ชวนเที่ยวทัวร์โมร็อกโก (Morocco) สัมผัสมนต์เสน่ห์แห่ง “อารยธรรมมัวร์” อันเป็นเอกลักษณ์ และธรรมชาติอันน่าทึ่ง เช่น ทะเลทรายสะฮารา เปิดให้จองแล้ววันนี้
ไฮไลต์ของทริป
- สำรวจเมืองคาซาบลังก้า เมืองที่คนทั่วโลกต่างรู้จัก
- เยือน "เมืองสีชมพู" "นครสีฟ้า" และ "สวิตเซอร์แลนด์" แห่งโมร็อกโก
- ขี่อูฐชมแสงอรุณแรกของเช้าวันใหม่เหนือทะเลทรายซาฮาร่า
- ค้างคืนในเต็นท์แบบ exclusive ท่ามกลางเนินทรายเมอร์ซูก้า ที่วิวสวยจนเกือบลืมหายใจ!
สถานที่ไฮไลต์












วิทยากรประวัติศาสตร์นำทัวร์เองทุกทริปมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์เดินทางไปด้วย เล่าเรื่องยากให้เข้าใจง่ายในทุกสถานที่
เส้นทางที่ไม่ธรรมดาพาไปดินแดนที่คนไม่ค่อยไป ตั้งแต่เอเชียกลาง ตะวันออกกลาง ไปจนถึงหิมาลัย
ไม่จอยกรุ๊ป ไม่ชะโงกทัวร์อะไรควรดูอยู่ดูนานขึ้น จัดกรุ๊ปขนาดพอดีเพื่อประสบการณ์ที่ดีที่สุด
เหนือกว่าการท่องเที่ยวปกติทุกทัวร์ออกแบบโดยนักเขียน และนักเดินทางมืออาชีพ เน้นสร้างประสบการณ์ สะท้อนตัวตน เหมาะกับนักเดินทางที่ต้องการอะไรที่เหนือกว่าการท่องเที่ยวปกติ
รายละเอียดทัวร์
🏜️ Grand Morocco: Sand of Legends 🐪
ปี 2025 นี้! The Wild Chronicles ขอพาท่านเดินทางไป “โมร็อกโก” เพื่อสัมผัสเรื่องราวตำนานมากมายในดินแดนนี้ ทัวร์ไม่จอยกรุ๊ป ไม่ชะโงก อะไรควรดูอยู่ดูนานขึ้น อะไรอยู่นอกเส้นทางปกติแต่ควรสัมผัสจะได้ไปสัมผัส มีคุณปั๊บเป็นวิทยากรประวัติศาสตร์นำเอง 🥰
รู้หรือไม่? ในแอฟริกาเหนือ ยังมีดินแดนที่ทอดตัวอยู่ระหว่างทะเลทรายซาฮารา เทือกเขาแอตลาส และทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ประเทศนั้นคือโมร็อกโก… ชาวโมร็อกโกมีทั้งสายเลือดแห่งชนเผ่าทะเลทรายที่แน่นแฟ้นกับธรรมชาติ และยังมีส่วนสำคัญสร้างอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ระดับมหาอำนาจของโลก อันเป็นต้นแบบของศิลปะและสถาปัตยกรรม “มัวร์” หรือ “มัฆริบ” ที่แพร่กระจายอยู่ทั่วแอฟริกาเหนือรวมไปถึงสเปน
ปี 2025❗The Wild Chronicles ขอพาท่านเดินทางไป “โมร็อกโก” เพื่อสัมผัสเรื่องราวตำนานมากมายในดินแดนนี้ ทัวร์ไม่จอยกรุ๊ป ไม่ชะโงก อะไรควรดูอยู่ดูนานขึ้น อะไรอยู่นอกเส้นทางปกติแต่ควรสัมผัสจะได้ไปสัมผัส มีคุณปั๊บเป็นวิทยากรประวัติศาสตร์นำเอง
🐫 เดินทางสู่ กรุงราบัต (Rabat) เมืองหลวงอันสวยงามของราชอาณาจักรโมร็อกโก ซึ่งตั้งอยู่ริมชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก กรุงราบัตถือกำเนิดขึ้นในศตวรรษที่ 12 โดยสุลต่านแห่งราชวงศ์อัลโมฮัด เมืองแห่งนี้จึงกลายเป็นศูนย์กลางการบริหารของประเทศ และได้รับการแต่งตั้งเป็นเมืองหลวงอย่างเป็นทางการในปี 1912 จนถึงปัจจุบัน

🐫 เยี่ยมชม สุสานของกษัตริย์โมฮัมเหม็ดที่ 5 (Mausoleum of Mohammed V) สุสานแห่งนี้สร้างขึ้นในปี 1961 เพื่อเป็นเกียรติแก่กษัตริย์โมฮัมเหม็ดที่ 5 ผู้เรียกร้องเอกราชของโมร็อกโกคืนจากฝรั่งเศส ภายในอาคารมีสถาปัตยกรรมแบบโมร็อกโก-มัวร์ ที่งดงาม ประดับด้วยหินอ่อนสีขาว เสาแกะสลักด้วยความประณีต

🐫 เยี่ยมชม หอขานฮัสซัน (Hassan Tower) หอนี้เริ่มสร้างในปี ค.ศ. 1195 โดยตั้งใจให้เป็นหอขาน (หรือหอสูงของมุสลิมใช้เรียกคนมาทำละหมาด) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ณ เวลานั้น แต่การก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ ทำให้หอขานมีความสูงเพียง 44 เมตรจากที่ตั้งใจจะให้หอขานสูงถึง 86 เมตร แม้จะสร้างไม่เสร็จ แต่รากฐานของความทะเยอทะยานของหอขานแห่งนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ความยิ่งใหญ่ของราชวงศ์อัลโมราวิด

