TAT 11/10382

FILE Nº 0363 · สงคราม · ไม่ลับแล้ว

รัฐคอลิฟะห์รอชิดูน: กองทัพมุสลิมพิชิตจักรวรรดิเปอร์เซีย

สงครามเผยแพร่ อัปเดต 19 นาทีในการอ่าน
ขอม

TL;DR — จุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่ ได้มาเพราะความกล้าหาญ รอบคอบ และลงมือทำ มิใช่ได้มาเพราะโชคช่วย

สารบัญ
  1. การรุกรานเมโสโปเตเมียครั้งแรก
  2. ยุทธการซัลลาซิล (The Battle of Sallasil)
  3. ยุทธการวาลาจา (Battle of Walaja)
  4. สมรภูมิอัล-อันบาร์ (Battle of Al-Anbar)
  5. สมรภูมิเดามัต-อุล-จันดา (Battle of Daumat-ul-janda)
  6. สมรภูมิฮูเซด (Battle of Husayd )
  7. สมรภูมิมูซายะห์ (Battle of Muzayyah)
  8. สมรภูมิซันนี่ (Battle of Saniyy)
  9. สมรภูมิซูเมล (The battle of Zumail)
  10. สมรภูมิฟิราซ (Battle of Firaz)
  11. การรุกรานเมโสโปเตเมียครั้งที่สอง
  12. สมรภูมิบูไวบ์ (Battle of Buwaib)
  13. โรมันไบแซนไทน์และซาซาเนียนแห่งเปอร์เซีย ทำข้อตกลงเป็นพันธมิตรกัน
  14. สมรภูมิอัลคาดิซิยะฮ์ (Battle of al-Qadisiyyah)
  15. ปิดล้อมเมืองหลวงของเปอร์เซีย
  16. สมรภูมินาฮาวันด์ (Battle of Nahavand)
  17. กองทัพมุสลิมพิชิตโรมันไบแซนไทน์
  18. มุสลิมพิชิตอาเซอร์ไบจาน
  19. กองทัพมุสลิมพิชิตโคราชัน

รัฐคอลิฟะห์รอชิดูน เป็นรัฐแรกของศาสนาอิสลาม ก่อตั้งหลังจากที่ นบี มูฮัมมัด เสียชีวิต โดยแนวทางของอาณาจักรคือการต้องการขยายอำนาจ ดินแดน และที่สำคัญคือเพื่อเผยแพร่ศาสนา โดยมี อะบูบักร์ (Abu Bakr) เป็นคอลีฟะฮ์องค์แรก

ในยุคแรกเริ่ม กองทัพมุสลิมยังไม่มีอำนาจมาก เนื่องจากในยุคสมัยนั้นจักรวรรดิที่มีอำนาจ ไม่มีผู้ใดต้านทานได้ คือ จักรวรรดิซาซาเนียน แห่งเปอร์เซีย และจักรวรรดิโรมันไบแซนไทน์ โดยทั้งสองจักรวรรดิต่างห้ำหั่นกันอย่างไม่หยุดหย่อนหลายทศวรรษด้วยเหตุผลของตน

ความขัดแย้งของจักรวรรดิซาซาเนียนกับไบแซนไทน์ เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ทั้งสองจักรวรรดิอ่อนแอลง และตกเป็นเป้าหมายหลักของกองทัพมุสลิมในการสนองแนวทางของตน

สิ้นสุดสงครามไบแซนไทน์ – ซาซาเนียน จุดแรกเริ่มความยิ่งใหญ่ของกองทัพมุสลิม

สงครามไบแซนไทน์– ซาซาเนียน ต่อสู้กันระหว่างปี ค.ศ. 602–628 เป็นสงครามที่สร้างเสียหายมากที่สุดของทั้งสองจักรวรรดิ โดยมีการสู้รบกันทั่วตะวันออกกลาง: ในอียิปต์ ลิแวนต์ เมโสโปเตเมีย คอเคซัส อานาโตเลีย อาร์เมเนีย ทะเลอีเจียน และก่อนถึงกำแพงเมืองคอนสแตนติโนเปิล

เมื่อสงครามจบ ทั้งสองฝ่ายต่างใช้ทรัพยากรต่าง ๆ จนหมด จึงทำให้แต่ละฝ่ายเริ่มอ่อนแอ และเสื่อมถอย

