TAT 11/10382

FILE Nº 0219 · ข่าวต่างประเทศ · ไม่ลับแล้ว

เส้นทางพญามังกร สีจิ้นผิง จากลูกคนทรยศ… สู่ผู้นำประเทศ

ข่าวต่างประเทศเผยแพร่ อัปเดต 15 นาทีในการอ่าน
จีน

TL;DR — เส้นทางของสีจิ้นผิงจากครอบครัวคนที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิวัติวัฒนธรรม ก่อนมาเป็นผู้นำจีนอย่างทุกวันนี้

สารบัญ
  1. เดินหน้าต่อสู้ แม้ไม่ได้รับการยอมรับ
  2. การกลับมาของสีจงชุน
  3. ความก้าวหน้า ที่ถูกสบประมาท
  4. แผนดึงดูดการลงทุนจากไต้หวัน
  5. วิกฤตสร้างโอกาส
  6. ภารกิจปฏิรูปภาพลักษณ์ประเทศ… สู่ตำแหน่งรองประธานาธิบดี
  7. การรวบอำนาจ

“ผู้คนที่อยู่ห่างไกลจากอำนาจ มองเห็นอำนาจเป็นของลึกลับ …เป็นของในนิยาย” สีจิ้นผิงเคยกล่าวครั้งหนึ่ง “แต่ข้าพเจ้าไม่ได้เห็นเช่นนั้น ข้าพเจ้าไม่ได้เห็นแค่ดอกไม้, เกียรติยศ, หรือเสียงปรบมือซึ่งเป็นเพียงเปลือกนอก (ของอำนาจ) หากยังเห็นคุกขังนักโทษ และการที่ผู้คนสามารถเปลี่ยนแปลงอารมณ์และทัศนคติได้ตลอดเวลา”

สุดท้ายสีจิ้นผิงสรุปว่า “ข้าพเจ้ามีความเข้าใจการเมืองอย่างลึกซึ้งยิ่ง…”

ผู้นำคนปัจจุบันของจีนอย่างสีจิ้นผิงนั้นไม่ได้ขึ้นมาเป็นใหญ่เพราะโชคช่วย…
ในวัยเด็กเขาเคยตกต่ำ… เคยตกเป็นเหยื่อของการปฏิวัติวัฒนธรรม เคยถูกกดขี่ข่มเหงโดยพรรคคอมมิวนิสต์ และเคยถูกตราหน้าว่าเป็น “ลูกของคนทรยศ” มาก่อน

สีจิ้นผิงมีชื่อเสียงจากการความ “ลุ่มลึก” สามารถใช้ทั้งความอ่อนและแข็ง ทำให้เป้าหมายบรรลุ

แท้จริงแล้วชีวิตของเขาผ่านการเคี่ยวกรำมาเป็นอันมาก

ชีวิตวัยเยาว์

อาจกล่าวได้ว่าสีจิ้นผิงมีวัยเด็กเป็น “ลูกคุณหนู” เขาเกิดในปี 1953 ขณะที่สีจงชุนบิดาของเขากำลังเป็นดาวรุ่งในพรรคคอมมิวนิสต์จีน โดยเคยเป็นทั้งหัวหน้าฝ่ายโฆษณาชวนเชื่อ และรองนายกรัฐมนตรี เขามีชีวิตสุขสบาย ได้เข้าเรียนในโรงเรียนที่ดีที่สุด

…ทั้งหมดนี้เป็นไปจนกระทั่ง เขามีอายุ 10 ปี…

ตอนนั้นจีนเกิดการปฏิวัติวัฒนธรรม มีการปลดสีจงชุนออกจากตำแหน่ง ต่อมาพวกเรดการ์ดบุกเข้าบ้านสีจิ้นผิง คุกคามจนพี่สาวของเขาฆ่าตัวตาย …พวกนั้นลากสีจงชุนพ่อเขาไปพาเหรดประจาน หาว่าไม่จงรักภักดีต่อพรรค ส่วนแม่นั้นก็ถูกบังคับให้ด่าว่าพ่อต่อหน้าที่สาธารณะ ก่อนที่จะมีการส่งพ่อไปใช้แรงงานและขังคุก

…จากนั้นชีวิตของเด็กชายสีจิ้นผิงก็ดิ่งลงสู่ห้วงเหว…

สีต้องเผชิญกับความยากลำบากจากการถูกตีตราว่าเป็น “ลูกชายของคนทรยศ” รวมถึงโดนกีดกันออกจากการเข้าร่วมกับขบวนการเรดการ์ด