🐫 เดินชม “ป้อมปราการอูไดอาส” (Kasbah Les Udayas) ป้อมปราการโบราณแห่งนี้สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 12 โดยราชวงศ์อัลโมฮัด และยังเคยถูกใช้เป็นฐานที่มั่นของกลุ่มโจรสลัดจนถึง ศตวรรษที่ 18 ภายในป้อมปราการมีสิ่งปลูกสร้างและสถาปัตยกรรมเก่าแก่มากมาย เช่น ประตูอูไดอาส และมีย่านที่อยู่อาศัยเก่าแก่อันสวยงามอยู่ด้านใน

🐫 เยี่ยมชมเมืองโบราณเชลลาห์ (Chellah) ที่มีประวัติยาวนานและมีอารยธรรมซ้อนทับกันนับพันชั้น สืบทอดตั้งแต่ยุคฟีนีเชียนจนถึงยุคปัจจุบัน โดยมีผู้คนอยู่อาศัยใช้สอยโดยไม่ขาดตอน จุดที่น่าสนใจคือซากถนนแบบโรมัน ซากวิหาร โรงอาบน้ำและสุสานหลวงของราชวงศ์มารินิด อีกทั้งเมืองโบราณแห่งนี้ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก

🐫 เดินทางต่อสู่ “เมืองเชฟชาอูน” (Chefchaouen) เชฟชาอูนเป็นที่รู้จักในสมญานาม “ไข่มุกสีน้ำเงินแห่งโมร็อกโก” เมืองแห่งนี้เริ่มก่อตั้งขึ้นในปี 1471 จากป้อมปราการเล็กๆ เพื่อต่อสู้กับการรุกรานของโปรตุเกส ต่อมาซัยยิดะฮ์ อัล ฮุรเราะฮ์ ราชินีโจรสลัดที่มีชื่อเสียงในด้านความงามและความเก่งกาจได้ขึ้นครองเมืองนี้ เธอบัญชาการการปล้นเรือสินค้าชาวคริสต์จากยุโรป จนทำให้ชาวตะวันตกหวั่นเกรงอำนาจของเธอ อีกทั้งเมืองเชฟชาอูนเป็นที่พำนักแห่งสุดท้ายของราชินีโจรสลัดหลังจากที่เธอประกอบวีรกรรมมากมายอีกด้วย

🐫 พาท่านเดินชมย่านเมืองเก่า “เมดินาแห่งเมืองเชฟชาอูน” (Medina of Chefchaouen) เป็นย่านบ้านเรือนที่ทาด้วยสีน้ำเงินฟ้า ย่านนี้เต็มไปด้วยร้านค้า งานฝีมือ พรม เครื่องหนัง และของที่ระลึกในร้านเล็ก ๆ ตลอดทางตามพื้นที่ไหล่เขา ย่านเมืองนี้เป็นดั่งสวรรค์ของผู้ชื่นชอบการถ่ายภาพ เพราะเต็มไปด้วยมุมที่สามารถถ่ายรูปออกมาได้อย่างสวยงามโดดเด่น

🐫 เดินทางสู่ “เมืองเม็กเนส” (Meknes) เป็นเมืองหลวงในยุคสมัย กษัตริย์มูเล่ อิสมาอิล แห่งราชวงศ์อาลาวิด ซึ่งเป็นกษัตริย์ลูกผสมผิวดำ ภายใต้การปกครองของพระองค์ เม็กแนสถูกพัฒนาอย่างรวดเร็ว มีการก่อสร้างอาคารราชวัง กำแพงเมือง และประตูเมืองขนาดมหึมาอย่างอลังการ จนได้รับฉายาว่า “แวร์ซายส์แห่งโมร็อกโก”
🐫 เยี่ยมชม บับ มันซูร์ (Bab Mansour) หรือ ซุ้มประตูแห่งชัยชนะ ประตูเมืองขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ด้านหน้าของจัตุรัสเอล-เฮดิมในเมืองเม็กแนส สร้างขึ้นในต้นศตวรรษที่ 18 เพื่อเป็นทางเข้าหลักสู่เขตราชวัง ประตูนี้ได้รับการนับถือโดยทั่วไปว่าเป็นสุดยอดแห่งสถาปัตยกรรมมัวร์

🐫 เยี่ยมชม โบราณสถานโวลูบิลิส (Volubilis) ก่อตั้งขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล และเคยเป็นด่านหน้าอันสำคัญของจักรวรรดิโรมัน ปัจจุบันยังคงหลงเหลือซากเมืองโรมันโบราณ ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญของการตั้งถิ่นฐานของจักรวรรดิโรมันในแอฟริกาเหนือ ด้วยความที่เมืองถูกทิ้งร้างมานานเกือบพันปี ทำให้แหล่งนี้ยังคงรักษา “ศิลปะดั้งเดิม” ได้อย่างดีเยี่ยม