การรุกรานเมโสโปเตเมียครั้งแรก

หลังจากจบสงครามระหว่างไบแซนไทน์ กับซาซาเนียน ได้ไม่นาน ในปี ค.ศ.633 หัวหน้าชนเผ่าทางตะวันออกเฉียงเหนือของอาระเบีย อัล-มูธานนา อิบัน ฮาริธา (Al-Muthanna ibn Harith) บุกโจมตีเมืองในเมโสโปเตเมีย (ปัจจุบันคืออิรัก) ของจักรวรรดิซาซาเนียน แห่งเปอร์เซีย จนสำเร็จ และเขาเดินทางไปหาอะบูบักร์ (Abu Bakr)คอลีฟะห์ แห่งกองทัพมุสลิม เพื่อรายงานความสำเร็จของตน จนได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการทหาร

หลังจากนั้นอัล-มูธานนา เริ่มโจมตีลึกเข้าไปในเมโสโปเตเมีย จนได้รับชัยชนะหลายครั้ง ทำให้อะบูบักร์ คิดเกี่ยวกับแผนการในการขยายดินแดนรอชิดูน (Rashidun)

ยุทธการซัลลาซิล (The Battle of Sallasil)

หลังจากการบุกเมโสโปเตเมียได้ไม่ถึงสองเดือน ในปีเดียวกันนั่นเอง เกิดการสู้รบกันระหว่างคอลิด อิบนุ อัล-วาลิด (Khalid ibn al-Walid) ผู้นำกองทัพมุสลิม กับกองทัพของจักรวรรดิเปอร์เซีย นำโดยฮอร์มุซด์ (Hormozd) ที่คาซิม่า (Kazima) ปัจจุบันคือประเทศคูเวต ฝ่ายมุสลิมได้รับชัยชนะ และยึดดินแดนแถวแถบนั้นได้สำเร็จ

เมื่อจบศึกนี้ คอลิด อิบนุ อัล-วาลิด ได้ยกไปรบกับกองทัพเปอร์เซียในเมโสโปเตเมีย(อิรัก) อีกครั้ง และได้รับชัยชนะกองทัพเปอร์เซียที่มีจำนวนมากกว่า

ยุทธการวาลาจา (Battle of Walaja)

เป็นการสู้รบในเมโสโปเตเมีย (อิรัก) ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 633 คอลิด อิบนุ อัล-วาลิด ได้ยกทัพไปเสริม อัล-มูธานนา อิบัน ฮาริธา ที่สู้รบกับเปอร์เซียอยู่ในแถบนี้อยู่แล้ว ในสงครามครั้งนี้กองทัพเปอร์เซียของจักรวรรดิซาซาเนียน มีกำลังเป็นสองเท่าของกองกำลังมุสลิม แต่ด้วยความเก่งของ คอลิด อิบนุ อัล-วาลิด นำให้กองทัพมุสลิมมีชัยต่อกองทัพเปอร์เซีย

การต่อสู้ที่บ้าระห่ำของกองทัพมุสลิมในหลาย ๆ สมรภูมิติดต่อกัน ทำให้ชาวเปอร์เซียและพันธมิตรกลุ่มต่าง ๆ ของเปอร์เซีย ล้มตายเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ยังทำให้ชาวเปอร์เซียล่าถอยจากเมโสโปเตเมีย (อิรัก) บ้างก็ถูกจับกุม

สมรภูมิอัล-อันบาร์ (Battle of Al-Anbar)

ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.633 มีการรบที่อัล-อันบาร์ ระหว่างกองทัพอาหรับมุสลิมภายใต้การบังคับบัญชาของคอลิด อิบน์ อัล-วาลิด และจักรวรรดิซาซาเนียน การสู้รบเกิดขึ้นที่เมืองอันบาร์ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองบาบิโลนโบราณประมาณ 100 กิโลเมตร

คอลิด เข้าปิดล้อมชาวเปอร์เซีย ที่มีป้อมปราการและกำแพงเมืองที่แข็งแรง มีการใช้พลธนูมุสลิมจำนวนมากในการปิดล้อม เชอร์ซาด (Shirzad) ผู้ว่าการชาวเปอร์เซียยอมจำนนในที่สุด

สมรภูมิเดามัต-อุล-จันดา (Battle of Daumat-ul-janda)

ในเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ.633 กองทัพชาวมุสลิมยกทัพปราบกบฎอาหรับเดามัต-อุล-จันดา (ประเทศซาอุดิอาระเบีย ในปัจจุบัน) นำทัพโดยอิยาด อิบัน กัม (Iyad ibn Ghanm) แต่ก็ไม่สามารถทำสำเร็จได้ จึงขอความช่วยเหลือไปที่คอลิดฯ ซึ่งตอนนั้นเขาอยู่ที่เมโสโปเตเมีย (อิรัก) เมื่อคาลิดมาถึงก็สามารถเอาชนะเหล่ากบฎได้อย่างง่ายดาย

สมรภูมิฮูเซด (Battle of Husayd )

ในเดือนและปีเดียวกันนั้น อัล-ตามิมี (Al-Qa’qa’ ibn Amr al-Tamimi) นำทัพมุสลิมไปปราบชาวอาหรับคริสเตียนและกองทัพเปอร์เซีย และสามารถเอาชนะได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ อัล-ตามิมี ได้สังหารผู้บัญชาการทัพ นายทหาร แม่ทัพ ของฝั่งพันธมิตรเปอร์เซียทั้งหมดอย่างเลือดเย็น

สมรภูมิมูซายะห์ (Battle of Muzayyah)

ในช่วงเดือนพฤศจิกายน ปี ค.ศ.633 บาห์มัน (Bahman) ได้รวบรวมทหารชาวอาหรับที่รอดชีวิตจากสมรภูมิต่าง ๆ จัดตั้งกองทัพเพื่อแก้แค้นเอาคืนกองทัพมุสลิมที่สังหารอิบน์ บาชีร์(Aqqa ibn Qays ibn Bashir) ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของพวกเขา และต้องการยึดคืนพื้นที่ที่โดนกองทัพมุสลิมยึดไป

คอลิด อิบนุ อัล-วาลิด ได้วางกลอุบาย วางแผนกลยุทธ์ แยกกำลังออกเป็น 3 กอง เพื่อนำกองทัพมุสลิมไปจัดการชาวอาหรับและชาวเปอร์เซียที่มูซายะห์ โดยคอลิดได้เข้าโจมตีค่ายในเวลากลางคืน ได้สังหารทหารชาวอาหรับและเปอร์เซียไปหลายพันคน ส่วนที่เหลือหลบหนีไปได้ ถือเป็นการโจมตีที่แยบยล ทั้งยังประสบความสำเร็จอย่างมากของคอลิด

สมรภูมิซันนี่ (Battle of Saniyy)

ไม่ถึง 2 สัปดาห์ คาลิดได้ใช้กลอุบายเดิมจากสมรภูมิมูซายะห์ เพื่อเข้าตีค่ายชาวอาหรับที่ซันนี่(อิรัก) ในครั้งนี้ผู้นำทัพชาวอาหรับชื่อรอบิอา บิน บูจาอีร์ (Rabi’a bin Bujair) ในการต้านทานกองทัพมุสลิม แต่ด้วยขวัญกำลังใจและผู้นำที่เก่งกล้าสามารถของกองทัพมุสลิม ชาวอาหรับโดนสังหารหมู่ โดยมีผู้รอดชีวิตน้อยมาก เด็กและผู้หญิงถูกจับไปเป็นเฉลย ผู้นำทัพอาหรับก็โดนสังหารในสนามรบเช่นกัน

สมรภูมิซูเมล (The battle of Zumail)

เมื่อกองทัพชาวอาหรับถูกโจมตีค่ายที่ซันนี่แตก คนที่รอดชีวิตต่างหนีมาที่ซูเมล (ปัจจุบันคือพื้นที่ในประเทศอิรัก) แต่หนีได้ไม่นาน กองทัพมุสลิมที่นำโดยคาลิดผู้เกรียงไกรก็ตามมาทัน และได้สังหารเหล่าทหารอาหรับผู้ซึ่งภักดีต่อจักรวรรดิซาซาเนียนแห่งเปอร์เซียตายเกือบหมด

การต่อสู้ในครั้งนี้ถือเป็นชัยชนะที่สำคัญของกองทัพมุสลิม เพราะสามารถยึดครองเมโสโปเตเมีย (อิรัก)

สมรภูมิฟิราซ (Battle of Firaz)

