TAT 11/10382

FILE Nº 0131 · History · DECLASSIFIED

ทะเลอารัล – ผืนน้ำที่แห้งเหือดจากความผิดพลาดของโซเวียต

HistoryPublished 9 min read
ทะเลอารัล

TL;DR — “ทะเลอารัล” (Aral Sea) ทะเลปิดที่เคยมีขนาดใหญ่เป็นลำดับที่ 4 ของโลก ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย จากผืนน้ำทะเลที่อุดมสมบูรณ์

“ทะเลอารัล” (Aral Sea) ทะเลปิดที่เคยมีขนาดใหญ่เป็นลำดับที่ 4 ของโลก ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย จากผืนน้ำทะเลที่อุดมสมบูรณ์กลายเป็นผืนทะเลทรายที่แห้งแล้ง ซึ่งเป็นผลมาจากความผิดพลาดของสหภาพโซเวียต

ในอดีต ทะเลอารัลเป็นทะเลปิดน้ำเค็มในภูมิภาคเอเชียกลางที่มีพื้นที่กว่า 68,900 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ระหว่างประเทศคาซัคสถานและอุซเบกิสถาน

ทะเลอารัลมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า “ทะเลแห่งเกาะ” เนื่องจากคำว่า อารัล (Aral) แปลว่า เกาะ แต่เดิมอุตสาหกรรมประมงในบริเวณทะเลอารัลมีความเจริญรุ่งเรือง เคยมีการจ้างงานกว่า 40,000 ตำแหน่ง และจับปลาได้มากถึง 1 ใน 6 ของปลาทั้งหมดที่จับได้ในสหภาพโซเวียต

แม่น้ำสองสายซึ่งหล่อเลี้ยงทะเลอารัลเอาไว้ ได้แก่แม่น้ำอามูดาร์ยา (Amu Darya) ทางตอนใต้ และแม่น้ำซีร์ดาร์ยา (Syr Darya) ทางตะวันออกเฉียงเหนือที่รับน้ำมาจากเทือกเขาปามีร์ทางตะวันตกเฉียงใต้ของทาจิกิสถานและเทือกเขาเทียนซาน ชายแดนระหว่างจีนและคีร์กีซสถาน

แต่ด้วยนโยบายของสหภาพโซเวียตที่ต้องการปลูกฝ้าย หรือ “ทองคำสีขาว” สินค้าส่งออกที่สำคัญของประเทศ รวมไปถึงข้าว, ข้าวสาลี, และผลผลิตทางการเกษตรอื่นๆ อีกมากมายในพื้นที่เอเชียกลาง จึงได้ทำโครงการสร้างคลองชลประทานเพื่อผันน้ำจากแม่น้ำอามูดาร์ยาและซีร์ดาร์ยาไปหล่อเลี้ยงพื้นที่เพาะปลูก

การก่อสร้างคลองชลประทานของโซเวียตประสบความสำเร็จในการนำน้ำไปปลูกฝ้าย จนทำให้เพิ่มผลผลิตฝ้ายได้เกือบสองเท่า แต่คลองหลายสายถูกสร้างไม่ดี น้ำที่ส่งไปตามคลองจึงรั่วซึมและระเหยออกไปอย่างรวดเร็ว ประกอบกับการใช้น้ำปริมาณมากจากแม่น้ำทั้งสองสาย จึงทำให้ปริมาณในแม่น้ำที่ไหลสู่ทะเลอารัลลดน้อยลงเรื่อยๆ และเริ่มส่งผลกระทบต่อขนาดของทะเลอารัล

ทะเลอารัลเริ่มเหือดแห้งลงเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 1960 และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมประมง ซึ่งเคยเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างงานและรายได้หลักให้กับผู้คนในพื้นที่ เพราะความเค็มของน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากการขาดน้ำจืดที่เคยไหลสู่ทะเล ส่งผลให้สัตว์น้ำ พืช และสิ่งมีชีวิตบริเวณใกล้เคียงทยอยล้มตายและสูญหายไปจากทะเล

พื้นดินที่แห้งเหือดของทะเลอารัลยังปกคลุมไปด้วยเกลือและสารพิษตกค้างที่มาจากยาฆ่าแมลงที่ใช้ในการเกษตรกรรม เนื่องจากการปลูกพืชในสมัยก่อนจะเป็นการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ซึ่งปลูกพืชชนิดเดียวแบบซ้ำ ๆ ในที่เดิม โดยไม่มีการปลูกพืชหมุนเวียน จึงต้องใช้ยาฆ่าแมลงปริมาณมาก น้ำที่ชะล้างสารเคมีจากแหล่งเพาะปลูกก็ได้ไหลมารวมอยู่ที่ทะเลอารัล

และจากพื้นดินเค็มจัดจนไม่สามารถจะทำการเกษตรและไม่สามารถเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต ประกอบกับสารพิษตกค้าง ได้ส่งผลกระทบต่อปัญหาสุขภาพของผู้คนที่อยู่อาศัยบริเวณโดยรอบทะเลอารัลเป็นอย่างมาก

หากรัฐบาลกลางของโซเวียตที่เครมลินกลับมุ่งสนใจที่ผลผลิตฝ้ายทั้งปริมาณและราคา จนไม่ยอมรับรู้หรือใส่ใจกับปัญหานี้ แม้ว่าชาวบ้านจะปักไม้บนพื้นทะเลเดิมเพื่อเป็นร่องรอยการหายไปของทะเล แต่ก็ไม่มีผลทำให้รัฐบาลโซเวียตเข้ามาจัดการปัญหาแต่อย่างใด