🐫 เดินทางสู่ “เมืองเฟส” (Fez) อดีตหนึ่งในสี่เมืองหลวงของโมร็อกโก เมืองเฟสก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 789 โดย กษัตริย์อิดริสที่ 1 (Idris I) แห่งราชวงศ์อิดริสิด ซึ่งปัจจุบันเมืองเฟสคงรักษาเอกลักษณ์ของเมืองประวัติศาสตร์ไว้ได้ และกลายเป็นจุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยว
🐫 พาเดินดูตลาดหรือ ซูค (Souks) ซูคของเมืองเฟสมีชื่อเสียงในการมีเป็นเส้นทางแคบๆ มากมาย ที่เรียงรายไปด้วยร้านค้าเล็กใหญ่ที่เรียงรายติดกัน มีตั้งแต่ ร้านเครื่องหนัง ร้านขายเครื่องเทศ หรือแม้แต่ลานทำพรม ความเก่าแก่ชองซูคและย่านเมืองเก่าเฟส ทำให้มันได้รับสถานะมรดกโลกจากองค์การ UNESCO
🐫 แวะชม “สุสานของกษัตริย์ มูเล อิดริสที่ 2” (Moulay Idriss Mausolem II) กษัตริย์อิดริสที่ 2 เป็นผู้สถาปนาเมืองเฟสให้เป็นเมืองหลวงของราชวงศ์อิดริสิด ซึ่งถือเป็นราชวงศ์มุสลิมสายเลือดตรงจากท่านศาสดามูฮัมหมัด ผ่านหลานของท่าน และเป็นราชวงศ์แรกที่นับถืออิสลามของโมร็อกโก
เขาได้รับการเคารพบูชาอย่างสูงจากชาวโมร็อกโก เชื่อกันว่าท่านเป็นผู้ปกป้องเมืองจากภัยพิบัติและนำศรัทธาอิสลามมายังภูมิภาคนี้ สุสานของพระองค์จึงกลายเป็นศูนย์กลางแห่งความศรัทธาของชาวมุสลิมในประเทศ และมีความเชื่อว่าหญิงสาวชาวมุสลิมที่แต่งงานแล้วยังไม่สามารถมีบุตรได้ก็มักจะมาขอพรกันที่นี่
🐫 เยี่ยมชม มัสยิดและมหาวิทยาลัย อัล เกาะเราะวียีน (Al-Qarawiyyin Mosque and University) มหาวิทยาลัยแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นในปี 859 โดย ฟาติมะห์ อัล-ฟิห์รี และถือเป็น มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่ยังเปิดสอนอยู่ มัสยิดและมหาวิทยาลัยแห่งนี้มีบทบาทสำคัญในการเผยแผ่ศาสนาอิสลาม วิทยาศาสตร์ ปรัชญา และคณิตศาสตร์ในโลกอาหรับและยุโรปยุคกลาง
🐫 เดินชม “โรงฟอกหนังฮัวรา” (Chouara Tannery) เป็นหนึ่งในไฮไลท์เมืองเฟส โรงฟอกหนังแห่งนี้เป็นโรงฟอกที่เก่าแก่ที่สุดในเมือง และยังคงใช้วิธีการดั้งเดิมมาเกือบพันปี ท่านได้มาชมโรงฟอกหนังแห่งนี้ ท่านสามารถรับชมกระบวนการฟอกหนังแบบดั้งเดิมที่ถูกรักษาไว้ ซึ่งถือเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของที่นี่

🐫 เยี่ยมชม บับ บู เจอลูด (Bab Bou Jeloud) หรือที่รู้จักกันว่า “ประตูฟ้า” ประตูเมืองอันโด่งดังซึ่งเป็นทางเข้าสู่ย่านเมืองเก่า ประตูนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1913 ในสมัยอาณานิคมฝรั่งเศส โดยใช้ศิลปะผสมผสานระหว่างอาหรับและมัวร์ ด้านนอกประตูประดับด้วยกระเบื้องโมเสกสีฟ้า ส่วนด้านในใช้สีเขียว มีลักษณะประตูเป็นโค้งซุ้มเกือกม้าแหลม

🐫 เยี่ยมชม โบสถ์ยิวอาเบน ดานัน (Aben Danan Synagogue) ที่นี่เป็นโบสถ์ยิวออร์โธดอกซ์ ที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 17 สถาปัตยกรรมของที่นี่มีความเรียบง่ายและกลมกลืน ประตูทางเข้าเป็นเพียงประตูเรียบๆ ที่แทบไม่แตกต่างจากประตูบ้านใกล้เคียงกัน ซึ่งมีบรรยากาศภายในดูสงบและลึกลับ
🐫 พาชม พระราชวังหลวงแห่งเฟส (Royal Palace of Fez) ซึ่งเป็นพระราชวังของกษัตริย์โมร็อกโกองค์ปัจจุบัน สถานที่แห่งนี้แม้จะไม่เปิดให้เข้าชมภายใน แต่ด้านหน้าของพระราชวังถือเป็นหนึ่งในจุดถ่ายภาพที่สวยที่สุด ด้วยประตูทองเหลืองขนาดใหญ่เจ็ดบาน ซึ่งเป็นตัวแทนของวันทั้งเจ็ดในสัปดาห์ ประตูเหล่านี้ถูกแกะสลักและประดับด้วยกระเบื้อง และไม้ฉลุอันประณีต สะท้อนความงดงามของงานศิลป์ราชสำนักโมร็อกโก

🐫 เดินสู่ “เมืองอิเฟรน” (Ifrane) เมืองที่ได้รับสมญานามว่า “สวิตเซอร์แลนด์แห่งโมร็อกโก” อิเฟรนตั้งอยู่บนที่ราบสูงแอตลาสตอนกลาง เมืองนี้ก่อตั้งขึ้นในปี 1929 ในยุคที่ฝรั่งเศสยังปกครองโมร็อกโก โดยออกแบบให้เป็นเมืองตากอากาศของชาวยุโรป สถาปัตยกรรมของเมืองจึงแตกต่างจากเมืองอื่นในโมร็อกโกอย่างชัดเจน เหมือนหลุดเข้ามาในหมู่บ้านของชาวยุโรปตะวันตกแม้อยู่ใกล้ทะเลทรายมากก็ตาม
🐫 ขับผ่าน หุบเขาซีซ (Ziz Valley) หุบเขาที่ทอดยาวผ่านภูเขาแอตลาสตะวันออกเฉียงใต้ เกิดจากแม่น้ำซีซที่ไหลผ่านเทือกเขาและสร้างภูมิประเทศแบบโอเอซิสกลางทะเลทรายที่นับว่า “ที่สวยที่สุดของโมร็อกโก”

