TAT 11/10382

FILE Nº 0366 · Culture · DECLASSIFIED

ศิลปะในอิสฟาฮาน

CulturePublished Updated 26 min read
ขอม

TL;DR — "อิสฟาฮาน" คือเมืองที่ขึ้นชื่อว่าเป็นยุคทองของศิลปะเปอร์เซีย ในยุคนั้นเมืองแห่งนี้ มีความงดงามวิจิตรจนถูกขนานนามว่า “ครึ่งหนึ่งของโลก”

Contents
  1. เมืองอิสฟาฮานกับศิลปะอิสลาม
  2. สถาปัตยกรรมในจักรวรรดิเซลจุก
  3. อิสฟาฮานกับจักรวรรดิซาฟาวิด
  4. พระนารายณ์ราชนิเวศในสมัยอยุธยา
  5. สถาปัตยกรรมในจักรวรรดิซาฟาวิด
  6. มัสยิดชาห์
  7. มัสยิดชีคล๊อฟฟลูเลาะห์
  8. พระราชวังอะลีคาปู
  9. พระราชวังเชเฮลโซตุน
  10. สะพานคาจู
  11. มหาวิหารแวงค์
  12. หัตถกรรมในอิสฟาฮาน

อารยธรรมเปอร์เซีย หรืออิหร่านนั้น เป็นอารยธรรมที่เก่าแก่แห่งหนึ่งของโลก และยังเป็นต้นกำเนิดด้านศิลปวิทยาการที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งหนึ่งเช่นกัน แม้แต่ประเทศไทยเองก็ได้รับอิทธิพลดังกล่าวมาไม่น้อย

ในบรรดาศิลปะเปอร์เซียสกุลต่าง ๆ นั้นต้องนับศิลปะอิสฟาฮานเป็นยุคทอง โดยอิสฟาฮานเป็นเมืองหลวงเก่าของอิหร่านเปรียบกับไทยก็คล้ายอยุธยา และศิลปะยุคอิสฟาฮานนั้นงามวิจิตรจนได้เมืองนี้ได้รับการขนานนามว่า “ครึ่งหนึ่งของโลก” แปลว่าความสวยงามครึ่งหนึ่งของโลกอยู่ที่นี่ ส่วนอีกครึ่งนั้นไปหารเฉลี่ยในที่อื่น ๆ

บทความนี้จะพาคุณผู้อ่านไปดูว่าความเป็นมาของศิลปะในอิสฟาฮานนั้นเป็นอย่างไร? และศิลปะอิสฟาฮานจะสวยงามขนาดไหน ไปตามดูกันครับ…

อิสฟาฮาน

อิสฟาฮาน เป็นเมืองเก่าแก่ที่มีอายุรวมกันถึง 1,800 ปี และเป็นเมืองที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์อันโดดเด่นทางด้านประวัติศาสตร์, ภาษา, วัฒนธรรม, และสังคม

เมืองนี้ตั้งอยู่ทางตอนกลางของประเทศอิหร่าน มีประชากรที่อาศัยอยู่ประมาณ 1.5 ล้านคนและมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 รองลงมาจากเมืองเตหะรานและเมืองแมชแฮด ซึ่งอิสฟาฮานเป็นเมืองที่อุดมไปด้วยคุณค่าด้านอารยธรรมเปอร์เซีย

ขอเล่าถึงอารยธรรมเปอร์เซียแบบเข้าใจก่อน… อายธรรมเปอร์เซีย มาจากชนเผ่าเปอร์เซียหรือกลุ่มชนที่ใช้ภาษาอินโด – ยูโรเปียน ที่มีถิ่นฐานเดิมอยู่ทางเหนือของทะเลดำ ต่อมาได้ขยายอำนาจไปครอบครองอารยธรรมอื่น โดยสามารถขยายอิทธิพลไปดินแดนเอเชียตะวันออกกลาง เอเชียกลาง อินเดีย อียิปต์และแถบเมดิเตอร์เรเนียน

