พอใจพร้อมเดินเข้าไปรุมต่อว่าเจ้าหน้าที่ แต่สถานการณ์กลับบานปลายจนมีผู้เสียชีวิตจากกระสุนของทางการหนึ่งราย

เหตุการณ์ดังกล่าวลุกลามไปสู่การประท้วงกลางกรุงไทเปในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 1947 เพื่อกดดันให้ทางการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ ก่อนที่การประท้วงอย่างสงบจะกลายเหตุจลาจลเมื่อทหารเปิดฉากยิงใส่ผู้ชุมนุม ขณะที่ฝ่ายผู้ชุมนุมก็รุมประชาทัณฑ์เจ้าหน้าที่การค้า 2 รายซึ่งเดินทางผ่านจุดประท้วงจนเสียชีวิต

เมื่อเห็นว่าเจ้าหน้าที่รัฐพร้อมที่จะประหัตประหาร เหล่าประชาชนผู้คั่งแค้นจึงเริ่มใช้กำลังเข้ายึดสถานที่ราชการ, ทำลายอาคารบ้านเรือนต่างๆ, และสังหารชาวจีนแผ่นดินใหญ่ เพื่อล้างแค้นต่อการถูกกดขี่มาตลอดระยะเวลา 3 ปีอย่างสาสมใจ!

นอกจากนี้ยังมีความพยายามปลุกระดมให้มี “การปฏิวัติประชาชนบนเกาะ” ผ่านสถานีวิทยุ ทำให้ฝ่ายประชาชนสามารถยึดครองพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วในเวลาเพียงไม่กี่วัน จากนั้นกองกำลังอาสาจึงนำเสนอ “ข้อเรียกร้อง 32 ประการ” ที่มีใจความสำคัญคือ “ให้จัดการเลือกตั้งรัฐบาลท้องถิ่นอย่างโปร่งใสและกระจายอำนาจการบริหารจากส่วนกลาง”

โดยในช่วงแรกรัฐบาลก๊กมินตั๋งก็ทำทีโอนอ่อนไปกับข้อเสนอเหล่านี้ เพื่อรอนำกำลังเสริมจากแผ่นดินใหญ่มาสมทบกับทหารบนเกาะภายใต้การควบคุมของนายพลเฉินอี้จอมอื้อฉาว

ต่อมาเมื่อพวกเขาได้รับกำลังเสริมแล้ว เฉินอี้จึงอนุมัติการสังหารผู้ต่อต้านแบบไม่เลือกวิธีการ! จนมีผู้เสียชีวิตจากเหตุถูกยิงบนท้องถนน, การบุกยิงในเคหะสถาน, การทรมานผู้ต้องสงสัยรวมถึงการข่มขืนอย่างน้อย 10,000 ราย (บางแหล่งเชื่อว่าตัวเลขแท้จริงอาจสูงกว่าจำนวนดังกล่าวอีกเท่าตัว)

กฎอัยการศึกชั่วอายุคน

แม้การประท้วงในไต้หวันจะถูกปราบจนสงบราบคาบ …แต่สถานการณ์บนแผ่นดินใหญ่ของฝ่ายก๊กมินตั๋งกลับอยู่ในขั้นวิกฤต หลังกองทัพรัฐบาลประสบความพ่ายแพ้อย่างต่อเนื่องส่งผลให้จอมพลเจียงไคเช็ก ตัดสินใจถอยหนีไปตั้งหลักยังเกาะไต้หวัน โดยเริ่มภารกิจการอพยพในช่วงต้นเดือนสิงหาคม ปี 1948 จนถึงปลายปี 1949

ในระหว่างนั้นเจียงได้ประกาศกฎอัยการศึกในวันที่ 20 พฤษภาคม 1949 ด้วยเหตุผลยอดนิยมของเผด็จการแห่งโลกเสรีคือ “การปกป้องความมั่นคงของชาติและจัดการกับปฏิปักษ์ของรัฐโดยเฉพาะสายลับของพวกคอมมิวนิสต์ที่แฝงตัวมาจากแผ่นดินใหญ่” พร้อมมอบหมายให้กองทัพเป็นผู้ดูแลความสงบตั้งแต่การประกาศเคอร์ฟิวตอนกลางคืน, ห้ามประชาชนก่อตั้งพรรคหรือมีส่วนร่วมทางการเมืองไปจนถึงห้ามการแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์รัฐ เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนคิดกระทำการใดๆ เหมือนที่เกิดขึ้นในปี 1947 อีก

