TAT 11/10382

FILE Nº 0139 · เกร็ดความรู้ · ไม่ลับแล้ว

The Thai Guardian of the Space Force

เกร็ดความรู้เผยแพร่ อัปเดต 15 นาทีในการอ่าน
อวกาศ

TL;DR — เมื่อทหารไทยในกองทัพอวกาศของสหรัฐมาแชร์ประสบการณ์ให้เราฟัง

สารบัญ
  1. 2. ภารกิจต่อต้านขีปนาวุธข้ามทวีป
  2. 3. ภารกิจการปล่อยจรวด
  3. 4. ภารกิจนอกโลกของกองทัพอวกาศ
  4. อวกาศดินแดนใหม่ที่ยังไม่เคยถูกค้นพบ
  5. โครงการอาร์เตมิส
  6. การแข่งขันทางอวกาศครั้งใหม่
  7. เส้นทางสู่ผู้พิทักษ์กาแลคซี่
  8. สรุป

บทความนี้เป็นการ recap งานเสวนาเรื่อง “ทหารไทย ในกองทัพอวกาศอเมริกา” ทาง The Wild Chronicles Clubhouse เมื่อวันที่ 4 ก.ย. 2021 ที่ผ่านมานะครับ หัวข้อประกอบด้วย:

– ประวัติความเป็นมาของกองทัพอวกาศสหรัฐ?
– บทบาทหน้าที่ของกองทัพอวกาศสหรัฐ?
– การแข่งขันทางอวกาศแห่งอนาคต?
– เส้นทางสู่ทหารไทยในกองทัพอวกาศสหรัฐ?

ร่วมกับวิทยากร ประกอบด้วย “จ่าอาม”, “คุณโย Skyman แห่งกลุ่ม TAF” และ ”จ่าโอ ทหารเรือมะกัน” ครับ

*** ความเป็นมาของกองทัพอวกาศสหรัฐฯ ***

กองทัพอวกาศสหรัฐฯ ก่อตั้งขึ้นในวันที่ 20 ธันวาคม 2019 ตามเจตนารมณ์ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเล็งเห็นว่าความสำคัญในการปกป้องผลประโยชน์ทางอวกาศของประเทศ อันถือเป็นเขตเปราะบางจากการถูกโจมตีโดยศัตรู จำเป็นต้องแยกหน่วยงานให้เกิดความคล่องตัวต่อการปฏิบัติภารกิจ จนถูกยกให้เป็น “มรดกชิ้นสำคัญของทรัมป์”

แม้จะเป็นเหล่าทัพน้องใหม่ที่ได้รับมอบภารกิจจำนวนมากจากกองทัพอากาศ รวมถึงอยู่ภายใต้การดูแลของทบวงทหารอากาศสหรัฐ (Department of Airforce) แต่กองทัพอวกาศเองมีความพยายามสร้างอัตลักษณ์ของตนเองอาทิ การเรียกกำลังพลของตนเองว่า “ผู้พิทักษ์” หรือ Guardian เสมือนที่กองทัพอากาศเรียกกำลังพลของตนเองว่า “Airmen” รวมถึงเรียกหน่วยปล่อยจรวดว่า Space Cowboys ตามภาพยนตร์ เกี่ยวกับนักบินอวกาศในปี 2000

ปัจจุบันกองทัพอวกาศมีเจ้าหน้าที่อยู่ราว 16,000 นาย ซึ่งกำลังพลส่วนมากถูกโอนย้ายมาตามสายงานจากกองทัพอากาศ ควบคู่ไปกับการรับสมัครบุคลากรจากพลเรือน แต่ยังคงใช้ระบบการฝึกพื้นฐานบางส่วนจากกองทัพอากาศ พร้อมกับหลักสูตรเฉพาะทางเพื่อขยายกำลังพลเพื่อรองรับภารกิจอยู่ตลอดเวลา

*** ภารกิจในพื้นที่โลกของกองทัพอวกาศ ***

หน้าที่หลักบางส่วนของกองทัพอวกาศยังคงดำเนินภารกิจเดิม ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกองทัพอากาศเคยปฏิบัติหลักๆ 3 ข้อได้แก่:

