FILE Nº 0403 · ท่องเที่ยว · ไม่ลับแล้ว
ทำความรู้จักอิหร่านใน 7 ข้อ ตีแผ่แบบตรงไปตรงมาสำหรับนักท่องเที่ยว

TL;DR — อิหร่านปลอดภัยไหม? มีสงครามไหม? น่ากลัวจริงมั้ย?… นี่คงเป็นคำถามในหัวของหลายๆ คนที่ผุดขึ้นมาเมื่อพูดถึงประเทศนี้
สารบัญ
… อิหร่านปลอดภัยไหม? มีสงครามไหม? น่ากลัวจริงมั้ย?… นี่คงเป็นคำถามในหัวของหลายๆ คนที่ผุดขึ้นมาเมื่อพูดถึงประเทศนี้ บทความนี้ The Wild Chronicles จะพาไปตีแผ่การท่องเที่ยวอิหร่านภายใน 7 ข้อแบบตรงไปตรงมาให้แก่นักท่องเที่ยว นำเสนอตามข้อมูลและประสบการณ์การท่องเที่ยวอิหร่านมาอย่างยาวนาน เป็นอย่างไรไปดูกันครับ…
*** 1. ไปอิหร่าน ต้องเจอสงครามกับขีปนาวุธแน่นอน!? ***
คำตอบ: ไม่จริง
แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเจอสถานการณ์สงครามในอิหร่าน เนื่องจากการยิงชีปนาวุธจากอเมริกาโจมตีใส่กองทัพอิหร่าน “ไม่ได้เกิดขึ้น” ในอิหร่าน แต่มันกลับเกิดในประเทศอื่นๆ ที่อิหร่านเข้าไปแผ่อิทธิพลไว้
ปัจจุบันสงครามระหว่างอิหร่านและอเมริกาอยู่ในลักษณะของ “สงครามตัวแทน” (Proxy War) ซึ่งเป็นความขัดแย้งที่ต่างฝ่ายต่างไม่บุกโจมตีโดยตรงกับอีกฝ่ายหนึ่งตรง
แต่เลือกใช้ประเทศที่สามเป็นสมรภูมิ โดยทั้งสองฝ่ายสนับสนุนพันธมิตรของตนในการต่อสู้กับคู่แข่ง
นอกจากนั้นการขู่จะยิงกันมักทำเพื่อสู้รบแบบ “จิตวิทยา” ที่อเมริกาจะขู่ยิงอิหร่าน อิหร่านก็ประกาศพร้อมโต้กลับทันที หรือกล่าวง่ายๆ ว่ามันคือการดึงเชิงขู่กันไปกันมา แล้วไปยิงกันที่ประเทศอื่น เช่นในซีเรีย เลบานอน และจอร์แดน
หากดูไทม์ไลน์การต่อสู้ของสงครามอิสราเอล-ฮามาสที่เกิดขึ้นเมื่อปลายปีก่อน ก็จะเห็นว่าการยิงขีปนาวุธไม่ได้เกิดบนพื้นที่อิหร่านเลย – วันที่ 7 ต.ค. 2023 กลุ่มฮามาสเปิดฉากการโจมตีอิสราเอลอย่างไม่คาดฝัน อิสราเอลก็ตอบโต้ ด้วยปฏิบัติการภาคพื้นดินและการโจมตีทางอากาศในฉนวนกาซา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วจำนวนมาก ส่งผลให้อิสราเอลถูกตำหนิจากหลายฝ่ายรวมถึงชาติพันธมิตร – กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ซึ่งเป็นพันธมิตรกับฮามาส ยิงโจมตีทางตอนเหนือของอิสราเอลตั้งแต่ช่วงแรกของสงครามจนถึงปัจจุบัน – อีกกลุ่มที่เป็นพันธมิตรกับฮามาสอย่าง “กลุ่มติดอาวุธฮูตี” ในเยเมน ซึ่งหลังจากที่สงครามในอิสราเอลเกิดขึ้น พวกเขาได้เปิดฉากยิงโจมตีเรือสินค้าและเรือพาณิชย์ที่แล่นผ่านอ่าวเอเดนและทะเลแดง ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือชนส่งสินค้าที่สำคัญเส้นหนึ่งของโลก