ต่อมาในช่วงทศวรรษ 1980 แม่น้ำสายใหญ่ทั้งสองสาย คือ แม่น้ำอามูดาร์ยาและซีร์ดาร์ยาในช่วงฤดูร้อน แทบจะแห้งเหือดก่อนที่จะไหลลงสู่ทะเลสาบ จนทำให้ทะเลอารัลที่เคยเป็นผืนน้ำก้อนเดียวกันถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ทะเลอารัลเหนือ, ทะเลอารัลใต้ส่วนตะวันออก, และทะเลอารัลใต้ส่วนตะวันตก

สถานการณ์ของทะเลอารัลย่ำแย่ลงไปเรื่อยๆ โดยในปี 2004 ทะเลอารัลลดขนาดลงเหลือเพียง 25% ของทะเลอารัลในอดีต และในปี 2007 ทะเลอารัลลดขนาดลงเหลือเพียง 10% ซึ่งทำให้ค่าความเค็มในน้ำเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า

พื้นที่ทะเลอารัลกลายเป็นทะเลทรายอารัลคัม ทะเลทรายแห่งใหม่ของโลกที่เต็มไปด้วยมลพิษซึ่งเกิดขึ้นจากฝีมือมนุษย์ ชุมชนในพื้นที่ต้องเผชิญกับพายุทรายและฝุ่นเป็นเวลายาวนานถึง 3 เดือน โดยที่พวกเขาได้แต่รอคอยการฟื้นฟูทะเลแห่งนี้ให้กลับคืนมา

ความพยายามในการฟื้นฟูทะเลอารัลอย่างเป็นรูปธรรมได้เกิดขึ้นหลังจากสหภาพโซเวียตล่มสลายในปี 1991 และประเทศในเอเชียกลางทั้ง 5 ประเทศ คือ คาซัคสถาน อุซเบกิสถาน เติร์กเมนิสถาน คีร์กีซสถาน และทาจิกิสถาน ได้ร่วมกันตั้งคณะกรรมการระหว่างประเทศเพื่อร่วมมือกันบริหารจัดการน้ำของเอเชียกลาง หรือ Interstate Commission for water Coordination of Central Asia และได้จัดตั้งกองทุนระหว่างประเทศเพื่อฟื้นฟูทะเลอารัล หรือ International Fund for Saving Aral Sea : IFSA ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 1992

และในเดือนตุลาคม ปี 2003 รัฐบาลคาซัคสถานได้สร้าง “เขื่อนโกคาราล” (Dike Kokaral) เพื่อกั้นทะเลอารัลทางเหนือ โดยได้รับความช่วยเหลือด้านเงินกู้จากธนาคารโลกจำนวน 86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และสร้างเสร็จเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2005 จากการสร้างเขื่อนดังกล่าวส่งผลให้ระดับน้ำทะเลอารัลเหนือสูงขึ้น ความเค็มของน้ำลดลง และจำนวนปลาต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น

ขณะที่ทะเลอารัลใต้ยังคงถูกละเลยจากรัฐบาลอุซเบกิสถาน เพราะแม้ว่าธนาคารโลกจะดำเนินโครงการฟื้นฟูทะเลอารัลใต้ ​​แต่ก็ประสบความสำเร็จน้อยกว่า เพราะอุปสรรคหลัก คือ อุซเบกิสถานยังคงต้องการน้ำจากแม่น้ำอามูดาร์ยาในใช้ในการปลูกฝ้าย มากกว่าการส่งน้ำไปที่ทะเลอารัล

หากทั้งสองประเทศยังมีความพยายามพื้นที่บริเวณทะเลอารัลและพื้นที่โดยรอบด้วยหลายวิธีด้วยกัน ไม่ว่าจะการปรับปรุงคุณภาพของคลองทดน้ำให้ดีขึ้น หรือการทดน้ำจากแม่น้ำโวลก้า, อ็อบ, ไอร์ติช, และทะเลแคสเปียนที่อยู่ใกล้เคียง เพื่อทำให้ระดับน้ำเพิ่มขึ้น รวมไปถึงการพัฒนาผืนดินโดยการปลูกพืชที่ช่วยลดความเค็มในดิน ซึ่งส่งผลให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น

นี่คือผลกระทบจากความผิดพลาดของสหภาพโซเวียตที่เข้าไปเปลี่ยนแปลงวิถีแห่งธรรมชาติเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยมิได้ตระหนักถึงผลกระทบในอนาคตที่ร้ายแรงยิ่งกว่าเม็ดเงินที่ได้มา ซึ่งการกระทำของโซเวียตทำให้เราตระหนักได้ว่า มนุษย์และธรรมชาติต้องอยู่อาศัยอย่างเกื้อกูล มิใช่ไปสูบเลือดสูบเนื้อจากธรรมชาติจนเป็นการทำลายล้างโลกใบนี้

คุณคิดว่า ทำไมสหภาพโซเวียตทิ้งปัญหานี้เอาไว้โดยไม่ได้แก้ไข และทะเลอารัลจะสามารถถูกฟื้นฟูให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้หรือไม่?

#TWCHistory #TWCUzbekistan #TWCKazakhstan #TWC_Rama

Related articles

FILE Nº 0035
DECLASSIFIED
pamir highway
#Culture28 Mar 2025

Pamir Highway ทำไมต้องไป.. ขับรถผจญภัย “ปามีร์ไฮเวย์” กับ The Wild Chronicles

“ปามีร์ไฮเวย์” (Pamir Highway) หนึ่งในเส้นทางที่มีความสวยงามที่สุดในโลก จนได้รับการขนานนามว่า “ถนนบนท้องฟ้า” เพราะวิ่งบนความสูงกว่า 4,280 เมตร

Love stories like this? Travel with us

Interested? Message us on LINE — we reply fast

Ask on LINE