🐫 นําท่านนั่งรถขับเคลื่อนสี่ล้อ สู่ “ทะเลทรายซาฮารา” (Sahara Desert) ทะเลทรายซาฮาราคือทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดในโลก ครอบคลุมพื้นที่กว่า 9 ล้านตารางกิโลเมตรครอบคลุมถึง 11 ประเทศ ขนาดเกือบเทียบเท่าทวีปยุโรปทั้งทวีป โดยทะเลทรายซาฮาราคลุมพื้นที่โมร็อกโกทางตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด ผืนทรายแห่งนี้เป็นทางผ่านของอารยธรรมและการค้าในแอฟริกาเหนือมายาวนานหลายพันปี

🐫 เดินทางสู่ หุบเขาทอดร้า (Todra Groge) หุบเขาขนาดมหึมาในแนวเทือกเขาแอตลาส มีรูปลักษณ์ที่ดูสวยงามและแปลกตาจากการกัดกร่อนด้วยแรงลมและสายฝน ลักษณะเด่นของหุบเขาแห่งนี้คือ ผนังหินสูงเท่ากับตึก 40 ชั้น โดยบางช่วงของเส้นทางมีแม่น้ำเล็ก ๆ และทางเดินแคบ ๆ

🐫 เดินทางสู่ “เมืองวอร์ซาเซ็ท” (Ouarzazate) เมืองที่ตั้งอยู่ในเขตเทือกเขาแอตลาส เมืองแห่งนี้ได้รับฉายาว่า “ประตูสู่ทะเลทราย” ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่ระหว่างเทือกเขาแอตลาสสูงและทะเลทรายซาฮารา เป็นเมืองที่นักเดินทางนิยมใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการออกท่องทะเลทราย
🐫 เยี่ยมชม “หมู่บ้านไอท์ เบน ฮัดดู” (Ait Ben Haddou) หมู่บ้านแห่งนี้สร้างจากหมู่เคสบาห์หรือป้อมปราการแบบเบอร์เบอร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโมร็อกโก เป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของสถาปัตยกรรมดินเหนียวของโมร็อกโก และมีสถานะเป็นมรดกโลก UNESCO เมื่อปี ค.ศ. 1987 อีกด้วย

🐫 เยี่ยมชม โบสถ์ยิวเก่าแห่งตาโอริร์ต (The Old Synagogue of Taourirt) ตั้งอยู่ในเมืองตาโอริร์ต โบสถ์แห่งนี้คือหลักฐานสำคัญของชุมชนชาวยิวอามาซีฆ (Amazigh Jews) หรือก็คือชาวเบอร์เบอร์ที่รับอิทธิพลจากชาวยิวที่อพยพมาโมร็อกโกในอดีต
🐫 เดินทางสู่ “เมืองมาร์ราเกช” (Marrakech) เมืองนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับพันปี ถูกสร้างและตั้งเป็นเมืองหลวงโดยราชวงศ์อัลโมราวิดในปี ค.ศ. 1070 ชื่อของเมืองในภาษาเบอร์เบอร์หมายถึง “แผ่นดินของพระเจ้า” (Land of God) และเมืองแห่งนี้เป็นต้นกำเนิดของชื่อประเทศ “โมร็อกโก” ในภาษาอังกฤษ (เรียกเพี้ยนไปจากมาร์ราเกช)
🐫 ชม “สวนฌาร์แดง มาชอแรล” (Jardin Majorelle) หรือ “สวนอีฟว์ แซ็ง โลร็อง” (Yves Saint Laurent Gardens) สวนแห่งนี้ถูกสร้างโดยศิลปินชาวฝรั่งเศส ฌาร์แดง มาชอแรล ในปี 1923 แล้วต่อมาได้รับการบูรณะและอนุรักษ์โดยดีไซเนอร์ระดับโลก อีฟว์ แซ็ง โลร็อง ภายในสวนแห่งนี้เต็มไปด้วยต้นไม้นานาพรรณที่มีสีสันชวนสะดุดตา

🐫 เยี่ยมชม “พระราชวังบาเฮีย” (Bahia Palace) พระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นในปลายศตวรรษที่ 19 โดย ซี มูซา (Si Moussa) อุปราชที่มีอำนาจมาก ซึ่งต่อมาวงศ์ของเขาจะสามารถควบคุมโมร็อกโก เชิดกษัตริย์เป็นหุ่นอยู่ระยะหนึ่ง วังนี้ถูกต่อขยายโดยตั้งใจว่าตั้งใจจะให้เป็นพระราชวังที่ยิ่งใหญ่และหรูหราที่สุดในยุคนั้น

🐫 เยี่ยมชมสวนลับ เลอ ฌาร์แด็ง (Le Jardin Secret) สวนลับกลางเมืองเก่ามาร์ราเกชแห่งนี้เคยเป็นบ้านพักของขุนนางในศตวรรษที่ 19 ที่ถูกทิ้งร้างไปก่อนจะได้รับการบูรณะในเวลาต่อมา สวนแห่งนี้ผสมผสานภูมิปัญญาสวนเปอร์เซีย กับสถาปัตยกรรมมัวร์ได้อย่างกลมกลืน

🐫 พาท่านดูโดมแห่งราชวงศ์อัลโมราวิด (Almoravid Koubba) เป็นอนุสรณ์สถานขนาดเล็กในเมืองมาร์ราเกชสร้างขึ้นโดยราชวงศ์อัลโมราวิดในช่วงต้นศตวรรษที่ 12 เป็นหนึ่งในอาคารที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองและเป็นสิ่งที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่แห่งของสถาปัตยกรรมอัลโมราวิดในเมืองมาร์ราเกช โดยอาคารแห่งนี้ใช้สำหรับพิธีชำระล้างร่างกายก่อนการละหมาด
🐫 เยี่ยมชม “วิทยาลัยมาดราซาเบน ยูซุฟ” (Madrasa Ben Youssef) หนึ่งในสถาบันสอนศาสนาอิสลามที่ใหญ่ที่สุดในแอฟริกาเหนือ วิทยาลัยนี้ตั้งชื่อตามมัสยิดเบนยูซุฟ ที่อยู่ติดกัน ก่อตั้งขึ้นในศตวรรษที่ 14 วิทยาลัยแห่งนี้เป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ และเป็นวิทยาลัยอิสลามที่ใหญ่ที่สุดในมัฆริบ (แอฟริกาเหนือ) ในช่วงรุ่งเรือง และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นจุดสูงสุดของสถาปัตยกรรมสมัยราชวงศ์ซาเดียนส์

