TAT 11/10382

FILE Nº 0232 · วัฒนธรรม · ไม่ลับแล้ว

เปิดอาณาจักรอาหารอินเดีย

วัฒนธรรมเผยแพร่ อัปเดต 20 นาทีในการอ่าน
อินเดีย

TL;DR — อาหารอินเดียเป็นอาหารอีกชาติหนึ่งที่ขึ้นชื่อเรื่องความหลากหลายและรสชาติ มาศึกษาอาหารอินเดียผ่านบล็อกเกอร์อาหารชื่อดัง

สารบัญ
  1. อาหารอินเดียมีกี่ภูมิภาค?
  2. อาหารทางภาคเหนือ
  3. อาหารทางภาคใต้
  4. อาหารทางภาคตะวันออก
  5. อาหารทางภาคตะวันตก
  6. การกินในแต่ละฤดู
  7. โรตีมีกี่แบบ?
  8. แกงหลักๆ มีอะไรบ้าง?
  9. ของหวานมีอะไรบ้าง?
  10. เราควรเริ่มต้นสั่งอาหารอินเดียอย่างไร?

บทความนี้เป็นการ recap ที่ต่อยอดมาจากงานเสวนาเรื่อง “เปิดอารยธรรมอาหารอินเดีย” ทาง The Wild Chronicles Clubhouse เมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2021 ที่ผ่านมานะครับ จนต่อยอดเป็นบทความ “เปิดอาณาจักรอาหารอินเดีย” ที่นำเสนอความหลากหลายผ่านวัฒนธรรมและภูมิประเทศที่แตกต่างกัน

หัวข้อประกอบด้วย:
– อาหารอินเดียมีเอกลักษณ์ต่างกับอาหารประเทศอื่นอย่างไร?
– อาหารในแต่ละภูมิภาคแตกต่างกันอย่างไร?
– การกินอาหารตามฤดูกาลของอินเดีย?
– โรตีมีกี่แบบ?
– แกงหลักๆ มีอะไร?
– ของหวานมีอะไรบ้าง?
– beginner ผู้เริ่มเข้าสู่วงการให้สั่งอย่างไร?

ร่วมกับร่วมพูดคุยกับเหล่าฟู๊ดบลอคเกอร์ภารตะ จากกลุ่มอาหารอินเดียไปเรื่อย ชุมชนออนไลน์ ว่าด้วยอาหารอินเดียที่ใหญ่ที่สุดของไทย ซึ่งประกอบด้วย
– คุณนูร จาก @แม่บ้านแคชเมียร์
– คุณเจ จาก กินก่อนตาย – to dine for
– คุณทศ จาก อายุน้อย100ร้าน
– คุณนน จาก หลงไปกิน – Longpaigin

อาหารอินเดียมีเอกลักษณ์ต่างกับอาหารประเทศอื่นอย่างไร?

จากการนิยามของคุณทศ เสน่ห์ของอาหารอินเดียคือความหลากหลายด้านเครื่องปรุงและเครื่องเทศจากพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งมีความแตกต่างกันตามสภาพอากาศของแต่ละภูมิภาคเนื่องจากเป็นประเทศขนาดใหญ่ที่มีดินแดนกว้างขวาง

อินเดียยังรุ่มรวยทางวัฒนธรรมโดยมีการแลกเปลี่ยนกับพื้นที่รอบบ้านไปจนถึงตะวันออกกลางและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้อาหารมีอิทธิพลของอาหารภูมิภาคอื่นอยู่ด้วย

อย่างไรก็ตามอาหารอินเดียมักคงลักษณะการปรุงสุกแบบ Well Done หรือ Over Cooked (ในบางกรณี) ที่มอบรสสัมผัสทั้งความเปื่อย, สุก, และนุ่มเท่ากัน (คือไม่ได้เน้นรสชาติดิบสุกของเนื้อเป็นสำคัญเหมือนอาหารหลายๆ ชาติ) ทำให้การปรุงรสกลายเป็นเอกลักษณ์เด่นของอาหารอินเดีย

อาหารอินเดียมีกี่ภูมิภาค?