มกราคม ปี ค.ศ.634 คอลิดได้นำกองทัพมุสลิมไปรบกับกองทัพผสมของโรมันไบแซนไทน์และจักรวรรดิซาซาเนียนแห่งเปอร์เซีย ที่ฟิราซ (อิรัก) และเป็นการรบครั้งสุดท้ายของคาลิด เนื่องจากเขาถูกลดตำแหน่งและบทบาทลง และถือเป็นการบุกเมืองต่าง ๆ ในโมโสโปเตเมียระลอกแรก

การรุกรานเมโสโปเตเมียครั้งที่สอง

ต้นเดือนตุลาคม ปี ค.ศ.634 กองทัพเปอร์เซียได้บุกยึดเมืองต่าง ๆ ที่เสียไปให้กับกองทัพมุสลิมในเมโสโปเตเมีย (อิรัก) ฝ่ายมุสลิมต่างส่งกำลังเสริมจากทัพต่าง ๆ มาสู้รบกันที่บริเวณเมืองคูฟา(Kufa) ประเทศอิรักในปัจจุบัน แต่ในครั้งนี้ก็ไม่อาจต้านทานกองทัพของเปอร์เซียได้

สมรภูมิบูไวบ์ (Battle of Buwaib)

กาหลิบอูมา (Caliph Umar) ได้ส่งกำลังเสริมไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ที่มีการสู้กันกับกองทัพของเปอร์เซีย

อัล-มูธานนา อิบัน ฮาริธา (Al-Muthanna ibn Harith) กำลังต่อสู้กับเปอร์เซียอยู่ที่บูไวน์ และเขาก็สามารถโอบล้อมกองทัพเปอร์เซียที่มีจำนวนมากกว่าได้ โดยกองทัพมุสลิมได้รับความช่วยเหลือจากชาวอาหรับที่นับถือศาสนาคริสต์ที่เคยภักดีกับจักรวรรดิซาซาเนียน แห่งเปอร์เซีย

โรมันไบแซนไทน์และซาซาเนียนแห่งเปอร์เซีย ทำข้อตกลงเป็นพันธมิตรกัน

มกราคม ปี ค.ศ.635 ยาซด์เกิร์ดที่ 3 (Yazdgerd III) กษัตริย์ซาซาเนียนแห่งเปอร์เซีย ได้ขอเป็นพันธมิตรกับจักรพรรดิเฮราคลิอุส (Heraclius) แห่งโรมันไบแซนไทน์ โดยการแต่งงานกับลูกสาวของเฮราคลิอุส ทั้งสองจักรวรรดิได้เตรียมกองทัพขนาดใหญ่รวมตัวกัน เพื่อเตรียมขับไล่กองทัพมุสลิมออกจากเมโสโปเตเมีย (อิรัก)

สมรภูมิอัลคาดิซิยะฮ์ (Battle of al-Qadisiyyah)

การสู้รบครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเดือนพฤศจิกายน ปี ค.ศ.363 ระหว่างกองทัพกองทัพมุสลิมที่จำนวนทหารราวสี่หมื่นคนนำทัพโดยซาด (Saad) และฝั่งเปอร์เซียมีทหารราวหกหมื่นคน นำทัพโดยรอสตัม ( Rostam) ด้วยยุทธวิธีของซาดสามารถสังหารผู้นำทัพฝั่งเปอร์เซียได้ก่อน ทำให้ทหารเปอร์เซียเสียขวัญกำลังใจและล่าถอยไป

ชัยชนะครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในการเติบโตของกองทัพมุสลิม และสามารถควบคุมดินแดนเมโสโปเตเมีย (อิรัก) อันอุดมสมบูรณ์ได้อย่างเบ็ดเสร็จ

ปิดล้อมเมืองหลวงของเปอร์เซีย

หลังจากที่กองทัพมุสลิมเอาชนะเปอร์เซียในสมรภูมิอัลคาดิซิยะฮ์ กาหลิบอูมา (Caliph Umar) ผู้นำคนที่สองของศาสนาอิสลาม เห็นว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องพิชิตเทสไซฟอน (Ctesiphon) เมืองหลวงของจักรวรรดิซาซาเนียนแห่งเปอร์เซีย

ในปี ค.ศ.637 ตั้งแต่เดือนมกราคม – มีนาคม กองทัพมุสลิมได้เข้าปิดล้อมเมืองหลวงของเปอร์เซียได้สำเร็จ ทำให้เหล่าทหารที่รอดตาย ต่างหนีกันไปรวมตัวกันที่จาลูลา(Jalula) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเทสไซฟอน ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ และเป็นเส้นทางที่นำไปสู่อิรัก คูราซาน และอาเซอร์ไบจาน

แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่อาจต้านทานความบ้าระห่ำของกองทัพมุสลิมได้ โดยชาวมุสลิมได้ปิดล้อมเป็นเวลา 7 เดือน จนกระทั่งยอมจำนน

สมรภูมินาฮาวันด์ (Battle of Nahavand)

หลังจากความพ่ายแพ้ของกองทัพเปอร์เซียในสมรภูมิจาลูลา ในปี ค.ศ.637 ยาซด์เกิร์ดที่ 3 แห่งเปอร์เซียก็ได้ย้ายไปที่เมืองเมิร์ฟ (พื้นที่ในประเทศอิหร่าน) เพื่อชุบตัว ซ่องสุมกำลัง ภายในเวลา 4 ปี ยาซด์เกิร์ดที่ 3 รู้สึกว่าตนมีอำนาจพอที่จะท้าทายกองทัพมุสลิมอีกครั้ง และเพื่อยึดครองดินแดนเมโสโปเตเมียอีกครั้ง

ยาซด์เกิร์ดที่ 3 รวบรวมทหารผ่านศึก อาสาสมัคร รวมแล้วประมาณหนึ่งแสนคน จากทุกส่วนของเปอร์เซียที่เหลืออยู่

ศึกระหว่างเปอร์เซียกับกองทัพมุสลิมได้เริ่มขึ้นอีกครั้งที่นาฮาวันด์ (อิหร่าน) ในปี ค.ศ.642 โดยผู้นำกองทัพมุสลิมสั่งให้จัดเต็มอัตรา ผลปรากฏว่าฝ่ายเปอร์เซียได้แพ้อย่างราบคาบให้กับกองทัพมุสลิม ทั้งยังสูญเสียเมืองสปาฮัน (Spahan) หรืออิสฟานฮานในปัจจุบัน

กองทัพมุสลิมพิชิตโรมันไบแซนไทน์

ในปี ค.ศ. 638 – 639 กองทัพมุสลิมได้เดินหน้าบุกบางส่วนของอาร์เมเนีย โดยกาหลิบอูมาได้แบ่งกองทัพออกเป็นสามกอง ซึ่งแต่ละกองมีแม่ทัพดังนี้ ฮาบิบ อิบัน มุสไลมา (Habib ibn Muslaima) เข้าตีเมืองทิฟลิส (Tiflis) กองที่สองให้อับดุลเรห์มาน (Abdulrehman) คุมทัพ และกองที่สามให้ฮุดไฮฟา (Hudheifa) ทั้งสามทำหน้าที่ของตนได้จนสำเร็จ ทำให้กองทัพมุสลิมสามารถยึดครองไบแซนไทน์ อาร์เมเนียได้

มุสลิมพิชิตอาเซอร์ไบจาน

ในปี ค.ศ.651 ฮุดไฮฟา แม่ทัพชาวมุสลิมเดินทัพจากเมืองเรย์ ภาคกลางของเปอร์เซีย ไปยังอาเซอร์ไบจาน ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของชาวเปอร์เซียที่มีการป้องกันอย่างดีในทางตอนเหนือ ชาวเปอร์เซียออกมาจากเมืองและทำการสู้รบ แต่ก็ต้องแพ้ให้กับฮุดไฮฟา และโดนยึดเมือง

จากนั้นฮุดไฮฟา เดินทัพไปทางเหนือตามชายฝั่งตะวันตกของทะเลแคสเปียน และยึดบับ อัล-อับวาบ (Bab al-Abwab) และเดินทัพต่อไปเรื่อย ๆ จนถึงใจกลางอาเซอร์ไบจาน จนชาวเปอร์เซียต้องยอมจำนนเพื่อแลกกับชีวิตของตนเอง

กองทัพมุสลิมพิชิตโคราชัน

โคราซัน (Khorasan) เป็นจังหวัดที่ใหญ่เป็นอับดับสองของอาณาจักรเปอร์เซีย อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอิหร่านในปัจจุบัน บางส่วนที่ปัจจุบันอยู่ในอิหร่านอัฟกานิสถาน ทาจิกิสถาน เติร์กเมนิสถานและอุซเบกิสถาน