ปิดปากสื่อ… ปิดตาประชาชน

การปิดตาประชาชนเริ่มจากการปิดปากสื่อมวลชน เนื่องจากมีการมองว่าคนกลุ่มนี้สามารถกระจายข่าวอันเป็นภัยต่อรัฐบาล รัฐจึงบังคับให้หนังสือพิมพ์ทุกฉบับตีพิมพ์ครั้งละไม่เกิน 6 หน้า นอกจากนี้เนื้อหาในเล่มจะถูก “คัดกรองอย่างเข้มงวด” โดยมีการบังคับให้กองบรรณาธิการปรับเปลี่ยนเนื้อหาประหนึ่งการสั่งซ้ายหัน ขวาหัน

นอกจากจะเข้าควบคุมพื้นที่สื่อให้ออกข่าวไปในทางเดียวกันแล้ว… ทางรัฐบาลยังเปิดกิจการหนังสือพิมพ์เพื่อเชิดชูตนเอง พร้อมกับด้อยค่าฝ่ายตรงข้ามชนิดที่ไม่เหลือช่องทางให้ผู้ถูกโจมตีตอบโต้

กระแสโลกที่เกื้อหนุนเผด็จการ

แม้เรื่องนี้จะเลวร้ายแต่ต้องยอมรับว่าวิธีการดังกล่าวถือเป็นเรื่องปกติ ณ เวลานั้น เนื่องจากการเผชิญหน้าระหว่างฝ่ายโลกเสรีนำโดยสหรัฐอเมริกาและโลกสังคมนิยมใต้ปีกสหภาพโซเวียตกำลังดำเนินไปอย่างดุเดือด ส่งผลให้รัฐบาลเผด็จการจำนวนมาก สามารถใช้กำปั้นเหล็กปกครองประเทศแบบเบ็ดเสร็จตามอำเภอใจ ขอเพียงสนับลูกพี่ใหญ่ข้างใดข้างหนึ่ง ลูกพี่ใหญ่ก็พร้อมปิดหูปิดตาต่อการกระทำของพวกเขา

ขบวนการล่าแม่มด

อีกหนึ่งกลยุทธที่ภาครัฐใช้เพื่อปกครองคือการสนับสนุนให้ประชาชนช่วยกันสอดส่องพฤติกรรมของคนใกล้ชิดทั้งในครอบครัว, ที่ทำงาน, หรือสถานศึกษา เพื่อมองหา “ผู้ฝักใฝ่คอมมิวนิสต์” จากนั้นทางการจะเข้าจับกุมบุคคลที่ “ต้องสงสัย” เพื่อนำตัวมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในศาลทหาร!

ผู้ต้องหาจะถูกบังคับให้สารภาพว่าตนนั้นกระทำการอันเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติด้วยสารพัดวิธีการทรมาน ก่อนที่ทางเจ้าหน้าที่จะเริ่มหว่านล้อมข้อเสนอลดโทษสุดพิเศษ ผ่านการซักทอดรายชื่อผู้ร่วมขบวนการคนอื่นๆ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่กระบวนการล่าแม่มดนี้จะทำให้ประชาชนกว่า 20,000 รายกลายเป็นเหยื่ออธรรม

โดยหนังสือชื่อ “The Sin of Descent” ได้บันทึกว่าความผิดส่วนใหญ่นั้น มีตั้งแต่การอ่านวรรณกรรมซึ่งถูกรัฐตีตราว่าเป็นงานเขียนนิยมซ้าย, การแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อผู้ถูกจับกุม, รวมถึงการขับร้องเพลงพื้นบ้านจากแผ่นดินใหญ่ที่ถูกใช้โดยพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งขบวนการดังกล่าวไม่ได้ถูกจำกัดเพียงชาวไต้หวัน แต่ยังลามมาถึงผู้อพยพจากแผ่นดินใหญ่และนักเรียนจากต่างแดนที่ถูกรัฐบาลมองว่าเป็นผู้นำภัยคุกคามมาสู่ประเทศ