🐫 พาไปเดิน “จัตุรัสกลางเมืองเฌมา เอล ฟนา” (Djemaa El Fna Square) จัตุรัสนี้เป็นศูนย์กลางของชาวเมืองมาร์ราเกช ที่มีขนาดใหญ่และถูกรายล้อมไปด้วยอาคารร้านค้าและตลาดนัด ในเวลากลางวันเต็มไปด้วยร้านขายน้ำผลไม้ สมุนไพร และของพื้นเมือง
เมื่อเข้าสู่ช่วงยามเย็นบรรยากาศจะแปรเปลี่ยนเป็น “ละครกลางแจ้ง” มีนักเล่านิทาน นักดนตรี นักแสดงพื้นบ้าน แพทย์แผนโบราณ และร้านอาหารกลางคืนเรียงรายรอบจตุรัส จัตุรัสแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สาธารณะ แต่คือพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่ยังมีชีวิต UNESCO ขึ้นทะเบียนที่นี่เป็น “มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ” เพราะเรื่องเล่าเหล่านี้ยังคงมีผู้มาฟังอย่างสม่ำเสมอ และยังคงดำเนินอยู่ทุกค่ำคืนในจัตุรัสแห่งนี้

🐫 ชม “สุเหร่าคูโตเบีย” (Kutobia Mosque) สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 12 โดยราชวงศ์อัลโมฮัด ที่นี่มีหอขานสูงถึง 70 เมตร ตกแต่งด้วยลายปูนปั้นฉลุและหินแกะลวดลายแบบอัลโมฮัดอย่างงดงาม ซึ่งได้กลายเป็น แม่แบบให้กับหอระฆังลา คิรัลดา (La Giralda) ในเซบียา สเปน และ หอขานของมัสยิดฮัสซันในราบัต รูปแบบของมันที่เรียบแต่สง่างาม ผสมกลิ่นอายเรขาคณิตของศิลปะมัวร์ จนหอขานแห่งนี้ได้กลายเป็นต้นแบบของสถาปัตยกรรมหอขานไปทั่วทั้งอาณาบริเวณที่เคยอยู่ภายใต้อิทธิพลของอัลโมฮัด

🐫 แวะถ่ายรูปที่ บับ อักนาอู (Bab Agnaou) ซุ้มประตูนี้สร้างขึ้นและแล้วเสร็จในปี 1990 โดยราชวงศ์อัลโมฮัด เป็นหนึ่งในประตูที่สวยงามและคงสภาพดีที่สุดของมาร์ราเกช บับ อักนาอู ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นทางเข้าสู่เขตพระราชวังโดยเฉพาะ เป็นตัวอย่างของศิลปะแบบอัลโมฮัดที่เน้นความเรียบแต่ยังคงความสวยงาม และเป็นต้นแบบของประตูศิลปะมัวร์อื่นๆ

🐫 เยี่ยมชม สุสานราชวงศ์ซาเดียนส์ (Saadian Tombs) สุสานแห่งนี้ถูกค้นพบในปี 1917 ที่นี่เป็นที่ฝังพระศพของสุลต่านราชวงศ์ซาเดียนส์ ไฮไลต์ของสุสานอยู่ที่ “ห้องสิบสองเสา” ซึ่งเป็นที่ฝังสุลต่านอาหมัด อัล-มันซูร์ ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของราชวงศ์นี้ ห้องนี้ตกแต่งด้วยหินอ่อนจากอิตาลี ปูนปั้นลายอาหรับ และไม้แกะสลักอย่างประณีตและหรูหรา
🐫 เดินทางสู่ เมืองคาซาบลังกา (Casablanca) เมืองท่าใหญ่ที่สุดของโมร็อกโก และเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสมัยใหม่ของโมร็อกโก เดิมเมืองนี้มีชื่อว่า อันฟา (Anfa) เป็นเมืองท่าของชาวเบอร์เบอร์ที่มีมาตั้งแต่ยุคโรมัน ในศตวรรษที่ 15–16 ชาวโปรตุเกสบุกเข้ายึดครองและเปลี่ยนชื่อเมืองว่า “คาซาบลังกา” แปลว่า “บ้านสีขาว” และชาวสเปนเรียกชื่อเมืองนี้ตามทำให้ชื่อนี้ติดปากเรื่อยมา
🐫 ร่วมดินเนอร์ที่ร้านอาหาร “ริคคาเฟ่” ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ระดับตำนานเรื่องคาซาบลังกา ในปี 1942 ร้านอาหารถูกตกแต่งในสไตล์ฮอลลีวูดยุคคลาสสิกผสมกับสไตล์โมร็อกโก มีเบบี้แกรนด์เปียโน ประตูโค้ง และโคมไฟแก้วแบบโมร็อกโก พร้อมเล่นเพลงประกอบจากภาพยนตร์ เช่น As Time Goes By ให้เพลิดเพลินระหว่างรับประทานอาหาร
ภาพยนตร์ Casablanca บอกเล่าเรื่องราวของ “ริค” เจ้าของไนต์คลับในเมืองคาซาบลังกาช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งได้กลับมาพบกับอดีตคนรักชื่อ “อิลซา” โดยไม่คาดฝัน ขณะเธอเดินทางมากับสามีซึ่งเป็นผู้นำขบวนการต่อต้านเยอรมัน ในเมืองที่เต็มไปด้วยเงามืดทางการเมืองและทางเลือกที่แสนเจ็บปวด ริคต้องเลือกระหว่างความรักหรืออุดมการณ์ หนังมีตอนจบที่ทั้งเจ็บปวดและซาบซึ้งอยู่คู่กาลเวลา
🐫 เยี่ยมชม มัสยิดกษัตริย์ฮัสซันที่ 2 (King Hassan II Mosque) มัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในโมร็อกโก และใหญ่เป็นอันดับ 2 ของทวีปแอฟริกาโดยสร้างเสร็จในปี 1993 ตัวมัสยิดตั้งอยู่ริมมหาสมุทรแอตแลนติก พื้นบางส่วนสร้าง “ลอยน้ำ” นอกจากนี้หอขานของมัสยิดยังเป็นหอขานที่สูงที่สุดเป็นอันดับสองของโลกโดยมี 210 เมตร เป็นหนึ่งในไม่กี่มัสยิดในโมร็อกโกที่เปิดให้นักท่องเที่ยวที่ไม่ใช่มุสลิมเข้าชมได้อย่างเป็นทางการ
🫶 พร้อมสถานที่สุดพีกอีกมากมาย ราคาเริ่มต้น 129,900 บาท/ท่าน รวมตั๋วเครื่องบินและวีซ่าแล้วเรียบร้อย
ทริปสุดพิเศษประจำปี 2025 แบบนี้ ออกเดินทางวันที่ 12-23 พฤศจิกายน 2025 แบบจัดเต็มถึง 12 วัน 9 คืน โดยทริปนี้ “คุณปั๊บ พงศ์ศรณ์ ภูมิวัฒน์” เจ้าของเพจ The Wild Chronicles 🌏 จะนำพาทุกท่านไปพบความรู้แปลกใหม่ ในสถานที่ที่ซ่อน “ความไม่ธรรมดา” เอาไว้มากมาย