เพื่อกดดันอิสราเอลให้ยุติการทำสงครามในฉนวนกาซา – อีกทั้งตั้งแต่วันที่ 12 ถึง 22 ตุลาคม อิสราเอลเปิดฉากยิงโจมตีสนามบินในซีเรียอย่างน้อยสามครั้ง โดยเฉพาะที่ดามัสกัสและอเลปโป จากนั้น 24 ตุลาคม มีการโจมตีซ้ำอีกครั้งที่เขตปกครองดารา โดยระบุว่าเป็นการตอบโต้จรวด 2 ลูกที่ยิงจากซีเรียเข้าสู่อิสราเอลตอนเหนือ – 20 ธันวาคม ซีเรียทำการยิงจรวด 4 ลูกไปที่ราบสูงโกลานที่อิสราเอลยึดครอง อิสราเอลก็ยิงตอบโต้พุ่งเป้าไปที่กองทัพซีเรียเช่นกัน – อเมริกาและสหราชอาณาจักรได้ร่วมกันเปิดฉากปฏิบัติการโจมตีกลุ่มฮูตีหลายจุดในเยเมนตั้งแต่วันที่ 11 ม.ค. 2024 โดยเน้นโจมตีโครงสร้างทางทหารที่อาจใช้สำหรับโจมตีเรือในทะเลแดงและอ่าวเอเดน – อีกกลุ่มคือขบวนการต่อต้านเพื่ออิสลามในอิรัก ตั้งแต่ 2 พฤศจิกายน – 28 มกราคม 2024 พวกเขาได้ทำการโจมตีพื้นที่ต่างๆ ของอิสราเอลมากถึง 11 ครั้งเป็นอย่างน้อย อีกทั้งใช้โดรนโจมตีฐานทัพอเมริกาในซีเรียอีก 3 ครั้ง เพื่อตอบโต้การโจมตีของอิสราเอลต่อพลเรือนชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา (กลุ่มฮามาส ฮิซบอลเลาะห์ และฮูตี นั้นเป็นพันธมิตรที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน) – 15 ม.ค. 2024 อิหร่านได้เปิดฉากโจมตีในพื้นที่ในสองประเทศใกล้เคียง คืออิรักและซีเรีย รวมถึงโจมตีปากีสถานด้วยในเวลาต่อมา – อิหร่านอ้างว่า การโจมตีอิรักนั้น เป็นการเล็งเป้าไปศูนย์บัญชาการหน่วยข่าวกรองของอิสราเอล เพื่อตอบโต้อิสราเอลที่ก่อนหน้านี้สังหารผู้บัญชาการนายหนึ่งของอิหร่าน – ส่วนการโจมตีซีเรียนั้น พุ่งเป้าไปที่ฐานของกลุ่มก่อการร้ายต่อต้านอิหร่าน ซึ่งเชื่อว่ามีความเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดกลางงานพิธีรำลึกคาเซม โซเลมานี อดีตผู้บัญชาการอิหร่าน ส่วนการโจมตีปากีสถานนั้น อิหร่านบอกว่าโจมตีไปที่กองกำลังแห่งความยุติธรรม ซึ่งเป็นกลุ่มต่อต้านอิหร่านที่อยู่ในบริเวณชายแดนระหว่างทั้งสองประเทศ – 28 มกราคม 2024 กลุ่มติดอาวุธในประเทศอิรักและซีเรีย ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ส่งโดรนเข้าโจมตีฐานทัพอเมริกาบริเวณชายแดนด้านตะวันออกเฉียงเหนือของจอร์แดน ติดกับซีเรีย ทำให้มีทหารสหรัฐฯ เสียชีวิต 3 นายและได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 34 นาย – 2 กุมภาพันธ์ 2024 อเมริกาได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศในอิรักและซีเรีย เพื่อตอบโต้กลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน โดยสังหารหนึ่งในผู้บัญชาการของกลุ่มไป