สำหรับเมืองอิสฟาฮานแห่งนี้ครั้งหนึ่งเคยเป็นเมืองหลวงสำคัญที่วิจิตรงดงามของจักรวรรดิเซลจุกและจักรวรรดิซาฟาวิดที่ยิ่งใหญ่ในอิหร่าน (ค.ศ. 1050 – 1722) ทำให้ในเมืองแห่งนี้เต็มไปด้วยแหล่งวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมสุดตระการตา เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงจนมีผู้คนมาเยี่ยมไม่ขาดสายตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนลาลับขอบฟ้า…

อิสฟาฮานมีฉายาว่า “เป็นครึ่งหนึ่งของโลก” ซึ่งมีสองความหมายคือ:

1. เมืองนี้ตั้งอยู่กึ่งกลางเส้นทางสายไหม ที่เป็นเส้นทางการค้าสำคัญเชื่อมโลกเข้าด้วยกัน
2. เมืองนี้งดงามมากจนความงามครึ่งหนึ่งของโลกอยู่ที่นี่ (อีกครึ่งหนึ่งไปเฉลี่ยกันในหมู่เมือง อื่น ๆ ที่เหลือ)

เมืองอิสฟาฮานกับศิลปะอิสลาม

ศิลปะอิสลามในอิสฟาฮานรุ่งเรืองขึ้นมาในจักรวรรดิเซลจุก ซึ่งเป็นหนึ่งในจักรวรรดิที่ขยายอำนาจมายังดินแดนเปอร์เซียแห่งนี้ และอิสฟาฮานกลายเป็นเมืองหลวงที่ยิ่งใหญ่ของเซลจุกใน ค.ศ.1051

เนื่องจากศาสนาอิสลามมีบัญญัติห้ามจำลองรูปสิ่งมีชีวิต อย่าง คนและสัตว์ ลวดลายจึงมักนิยมเขียนลวดลายเครือวัลย์ (Arebesque) ที่ประกอบไปด้วยใบไม้ และดอกไม้

นอกจากนั้นยังมีการประดิษฐ์ตัวอักษร โดยเฉพาะอักษรอาหรับตามคัมภีร์อัลกุรอานควบคู่กับการประดับด้วยรูปเรขาคณิต อย่างเช่น สี่เหลี่ยม หรือสามเหลี่ยม แทนภาพสิ่งมีชีวิต…

สิ่งก่อสร้างสำคัญในศิลปะอิสลามมักเป็นมัสยิด (ภาษาอาหรับ) หรือ สุเหร่า (ภาษามลายู)

องค์ประกอบของมัสยิดในอิสฟาฮานมักประกอบด้วย 4 ส่วนหลักอันได้แก่ มิห์รับ (Mirab), อีวาน (Iwan), โดม (Dome), และ มินาเรต (Minaret)….

มิห์รับ (Mirab) ภาษาไทยเรียกประชุมทิศเป็นซุ้มหรือช่องเว้าที่มักจะอยู่ส่วนท้ายของอาคารใช้เพื่อเป็นจุดรวมสายตาของผู้มาประกอบพิธี…

ที่นี่จะตั้งอยู่ตรงกลางกำแพงด้านหนึ่งในมัสยิดที่เรียกว่า “กำแพงกิบลัต” เป็นเครื่องหมายชี้ทางไปสู่ศาสนสถานที่สำคัญที่สุดในศาสนาอิสลามนามว่า กาบะห์ ณ เมืองมักกะห์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ซึ่งมุสลิมจะต้องทำละหมาดโดยหันหน้าไปทิศทางดังกล่าว

อีวาน (Iwan) คือกรอบซุ้มประตูที่มีลักษณะโค้งและเว้า เป็นเครื่องช่วยให้มัสยิดมีความสง่างามมากขึ้น