ยุคสมัยแห่งความหวาดกลัวนี้ถูกเรียกภายหลังว่า “ความน่าสะพรึงกลัวสีขาว” หรือ White Terror มันมักถูกนำไปเปรียบเทียบกับการกดขี่ภายใต้เผด็จการคอมมิวนิสต์ (ที่มักถูกแทนด้วยสีแดง) ว่าเผด็จการของโลกทุนนิยม (ที่แทนด้วยสีขาว) ก็ชั่วร้ายได้ไม่แพ้กัน

จุดพลิกผันทางการเมือง

จุดเปลี่ยนสำคัญมาถึงเมื่อเจียงไคเช็กเสียชีวิตในปี ค.ศ 1975 ทำให้ตำแหน่งผู้นำประเทศถูกส่งต่อไปยังลูกชายอย่างเจียงจิงกว๋อ แม้เจียงจิงกว๋อจะเป็นเผด็จการแต่เขาก็มีแนวทางบริหารต่างจากบิดา โดยเน้นพัฒนาศักยภาพด้านเศรษฐกิจ รวมถึงเปลี่ยนนโยบายการต่อต้านจีนแผ่นดินใหญ่แบบสุดลิ่มทิ่มประตูในยุคของพ่อมาเป็นการช่วงชิงพื้นอันน้อยนิดที่เหลืออยู่บนเวทีโลก ภายหลังสหรัฐฯ หันมาผูกมิตรกับจีนแผ่นดินใหญ่

นอกจากนั้นเจียงจิงกว๋อยังอนุมัติแผนพัฒนาเส้นทางคมนาคมต่างๆ รวมถึงปฏิรูปที่ดินเพื่อการเพาะปลูกให้กับชาวไต้หวัน ทำให้ประเทศเจริญขึ้นเป็นอันมาก

(อนึ่งเจียงจิงกว๋อเป็นประธานาธิบดีคนที่สาม ประธานาธิบดีคนที่สองของไต้หวันคือ เหยียนเจียกั้น ผู้มารับตำแหน่งตามวาระที่เหลืออยู่ของเจียงไคเช็กตั้งแต่ปี 1975-1978 แต่ไม่มีบทบาทโดดเด่นนัก)

แสงแห่งความหวัง

หลังยุคแห่งความหวาดกลัวของเจียงไคเช็กผ่านไป ปัญญาชนฝ่ายต่อต้านจำนวนหนึ่งก็แอบรวมตัวกันอย่างลับๆ ลักลอบตีพิมพ์นิตยสารฟอร์โมซา (Formosa Magazine) ที่มีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์การปกครองของรัฐบาลอย่างเผ็ดร้อนในช่วงฤดูร้อนของปี ค.ศ. 1979

แม้จะเป็นเพียงการตอบโต้เชิงความคิดแต่เนื้อหาที่โดนใจคนไต้หวันก็ส่งผลให้ยอดขายนิตยสารดังกล่าวมีจำนวนมากกว่า 330,000 ฉบับในเวลาเพียงไม่นาน!

จุดเริ่มต้นการต่อต้าน

นอกจากนี้ยังมีความพยายามจะจัด “งานฉลองวันสิทธิมนุษยชน” ในวันที่ 10 ธันวาคม ค.ศ. 1979 ก่อนมีการจะปะทะกับตำรวจควบคุมฝูงชน จนนำไปสู่การเผชิญหน้าที่จบลงด้วยการใช้แก๊สน้ำตาปราบปรามผู้ชุมชมในช่วงกลางคืน จนมีผู้ถูกจับกุมถึง 152 ราย

