ในการบรรดาเทพปกรณัมตะวันตกสมัยโบราณนั้น นอกจากปกรณัมกรีกแล้ว เรื่องราวที่ดังตีคู่กันมาก็คือ “ปกรณัมนอร์ส” ซึ่งมาจากความเชื่อดั้งเดิมของชาวนอร์สซึ่งอาศัยอยู่ในยุโรปตอนเหนือ
แม้ชุดความเชื่อนี้จะถูกลดสถานะเป็นเพียงเรื่องเล่าปรัมปราเมื่อศาสนาคริสต์เข้ามาเผยแผ่ในบริเวณดังกล่าวตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 10 – 11 แต่มันก็ยังมีอิทธิพลต่อโลกนี้อย่างมากมาจนถึงปัจจุบัน
ยกตัวอย่างเช่นชื่อวันในสัปดาห์ภาษาอังกฤษ เช่น Thursday นั้นก็มาจากคำว่า Thor’s day เป็นต้น รวมไปถึงนิยาย, ภาพยนตร์และเกมในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำให้เราคุ้นชื่อ โอดิน, ธอร์, โลกิ, ไม่แพ้ชื่อกรีกแบบ ซูส, อาธีน่า, โพรมีธีอัส
บทความนี้จะเล่าเรื่องราวการกำเนิดจักรวาลแบบนอร์ส, การกำเนิดมวลมนุษย์, สงครามแรคนารอค ไปจนถึงจุดจบของโลก ทั้งหมดเป็นแบบกระชับ เข้าใจง่าย
…อนึ่งตำนานนอร์สนี้ก็เหมือนตำนานอื่นๆ คือมีหลายเวอร์ชัน แต่ละฉบับก็จะมีเรื่องราวรายละเอียดต่างกันไป ในที่นี้จะเลือกเวอร์ชันที่เห็นว่าแพร่หลายหรือน่าสนใจมาเล่านะครับ
ชาวนอร์สคือใคร?
ชาวนอร์สเป็นกลุ่มคนที่พูดภาษาในตระกูลเยอรมัน อาศัยอยู่ทางตอนเหนือของยุโรป (ปัจจุบันคือบริเวณกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย มี นอร์เวย์ สวีเดน ฟินแลนด์ และเดนมาร์ก เป็นอาทิ) ดินแดนนี้มีอากาศหนาวตลอดทั้งปี เพาะปลูกอะไรได้ยาก ความเป็นอยู่ค่อนข้างอัตคัด ต้องดิ้นรนอยู่เสมอ
นักวิชาการสันนิษฐานว่า ชีวิตที่ลำบากนี้เองได้บีบให้ชาวนอร์สพวกเขาเลยเดินเรือออกทะเลเพื่อความอยู่รอด บ้างก็ค้าขาย สำรวจ หาที่ตั้งรกรากใหม่ๆ ใช้ชีวิตสุจริต แต่บ้างประพฤติตนเป็นโจร ตีชิงหมู่บ้าน เผาโบสถ์ จับคนมาเป็นทาส …นักประวัติศาสตร์จำนวนหนึ่งเลยเรียกเหมารวมคนพวกนี้ว่า “ไวกิ้ง” ซึ่งมาจากคำว่า vikingr ในภาษาแถบสแกนดิเนเวียหมายถึง “โจรสลัด”
การดิ้นรนของชาวนอร์สยังถูกสะท้อนออกมาผ่านตำนานความเชื่อของพวกเขา เช่น การที่ชาวนอร์สคิดว่าโลกของตนรายล้อมด้วยอันตราย มีอสูรร้ายซุ่มรอวันอาละวาด ส่วนเทพเจ้ามักจะเป็นนักรบผู้ยิ่งใหญ่เกรียงไกรเพียงใด ก็บาดเจ็บ พิการ หรือตายได้