ตามการบรรยายของคุณเจอาหารอินเดียสามารถแบ่งออกเป็น 4 ภูมิภาคคือ:

อาหารทางภาคเหนือ

รัฐทางภาคเหนือของอินเดียได้รับอิทธิพลมาจากอาหารในกลุ่มเปอร์เซีย ซึ่งคาดว่าเป็นมรดกตกทอดจากอาณาจักรโมกุลที่คอยปกครองอินเดียมานานเกือบสองศตวรรษ เห็นได้จากการนำน้ำกุหลาบและหญ้าฝรั่นมาใช้ปรุงข้าวหมกหรือ “บริยานี่” (Biryani) รวมถึงการย่างเนื้อสัตว์เสียบไม้แบบเคบับบนเตาทันดูร์หรือเตาอบโอ่งเป็นอุปกรณ์หลักในการทำอาหารเกือบทุกชนิดทั้งการย่างแผ่นแป้งนานไปจนถึงการย่างเนื้อสัตว์

สำหรับรสนิยมการบริโภคนั้น ชาวอินเดียทางภาคเหนือนิยมการบริโภคเนื้อเป็นอย่างมาก เห็นได้จากอาหารยอดนิยมอย่างแกงแพะที่เคี่ยวนานจนน้ำมันในเนื้อแยกตัวออกมา ส่วนแกงถั่วถูกใช้เพื่อพักช่วงจากการกินเนื้อติดต่อกันเป็นเวลานาน นอกจากนี้ยังนิยมใช้เครื่องปรุงอบแห้ง, โยเกิร์ต, และผักดองซึ่งสามารถเก็บรักษาจากสภาพอากาศอันทรหดมาเป็นส่วนประกอบอาหาร

อาหารทางภาคใต้

รัฐทางภาคใต้เป็นอาหารที่รุ่มรวยด้วยวัตถุดิบ เนื่องจากมีพื้นที่ติดทะเลและสภาพอากาศซึ่งเป็นเขตร้อนชื้นที่เหมาะสมกับการเพาะปลูกพืชนานาชนิดทั้ง มะพร้าว, เมล็ดมัสตาร์ด, พริกไทดำ, เมล็ดมะรุม, มะขามเปียก ฯลฯ รวมถึงเนื้อปลาทะเลต่างๆ ที่ได้รับอิทธิพลบางส่วนจากอาหารชาวทมิฬและอดีตเจ้าอาณานิคมในพื้นที่อย่างโปรตุเกส (ในช่วงหนึ่งประเทศต่างๆเคยปกครองพื้นที่รอบอินเดีย ก่อนจะกลายเป็นอาณานิคมอังกฤษอย่างสมบูรณ์)

มันทำให้เกิดอาหารขึ้นอย่าง “โมยลี่” หรือแกงปลาน้ำกะทิปรุงรสด้วยใบกะหรี่และมัสตาร์ดอ่อนๆ และ “เจนติน่า” หรือแกงพริกไทดำรสเข้มข้น นอกจากนี้ยังอาหารขึ้นชื่อที่แม้จะไม่ได้ทำมาจากปลาทะเลแต่เป็นเมนูไก่ทอดชื่อว่า “ไก่ 65” ซึ่งนำเนื้อไก่มาหมักกับเครื่องเทศหลากชนิด

สำหรับเครื่องหัวใจหลักของอาหารทางภาคใต้คือมะพร้าว ตั้งแต่การนำมาแปรรูปเป็นน้ำกะทิเพื่อปรุงอาหารหรือนำมาตากแห้งเพื่อใช้เป็นเครื่องเคียงจากแป้งข้าวจนกลายเป็นปูตู (Puttu) หรือแป้งสลับชั้นกับมะพร้าวขูดในกระบอกหรือ “อีเดียมปัม” (Idayaappom) หรือเส้นจากแป้งคล้ายกับขนมจีนแต่เหนียวกว่าเพื่อกินคู่กับแกงบนใบตองทั้งแผ่น รวมทั้งนำมะพร้าวแห้งมาทำขนมอย่าง “อูตาปัม” และ”อิลลี่” ซึ่งจะพูดถึงต่อในหัวข้อขนมหวานของอินเดีย