ในจำนวนนี้มีสมาชิกระดับแกนนำ 8 รายที่ถูกศาลตัดสินจำคุก 12 ปี ไปจนถึงตลอดชีวิต เนื่องพยายามล้มล้างการปกครองของรัฐบาลตามคำสั่งของพรรคคอมมิวนิสต์ อย่างไรก็ตามผู้ต้องหาทั้งหมดยังสามารถร้องขอทนายเพื่อต่อสู้จนได้รับอิสรภาพในที่สุด เพราะรัฐบาลตัดสินใจลดทอนอำนาจเผด็จการลง

…การผ่อนคลายของเจียงจิงกว๋อ แม้ไม่ดีต่อกลุ่มอำนาจของเขาเอง แต่ในที่สุดแล้วกลับสร้างผลดีให้เกิดกับไต้หวัน…

ดอกลิลลี่ป่าที่เบ่งบาน

ระหว่างการดำรงตำแหน่งในสมัยที่สองประธานาธิบดีเจียงจิงกว๋อได้เริ่มผ่อนคลายกฎอัยการศึก รวมถึงอนุญาตให้มีการตั้งพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามอย่างพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DDP) ในปี 1986 ก่อนจะประกาศยกเลิกกฎอัยการศึกในปีถัดมา

…ถือเป็นการยุติความเจ็บปวดที่ชาวไต้หวันต้องเผชิญมานานเกือบ 40 ปี และจุดเริ่มต้นของถนนแห่งประชาธิปไตย…

จากนั้นในวันที่ 16 มีนาคม ปี ค.ศ. 1990 นักศึกษาจำนวน 9 คนได้รวมตัวประท้วงหน้าลานของอนุสรณ์สถานเจียงไคเช็ก เพื่อเรียกร้องให้เกิดการเลือกตั้งผู้แทนราษฎร รวมถึงประธานาธิบดีจากเสียงของประชาชนโดยตรง แทนการแต่งตั้งจากสภาที่เต็มไปด้วยสมาชิกหน้าเดิมของพรรคก๊กมินตั๋ง (พวกเขาเรียกกันว่าสภาหมื่นปี เนื่องจากมีแต่นักการเมืองหน้าเดิมที่ยึดเก้าอี้กันจนแก่เฒ่า) ก่อนที่จำนวนผู้ประท้วงจะเพิ่มขึ้นเป็นหลักหลายแสนคน จนเหตุการณ์ดังกล่าวถูกเรียกว่า “การเคลื่อนไหวดอกลิลลี่ป่า” เนื่องจากดอกลิลลี่นั้นจะยิ่งเบ่งบานเมื่อถูกเด็ดออก เสมือนการเตือนรัฐบาลว่าประชาชนจะมีพลังมากขึ้นหากรัฐยิ่งกดดัน

ถนนสู่ประชาธิปไตย… ชัยชนะของประชาชน

พัฒนาการทางการเมืองที่รวดเร็วนี้ ส่งผลให้ประธานาธิบดีหลี่เติงฮุยซึ่งสืบอำนาจจากเจียงจิงกว๋อ ตัดสินใจเจรจากับตัวแทนฝ่ายประชาชนเพื่อเดินหน้าสู่ระบอบประชาธิปไตย พร้อมกับแสดงความจริงใจด้วยการสั่งปลดรัฐมนตรีและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามประชาชนในยุค “ความน่าสะพรึงสีขาว” ออกจากตำแหน่ง พร้อมกับตั้งคณะกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และยกเลิกบทบัญญัติต่อต้านคอมมิวนิสต์

แม้ว่าการตัดสินใจดังกล่าวจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ในภายหลังว่าเป็นเพียงการหาทางออกให้กับรัฐบาลที่กำลังประสบกับสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกจากแรงกดดันของประชาชน แต่ก็ถือเป็นก้าวที่สำคัญเพื่อปูทางสู่การเลือกตั้งซึ่งทำให้ชาวไต้หวันได้มีสิทธิมีเสียงเป็นครั้งแรกในวันที่ 23 มีนาคม ค.ศ. 1996 โดยนายหลี่เติงฮุยยังคงได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งเป็น “ประธานาธิบดีตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย” และกลายเป็นผู้รับช่วงความพยายามพัฒนาประเทศของเจียงจิงกว๋อ (เสียชีวิตในปี 1987) พร้อมกับนำพาความฝันของประชาชนที่ต่อสู้เพื่อให้พวกเขากลายเป็น “เสรีชนบนแผ่นดินที่ตนเองอาศัยอย่างเต็มภาคภูมิ”