เทพเจ้ามิได้รักมนุษย์ เพียงแต่เห็นมนุษย์เป็นเครื่องมือ…
และสักวันโลกนี้จะถึงกาลล่มสลาย จักรวาลจะพินาศ…
ปฐมบทจักรวาล
ตามปกรณัมนอร์สเล่า ตอนแรกสุดจักรวาลมีแต่ความว่างเปล่า เรียกว่า “กินนุงกากัป” กับพี่น้องสองคนชื่อ “โซล” (พระอาทิตย์) และ “มานิ” (พระจันทร์) ลอยงงๆ อยู่ในอวกาศ จากนั้นจึงค่อยมีโลกเกิดขึ้นมา 2 ใบแรก ได้แก่ “มัสเปลไฮม์” โลกแห่งไฟซึ่งอยู่ด้านล่าง และ “นีฟล์ไฮม์” โลกน้ำแข็ง ซึ่งอยู่ด้านบน (แต่บางบันทึกจะเล่าว่า มัสเปลไฮม์เกิดมาก่อน แล้วค่อยมีนีฟล์ไฮม์ตามมาทีหลัง)
โลกนีฟล์ไฮม์มีแหล่งน้ำชื่อ “เฮเวอร์เกลมีร์” เป็นต้นธารของแม่น้ำหลากสายที่ไหลลงสู่กินนุงกากัป นานวันเข้าน้ำเหล่านั้นก็รวมกัน เกิดเป็นแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่หรือแผ่นดินขึ้นมา และเมื่อความหนาวเย็นของนีลฟ์ไฮม์ปะทะกับความร้อนของมัสเปลไฮม์ น้ำแข็งบางส่วนก็เกิดการละลาย และค่อยๆ กลายเป็นสิ่งมีชีวิตเรียกว่า “โยทุน” หรือยักษ์
ยักษ์ตนแรกที่เกิดขึ้นมีชื่อว่า “ยิมีร์” (อีมีร์ก็เรียก) ซึ่งต่อมาก็มียักษ์อีกจำนวนหนึ่งผุดขึ้นจากร่างของเขา ครั้งหนึ่งยิมีร์นอนหลับแล้วเหงื่อออก ปรากฏว่าเหงื่อตรงรักแร้กลายเป็นยักษ์หญิงชายอีกอย่างละตน (ชักไม่แน่ใจว่ายักษ์หรือขี้ไคล) ซึ่งจะให้กำเนิดลูกหลานอีกมากมายเต็มโลก
…ดินแดนน้ำแข็งแห่งนั้นจึงถูกเรียกว่า โลกของยักษ์ หรือ “โยทุนไฮม์”
ยิมีร์มีวัวชื่อ “อาดุมบลา” คอยให้นม วันหนึ่งอาดุมบลาไปกินหินเกลือ กินไปกินมา ปรากฏว่ามียักษ์อยู่ข้างในชื่อ “บูรี” ยักษ์ตนนี้มีหน้าตาดี และภายหลังผู้สืบสกุลที่หน้าตาดีเหมือนๆ กันก็จะนับเป็นเผ่าเทพไป (ตรงนี้มีความคล้ายตำนานกรีก ที่ว่าจริงๆ อสูร (ยักษ์) กับเทพมีต้นกำเนิดเดียวกัน แต่เทพคือฝ่ายที่หน้าตาดีกว่า) ซึ่งเผ่าเทพนี้มีชื่อเรียกว่า “แอร์ซิ”
หนึ่งในหลานของบูรีมีชื่อว่า “โอดิน” เป็นคนกล้าหาญ มีความเป็นผู้นำ โอดินเห็นยิมีร์เป็นใหญ่อยู่ก็มีความเปรี้ยว วันหนึ่งจึงพาพี่น้องแอซิร์อีกสองคนไปท้าสู้กับยิมีร์ ปรากฏว่ายิมีร์โดนสามรุมหนึ่งเข้าไปตายสนิท เลือดไหลเจิ่งนองเต็มแผ่นดิน จนยักษ์สายยิมีร์ตนอื่นๆ จมเลือดตายตามไปแทบสิ้นตระกูลอย่างน่าอนาถ แต่กระนั้นก็ยังเหลือยักษ์สามีภรรยาคู่หนึ่งที่หนีขึ้นท่อนไม้ทัน ยักษ์สายนี้จึงยังดำรงอยู่ แต่เป็นไปในเชิงตัวร้ายหรือตัวประกอบมากกว่า