– 20 กุมภาพันธ์ ฮูตียังไม่หยุดยั้งใช้ขีปนาวุธโจมตีเรืออเมริกา 2 ลำในอ่าวเอเดน จากนั้นได้ยิงขีปนาวุธ 2 ลูกใส่เรือให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมลำหนึ่งที่กำลังมุ่งหน้าสู่เยเมน
…จะเห็นได้ว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นภายใต้ความขัดแย้งทั่วทั้งภูมิภาค กลับไม่มีการปะทะเกิดขึ้นในประเทศอิหร่านเลย ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับที่ไม่มีการปะทะในประเทศอเมริกาซึ่งเป็นผู้นำสงคราม Proxy อีกด้านหนึ่ง…
การตั้งยันระหว่างอิหร่านกับอเมริกาเช่นนี้ ดำเนินมาหลายสิบปีแล้ว อเมริกาไม่คิดว่าการสงครามกับอิหร่านแบบซึ่งหน้านั้นคุ้มค่า อิหร่านก็เช่นกัน ทั้งสองจึงทำเพียงประณามและลอบโจมตีฐานทัพฝ่ายตรงข้ามเป็นระยะๆ เพื่อข่มขู่แสดงแสนยานุภาพทางการทหารของตนเองให้ประชาชนเห็น
นอกจากนี้สถานที่ท่องเที่ยวเส้นทางหลักของอิหร่านไม่ได้เป็นจุดเสี่ยงของการปะทะกันเลยครับ …การไปเที่ยวอิหร่านจึงไม่ได้ไปเกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนี้เลย เหมือนที่เราไปเที่ยวอเมริกา ก็ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้เลย
*** 2. อิหร่านไม่ปลอดภัย? มีการฉกชิงวิ่งราวมาก? ***
คำตอบ: ไม่จริง
อิหร่านเป็นประเทศที่มีความปลอดภัยเป็นอย่างมาก ส่วนหนึ่งมาจากการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ส่งผลให้มีอัตราการเกิดอาชญากรรมต่ำ เราสามารถเดินไปบนถนนได้อย่างสบายใจ และไม่รู้สึกถึงการคุกคามจากคนในพื้นที่ ซึ่งมันเป็นแบบนี้ในทุกเมืองของอิหร่าน
มีกรณีตัวอย่างจากบทความของคุณติอาโก้และเฟอร์นันดา จาก Mondayfeelings ที่พวกเขาบอกเล่าประสบการณ์การอาศัยอยู่ในอิหร่าน 1 เดือนเต็มไว้อย่างน่าสนใจว่า
“อิหร่านเป็นหนึ่งในประเทศที่ปลอดภัยที่สุดที่เราเคยไปมา เราเดินเล่นตอนกลางคืนและไม่เคยมีปัญหาใดๆ เลย นอกจากนี้เรายังใช้โทรศัพท์มือถือขณะอยู่บนรถขนส่งสาธารณะ เรารู้ว่าในประเทศยุโรปส่วนใหญ่ สิ่งนี้อาจฟังดูไร้สาระ แต่คุณไม่สามารถทำสิ่งนี้ได้จริงๆ ในเซาเปาโล” (เพราะจะถูกโจรวิ่งราว)
*** 3. รัฐบาลอิหร่านอยู่เหนือทุกสิ่ง คุณจะโดนจับและกลับประเทศไม่ได้!? ***
คำตอบ: เป็นความจริง แต่ไม่ทั้งหมด
รัฐบาลอิหร่านเป็นรัฐบาลที่มีการปกครองแบบกึ่งเผด็จการโดยผู้นำศาสนามาตั้งแต่ครั้งการปฏิวัติอิสลามปี 1979