1. ภารกิจจารกรรมข้อมูล

ภาพถ่ายทางอากาศกลายเป็นปัจจัยชี้วัดความสำเร็จในสมรภูมิต่างๆ นับตั้งแต่สงครามแย่งชิงหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ ไปจนถึงยุทธการพายุทะเลยทราย ที่ข้อมูลของกองทัพฝ่ายตั้งรับถูกตรวจสอบและวิเคราะห์ตั้งแต่ก่อนทำศึก ส่งผลให้หน้าที่ของกองทัพอวกาศเปรียบเสมือน “ดวงตาแห่งท้องนภา” ซึ่งตรวจสอบความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม ตั้งแต่ การติดตามความเคลื่อนไหวในทะเลจีนใต้และช่องแคบไต้หวันของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน, ติดตามการพัฒนาศักยภาพทางทหารของเกาหลีเหนือ รวมไปถึงติดตามข้อมูลดาวเทียมฝ่ายตรงข้ามที่สุ่มเสี่ยงต่อการเป็นภัยคุกคามต่อวงโคจร

2. ภารกิจต่อต้านขีปนาวุธข้ามทวีป

การสร้างเครือข่ายติดตามการเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม เพื่อป้องกันการถูกโจมตีจากขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) ที่มีความเร็วราว 10 ถึง 12 มัค ส่งผลให้โครงข่ายป้องกันขีปนาวุธของชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ, จีน และรัสเซีย สามารถสกัดได้เพียงจุดยุทธศาสตร์บางแห่ง ส่งผลให้ความร่วมมือระหว่างเหล่าทัพกลายเป็นแนวทางป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในปัจจุบัน

3. ภารกิจการปล่อยจรวด

กองทัพอวกาศสหรัฐรับผิดชอบฐานปล่อยจรวดสองแห่งคือ:

1. ฐานทัพอวกาศแพททริก ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานีปล่อยจรวดแหลมคานาวารัล (Cape Canaveral Space Force Station) รัฐฟลอริดา ภายใต้การดูแลของกองบินอวกาศที่ 40 ซึ่งถูกใช้เพื่อปล่อยจรวดขึ้นสู่วงโคจรระนาบศูนย์สูตร (Equatorial Orbit) ซึ่งอยู่สูงขึ้นจากพื้นโลกถึง 36,000 กิโลเมตร และเคยถูกใช้เพื่อการปล่อยจรวดในโครงการเจมินี่และอพอลโล่ รวมถึงทดสอบเครื่องบิน X-47B ขององค์กรนาซ่า

2. ฐานทัพอวกาศแวนเดนเบิร์ก (Vandenberg Space Force Base) รัฐแคลิฟอร์เนีย ภายใต้การดูแลของกองบินอวกาศที่ 30 ซึ่งถูกใช้ในการปล่อยจรวดขึ้นสู่วงโคจรขั้วโลก (Polar Orbit) โดยวัดจากเส้นผ่าศูนย์กลางตามแนวขั้วโลกและระยะสูงราว 500 ถึง 1,000 กิโลเมตรจากพื้นโลก และเป็นฐานทดสอบขีปนาวุธของกองทัพ นอกจากนี้ทางกองทัพยังทำสัญญากับบริษัทเอกชนอย่าง SpaceX และ ULA เพื่อใช้ในกิจการทางอวกาศยุคปัจจุบันอีกด้วย

4. ภารกิจนอกโลกของกองทัพอวกาศ

ภารกิจนอกโลกที่สำคัญของกองทัพอวกาศยุคปัจจุบันคือ การดูแลวงโคจรของดาวเทียมเพื่อปกป้องผลประโยชน์เหนือห้วงอวกาศของสหรัฐฯ รวมถึงป้องการโจมตีจากดาวเทียมฝ่ายตรงข้าม ซึ่งติดตั้งอาวุธอันตรายอาทิ คลื่นความร้อน, ลำแสงเอ็กซ์เรย์ รวมไปถึงอาวุธปล่อย หรือแม้แต่แขนกลที่สามารถสร้างความเสียหายต่อดาวเทียมได้

นอกจากนี้กองทัพอวกาศยังดูแลดาวเทียมในวงโคจรต่ำ ซึ่งวิ่งรอบวงโคจรเรื่อยๆ ส่งผลให้จำเป็นต้องป้องกันไม่ให้มีสิ่งกีดขวาง หรือขยะอวกาศในอดีตที่เกิดจาก เนื่องจากไม่ได้ปรับให้ตกเพื่อเผาไหม้ในโลก ผ่านการปรับแรงดันวงโคจรให้สามารถดำเนินไปได้ตามปกติ จึงเห็นได้ว่าระบบดาวเทียมสำคัญมากต่อการใช้ชีวิตยุคปัจจุบัน และเป็นประเด็นอ่อนไหวทางความมั่นคง