เนื่องจากเลือดยิมีร์เยอะมาก โอดินสามพี่น้องเลยเอาเลือดนี้ไปสร้างเป็นทะเลและแม่น้ำ นอกจากนั้นพวกเขาก็เอาร่างกายส่วนอื่นๆ ของยิมีร์ไปสร้างสิ่งต่างๆ อีกมากมาย เช่น เอาเนื้อไปสร้างเป็นแผ่นดิน นำผมมาสร้างเป็นต้นไม้ กะโหลกศีรษะไปสร้างเป็นท้องฟ้า นำสมองไปทำก้อนเมฆ ฯลฯ กลายเป็นโลกใบใหม่ขึ้นมา ได้แก่ “มิดการ์ด” ซึ่งเป็นภพกลางระหว่างทุกโลก
นอกจากมิดการ์ด โยทุนไฮม์ และดินแดนอื่นๆ ที่กล่าวถึงไปแล้วในจักรวาลนอร์สยังมีโลกอื่นๆ อีกมากดังนี้:
“แอสการ์ด” โอดินสร้างโลกนี้ให้เป็นที่อยู่ของวงศ์วานตนซึ่งเป็นนักรบ เรียกว่า เทพเจ้าสายแอซิร์ (เทพสายฟ้า “ธอร์” ที่มีชื่อเสียง ก็เป็นบุตรของโอดินอยู่ในกลุ่มนี้) แอสการ์ดมีศักดิ์เทียบกับสวรรค์ คนนอร์สเชื่อว่าถ้าพวกเขาสู้รบอย่างกล้าหาญแล้วเสียชีวิต จะมี “วัลคีรี” (อารมณ์ประมาณว่านางฟ้า แต่เนื่องจากเป็นปกรณัมนอร์สมันจะเป็นนางฟ้าติดอาวุุธหน่อย) ที่โอดินส่งมาพาไปอาศัย ณ โถง “วัลฮัลลา” ในแอสการ์ด เพื่อเป็นนักรบให้เหล่าเทพ
“วานาไฮม์” บ้านของเทพเจ้าสายวานิร์ พวกนี้จะออกแนวนักปราชญ์ ให้ความรู้ ดูแลธรรมชาติ …แอซิร์กับวานิร์ไม่ถูกกัน เคยรบพุ่งทำสงครามใหญ่ ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะจนต่างฝ่ายต่างเหนื่อยหน่าย เลยตกลงทำสัญญาสงบศึกกัน จากนั้นแอซิร์กับวานิร์ก็หลอมรวมเป็นพันธมิตรสนิทกัน…
“อัลฟ์ไฮม์” ดินแดนของเอลฟ์ ซึ่งเป็นเผ่าที่มีคำบรรยายถึงว่า “สวยงามกว่าพระอาทิตย์” (อนุมานได้ว่า พระอาทิตย์เป็นของแรร์ในดินแดนสแกนดิเนเวีย และยังเป็นของจำเป็นในการดำรงชีวิต ดังนั้นคำว่าสวยกว่าพระอาทิตย์จึงเป็นสุดยอดแห่งความสวย) อนึ่ง เผ่านี้ตามตำนานแทบไม่มีบทเลย แต่ต่อมามีคนเอาไปแปลงเป็นตัวละครในนิยายและเกมส์อย่างแพร่หลาย
“นิดาเวลเลีย” โลกของคนแคระ พวกเขาอาศัยอยู่ใต้พิภพ ทำเหมือง ขุดแร่ ทำให้คนพวกนี้มีฝีมือทางงานช่างอย่างสูง คนแคระเหล่านี้สร้างอาวุธเทพมากมาย เช่น หอกกุงเนียร์ของโอดิน ค้อนมโยลเนียร์ของธอร์ เปรียบได้กับพวกไซคลอปในตำนานกรีกที่สร้างสายฟ้าให้ซูส