เขาต้องออกจากโรงเรียน และถูกส่งไปใช้แรงงาน ณ หมู่บ้านเหลียงเจียเหอในมลฑลส่านซี ทว่าหมู่บ้านเล็กๆ ซึ่งเคยเป็นฐานที่มั่นเก่าของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งนี้ เปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นของ “บุรุษที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าจีนไปตลอดกาล”

ในช่วงแรกที่สีจิ้นผิงเดินทางมาถึงเหลียงเจียเหอ หมู่บ้านแห่งนี้เป็นเพียงชุมชนไกลปืนเที่ยงที่มีผู้อยู่อาศัยเพียง 360 คน ชาวบ้านอาศัยขุดถ้ำเป็นบ้าน สีอาศัยอยู่กับครอบครัวชาวนาเป็นเวลากว่า 3 ปี แม้จะเคยเป็นลูกคุณหนูมาก่อน แต่ด้วยนิสัยหมั่นศึกษาและติดดิน ส่งผลให้เขาสามารถเข้ากับชาวบ้านได้อย่างไม่ยากเย็น

ชีวิตลำบากในหมู่บ้านเหลียงเจียเหอนี้ได้หล่อหลอมให้สีมีความแข็งแกร่ง เขาใช้เวลาส่วนใหญ่อ่านหนังสือหาความรู้ด้วยตนเอง และช่วยพวกเกษตรกรทำการสร้างเขื่อน, เพาะปลูก, ดูแลปศุสัตว์ ฯลฯ จนสามารถซื้อใจเหล่าชาวบ้าน รวมถึงตัวแทนท้องถิ่นของพรรค

สีได้บันทึกว่าเมื่อวันที่เขาต้องออกจากหมู่บ้านนั้น “มีชาวบ้านจำนวนมากมารอส่งถึงหน้าที่พัก จนข้าพเจ้าต้องหลั่งน้ำตาด้วยความตื้นตันใจนับเป็นการร้องไห้ครั้งที่ 2 ตลอดระยะเวลา 7 ปี”

เดินหน้าต่อสู้ แม้ไม่ได้รับการยอมรับ

แม้จะได้รับการสนับสนุนการสนับสนุนจากชาวบ้านอย่างล้นหลาม ทว่าเส้นทางการเมืองของสีจิ้นผิงยังมีความยากลำบาก เขาต้องส่งใบสมัครถึงแปดรอบจึงจะได้รับการบรรจุเป็นเยาวชนพรรคคอมมิวนิสต์จีนในปี 1972 หลังจากนั้นต้องสมัครอีก 10 ครั้งจึงจะได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ แสดงถึงความมุ่งมั่นแม้จะถูกกีดกันอย่างหนัก เพราะรังเกียจว่าเป็น “ลูกของคนทรยศ”

การกลับมาของสีจงชุน

อย่างไรก็ตามบุคคลที่ผลักดันให้สีจิ้นผิงก้าวสู่เส้นทางการเมืองกลับเป็น สีจงชุน ผู้ได้รับอภัยโทษหลังการเสียชีวิตของเหมาเจ๋อตงในปี 1976

ตอนนั้นสีจงชุนยังถูกแต่งตั้งเป็นผู้ว่าการมลฑลกวางตุ้งในปี 1978 ส่งผลให้ชื่อเสียงของตระกูลสี ได้รับการยอมรับอีกครั้ง

หลังพ้นโทษ สีจงชุนมักจะนำสีจิ้นผิง ซึ่งกำลังศึกษาสาขาวิศวกรรมเคมี ณ มหาวิทยาลัยชิงหัว ออกงานทุกครั้งด้วยตลอด

ความก้าวหน้า ที่ถูกสบประมาท

ในปี 1979 สีจิ้นผิงได้เข้ารับตำแหน่งแรกในการเมืองในสนามใหญ่คือตำแหน่งเลขานุการประจำสำนักงานคณะรัฐมนตรีและสำนักงานคณะกรรมธิการทหารส่วนกลาง ซึ่งอยู่ใต้การดูแลของเกิ่งเปียว อดีตผู้ใต้บังคับบัญชาของสีจงชุน ต่อมาเขาสามารถไต่เต้าสู่ตำแหน่งรองเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำอำเภอเจิ้งติ้ง ของมลฑลเหอเป่ย ได้ในเวลาเพียง 4 ปี ก่อนจะถูกรับเลือกเป็นเลขาธิการพรรคประจำอำเภอในปี 1985 แสดงให้เห็นถึงการเติบโตทางการเมืองอย่างรวดเร็ว จากนักศึกษาหนุ่มสู่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของเขตในเวลาเพียง 6 ปีเท่านั้น