อวกาศดินแดนใหม่ที่ยังไม่เคยถูกค้นพบ

อวกาศเปรียบเสมือนดินแดนแห่งใหม่ห่างไกลจากการถูกค้นพบโดยมนุษย์ ส่งผลให้นานาชาติยังไม่มีนโยบายร่างกฎหมายระหว่างประเทศร่วมกัน ส่งผลให้อวกาศยังเป็นดินแดนไกลปืนเที่ยง ซึ่งผู้มีอำนาจทางเทคโนโลยี สามารถแสวงหาผลประโยชน์อย่างเสรี แม้จะมีองค์กรระหว่างประเทศอย่าง สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ หรือ ITU (International Telecommunication Union) ดูแลการให้สิทธิ์วงโคจร ระหว่างประเทศจากการส่งดาวเทียมไปประจำวงโคจรต่างๆ เพื่อรักษาสิทธิ์ เช่น กรณีดาวเทียมไทยคมของประเทศไทย ซึ่งพยายามหาทางออกด้วยการเช่าดาวเทียม เมื่อดาวเทียมไทยคมสิ้นอายุการใช้งานลง ดังนั้นการเจรจาเพื่อหาทางออกสำหรับการสำรวจดินแดนใหม่ยังดำเนินต่อไป

โครงการอาร์เตมิส

โครงการอาร์เตมิสมีจุดประสงค์สำคัญคือ การส่งมนุษย์กลับขึ้นเพื่อตั้งรกรากบนดวงจันทร์ โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญสองประการคือ: การใช้ดวงจันทร์เป็นฐานสำหรับการเดินไปยังดาวอังคาร และทำเหมืองในอวกาศเพื่อครอบครองแร่ธรรมชาติทดแทนที่เรียกว่า “แร่ฮีเลี่ยมหมายเลข 3” ที่หายากในโลกของเรา เนื่องจากโลกมีสนามเเม่เหล็กและชั้นบรรยากาศป้องกัน ส่งผลให้แร่ดังกล่าวไม่สามารถฝ่าเข้ามาถึงพื้นโลกได้

คุณสมบัติที่สำคัญของแร่ชนิดดังกล่าวคือ การนำมาสังเคราะห์เพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน ด้วยการนำไปผสมกับลูเธอเรี่ยมเพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า แร่ชนิดดังกล่าวเพียง 40 ตัน สามารถให้พลังงานทั่วประเทศสหรัฐฯ ทั้งประเทศได้ ประกอบกับพื้นที่ในอวกาศไม่ได้รับผลกระทบจากกฏหมายเขตส่งผลให้สหรัฐมุ่งมั่นจะพิชิตดวงจันทร์แบบถาวรเป็นประเทศแรก

การแข่งขันทางอวกาศครั้งใหม่

ความตื่นตัวในการพิชิตอวกาศ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ส่งผลให้การแข่งขันทางอวกาศ (Space Race) ในมุมมองทางความมั่นคงกลับมามีบทบาทอีกครั้ง เหล่าชาติมหาอำนาจต่างเห็นตรงกันว่า ทรัพยากรบนอวกาศนั้น มีปริมาณมหาศาลและเผชิญหน้ากับความซับซ้อนที่น้อยกว่าการแย่งชิงทรัพยากรบนโลกสีครามใบนี้นัก นอกจากนั้นการมาถึงของเทคโนโนโลยีการท่องอวกาศที่ทันสมัยขึ้นอย่างเครื่องยนต์ไอออน หรือการกระจายความเสี่ยงร่วมกับกลุ่มธุรกิจ ส่งผลให้ห้วงอวกาศกลับมาหมุดหมายของเหล่าผู้พิชิตอีกครั้ง เมื่อสหรัฐฯ ก่อตั้งโครงการ อาร์เตมิส ทางรัสเซียและจีนต่างพัฒนาโครงการส่งมนุษย์ไปยังอวกาศ เช่นเดียวกัน

เส้นทางสู่ผู้พิทักษ์กาแลคซี่

จากข้อมูลทั้งหมด ผู้อ่านคงพอทราบถึงบทบาทและภารกิจทั้งในปัจจุบัน รวมถึงอนาคตของกองทัพอวกาศสหรัฐฯ เป็นที่เรียบร้อย แต่ทุกท่านเคยสงสัยกันมั้ยว่าเส้นทางสู่ “ทหารไทยในกองทัพอวกาศ” ของจ่าอาม ดำเนินมาอย่างไร?