โดม (Dome) เป็นส่วนประกอบของหลังคาครึ่งวงกลม ซึ่งโดมนั้นมีรูปทรงหลากหลาย เช่นทรงหัวหอม ทรงกลีบมะเฟือง หรือทรงลูกฟูก เป็นต้น

และส่วนประกอบสุดท้ายของมัสยิดคือ มินาเรต หรือหออะซาน (Minaret) เป็นหอที่ใช้ส่งเสียงให้สัญญาณในการสวดมนต์

สถาปัตยกรรมในจักรวรรดิเซลจุก

มัสยิดจาเมห์ หรือมัสยิดวันศุกร์ เป็นมัสยิดที่ได้รับการออกแบบในสมัยจักรวรรดิเซลจุก โดยการสร้างมัสยิดจาเมห์นั้น สร้างขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนของความมั่งคั่งของจักรวรรดิ

ลักษณะอันโดดเด่นของมัสยิดจาเมห์นั้น คือเป็นหลังคาทรงโดม 2 ชั้นแห่งแรกในอาณาจักรอิสลาม

อาคารภายในมัสยิดจาเมห์ถูกตกแต่งด้วยอิฐอบสีเทาสะอาดตา ที่มีการตกแต่งด้วยสไตล์ไฮโป (สไตล์ไฮโปเป็นการผสมผสานระหว่างเสาและซุ้มประตูเพื่อเชื่อมต่อกัน ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของห้องละหมาด)

มัสยิดจาเมห์นั้น ถือเป็นมัสยิดแห่งแรกที่มีอีวาน ถึง 4 ประตู ถือเป็นมัสยิดแห่งแรกที่มีอีวานประตูเยอะขนาดนี้

นอกจากนั้นมัสยิดแห่งนี้ยังประกอบด้วยหออะซานทั้ง 2 ข้าง และยังมีทางเดินแบบอาเขตอยู่ 2 ข้างมัสยิด (อาเขตหมายถึงซุ้มทางเดินยาวที่มีหลังคาคลุม และมีร้านค้าอยู่ตลอดทาง)

อิสฟาฮานกับจักรวรรดิซาฟาวิด

จักรวรรดิซาฟาวิด (1502 – 1736) ก่อตั้งขึ้นโดยพระเจ้าอิสมาอิล ซึ่งเป็นราชวงศ์ที่ปกครองอิหร่านมาอย่างยาวนานถึง 203 ปี จักรวรรดิซาฟาวิดนี้นับเป็นยุคทองของศิลปะ ซึ่งมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเฉพาะตนเป็นอย่างมาก

แต่เดิมเมืองหลวงของราชวงศ์ซาฟาวิดอยู่ที่เมืองกัซวิน แต่ในสมัยชาห์ อับบาสที่ 1 ได้ย้ายเมืองหลวงไปที่เมืองอิสฟาฮาน ในค.ศ. 1590 การย้ายนี้ได้มีการพัฒนาศิลปะให้แตกต่างไปจากยุคราชวงศ์เซลจุกที่เคยปกครองก่อนหน้า…

พวกเขาสร้างจัตุรัส, มัสยิด, และมัดรอซะห์ (สถานศึกษา) แต่สมัยอับบาสที่ 1 นั้น พระองค์ต้องการสร้างความมั่งคั่ง โดยการพัฒนาคมนาคมในอิสฟาฮานเพื่อความสะดวกด้านการค้าและการส่งออก ทำให้อิสฟาฮานมีการสร้างสะพาน, ถนน, และที่พักกองคาราวานขึ้นมากมาย

นอกจากนี้ในสมัยของราชวงศ์ซาฟาวิด ชาวเปอร์เซียได้ทำการค้าขายไปทั่วโลกโดยได้แผ่ขยายไปถึงประเทศไทยด้วย