กระทั่งในปี 1997 สีจิ้นผิงในวัย 44 ปี กลายเป็นกรรมการสำรองของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนชุดที่ 15 โดยได้รับคะแนนต่ำที่สุดในหมู่สมาชิกทั้งหมด เนื่องจากถูกมองว่า “เด็กเส้น” แม้เขาจะปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดความสามารถมาโดยตลอด (ความเป็นเด็กเส้นนี้ก็มีความซับซ้อน คือจริงๆ ดาวรุ่งพรรคคอมมิวนิสต์ก็เป็นเชื้อสายกลุ่มอีลิทกันมากอยู่แล้ว แต่สีจงชุนตอนนั้นเกษียณแล้ว ก่อนเกษียณมีปัญหากับผู้บริหารพรรคบ้าง) ส่งผลให้สีจิ้นผิงจำเป็นต้องก้มหน้าก้มตารับคำดูแคลน แล้วมองหาโอกาสที่จะเฉิดฉายต่อไป

แผนดึงดูดการลงทุนจากไต้หวัน

ขณะดำรงตำแหน่งผู้ว่าการมณฑลฝูเจี้ยน (ปี 1992-2002) สีได้สร้างผลงานสำคัญคือ การรับมือกับวิกฤตที่การลงทุนในจากกลุ่มธุรกิจไต้หวันลดลงอย่างน่าใจหาย

ตอนนั้นเขาใช้แผนดึงดูดนักลงทุนด้วยการจัดพื้นที่จัดเก็บภาษีพิเศษ และใช้ส่งเสริมการท่องเที่ยว พร้อมเดินหน้าพัฒนาความสัมพันธ์กับรัฐบาลพรรคก๊กมินตั๋งรวมถึงเน้นย้ำทางเลือกแบบ “หนึ่งประเทศ, สองระบบ” (One Country, Two Systems) เหมือนที่ใช้กับฮ่องกงมาเป็นตัวเจรจาต่อรอง จนสามารถพาฝูเจี้ยนผ่านพ้นวิกฤตได้สำเร็จ นับเป็นตัวอย่างของการใช้พลังอ่อนสยบแข็ง (อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์ดังกล่าว เริ่มถดถอยลงหลังพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) เข้ามาบริหารไต้หวัน)

วิกฤตสร้างโอกาส

หลังจากรับตำแหน่งเป็นผู้ว่าการมณฑลถึง 3 มณฑลในห้วงเวลาเกือบ 10 ปี โอกาสสำคัญก็ได้ปรากฏขึ้นต่อหน้าในปี 2007 เมื่อคณะผู้บริหารระดับสูงของเมืองเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ลำดับต้นๆ ของจีนถูกสั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่จากคดีทุจริต นั่นทำให้เสือซ่อนเล็บอย่างสีรีบคว้าโอกาสเข้ามาดูแลเมืองสำคัญอย่างเซี่ยงไฮ้แทน

ด้วยประสบการณ์บริหารราชการมาเป็นเวลายาวนาน ทำให้เขาสามารถผลักดันนโยบายด้านเศรษฐกิจพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนจนกลายเป็นที่นิยม เปิดทางให้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งระดับสูงของพรรค

ภารกิจปฏิรูปภาพลักษณ์ประเทศ… สู่ตำแหน่งรองประธานาธิบดี

สีจิ้นผิง ได้รับการแต่งตั้งเป็นรองประธานาธิบดี ในเวลาเพียงหนึ่งปีต่อมา (2008) โดยมีภารกิจสำคัญคือการปฏิรูปประเทศให้เป็นที่ยอมรับมากยิ่งขึ้นในระดับสากล ผ่านการเยือนประเทศต่างๆ

ด้วยบุคลิกที่สุขุม แต่ลึกซึ้ง ส่งผลให้เขาได้รับความไว้วางใจในการเป็นตัวแทนเพื่อเจรจาด้านต่างๆ

สีกลายเป็นที่จับตาของนานาชาติ เมื่อเขาเป็นตัวแทนจีนเข้าหารือกับประธานาธิบดีบารัค โอบามา ในปี 2012 ในประเด็นต่างๆ ตั้งแต่ปัญหาช่องแคบไต้หวัน ไปจนถึงผลประโยชน์นอกประเทศในภูมิภาคต่างๆ

การรวบอำนาจ

ปี 2012 นี้เองที่สีจิ้นผิงถูกเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งเป็น “เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน” จากทั้งกลุ่มอำนาจของอดีตประธานาธิบดี “หูจิ่นเทา” และกลุ่มอำนาจของอดีตประธานาธิบดี “เจียงเจ๋อหมิน” เนื่องจากกลุ่มอำนาจทั้งสองมองว่าเขาเป็นสมาชิกที่ไร้พิษสง และไม่มีขั้วอำนาจสนับสนุน จึงน่าจะเป็นตัวประสานผลประโยชน์ได้