…ย้ำทัวร์เราไม่จอยกรุ๊ป! พาทุกท่านชมประวัติศาสตร์แบบเต็มอิ่มไม่มีชะโงกดู อะไรควรดู อยู่ดูนานขึ้น อะไรอยู่นอกเส้นทางปกติแต่ควรสัมผัส เราจะพาทุกท่านไปสัมผัส ทัวร์นี้ผู้สูงอายุก็สามารถไปได้เพราะเราดูแลทุกท่านเป็นอย่างดี
⬇️หรือติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ 082-894-8444 หรือแอดไลน์ที่ปุ่มด้านล่างและพิมพ์ว่า “สนใจทัวร์โมร็อกโก” ครับ ⬇️
“ราชินีโจรสลัดแห่งโมร็อกโก” – ซัยยิดะห์ อัล ฮูร์รา
ซัยยิดะห์ อัล ฮูร์รา “ราชินีโจรสลัดแห่งโมร็อกโก” ซึ่งสามารถนำกองเรือโจรสลัดโมร็อกโกบุกปล้นกองเรือสเปนและโปรตุเกส จนเป็นที่หวาดผวาไปทั่วทะเลเมดิเตอร์เรเนียน นอกจากนี้ เธอยังเป็นเจ้าเมืองเตตวนและสวยมากเสียจนทำให้สุลต่านโมร็อกโกยังมาแต่งงานกับเธอ… กดอ่านเลย
ศิลปะของมาเกร็บ วิวัฒนาการจากเปอร์เซียสู่แอฟริกาเหนือ
คำว่า “มาเกร็บ” (Maghreb) ที่มีความหมายว่า “ทิศตะวันตก” เป็นคำภาษาอาหรับที่ใช้เรียกพื้นที่ในทวีปแอฟริกาเหนือที่อยู่ทางตะวันตกของอียิปต์ ซึ่งพื้นที่เหล่านี้ชาวอาหรับมาพิชิตในช่วงการขยายอาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวางของอาณาจักรอิสลามในช่วงศตวรรษที่ 7 กดอ่านเลย
มัวร์ (Moors) คืออะไร? – สรุปเข้าใจง่าย
มัวร์ (Moors) คือใคร? นี่คงเป็นคำถามที่ใครหลายคนสงสัย...หากได้อ่านประวัติศาสตร์ยุโรปที่กล่าวถึงชาวมัวร์ กดอ่านเลย
โปรแกรมการเดินทางรายวัน
วันที่ 1กรุงเทพฯ – ดูไบ
นัดพบที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เวลา 22:00 น. ชั้น 4 อาคารผู้โดยสารขาออก เช็คอินที่เคาน์เตอร์สายการบินเอมิเรตส์
- 01:05 น. ออกเดินทางสู่ดูไบด้วยเที่ยวบิน EK385 (ประมาณ 6 ชม. 50 นาที)
วันที่ 2ดูไบ – คาซาบลังกา – ราบัต
ถึงดูไบ 04:55 น. แวะพักราว 2 ชม. 30 นาที ก่อนบินต่อด้วย EK751 ไปคาซาบลังกา ถึง 13:10 น. แล้วเดินทางสู่กรุงราบัต (Rabat) เมืองหลวงริมมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งเป็นเมืองมรดกโลก
- สุสานของกษัตริย์โมฮัมเหม็ดที่ 5 (Mausoleum of Mohammed V) สร้างปี 1961 ด้วยสถาปัตยกรรมโมร็อกโก–มัวร์
- หอขานฮัสซัน (Hassan Tower) เริ่มสร้างปี 1195 ตั้งใจให้สูง 86 เมตรแต่สร้างไม่เสร็จ เหลือ 44 เมตร
- ป้อมปราการอูไดอาส (Kasbah Les Udayas) ป้อมศตวรรษที่ 12 ที่เคยเป็นฐานของโจรสลัด พร้อมสวนอันดาลูเซีย
วันที่ 3ราบัต – เชลลาห์ – เชฟชาอูน
เยี่ยมชมเมืองโบราณเชลลาห์ (Chellah) ที่มีอารยธรรมซ้อนทับกันตั้งแต่ยุคฟีนีเชียน โรมัน อิสลาม ซากถนนโรมัน วิหาร โรงอาบน้ำ และสุสานหลวงราชวงศ์มารินิด จากนั้นเดินทางประมาณ 4 ชม. 30 นาทีสู่เชฟชาอูน (Chefchaouen) “ไข่มุกสีน้ำเงินแห่งโมร็อกโก”
- เรื่องราวของซัยยิดะฮ์ อัล ฮุรเราะฮ์ ราชินีโจรสลัดผู้ครองเมือง
- เดินชมเมดินาของเชฟชาอูน ย่านบ้านสีน้ำเงินฟ้า ร้านงานฝีมือ พรม และเครื่องหนัง
วันที่ 4เชฟชาอูน – เม็กเนส – โวลูบิลิส – เฟส
เดินทางประมาณ 4 ชม. สู่เม็กเนส (Meknes) เมืองหลวงสมัยกษัตริย์มูเล อิสมาอิลแห่งราชวงศ์อาลาวิด ได้ฉายา “แวร์ซายส์แห่งโมร็อกโก” และเป็นมรดกโลกปี 1996