ทางจ่าอามอธิบาย ตนมีโอกาศได้เข้าร่วมกับกองทัพสหรัฐหลังตัดสินใจไปเรียนภาษาและทำงานต่างๆที่อเมริกา ในโครงการ MAVNI เมื่อปี 2014 ซึ่งอนุญาติให้ชาวต่างชาติสามารถเข้ามาสมัครเป็นทหารเพื่อแลกกับสัญชาติได้ (น่าเสียดายที่ปัจจุบันโครงการนี้ถูกยกเลิกไปแล้ว) โดยถูกส่งไปประจำการยังฐานทัพดรัม (Fort Drum) รัฐวอชิงตัน ดีซี ในตำแหน่งดูแลอาวุธชีวภาพเป็นเวลา 3 ปีครึ่ง

ก่อนจะตัดสินใจต่อสัญญาในฐานะกำลังพลของกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิทางอากาศประจำรัฐแคลิฟลอเนีย ด้วยการยื่นผลสอบ ASVAB (The Armed Forces Vocational Aptitude Battery) ที่เป็นการสอบวัดความรู้ตั้งแต่ชั้นประถมถึงมัธยม (ได้ราวๆ 70 เปอร์เซ็น) ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับเกณฑ์ต่ำสุดคือ 30-40 คะแนน เพื่อบรรจุเข้ากองทัพในตำแหน่งสนับสนุนการรบ รวมถึงการเช็คประวัติราวหนึ่งปีครึ่ง จนมารับตำแหน่งเจ้าหน้าที่วิเคราะห์การข่าว ซึ่งทำงานร่วมกับอากาศยานไร้นักบินรุ่น MQ-9 Reaper อาทิ ภารกิจติดตามและทำแผนที่ของเส้นทางไฟป่า ร่วมกับหน่วยงานดับเพลิงของรัฐ (CAL Fire)

ต่อมาเมื่อมีแนวคิดในการก่อตั้งกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิทางอวกาศ ประจำรัฐทั้งสามแห่ง ซึ่งประกอบด้วยรัฐโอไฮโอ, โคโรลาโด และแคลิฟอเนีย ทำให้หน่วยงานของจ่าอามถูกโอนย้ายมาเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างใหม่ โดยในอนาคตจ่าอามจะมีสถานะเป็น “ทหารไทยคนแรกในการทัพอวกาศสหรัฐฯ”

สรุป

จากข้อมูลทั้งหมด เราสามารถสรุปได้ว่าแผนการการพิชิตอวกาศไม่ใช่ความฝันที่ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป และห้วงอวกาศกำลังกลายเป็นสนามแข่งขันใหม่ที่เหล่าชาติมหาอำนาจต่างขับเคี่ยวหวังครอบครอง “ดินแดนใหม่” ซึ่งยังไม่มีกฏหมายรองรับ เพื่อใช้เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ และเราคงมีโอกาสเห็นบทบาทที่เพิ่มขึ้นของเหล่าทัพน้องใหม่ ซึ่งเต็มไปด้วยหน้าที่ในการปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ผู้รุกรานทั้งในชั้นบรรยากาศ และรอบวงโคจร

สุดท้ายต้องขอขอบคุณวิทยากรร่วมทุกๆท่าน โดยเฉพาะจ่าอาม “ทหารอวกาศสหรัฐเชื้อสายไทยคนแรก” ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของเรา ผมขอปิดท้ายด้วยคำกล่าวของ อัลเฟรด เทเยอร์ มาฮาน นักยุทธศาสตร์ทางทะเลชื่อดังในอดีตว่า “ผู้ใดครองท้องทะเล ผู้นั้นครองโลกา” แล้วตั้งคำถามกลับว่า มันจะเป็นอย่างไร หากแสนยานุภาพทางทหารของเราไม่ได้ถูกหยุดยั้งแค่บนพื้นดิน, ท้องฟ้า และมหาสมุทร แต่เป็นห้วงอวกาศเหนือโลกใบนี้? ตามคำขวัญของกองทัพว่า “Always Above” หรือ “การอยู่เหนือกว่าทุกสรรพสิ่ง”

บทความที่เกี่ยวข้อง

FILE Nº 0544
DECLASSIFIED
นาปาล์ม
#ประวัติศาสตร์24 พ.ย. 2568

นาปาล์ม ระเบิดทรงอานุภาพร้ายแรงที่กลายเป็น “ตัวร้ายในสงคราม”

ครั้งหนึ่ง นาปาล์มเคยถูกยกย่องว่าเป็น “อาวุธแห่งชัยชนะ” มันถูกใช้มาตั้งแต่ปลายสงครามโลกครั้งที่สอง ผ่านสงครามเกาหลี

ชอบเรื่องราวแบบนี้? ไปเที่ยวกับเราสิ

สนใจทัวร์นี้? ทักไลน์ได้เลย ทีมงานตอบไว

สอบถามผ่าน LINE