แน่นอนว่าการตัดสินใจดังกล่าวถือเป็นความผิดครั้งใหญ่ที่จะนำความพินาศมาสู่กลุ่มอำนาจทั้งสอง โดยหลังจากสีจิ้นผิงรับตำแหน่งไม่นาน เขาก็ดำเนินนโยบายปฏิรูปประเทศตามแนวทางที่ตนเองวางไว้ เริ่มจากการ “กวาดล้างคอร์รัปชัน” โดยประกาศล้างบางนักการเมืองทุจริตแบบเด็ดขาดด้วยการใช้กฎต่อต้านการโกงของพรรค แบบไม่ต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมายปกติ

ส่งผลให้เครือข่ายของอดีตประธานาธิบดีทั้งสอง รวมถึงกลุ่มผู้สนับสนุนทั้งในและนอกพรรคต่างถูกกวาดล้างอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จนได้รับการยกย่องจากประชาชนจำนวนมาก พร้อมยังได้ใจเหล่าสมาชิกพรรคที่ไม่ได้สังกัดขั้วอำนาจเดิม ซึ่งพวกนี้กลายมาเป็นฐานกำลังของสี

ความสำเร็จดังกล่าวเปรียบเสมือน “การยิงปืนนัดเดียว ได้นกสองตัว” เนื่องจากสีจิ้นผิงสามารถจัดการกับหอกข้างแคร่งแบบถอนรากถอนโคน พร้อมกับกระชับอำนาจการบริการมาไว้ในมือตนเอง โดยที่ภาคประชาชนยังยกให้เขาเป็น “ความหวังของชาติ”

ทว่า… นี่เป็นเพียง “ปฐมบทเส้นทางอำนาจ” ของสีจิ้นผิง หลังจากนั้นเขาได้ทำการเปลี่ยนแปลงประเทศจีนมากมาย แม้ทางหนึ่งจะทำให้เศรษฐกิจจีนก้าวหน้าอย่างใหญ่หลวง แต่ในอีกทางก็เปิดแนวปะทะกับชาติตะวันตกหลายแนว นอกจากนั้นการรวบอำนาจสู่ตนเอง, การยืดสมัยปกครองของตน, และการจัดระเบียบกับปิดกั้นการแสดงออกของประชาชนยังทำให้ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์มาก

ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ถือเป็นผู้นำทางการเมืองที่มีเส้นทางชีวิตผกผัน จากลูกชายของผู้บริหารพรรค สู่ลูกคนทรยศที่ถูกขับไล่ ก่อนจะสามารถฝ่าฟันกลับมาในเส้นทางของสนามการเมือง ผ่านการเรียนรู้และการวางแผนการอย่างแยบยล ความสำเร็จดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะ โอกาส, บารมีครอบครัว, หรือโชคชะตา แต่เป็นการเรียนรู้, การวางแผนการอย่างดี, และความโหดในการกำจัดศัตรู แสดงถึงความลึกซึ้งรอบด้านของสีจิ้นผิง ผู้นำกำลังอิทธิพลต่อโลกของเราอย่างมาก

…อนาคตที่เกิดจากการแต่งแต้มของชายคนนี้จะเป็นอย่างไรนั้น เป็นสิ่งที่ต้องติดตาม…

อยากไปเห็นของจริง? ทัวร์ที่เกี่ยวข้อง

บทความที่เกี่ยวข้อง

FILE Nº 0449
DECLASSIFIED
จีน
#ประวัติศาสตร์3 ก.ย. 2569

“บ่อบี๋ก้วย” หรือที่คนไทยชอบเรียกรวมๆ ว่า “กุยช่าย” (จริงๆ ไม่ใช่ซะทีเดียว)

บ่อบี๋ก้วย (无米粿) มีต้นกำเนิดมาพื้นที่แถบแต้จิ๋วในมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน คำว่า "บ่อบี๋ก้วย" แปลตรงตัวได้ว่า "ขนมก้วยที่ไม่มีข้าว" ไม่ว่าจะห่อไส้อะไรก็ตาม

FILE Nº 0448
DECLASSIFIED
จีน
#ประวัติศาสตร์2 ก.ย. 2569

จอมพล ป. กับการปรับชาวจีนให้กลายเป็นไทย

ย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ สยามและจีนมีความสัมพันธ์ทางการค้ามานานนับร้อยปีแล้ว แต่ช่วงที่คนจีนเริ่มย้ายมาตั้งหลักปักฐานในไทยกันมาก

ชอบเรื่องราวแบบนี้? ไปเที่ยวกับเราสิ

สนใจทัวร์นี้? ทักไลน์ได้เลย ทีมงานตอบไว

สอบถามผ่าน LINE