มีบันทึกว่าในปี 1602 นั้นมีพ่อค้าชาวเปอร์เซียเดินทางมาค้าขายยังกรุงศรีอยุธยา และในสมัยพระนารายณ์ได้ทรงคณะทูตเดินทางไปสานสัมพันธไมตรีกับจักรวรรดิเปอร์เซียโดยเข้าพบจักรพรรดิที่พระราชวังเชเฮลโซตุน จากนั้นทำให้เปอร์เซียเริ่มมีอิทธิพลต่อกรุงศรีอยุธยามากขึ้น ถึงชั้นที่เชื่อกันว่าผังเมืองลพบุรีซึ่งพระนารายณ์ใช้เป็นที่ประทับสำคัญนั้น ก็ได้รับอิทธิพลมาจากผังเมืองอิสฟาฮาน

พระนารายณ์ราชนิเวศในสมัยอยุธยา

จะขอกล่าวถึงศิลปะอิสฟาฮานที่ปรากฏอยู่ในที่ๆ เรามักไม่ค่อยนึกถึง …นั่นคือในประเทศไทยนั่นเอง

พระนารายณ์ราชนิเวศ ตั้งอยู่ในเขตตำบลท่าหิน อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี เป็นพระราชวังที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้โปรดให้สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1856 (พ.ศ. 2209) เพื่อใช้เป็นที่ประทับ ออกราชการและต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง

ลักษณะของสิ่งก่อสร้างในนารายณ์ราชนิเวศนั้นได้รับอิทธิพลมาจากยุคซาฟาวิด เช่น พระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาทมีผังสอดคล้องกับพระราชวังอะลีคาปูในอิสฟาฮาน โดยมีลักษณะเป็น ช่องสี่เหลี่ยมแบ่งซอยเป็นชั้น ๆ และมีการทำบันไดทางขึ้นสู่ตัวอาคารซึ่งมีความซับซ้อนกว่าสถาปัตยกรรมไทยในยุคนั้น รวมถึงภายในตัวอาคารมีการเจาะช่องหน้าต่างและประตูโค้งแหลมตามความสูงของผนัง ซึ่งเป็นลักษณะของซุ้มเปอร์เซีย

สถาปัตยกรรมในจักรวรรดิซาฟาวิด

อับบาสที่ 1 ได้พัฒนาเมืองอิสฟาฮานขึ้นเป็นอันมาก โดยได้สร้างมัสยิดทั้งหมด 162 แห่ง, สถานศึกษา 48 แห่ง, และโรงอาบน้ำ 282 แห่ง

ศูนย์กลางของเมืองอิสฟาฮานอยู่ที่จัตุรัสนักช์อี ญะฮัน หรือ อิหม่าม สแควร์ (Miadan-i-Naqsh-e Jahan) เป็นลานเปิดโล่งขนาดใหญ่ที่มีขนาดถึง 510*165 เมตร จัตุรัสอเนกประสงค์นี้ใหญ่มากจนสามารถใช้เป็นสนามเล่นโปโล และสนามยิงธนูได้

จัตุรัสนักช์อี ญะฮัน มีสถานที่สำคัญอยู่รอบ ๆ จัตุรัสเป็นอันมาก ได้แก่ มัสยิดชาห์, มัสยิดชีคล๊อฟฟลูเลาะห์, วังอะลีคาปู, บาซาร์ (ตลาด) คีซารี, และพระราชวังเชเฮลโซตุน นอกจากนั้นชาห์ อับบาสที่ 1 ยังออกแบบแนวของจัตุรัสให้แตกต่างจากเมืองเก่า คือตัวจัตุรัสไม่ได้หันทางตรงสู่ทิศละหมาด

มัสยิดชาห์

“มัสยิดชาห์” (บ้างเรียกว่ามัสยิดอิหม่าม หรือมัสยิดหลวง) เป็นหนึ่งในมัสยิดที่สมบูรณ์ที่สุดตั้งแต่มีการสร้างมัสยิดในอิหร่านมา โดยตัวอาคารของมัสยิดนั้นประกอบไปด้วยโดมหลัก 1 โดม, ห้องโถงอเนกประสงค์ 2 ห้อง, อีวาน 4 ประตู (อิทธิพลจากเซลจุก), หออะซาน 4 แห่ง, และมัดรอซะห์ (สถานศึกษา) 2 แห่ง