อาหารทางภาคตะวันออก

รัฐทางตะวันออกของอินเดียได้รับอิทธิพลจากชนเผ่าจีน ทิเบต พม่าและชาติพันธุ์ไตจึงมีการรับอิทธิพลมา อาทิมีบะหมี่น้ำ, เกี๊ยวโมโม่ รวมทั้งอาหารที่ทำมาจากข้าวเมล็ดสั้นมามัดรวมคล้ายข้าวหลามปรุงรสและมาลัยกอสต้าที่นำวัตถุดิบมาปั้นเป็นก้อนแล้วราดด้วยน้ำแกงสองแบบคือ “น้ำแกงสีขาวเน้นความหวานมัน”และ“น้ำแกงสีแดงที่มีรสชาติเผ็ดนิดๆ”

อาหารทางภาคตะวันตก

รัฐทางภาคตะวันตกมีความโดดเด่นในด้านอาหารมังสวิรัติโดยเน้นรสชาติทั้งเผ็ดและหวานเช่น “ดาล มากานี่” หรือแกงถั่วใส่ครีมที่ให้รสชาตินวลๆ ปนหวานและอาหารชื่อดังอย่าง “ปาลักปนีร์” ซึ่งเป็นแกงปวยเล้งใส่ชีส อันเป็นเมนูยอดนิยมของคนไทย

อย่างไรก็ตามของขึ้นชื่อที่สุดของรัฐภาคตะวันออกกลับเป็น “ขนมหวาน” ทั้ง“จาเลบี้” ซึ่งเป็นขนมเส้นขดสีส้มที่มีน้ำเชื่อมอยู่ภายในและ“กีเวอ” ที่ทำจากแป้งสาลีผสมเนยกี แล้วค่อยๆหยอดลงไปในน้ำมันร้อนๆ ก่อนจะแต่งหน้าด้วยครีมและเครื่องเทศ

การกินในแต่ละฤดู

หัวข้อนี้เราได้คุณนูรมาแบ่งปันเรื่องราวเกี่ยวกับการกินตามฤดูกาลจากประสบการณ์ตรงของตนเองในแคว้นแคชเมีย ซึ่งมีสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาทำให้เกิดแนวคิดการถนอมอาหารเพื่อรักษาสภาพของผลผลิตเมื่อฤดูหนาวมาเยือน

เห็นได้จากการจัดการกับถั่วแขกที่สามารถนำมาทำอาหารได้ในช่วงต้นและกลางฤดู ก่อนจะนำเมล็ดมาตำเพื่อผสมกับน้ำแกงในช่วงท้ายของฤดูกาลที่อากาศหนาวเย็นหรือมีการมะเขือที่เก็บเกี่ยวก่อนสิ้นฤดูมาทำเครื่องปรุงตากแห้ง เช่นเดียวกับการนำโยเกิรต์มาเป็นเครื่องเคียงหลักเพื่อกินคู่กับข้าวหมกและอาหารอื่นๆ เนื่องจากเก็บรักษาได้ง่ายกว่าผลไม้สด

นอกจากนี้ยังมีความเชื่อว่าการบริโภคอาหารที่แตกต่างกันจะส่งผลกระทบต่อระบบภายในร่างกายเช่น ช่วงหน้าหนาวควรรับประทานซุปถั่วแดงหรือการจุ่มผลไม้จำพวกส้มกับกล้วยลงในน้ำร้อนเพื่อลดความเย็นหลังการรับประทาน

โรตีมีกี่แบบ?

อาหารคาวของอินเดียมีพื้นฐานเป็นแป้งนานาชนิดจิ้มกับแกงนานาชนิด ในที่นี้จึงบรรยายเรื่องแป้งกับแกงก่อน

คุณทศได้บรรยายว่า คำว่าโรตีนั้นหมายถึง “แผ่นแป้ง” ทุกแบบที่ใช้กินกับแกงหรืออาหารอื่นๆ ดังนั้นโรตีจึงเป็นคำเรียกโดยรวมๆ ไม่ใช่การเจาะจงไปยังแผ่นแป้งรูปแบบใดแบบหนึ่ง เหมือนกับคำว่า bread ที่แปลว่าขนมปัง

โดยเราสามารถแบ่งสำหรับใช้ทำโรตีออกเป็นสองแบบคือ

1. แป้งอาต้า (Atta) หรือแป้งโฮลวีต

2. แป้งไมด้า (Maida) หรือแป้งขาว

โดยแป้งทั้งสองอย่างมีทั้งแบบผสมยีสต์และไม่ผสมยีสต์ อย่างไรก็ตามการแบ่งประเภทของโรตีนั้น ยังสามารถทำได้อีก 2 แนวทางคือแบ่งตาม “วิธีการทำทรงของแผ่นแป้ง” และแบ่งตาม “วิธีการปรุงสุก” ที่แตกต่างกันออกไป ในที่นี้จะใช้การปรุงสุกเป็นหัวข้อในการแบ่ง