…อย่างไรก็ตาม มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่คุณจะโดนจับ หากไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย…
กรณีตัวอย่างของชาวต่างชาติที่เคยโดนจับคือพวกเขาทำเรื่องที่ผิดกฎอย่างร้ายแรงโดยไม่ฟังคำเตือน อย่างการบินโดรนเหนือสถานที่ทางการทหาร หรือลักลอบเข้าอิหร่านทางชายแดนโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งการทำผิดขั้นนี้ย่อมทำให้ถูกจับไม่ว่าอยู่ในประเทศใด
ในส่วนของกรณีนักท่องเที่ยวหญิงจำเป็นต้องสวมเครื่องแต่งกายมิดชิด สวมผ้าคลุมศีรษะก็จริง แต่จากประสบการณ์ของผม (ปั๊บ ผู้เขียนนะครับ) กฎนี้มิได้เข้มงวด ตำรวจท้องถิ่นจะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ โดยการเตือนพวกคุณอย่างสุภาพ (เขาไม่คิดค่าปรับนะครับ) พอคุณทำตาม ตำรวจจะขอบคุณและจากไป ที่ผ่านมาผมไปนับสิบรอบ เจอแค่ครั้งเดียว
ซึ่งถ้าคุณทำทุกอย่างถูกกฎหมาย และทำตัวตามปกติ ก็รับรองว่าสบายใจได้ทุกอย่างครับ
*** 4. อิหร่านเป็นแหล่งซ่องสุมผู้ก่อการร้าย!? ***
คำตอบ: ไม่จริง
ยุคปัจจุบัน เวลาพูดถึงผู้ก่อการร้าย ความหมายหนึ่งจะหมายถึงกลุ่มก่อการร้ายที่มีอุดมการณ์สะลาฟีย์ ญิฮาดสากล เช่น อัลเคดา หรือ ISIS อีกความหมายเป็นคำเหยียดทางการเมือง ใช้ขยายรัฐบาลหรือกลุ่มการเมืองที่เราไม่ชอบ
แน่นอนว่าอิหร่านถูกเรียกจากหลายฝ่ายว่าเป็น “ประเทศผู้ก่อการร้าย” แต่รัฐบาลหลายชาติเช่น อิสราเอล จีน รัสเซีย อเมริกา รวมไปถึงไทยก็มีคนที่ถูกเรียกว่า “ผู้ก่อการร้าย” ทั้งนี้เพราะการมีศัตรูทางการเมืองนั้นเป็นเรื่องปกติ
อิหร่านเองยังมีความขัดแย้งกับกลุ่มผู้ก่อการร้าย ISIS และอัลเคดาอย่างรุนแรง เพราะอิหร่านนับถืออิสลามนิกายชีอะห์ แต่กลุ่มก่อการร้ายเหล่านั้นเป็นสุหนี่หัวรุนแรง อิหร่านจึงไม่มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มก่อการร้ายในแนวทางสะลาฟีย์เลย
*** 5. อิหร่านเป็นคนอาหรับหัวรุนแรง!? ***
คำตอบ: ไม่จริง
มันเป็นอะไรที่น่าเห็นใจอย่างมากกับข้อกล่าวหาแบบนี้ เพราะพวกเขาไม่ใช่คนอาหรับ แต่พวกเขาเป็น “คนเปอร์เซีย” ซึ่งมีรากฐานมาจากอารยธรรมเปอร์เซียอันแสนยิ่งใหญ่นานนับพันปี
จักรวรรดิเปอร์เซียเป็นหนึ่งในจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ต่อจากนั้นอิหร่านถูกยึดครองโดยผู้ปกครองชาวอาหรับในศตวรรษที่ 7 ชาวอาหรับรับวัฒนธรรมของอิหร่านไปเผยแพร่แก่ชาวโลก พูดง่ายๆ อะไรที่เรามองว่า “แขก” นั้น มักมีความเกี่ยวข้องกับอิหร่าน เช่น รูปซุ้มเปอร์เซีย การจัดสวน อาหาร เครื่องหอม เครื่องนุ่งห่ม