เมื่อประมาณ 400 ปีก่อนชาห์ อับบาสที่ 1 ได้ทรงมีรับสั่งให้สร้างมัสยิดชาห์ขึ้น โดยกำหนดให้อาคารต้องมีเอกลักษณ์เฉพาะและดูสะดุดตา

ผลคือมีการสร้างมัสยิดให้หันสู่ทิศละหมาด แต่สร้างประตูทางเข้าให้มีความลงตัวเป็นชุดเดียวกับจัตุรัสนักช์อี ญะฮัน

นักเขียนชาวอเมริกัน โดนัลด์ วิเบอร์สันนิษฐานกล่าวว่า “ชีคห์บาไฮ (สถาปนิกสำคัญ) ต้องการให้มัสยิดชาห์สามารถมองเห็นได้จากทุกที่ หากจัตุรัสมีทิศทางเดียวกันกับนครมักกะห์ จะทำให้ตัวมัสยิดถูกบดบัง…”

รียกได้ว่าในยุคชาห์ อับบาสที่ 1 เป็นยุคฟื้นฟูวิทยาของโดมเปอร์เซียเลยก็ได้เพราะพระองค์ทรงให้สร้างโดมทรงกลมที่ครอบคลุมไปด้วยกระเบื้องสีสันสดใส ซึ่งมัสยิดอิหม่ามใช้กระเบื้องโมเสกถึง 475,000 แผ่น โดยใช้วิธีการทำแบบ Half Rangi title หรือเทคนิคตัดกระเบื้องสีขาวดำให้เป็นชิ้นส่วนเล็ก ๆ และนำมาประกอบกันในรูปแบบที่ซับซ้อน จากนั้นจึงเผาใส่สีเข้าไป (กรณีนี้ใส่ไปถึง 7 สี)

การประดับตกแต่งอีวานทางเข้ามัสยิดชาห์นั้นเป็นที่สะดุดตามาก โดยเฉพาะงานกระเบื้องหลากสีสันน่ามหัศจรรย์อย่างยิ่ง เมื่อคุณเดินทางเข้ามาในประตูอีวาน ให้เงยหน้ามองด้านบนซุ้มประตู คุณจะเห็นความสวยงามของสถาปัตยกรรมแบบรวงผึ้ง หรือที่เรียกว่า “มุก็อรนัศ”…

มุก็อรนัศนี้ได้รับความนิยมสำหรับประดับตกแต่งเป็นอย่างมาก โดยมักทำเป็นรูปแบบคล้ายเปลือกหอย หรือรวงผึ้ง สร้างให้มีความลื่นไหล สามารถชักนำให้คนไล่สายตาขึ้นมองตาม มุก็อรนัศอิสฟาฮานนั้นสวยงามมากนับเป็นเอกลักษณ์สุดประณีตอีกประการหนึ่ง

ตลอดแนวอีวานยังมีการสร้างลวดลายอักษรประดิษฐ์ เพื่อจารึกข้อความสำคัญในคัมภีร์อัลกุรอาน เป็นลายตัวหนังสือสีขาวเขียนบนกระเบื้องสีน้ำเงินเข้ม มีความวิจิตรสวยงามมาก

มัสยิดชีคล๊อฟฟลูเลาะห์

มัสยิดชีคล๊อฟฟลูเฮาะห์สร้างขึ้นในปีเดียวกับจัตุรัสนักช์อี ญะฮัน แต่มัสยิดชีคล๊อฟฟลูเลาะห์นั้นใช้เฉพาะพระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์ทำให้มีขนาดเล็กกว่ามัสยิดชาห์