(( กลุ่มปรุงสุกด้วยเตาทันดูร์ ))

นึกภาพเตาทันดูร์ให้นึกภาพโอ่งใหญ่มีไฟข้างใต้ มีการแปะแผ่นแป้งไว้ตามขอบโอ่งด้านใน และของอื่นๆ เช่นเนื้อก็ย่างตรงนี้ด้วย

  • นาน – แป้งอาต้าหมักยีสต์ซึ่งนำมาปรุงด้วยการทาบในเตาทันดูร์ เป็นแผ่นแป้งซึ่งพบเห็นได้บ่อยที่สุดตามร้านอาหารอินเดียในไทย สามารถกินแบบเปล่าๆหรือปรุงด้วยกระเทียมและชีสได้
  • กุลชา – แป้งไมด้าหมักด้วย baking powder ก่อนจะนำมาปรุงด้วยวิธีการแบบเดียวกับนาน

(( กลุ่มปรุงสุกด้วยการทอดบนกระทะ ))

  • จาปาตี – ใช้แป้งอาต้านำไปทอดบนกระทะ ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากภาคใต้ของอินเดีย
  • พารัตต้า หรือโพรัตท่า – เหมือนจาปาตี แต่มีชั้น ที่มาเลย์เรียก Roti Canai
  • รัชช่าพารัตต้า – แป้งแบบเดียวกับพารัตต้าแต่ชั้นแป้งมีความหนาขึ้นไปอีกระดับนึงอนึ่ง “โรตีนมข้นหวาน” บ้านเราจัดอยู่ในหมวดโพรัตท่านั่นเอง

(( กลุ่มปรุงด้วยก้นกระทะ ))

โรตีที่ปรุงสุกด้วยการนำแป้งบางๆ ไปนาบกับก้นกระทะ เรียกว่า Rumali Roti หรือ “โรตีแผ่นบางเหมือนผ้า” ซึ่งนิยมกินด้วยการห่อรอบเนื้อสัตว์

(( กลุ่มทอดในน้ำมันเดือด ))

  • ปูรี – แผ่นแป้งไม่หมักยีสต์บางทอดในน้ำมันเดือดจนกรอบ
  • บาทูร่า – แผ่นแป้งหมักยีสต์บางขนาดใหญ่กว่าปูรีทอดในน้ำมันจนกรอบ

นอกจากกลุ่มโรตีซึ่งเป็นที่นิยมแล้วยังมีแป้งประเภทพิเศษที่ควรกล่าวถึงอีกสองอย่าง คือขนมแป้งขาว และเครปแป้งขาว

(( ขนมแป้งข้าว ))

ขนมจากแป้งข้าว มีสัณฐานเป็นก้อนแป้งร่วนๆ นำมากินกับแกงหรือกินเป็นขนมกินเล่นเช่นเดียวกับโรตีได้แก่:

ข้าวบูตู (Puttu) – แป้งข้าวสลับชั้นกับมะพร้าวขูดนึ่งในกระบอกกินคู่กับแกง ซึ่งบางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นำมากินเป็นของหวาน ใส่ไส้น้ำตาลโตนด

ที่เผยแพร่มาถึงประเทศไทยถูกเรียกว่า “ขนมบูตู” ถูกพบในจังหวัดสงขลาและจังหวัดใกล้เคียงและ มีเวอร์ชันปัตตานี่ที่มีสีเหลืองเรียกว่า “ขนมปูตูฮาลือบอ”

(( ประเภทเครปแป้งข้าว ))