- โบราณสถานโวลูบิลิส (Volubilis) เมืองโรมันโบราณ พื้นโมเสกลายเทพเจ้ากรีก–โรมัน เป็นมรดกโลก
- บับ มันซูร์ (Bab Mansour) ประตูชัยสไตล์มัวร์ สร้างต้นศตวรรษที่ 18
- เดินทางต่อสู่เฟส (Fez) ก่อตั้งปี ค.ศ. 789 โดยกษัตริย์อิดริสที่ 1 อดีตหนึ่งในสี่เมืองหลวงของโมร็อกโก
วันที่ 5เฟส (เมืองเก่าและตลาดซูค)
เดินตลาดซูค (Souks) ของเฟส ซอยแคบเรียงร้านเครื่องหนัง เครื่องเทศ และลานทำพรม
- สุสานของกษัตริย์มูเล อิดริสที่ 2 ผู้สถาปนาเฟสเป็นเมืองหลวง (ชมจากภายนอก)
- มัสยิดและมหาวิทยาลัยอัล เกาะเราะวียีน (Al-Qarawiyyin) ก่อตั้งปี 859 มหาวิทยาลัยที่ยังเปิดสอนเก่าแก่ที่สุดในโลก
- โรงฟอกหนังฮัวรา (Chouara Tannery) ใช้วิธีดั้งเดิมมาเกือบพันปี
- บับ บู เจอลูด (Bab Bou Jeloud) “ประตูฟ้า” สร้างปี 1913 และด้านหน้าพระราชวังหลวงแห่งเฟสที่มีประตูทองเหลืองเจ็ดบาน
วันที่ 6เฟส – อิเฟรน – หุบเขาซีซ – เมอร์ซูกา
เยี่ยมโบสถ์ยิวอาเบน ดานัน (Aben Danan Synagogue) โบสถ์ออร์โธดอกซ์ศตวรรษที่ 17 แล้วเดินทาง 1 ชม. 30 นาทีสู่อิเฟรน (Ifrane) “สวิตเซอร์แลนด์แห่งโมร็อกโก” เมืองตากอากาศสไตล์ยุโรปที่ฝรั่งเศสสร้างปี 1929 บนความสูงราว 1,665 เมตร
- ขับผ่านหุบเขาซีซ (Ziz Valley) โอเอซิสต้นอินทผลัมกลางภูเขาแอตลาส
- นั่งรถขับเคลื่อนสี่ล้อสู่ทะเลทรายซาฮารา ณ เมอร์ซูกา (Merzouga) ชมอาทิตย์ตก ทานอาหารค่ำ และชมดาวกลางทะเลทราย
วันที่ 7ซาฮารา – หุบเขาทอดร้า – วอร์ซาเซ็ท
ตอนเช้าขี่อูฐชมพระอาทิตย์ขึ้นเหนือทะเลทรายซาฮารา ทะเลทรายใหญ่ที่สุดในโลก และฟังเรื่องเส้นทางคาราวานที่เชื่อมโมร็อกโกกับแอฟริกาตะวันตก จากนั้นเดินทางสู่หุบเขาทอดร้า (Todra Gorge) ผนังหินทรายสูงเทียบตึก 40 ชั้น
- เดินทางต่อสู่วอร์ซาเซ็ท (Ouarzazate) “ประตูสู่ทะเลทราย” ระหว่างเทือกเขาแอตลาสสูงและซาฮารา
วันที่ 8ไอท์ เบน ฮัดดู – มาร์ราเกช
เยี่ยมหมู่บ้านไอท์ เบน ฮัดดู (Ait Ben Haddou) หมู่บ้านป้อมดินเหนียวแบบเบอร์เบอร์ มรดกโลก UNESCO ปี 1987 ที่เคยควบคุมเส้นทางคาราวานจากซาฮาราไปมาร์ราเกช
- โบสถ์ยิวเก่าแห่งตาโอริร์ต (Old Synagogue of Taourirt) หลักฐานชุมชนชาวยิวอามาซีฆ
- เดินทางประมาณ 4 ชม. สู่มาร์ราเกช (Marrakech) “เมืองสีแดง” สร้างโดยราชวงศ์อัลโมราวิดปี ค.ศ. 1070 ต้นกำเนิดของชื่อประเทศ “โมร็อกโก”
วันที่ 9มาร์ราเกช (เมดินาและจัตุรัสเฌมา เอล ฟนา)
เที่ยวมาร์ราเกชทั้งวัน
- สวนฌาร์แดง มาชอแรล (Jardin Majorelle) สร้างปี 1923 ต่อมาบูรณะโดยอีฟว์ แซ็ง โลร็อง
- พระราชวังบาเฮีย (Bahia Palace) ศตวรรษที่ 19 มีกว่า 150 ห้อง
- สวนลับ (Le Jardin Secret) และโดมอัลโมราวิด (Almoravid Koubba) อาคารศตวรรษที่ 12
- วิทยาลัยมาดราซาเบน ยูซุฟ (Madrasa Ben Youssef) ศตวรรษที่ 14 ยอดสถาปัตยกรรมยุคซาเดียนส์
- จัตุรัสเฌมา เอล ฟนา (Djemaa El Fna) ที่ UNESCO ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ยามเย็นเต็มไปด้วยนักเล่านิทานและนักดนตรี