ศิลปะของมัสยิดชีคล๊อฟฟลูเลาะห์นั้น มีองค์ประกอบไม่แตกต่างจากมัสยิดอิหม่ามมากนัก เนื่องจากสร้างขึ้นในสมัยของชาห์ อับบาสที่ 1 เช่นเดียวกัน แต่เอกลักษณ์อันโดดเด่นของมัสยิดชีคล๊อฟฟลู-เลาะห์ คือโดมกลางที่ตกแต่งด้วยกระเบื้องสีเปอร์เซียนบลู และสีเหลือง เป็นโดมที่มีลวดลายละเอียดสวยงามเป็นอย่างมาก…

เมื่อยามที่แสงตกกระทบไปยังตรงกลางภายในโดมนั้น จะปรากฏความสวยงามประดุจนกยูงรำแพน แสดงให้เห็นถึงความละเอียดในการออกแบบสถาปัตยกรรม และการคำนวณเส้นทางแสงอันน่าทึ่งของเปอร์เซียโบราณ

พระราชวังอะลีคาปู

พระราชวังอะลีคาปูเป็นอาคารที่มีทั้งหมด 6 ชั้น ซึ่งเป็นที่ประทับของชาห์ อับบาสที่ 1 โดยใช้ไม้และอิฐในการก่อสร้าง แต่ละชั้นตกแต่งด้วยภาพจิตรกรรมสวยงาม ชั้น 4 นั้นเป็นที่ประทับชมกีฬาหรืองานพิธีต่าง ๆ ของราชวงศ์ และชั้น 6 นั้นตกแต่งเป็นห้องสำหรับฟังเพลงและเล่นดนตรี

พระราชวังเชเฮลโซตุน

พระราชวังเชเฮลโซตุน หรือชื่อแปลว่าพระราชวัง 40 เสา ถูกสร้างขึ้นในสมัยชาห์ อับบาสที่ 1 โดยใช้เป็นที่พักผ่อนส่วนพระองค์ และใช้สำหรับต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง

แท้จริงแล้วพระราชวังแห่งนี้มีเพียง 20 เสา แต่คำว่า 40 ในภาษาเปอร์เซียแปลว่า “มาก” (เช่นเดียวกับคำว่าสิบสอง และร้อยเอ็ด ในภาษาไทย ที่ใช้แทนคำว่ามากเหมือนกัน เช่น สิบสองภาษา หรือร้อยเอ็ดนคร ซึ่งไม่ได้แปลว่ามีร้อยเอ็ดนครจริงๆ แต่หมายถึงมีนครจำนวนมาก) แต่บางกระแสก็ว่าเรียก 40 เสาเพราะนับรวมกับเงาที่กระทบบนผิวของสระน้ำด้านหน้าพระราชวัง ทำให้เกิดภาพเสมือนอันสวยงามสมดุลคล้ายพระราชวังมีถึง 40 เสา

ด้านในพระราชวังตกแต่งด้วยภาพเขียนสีเฟรสโกที่สมบูรณ์ที่สุดของอิหร่าน โดยเฉพาะภาพชาห์ อับบาสที่ 1 ในชุดฉลองพระองค์สีทองสง่างาม กำลังรับรองว่าลีมุฮัมหมัดข่านแห่งเติร์กเมนิสถาน

สะพานคาจู

สะพานคาจู เป็นหนึ่งในสถาปัตยกรรมที่มีความสำคัญและเก่าแก่ของอิสฟาฮาน โดยสร้างขึ้นในสมัยชาห์ อับบาสที่ 2

สะพานแห่งนี้สร้างด้วยอิฐมีความยาวถึง 100 เมตร โดยจุดประสงค์การสร้างคือใช้ข้ามแม่น้ำซายันเด เพื่อเชื่อมต่อระหว่างเมืองอิสฟาฮานตอนเหนือและตอนใต้