  • อะปอม (Appom) – เครปแป้งข้าวหมักกับกะทิอบในเตากุ้งอบวุ้นเส้น นิยมกินกับอาหารประเภทแกง
  • อีเดียมปัม (Idayaappom) – อะปอมแบบเส้นคล้ายขนมจีน แต่เหนียวกว่า นิยมกินคู่กับอาหารประเภทแกง ก่อนผ่านการปริวรรตวัฒนธรรมจนกลายเป็นขนมแบบใหม่ เรียกว่าขนมอาโป้งนิยมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • อาโป้ง – ขนมปรุงหวานเสร็จในตัว กินเป็นของหวาน ในไทยสามารถหากินได้ในภูเก็ตและจังหวัดในบริเวณนั้นอนึ่งอะปอมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บางทีก็เอามากินกับมะพร้าวขูด และน้ำตาล
  • โดซา (Dosa) – เครปแป้งข้าวหมักผสมถั่ว นิยมกินกับแกงและเครื่องเคียงต่างๆ
  • วาดะ (Vada) = แป้งธัญพืชหมักแล้วนำมาปั้นก้อนทอดในน้ำมันเดือด มีรูตรงกลางคล้ายโดนัท นิยมกินเป็นอาหารทานเล่นหรือกินคู่กับแกง ในพม่าเรียกว่า Mat pe kyaw กินคู่กับน้ำจิ้มมะขามในไทยมีการดัดแปลงสูตรไปเป็นขนมปะดาของเมืองนคร โดยใช้แป้งข้าวผสมกล้วยน้ำว้า ใส่ไส้ตะไคร้, หัวหอมแดง, พริกไทย, กระเทียม, มะพร้าวขูด, กะทิ, กุ้งสด, และเกลือ

แกงหลักๆ มีอะไรบ้าง?

คุณเจบรรยายว่า แกงอินเดียนั้นสามารถแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ แกงกะหรี่ (Curry) และแกงมาซาล่า (Masala) ซึ่งแกงทั้งสองแบบมีความเข้มข้นแตกต่างกัน โดยแกงกะหรี่นั้นมีความเข้มข้นน้อยกว่าเนื่องจากปรุงด้วยน้ำแกง ขณะที่มาซาล่านั้นปรุงด้วยน้ำมะเขือเทศเข้มข้น ก่อนจะเจียวเครื่องเทศใส่ลงไปจนได้ที่ เพื่อนำไปผสมปรุงร่วมกับเนื้อต่างๆ

หนึ่งในแกงอินเดียที่มีชื่อเสียงดังที่สุดคือ “บัตเตอร์ชิกเก้น” หรือแกงไก่ที่ใช้มะเขือเทศเป็นเบสและใส่เนยกับครีมมาก มีรสชาติกลมกล่อมไม่ร้อนแรงเกินไปเหมาะสำหรับผู้เริ่มกินอาหารอินเดีย

และ “ชิกเก้นติ๊กก้ามาซาล่า” ซึ่งทำจากไก่หมักย่างเสียบไม้ ก่อนราดด้วยมาซาล่าเข้มข้น ที่เกิดขึ้นจากฝีมือของพ่อครัวบังคลาเทศในเกาะอังกฤษ

ขณะที่แกงดาลซึ่งเป็นมังสวิรัตินั้น มีการปรุงรูปแบบเดียวกันแต่มีความแตกต่างไปตามพื้นที่เช่น คัตตี้ดาลทางภาคใต้จะปรุงด้วยน้ำมะขาม ขณะที่ดาลของพื้นที่อื่นๆจะใช้มะเขือเทศเป็นเบส ในบางกรณีมีการใส่ครีมนมเพื่อเพิ่มรสสัมผัสที่นุ่มนวล

ที่ว่ามานี้คือแกงที่คนไทยกินกันมาก แต่จริงๆ ยังมีแกงแบบอื่นๆ อีกมากมายไม่สามารถบรรยายหมดได้

ของหวานมีอะไรบ้าง?

คุณเจและคุณนูนบรรยายว่าปกติแล้วชาวอินเดียมักจะกินขนมหวานเพื่อการเฉลิมฉลองในเทศกาลหรือโอกาสพิเศษเช่นการขึ้นบ้านใหม่ ซึ่งขนมอินเดียนั้นมีหลากหลายรูปแบบตั้งแต่การนำโยเกิร์ตมาปรุงรสด้วยเครื่องเทศ (Shrikhand) หรือขนมกวนที่ทำจากถั่วและเม็ดมะม่วงหิมพานต์ผสมกับนมก่อนจะนำมาเทลงบนถาด (Kaju Barfi) รวมถึงไอศกรีมนมเนื้อแข็งผสมถั่วพิสตาชิโอ (Kulfi)