วันที่ 10มาร์ราเกช – คาซาบลังกา
ชมสุเหร่าคูโตเบีย (Kutobia Mosque) ศตวรรษที่ 12 หอขานสูง 70 เมตร ต้นแบบของหอระฆังลา คิรัลดาในเซบียา แวะถ่ายรูปที่บับ อักนาอู (Bab Agnaou) และเยี่ยมสุสานราชวงศ์ซาเดียนส์ (Saadian Tombs) พร้อมห้องสิบสองเสา
- เดินทางประมาณ 3 ชม. สู่คาซาบลังกา (Casablanca) เมืองท่าใหญ่ที่สุดของโมร็อกโก
- ดินเนอร์ที่ร้านริคคาเฟ่ (Rick's Cafe) ที่ได้แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ Casablanca ปี 1942
วันที่ 11คาซาบลังกา – ดูไบ
เยี่ยมมัสยิดกษัตริย์ฮัสซันที่ 2 (King Hassan II Mosque) แล้วสร้างเสร็จปี 1993 ริมมหาสมุทรแอตแลนติก หอขานสูง 210 เมตร เป็นมัสยิดที่เปิดให้ผู้ไม่ใช่มุสลิมเข้าชมได้ จากนั้นเดินทางไปสนามบิน รับประทานอาหารกลางวันอิสระ
- 15:05 น. ออกเดินทางสู่ดูไบด้วยเที่ยวบิน EK752 (ประมาณ 7 ชม. 25 นาที)
วันที่ 12ดูไบ – กรุงเทพฯ
ถึงดูไบ 01:30 น. แวะพักราว 2 ชม. 20 นาที ออกเดินทางสู่กรุงเทพฯ ด้วย EK376 เวลา 03:50 น. ถึงสุวรรณภูมิ 12:55 น. โดยสวัสดิภาพ
อัตรานี้รวม
- ค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับระหว่างประเทศ ชั้นประหยัด (Economy Class)
- ค่าน้ำหนักสัมภาระ ชั้นประหยัด ตามมาตรฐานของสายการบิน ทั้งสัมภาระโหลดและถือขึ้นเครื่อง
- ค่าบริการรถรับ-ส่งและนำเที่ยว พร้อมคนขับที่มีประสบการณ์
- ค่าที่พักตามที่ระบุในโปรแกรม พักห้องละ 2 ท่าน
- ค่าเข้าชมสถานที่ตามที่ระบุในโปรแกรม
- ค่าอาหารตามที่ระบุในโปรแกรม
- มัคคุเทศก์ท้องถิ่นผู้มีประสบการณ์
- วิทยากรและหัวหน้าทัวร์ชาวไทย
- ค่าธรรมเนียมวีซ่า (ประเทศโมร็อกโก)
- ค่าประกันอุบัติเหตุระหว่างการเดินทาง วงเงินคุ้มครองท่านละ 1,000,000 บาท (ตามเงื่อนไขในกรมธรรม์)
อัตรานี้ไม่รวม
- ค่าอัพเกรดตั๋วเครื่องบินเป็นชั้นธุรกิจ (Business Class)
- ค่าห้องพักเดี่ยว (กรณีพักคนเดียว)
- ค่าใช้จ่ายส่วนตัว เช่น ค่าทำหนังสือเดินทาง ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าซักรีด ค่ามินิบาร์ ค่าอาหารพิเศษหรือเครื่องดื่มนอกเหนือโปรแกรม ค่าน้ำหนักกระเป๋าเกิน ค่าสำรองที่นั่งล่วงหน้า ค่ารักษาพยาบาลจากโรคประจำตัว เป็นต้น
- ค่าทิปหัวหน้าทัวร์ ไกด์ท้องถิ่น และคนขับรถ (แนะนำ 130 USD/ท่าน)
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% และภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3% และภาษีอื่น ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด
- ค่าธรรมเนียมน้ำมันและภาษีสนามบิน ในกรณีที่สายการบินปรับขึ้นราคา
คำถามเกี่ยวกับทัวร์นี้
ทัวร์โมร็อกโก Sand of Legends ราคาเท่าไร รวมตั๋วเครื่องบินไหม?
ต้องทำวีซ่าโมร็อกโกไหม ใครดำเนินการ?
จองทัวร์ต้องมัดจำเท่าไร และชำระส่วนที่เหลือเมื่อไร?
พักห้องเดี่ยวเพิ่มเท่าไร?
พักโรงแรมระดับไหน?
ค่าทิปเท่าไร?
ใครเป็นวิทยากรนำทัวร์โมร็อกโก?
ยกเลิกทัวร์ได้ไหม?
ทัวร์โมร็อกโก (Morocco : Sand of Legends)
สนใจทัวร์นี้? ทักไลน์ได้เลย ทีมงานตอบไว