ลักษณะของสะพานคาจูนั้นสร้างขึ้นทั้งหมด 2 ชั้น โดยมีการออกแบบอย่างสวยงามตามลักษณะศิลปะเปอร์เซีย คือมีซุ้มประตูมากมายตกแต่งด้วยลวดลายเครือวัลย์สีน้ำเงินและสีเหลือง สะพานแห่งนี้มีพลับพลาที่ประทับชั่วคราวของพระมหากษัตริย์ ซึ่งตั้งอยู่บนกึ่งกลางของชั้นที่ 2 ของสะพาน

ยามกลางคืนสะพานคาจูจะมีการเปิดไฟสวยงาม จึงมักมีชาวเมืองมานั่งพักผ่อนพูดคุยกันท่ามกลางบรรยากาศที่สวยงาม

นอกจากสะพานคาจูจะสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นเส้นทางสัญจรแล้วนั้น ยังเป็นเขื่อนขนาดย่อมของเมืองอิสฟาฮานด้วย

มหาวิหารแวงค์

มหาวิหารแวงค์ เป็นโบสถ์ของคริสตจักรอาร์มีเนียนออร์ทอดอกซ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางหมู่มัสยิดในอิสฟาฮาน

“มหาวิหารแวงค์” สร้างขึ้นเพื่อชาวอาร์มีเนียนที่ลี้ภัยจากสงครามกับจักรวรรดิออตโตมัน โดยได้รับการต้อนรับจากชาห์ อับบาสที่ 1 เป็นอย่างดี

ตอนแรกมหาวิหารแวงค์เป็นโบสถ์ขนาดเล็กก่อนจะมีการขยับขยาย จนกลายเป็น “มหาวิหารแวงค์” ที่สร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี 1664

สิ่งก่อสร้างในมหาวิหารแวงค์ประกอบด้วย หอระฆัง, ห้องสมุด, และ พิพิธภัณฑ์ สถาปัตยกรรมของอาคารนี้เป็นส่วนผสมของสไตล์ซาฟาวิดในศตวรรษที่ 17 ผสมผสานกับศิลปะแบบยุโรป ซึ่งที่มีซุ้มประตูสูงและมีโดมแบบเปอร์เซีย ทางเข้าหลักของโบสถ์เป็นประตูไม้ขนาดใหญ่ และมีจุดสังเกตคือนาฬิกานี้มีคำว่า Bangkok เขียนอยู่ด้วย เพราะนาฬิกาถูกซื้อมาจากกรุงเทพฯ

ตัวเพดานด้านในโบสถ์ตกแต่งด้วยลวดลายเครือวัลย์สะดุดตา และมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่บอกเล่าถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตของพระเยซู

หัตถกรรมในอิสฟาฮาน

อิสฟาฮานไม่ได้มีเพียงสถาปัตยกรรมอันสุดวิจิตรเท่านั้น เมืองนี้ยังมีชื่อเสียงทางงานหัตถกรรมอีกด้วย ในที่นี้จะพูดถึง งานเคลือบ, การพิมพ์แบบปั้ม, งานแกะสลักโลหะ, และการทอพรม

งานเคลือบ หรือ การลงยา (Enameling) เป็นหนึ่งในศิลปะที่ได้รับความนิยมในอิสฟาฮาน การลงยานั้นใช้เทคนิคการแกะสลักลวดลายที่ต้องการลงบนผิวโลหะก่อน แล้วค่อยทำการลงยาเป็นขั้นตอนสุดท้าย

การพิมพ์แบบปั๊ม (Qalamkari) เป็นการพิมพ์แบบลงบนผืนผ้า เช่น ผ้าฝ้าย, ผ้าไหม, และผ้าลินิน ซึ่งการออกแบบลวดลายมักเป็นได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพภูมิศาสตร์, ประวัติศาสตร์, ภาพวรรณกรรมเปอร์เซียโบราณ, และบทกวี