ด้วยเหตุนี้อิหร่านจึงมีความภาคภูมิใจต่อวัฒนธรรมและความเป็นเปอร์เซียของตนเองอย่างมาก
นอกจากนี้พวกเขายังนับถือศาสนาอิสลาม “นิกายชีอะฮ์” ซึ่งแตกต่างกับคนอาหรับที่นับถือ “นิกายสุหนี่”
*** 6. คนอิหร่านน่ากลัว ปิดกั้นตัวเอง ไร้ความเป็นมิตร!? ***
คำตอบ: ไม่จริง
…คิดผิดถนัดเลย คนอิหร่านถือเป็นหนึ่งในชาติที่มีความเป็นมิตรสูงติดลำดับต้นๆ โลกอย่างแน่นอน…
พวกเขามักมีความจิตใจดี ใจกว้าง อัธยาศัยดี และพร้อมให้การต้อนรับนักท่องเที่ยว คนส่วนใหญ่หัวสมัยใหม่พวกเขามีความภาคภูมิใจอย่างมากที่จะแบ่งปันวัฒนธรรมออกไปให้ทั่วโลกรับรู้ ซึ่งมันสร้างความประทับใจให้แก่แขกผู้มาเยือนได้เสมอ
จากประสบการณ์ไปเยือนอิหร่านมาหลายครั้ง พวกเขาต้อนรับแขกด้วยความเอื้อเฟื้อเป็นมิตร
จากประสบการณ์ของผู้ที่เคยไปเยือนอิหร่านอย่างคุณ Kunjira P เคยบอกว่า
“highlight ที่ surprising สุดๆ ของอิหร่าน คือผู้คน คือดี คือน่าเอ็นดู เขารู้ตัวว่าคนทั้งโลกมองว่าประเทศเขาไม่ปลอดภัย มองว่าพวกเขาน่ากลัว จากการสื่อสารที่บิดเบือนผ่านการข่าวของโลกเสรี ดังนั้นพอเห็นนักท่องเที่ยวมาบ้านเขา เขาก็ซาบซึ้งตื้นตันใจ หลายคนเดินมาขอบคุณฉันที่มาเที่ยว ที่เปิดใจ แบบเดินมาขอจับมือ ขอกอด ขอถ่ายรูปแล้วบอกขอบใจ ฮืออ #ใจเหลววววว”
แม้แต่คนอเมริกาที่เปรียบเสมือนขั้วตรงข้ามทางการเมืองของพวกเขา พวกเขายังให้การคนต้อนรับแบบคนพิเศษอย่างกรณีของคุณแจ็กกี้ เจ้าของบล็อกเกอร์ Bohemianvagabond ดังนี้
“ฉันรู้สึกปลอดภัยมากขณะเดินทางในอิหร่าน มากกว่าสถานที่ส่วนใหญ่ในโลก การได้พบกับนักท่องเที่ยวชาวอเมริกันในอิหร่าน พวกเขาจะรู้สึกทึ่งและเหมือนได้รับเกียรติ พวกเขามีความจริงใจ และมีอัธยาศัยดี อีกทั้งผู้ชายจะไม่ก้าวร้าวทางร่างกายหรือทางวาจา ซึ่งทำให้ฉันรู้สึกปลอดภัยและสบายใจ”
ไม่เพียงแค่นั้นเธอยังเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวชาวอเมริกันไปเยือนอิหร่านอีกด้วย ดังที่ว่า “ฉันยินดีและท้าทายให้คุณไปเยือนอิหร่าน หลายๆ คนที่เคยไปเยือนกลับมาจะพูดแต่สิ่งดีๆ เกี่ยวกับอิหร่าน มันมีแง่มุมอีกมากมายที่เป็นเหตุผลให้ควรไปเยี่ยมชมอิหร่านสักครั้ง”
*** 7. VISA อิหร่านทำยาก และไปอิหร่านแล้ว จะไป USA ไม่ได้!? ***
คำตอบ: ไม่จริง
VISA อิหร่านทำง่ายมาก สามารถทำเสร็จได้ในเวลา 2 อาทิตย์ถึง 1 เดือน และมีแม้กระทั่ง VISA on arrival (แต่ต้องยื่นขออนุญาตล่วงหน้าเล็กน้อย)