ในปี ค.ศ.651 อาห์นาฟ อิบัน ไกส์ ( Ahnaf ibn Qais) แม่ทัพของมุสลิม นำทัพเดินทางเข้าไปตีโคราชัน รายทางก่อนถึงโคราชัน เมืองต่าง ๆ ระหว่างทางของเปอร์เซียต่างยอมจำนน กองทัพมุสลิมได้ล้อมเขตทางตอนใต้ของโคราชันจนสามารถยึดครองพื้นที่ได้

จากนั้นอาห์นาฟเดินทางไปยังเมิร์ฟ เมืองหลวงของโคราชัน ยาซด์เกิร์ดที่ 3 (Yazdgerd III) กษัตริย์ซาซาเนียนแห่งเปอร์เซียรู้ข่าว จึงเดินทางหนีไปที่เมืองบัลค์ (Balkh) เป็นเมืองที่อยู่ในอัฟกานิสถานในปัจจุบัน เพื่อซ่องสุมกำลังพล และมีเติร์กข่าน แห่งฟาร์กานา (Farghana) เป็นพันธมิตร

แต่ท้ายสุดแล้วเปอร์เซียก็มิอาจต้านทานกองทัพมุสลิมได้ ทำให้ ยาซด์เกิร์ดที่ 3 ต้องหลบหนีไปยังประเทศจีน

จากนั้นในเวลาต่อมา ผู้นำศาสนาอิสลามได้รวบรวมอำนาจทั้งหมดเอาไว้ได้ และถือเป็นจุดจบของเปอร์เซียผู้ที่เคยยิ่งใหญ่

การพิชิตเปอร์เซียของชาวมุสลิมถือเป็นการนำไปสู่การล่มสลายของจักรวรรดิซาซาเนียนแห่งเปอร์เซีย และการล่มสลายของศาสนาโซโรอัสเตอร์ในที่สุด มรดกของอารยธรรมเปอร์เซียที่ตกทอดมาถึงปัจจุบันยังคงมีให้เห็นไม่ว่าจะเป็นศิลปะ วัฒนธรรม วิทยาการต่าง ๆ มากมายที่แพร่กระจายไปทั่วโลก ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ มัสยิดของศาสนาอิสลามทั่วโลก ที่นำศิลปะและสถาปัตยกรรมของเปอร์เซียมาใช้จนถึงปัจจุบัน ทั้งยังสามารถเปลี่ยนเปอร์เซียให้เป็นส่วนหนึ่งของโลกอิสลามได้

บทความที่เกี่ยวข้อง

FILE Nº 0345
DECLASSIFIED
ขอม
#สงคราม27 ต.ค. 2566

“ซาซาเนียน” จักรวรรดิสุดท้ายแห่งอารยธรรมเปอร์เซีย

เราจะพาท่านไปรู้จักกับจักรวรรดิซาซาเนียนที่เป็นยุครุ่งเรืองและเป็นยุคสุดท้ายของอารยธรรมเปอร์เซียก่อนที่จะถูกรุกรานโดยอาณาจักรอิสลาม

FILE Nº 0039
DECLASSIFIED
อิสลาม
#ประวัติศาสตร์26 มี.ค. 2568

📜✨รอมฎอน: เดือนศักดิ์สิทธิ์ในหน้าประวัติศาสตร์อิสลาม ✨📜

เดือนรอมฎอน ถือเป็นเดือนที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของศาสนาอิสลาม เพราะนี่เป็นช่วงเวลาแห่งการถือศีลอด การละหมาด

FILE Nº 0060
DECLASSIFIED
เปอร์เซีย
#ประวัติศาสตร์25 ก.พ. 2568

กษัตริย์เปอร์เซียฉีกจดหมายจากนบีมูฮัมหมัด: เหตุการณ์ก่อนเปอร์เซียถูกพิชิตโดยชาวมุสลิม

ก่อนที่อิหร่านจะนับถือศาสนาอิสลาม ชาวอิหร่านนั้นนับถือศาสนาโซโรอัสเตอร์ หรือ ศาสนาบูชาไฟมาก่อน

ชอบเรื่องราวแบบนี้? ไปเที่ยวกับเราสิ

สนใจทัวร์นี้? ทักไลน์ได้เลย ทีมงานตอบไว

สอบถามผ่าน LINE