งานแกะสลักโลหะ (Ghalamzani) หรืองานแกะสลักลวดลายต่างๆ ลงบนภาชนะโลหะเป็นงานที่มีความละเอียดละออเป็นอย่างมาก โดยภาชนะส่วนใหญ่จะเป็นประเภททอง, เงิน, และทองแดง

นอกจากนั้น “พรม” ก็เป็นหนึ่งในงานฝีมือที่ขาดไม่ได้ในเมืองอิสฟาฮาน เพราะชาห์ อับบาสที่ 1 ได้ทรงฟื้นฟูศิลปะการทอพรมขึ้นมาเพื่อการส่งออก

อนึ่งชาห์ อับบาสที่ 1 ให้ความสำคัญกับการฝึกฝนช่างทอพรมให้พัฒนาเทคนิคการดีไซน์ที่เป็นเลิศ เช่น การใช้เส้นใยไหมแซมด้วยด้ายเงิน – ด้ายทอง เกิดเป็นลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์

สีสันบนพรมล้วนเกิดจากสีธรรมชาติ เช่น ดอกไม้ ใบไม้ รากไม้ หรือใบไม้ ทำให้เราเห็นว่าสีสันบนพรมมักไม่มีสีฉูดฉาดเกินไป

พรมเปอร์เซียแบบดั้งเดิมจะมีรูปแบบและเทคนิคการถักทอเฉพาะตระกูล เช่น ลายพรมตระกูลอะมอกรู (ตระกูลดีไซเนอร์ที่ผลิตพรมให้แก่ราชวงศ์และคนชั้นสูง) นอกจากนั้นการทอพรมยังมีเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละเมืองด้วย

ส่วนลวดลายบนพรมนั้นมักออกแบบเป็นลวดลายเครือวัลย์ โดยเฉพาะบนพื้นพรมสีครีมกับขอบพรมสีแดง – อิฐ ทั้งหมดนี้ทำให้พรมเปอร์เซียเป็นที่ยอมรับในโลกตะวันตก และเป็นต้นแบบของ พรมเปอร์เซียอันโด่งดังอย่างที่เรารับรู้จนปัจจุบัน

บทส่งท้าย

ศิลปะในอิสฟาฮาน ถือได้มีความเจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่ง จนนับยุคอิสฟาฮานเป็นยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการของเปอร์เซีย และผลผลิตจากเมืองนี้มีอิทธิพลต่อโลกมากมายทั้งในแง่ สถาปัตยกรรม ศิลปะ หัตถกรรม และแนวความคิด

ในลักษณะนี้อิสฟาฮานจึงเปรียบเสมือนพิพิธภัณฑ์มีชีวิต… ที่เต็มไปด้วยคุณค่าจากดินแดนเปอร์เซียซึ่งเป็นอู่อารยธรรมที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

นับเป็นความงามที่หาที่เปรียบมิได้และรอให้คุณได้มาสัมผัสความตระการตาเหล่านี้ด้วยตาของตัวเองสักครั้ง…

Related articles

FILE Nº 0522
DECLASSIFIED
อิหร่าน
#History20 Nov 2025

LGBTQ+ ในอิหร่าน แม้จะเคร่งศาสนา แต่อนุญาตให้แปลงเพศได้

การรักเพศเดียวกันในดินแดนนี้อาจมีโทษถึงตาย เนื่องจากอิหร่านเป็นประเทศเคร่งศาสนา แม้จะเป็นเกย์แล้วมีโทษถึงตาย

FILE Nº 0660
DECLASSIFIED
อิหร่าน
#Current Events15 Aug 2025

สัญญานเตือนจากผู้นำสูงสุดอิหร่าน อิสราเอลต้องเผชิญกับชะตากรรม “อันขมขื่นและเจ็บปวด”

แถลงการณ์ของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี (Ayatollah Ali Khamenei) ผู้นำสูงสุดอิหร่าน ได้เผยแพร่ผ่านสำนักข่าวทางการ IRNA

Love stories like this? Travel with us

Interested? Message us on LINE — we reply fast

Ask on LINE