อย่างไรก็ตามขนมซึ่งมีชื่อเสียงที่สุดคือ กลุ่มขนมทอดด้วยน้ำมันที่นำมากินกับน้ำเชื่อมหรือครีมปรุงรสอย่างกุหลาบจามุน (Gulab Jamun) ซึ่งเป็นการนำนมมาเคี่ยวจนข้นแล้วนวด ก่อนจะนำไปทอดแล้วราดด้วยน้ำเชื่อมที่ทำจากหญ้าฝรั่นและน้ำกุหลาบ

นอกจากนี้ยังมีหรือราสมาลัย (Ras Malai) ที่เป็นการนำชีสก้อนมาราดนมเจือด้วยน้ำเชื่อมและเครื่องเทศ

เราควรเริ่มต้นสั่งอาหารอินเดียอย่างไร?

คุณนนบรรยายว่า หากท่านผู้อ่านฟังมาถึงตอนนี้และอยากลองสั่งอาหารอินเดียมาลิ้มลองแต่ยังไม่มั่นใจว่าควรสั่งอะไรดี? ขอแนะนำวิธีการง่ายๆ คือให้สั่งอาหารเซ็ตหรือทาลี (Thali แปลว่าถาดในภาษาอินเดีย หมายถึงเซ็ตอาหารบนถาด)

ปกติในทาลีจะมี ข้าวบาสมาตี, นาน หรือจาปาตี มาพร้อมกับแกงอินเดียและเครื่องเคียงต่างๆ ราว 5-6 รายการ ซึ่งท่านจะได้ลองลิ้มรสอาหารที่อิ่มท้องและมีความหลากหลาย เผื่อว่าในอนาคตจะได้สั่งแป้งหรือแกงเหล่านี้เป็นจานหลัก

ขณะที่ผู้อ่านบางท่านอาจมองว่าอาหารชุดนั้นมีปริมาณเยอะเกินไป ก็อาจเปลี่ยนมาเป็นการสั่งข้าวบาสมาตีหรือโรตีต่างๆ ทานกับแกงบัตเตอร์ชิกเก้น, ชิกเก้นติ๊กก้ามาซาล่า, หรือปาลักปณีร์ (แกงป่วยเล้งชีส)

…แล้วตัดเลี่ยนด้วยลาสซี (โยเกิร์ตปั่น), หรือชานมอินเดีย ก็เป็นความคิดที่ไม่เลว

อย่าลืมตบท้ายด้วยเมนูขนมหวานยอดนิยมอย่าง “กุหลาบจามุน” หรือนมทอดราดด้วยน้ำเชื่อมที่กล่าวไปแล้ว

สุดท้ายนี้ผมต้องขอบคุณสมาชิกกลุ่มจากกลุ่ม “อาหารอินเดียไปเรื่อย” ที่เข้ามาร่วมเสวนาในหัวข้อ “เปิดอารยธรรมอาหารอินเดีย” จนนำมาสู่บทความนี้ครับ และขอบคุณท่านผู้อ่านทุกคนมาก

หวังว่าบทความนี้จะช่วยเผยแพร่อารยธรรมอาหารอินเดียในไทยให้รุ่งเรืองขึ้นไปนะครับ

บทความที่เกี่ยวข้อง

FILE Nº 0457
DECLASSIFIED
บ่อน้ำ
#ประวัติศาสตร์3 ก.พ. 2569

บ่อน้ำมรณะ

หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 ผลกระทบจากเศรษฐกิจตกต่ำได้แพร่กระจายไปทั่วโลก รวมไปถึงอินเดีย หรือที่เรียกว่า “บริติชราช”

FILE Nº 0664
DECLASSIFIED
india
#วัฒนธรรม29 ก.ย. 2568

India Pushkar ทำไมต้องไป “อินเดีย” เที่ยวเมืองศักดิ์สิทธิ์พุชการ์-อัจเมอร์ กับ The Wild Chronicles

รู้หรือไม่!? ครั้งหนึ่งพระพรหม… ทรงสังหารอสูรวัชรณภะ ด้วยดอกบัวศักดิ์สิทธิ์ จนกลีบดอกบัวแตกออก ร่วงหล่นลงสู่พื้นพิภพ บัวกลีบหนึ่งร่วงหล่นลง

ชอบเรื่องราวแบบนี้? ไปเที่ยวกับเราสิ

สนใจทัวร์นี้? ทักไลน์ได้เลย ทีมงานตอบไว

สอบถามผ่าน LINE