บทสรุป

บทความนี้ต้องการให้ท่านเห็นถึงพัฒนาการของความรุนแรง นับตั้งแต่วันแรกที่รัฐบาลก๊กมินตั๋งกดขี่ “ประชาชนใต้ปกครอง” อย่างโหดเหี้ยมในเหตุการณ์สังหารหมู่ 288

…ก่อนที่พวกเขาจะนำประเทศเข้าสู่การปกครองด้วย”กำปั้นเหล็ก” เป็นเวลาเกือบ 40 ปี… ส่งผลให้มีผู้ถูกพรากอิสรภาพมากกว่า 20,000 คนและมีผู้ต้องสังเวยชีวิตราว 3,000 ถึง 4,000 ราย แม้ในจำนวนนี้จะมีผู้ฝักใฝ่คอมมิวนิสต์และผู้ประพฤติตนเป็นภัยต่อความมั่นคงอยู่จริง แต่ผู้เคราะห์ร้ายส่วนมากคือผลพวงของปฏิบัติการที่เน้นการสร้างความหวาดกลัวให้สังคม เพื่อสร้างบรรยากาศให้รัฐสามารถเข้ามาปกครองอย่างง่ายดาย

ดังนั้นเรื่องราวที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่า… เมื่อใดที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมองว่าตนเป็น “คนดีผู้กุมความชอบธรรมแต่เพียงผู้เดียว” โดยไม่สนใจผู้เห็นต่าง “ความดี” นั้นย่อมถูกเปลี่ยนเป็นการใช้กำลังบังคับขู่เข็ญจนกลายเป็นความน่าสะพรึงกลัวในที่สุด…

“…ดังที่สิ่งนี้เคยเกิดขึ้นจากน้ำมือของรัฐบาลที่อ้างตนว่าเป็นผู้ปกป้องประเทศ และเป็นพันธมิตรแห่งโลกเสรีนั่นเอง…”

อยากไปเห็นของจริง? ทัวร์ที่เกี่ยวข้อง

บทความที่เกี่ยวข้อง

FILE Nº 0488
DECLASSIFIED
ไต้หวัน
#ประวัติศาสตร์28 ส.ค. 2569

7 ทหารกล้าแห่งกู่เป่ยโค่ว เจ็ดต่อร้อย สู้จนตัวตาย

เรื่องมีอยู่ว่า.. ผมเดินเล่นใน Google Street View บนเกาะจินเหมินจนไปเจอกับวงเวียนที่น่าสนใจเข้าครับ วงเวียนนี้ชื่อว่าปาต๋าหลัวจื่อ (八達樓子)

FILE Nº 0637
DECLASSIFIED
เติ้งลี่จวิน
#ประวัติศาสตร์14 ส.ค. 2569

เสียงเพลงปลอบประโลมหัวใจที่ถูกแบน เติ้งลี่จวิน

…เถี่ยน มี่ หมี่ หนี่ เซียว เต่อ เทียน มี่ มี่… บทเพลงรักสุดคลาสสิคที่หลายคนคงต้องเคยได้ยินผ่านหูเมื่อครั้งเยาว์วัย

FILE Nº 0037
DECLASSIFIED
ไต้หวัน
#ประวัติศาสตร์28 มี.ค. 2568

ประวัติความขัดแย้งไต้หวัน-จีน เข้าใจง่ายๆ ในโพสต์เดียว

เมื่อวันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมา จีนได้ส่งเครื่องบินรบพร้อมโดรนทางการทหาร เข้าซ้อมรบบริเวณเกาะไต้หวันเพื่อเป็นการตอบโต้ประธานาธิบดีของไต้หวัน

ชอบเรื่องราวแบบนี้? ไปเที่ยวกับเราสิ

สนใจทัวร์นี้? ทักไลน์ได้เลย ทีมงานตอบไว

สอบถามผ่าน LINE