วีซ่าอิหร่านไม่มีการประทับตราลงหน้าพาสปอร์ต จึงไม่มีการสืบค้นข้ามประเทศ
สำหรับความเชื่อที่ว่าทำวีซ่าอิหร่านแล้วจะไปอเมริกายากนั้น มาจากเมื่อก่อนอิหร่านยังมีการประทับตราลงหน้าหนังสือเดินทาง และการทำวีซ่าอเมริกามีสองแบบ คือแบบยาวกับแบบสั้น ถ้าเราเป็นคนจากประเทศที่เจริญหรือประเทศที่อเมริกาอนุมัติ เราจะได้ทำวีซ่าแบบสั้น แต่ถ้าเรามีสิทธิ์ทำวีซ่าแบบสั้นแล้วเคยไปอิหร่าน เราจะถูกปัดไปทำวีซ่าแบบยาว
ซึ่งสำหรับคนไทย ยังไงเราเป็นแบบยาวอยู่แล้วจึงไม่มีผล และอย่างที่บอกว่าหลังโควิดมา อิหร่านไม่ประทับตราลงพาสปอร์ตอีกแล้ว ดังนั้นการไปอิหร่านยิ่งไม่มีผลใดๆ กับการขอวีซ่าไปอเมริกา สบายใจได้ครับสำหรับคนที่ต้องการไปเที่ยวทั้งสองประเทศ
::: สรุป :::
ภายใต้การเมืองโลก สื่อข่าวจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายหลักๆ คือ “ฝ่ายโลกเสรี” เช่น อเมริกา สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น และไทยก็อยู่ฝ่ายโลกเสรี และ “ฝ่ายที่ไม่ใช่โลกเสรี” เช่น จีน รัสเซีย รวมถึงอิหร่านด้วยเช่นกัน ซึ่งทั้งสองฝ่ายก็พยายามต่อสู้กัน
สื่อฝ่ายโลกเสรี (หลักๆ คืออเมริกา) มักจะนำเสนอภาพลักษณ์ของอิหร่านในฐานะของ “วายร้าย” ที่อยู่ทุกเบื้องหลังของกลุ่มก่อการร้าย โดยเน้นไปที่อาวุธนิวเคลียร์ ผู้คลั่งไคล้ศาสนา การละเมิดสิทธิมนุษยชน และระบอบเผด็จการ ซึ่งต้องยอมรับว่าอิทธิพลของสื่อเหล่านี้มีผลอย่างมากในกลุ่มโลกเสรี รวมไปไทยด้วย
แต่ผมไม่ได้บอกว่าสื่อฝ่ายโลกเสรีไม่ดีนะ ฝ่ายที่ไม่ใช่โลกเสรีก็นำเสนอข่าวลำเอียงเข้าข้างตัวเองมากเหมือนกัน เช่น เวลาสื่ออิหร่านพูดถึงอเมริกาก็มักด่าด้วยความลำเอียง
เอาจริงๆ ผมเห็นว่าสื่อฝ่ายโลกเสรีน่าเชื่อถือกว่าอีกฝั่งด้วยซ้ำ เพราะแต่ละสำนักข่าวมีการคานอำนาจด้วยการแข่งขันทางคุณภาพสื่อ อย่างไรก็ตามผมอยากชี้ให้เห็นว่ามันมีการแข่งขันกันทางข่าวสารอยู่ และการไปอิหร่าน หรือฟังความด้านอิหร่านจะทำให้เราเข้าใจมุมมองของฝั่งที่ตรงข้ามกับสื่อกระแสหลักบ้านเรา
ดังที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ว่าคนอิหร่านเป็นมิตรอย่างมาก พวกเขาพร้อมให้การต้อนรับ และตื่นเต้นอย่างมากที่เห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติไปเยือนประเทศของพวกเขา
เรื่องนี้เป็นเรื่อง “สิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็น” หากผู้อ่านมีโอกาสอยากให้ลองมาดูที่นี่ด้วยตนเองนะครับ