“เฮลไฮม์” หรือนรก มีความเชื่ออยู่หลักๆ สองสายว่า สายแรกเชื่อว่านรกคือที่คนตายไปโดยไม่ได้ทำอะไรเป็นประโยชน์ในชีวิตต้องทนทุกข์ทรมาน อีกสายหนึ่งก็เชื่อว่า เป็นโลกที่คนตายไปแล้วไม่ได้รับเลือกให้ขึ้นแอสการ์ดก็ไปวันๆ แบบนั้น ไม่ต้องเป็นทุกข์ แต่ก็ไม่มีอะไรพิเศษ แค่ไปไหนมาไหนระหว่างภพไม่ได้เท่านั้นเอง
ต้นไม้แห่งโลก
ตอนนี้จักรวาลมีโลก 9 โลกแล้ว ได้แก่:
1. แอสการ์ด: สวรรค์, แดนของเทพเผ่าแอซิร์
2. วานาไฮม์: แดนของเทพเผ่าวานิร์
3. มิดการ์ด: แดนมนุษย์
4. อัลฟ์ไฮม์: แดนเอลฟ์
5. นิดาเวลเลีย: แดนคนแคระ
6. โยทุนไฮม์: แดนยักษ์
7. เฮลไฮม์: นรก
8. มัสเปลไฮม์: โลกแห่งไฟ
9. นีฟล์ไฮม์: โลกแห่งน้ำแข็ง
บัดนั้นมีต้นไม้ยักษ์เติบโตขึ้นเพื่อค้ำจุนจักรวาลและเชื่อมโยงทุกโลกเข้าด้วยกัน นามของมันคือมหาพฤกษา “อิกก์ดราซิลล์” ซึ่งถือเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ที่รวบรวมความรู้ของภพต่างๆ ไว้ โดยมันถูกหล่อเลี้ยงด้วยบ่อน้ำแห่งชะตา และบ่อน้ำแห่งปัญญาตรงฐาน
ครั้งหนึ่งโอดินซึ่งขึ้นเป็นหัวหน้าเทพ ต้องการรู้ความเป็นไปของสรรพสิ่งทั้งปวง จึงได้เดินทางมาเพื่อขอดื่มบ่อน้ำแห่งปัญญา แต่ผู้เฝ้าบ่อขอแลกกับดวงตาเป็นเครื่องสังเวย เมื่อได้ยินดังนั้น โอดินก็ควักลูกตาข้างหนึ่งของตัวเองออกจากเบ้าแล้วหย่อนลงบ่อทันทีโดยไม่ลังเล ทำให้เขาได้ครอบครองปัญญาที่เหนือผู้อื่น รู้ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
นอกจากนั้น โอดินยังได้ใช้หอกปักตัวเองห้อยหัวอยู่กับอิกก์ดราซิลล์นานเก้าวันเก้าคืน เพื่อแลกกับความรู้ความเข้าใจใน “อักษรรูน” ซึ่งถือกันว่าเป็นจารึกเวทมนตร์ …ต่อมา ตัวอักษรชุดนี้ตกทอดมาถึงคนนอร์สโดยผ่านลูกครึ่งระหว่างคนกับเทพ อย่าง“ไฮม์ดัลล์” ผู้เฝ้าสะพานสายรุ้งสู่แอสการ์ด เราจึงมีโอกาสได้เห็นภาษาเทพกันบนโลก (พวกนี้ยังมีตำนานต่อไปโดยพิสดารอีกมาก ไว้วันหลังจะมาเขียนเป็นภาคต่อจากตำนานสร้างโลกนะครับ)
ที่อิกก์ดราซิลยังมีสิ่งมีชีวิตอื่นอีก ได้แก่นกอินทรีหรือเหยี่ยวบนยอดไม้ และ งู “นิดฮอกก์” ที่คอยกัดกินรากอยู่ใต้ดิน และกระรอก “รัสทาทอส์ก” ซึ่งคอยวิ่งขึ้นลงต้นไม้ เพื่อส่งข่าวระหว่างนกและงู (บางตำราว่าเพื่อยุแยงให้เกลียดกัน) รวมไปถึงกวางสี่ตัวที่กินกิ่งไม้ (มีทฤษฎีว่า พวกมันอาจเป็นตัวแทนของสี่ฤดู หรือเป็นตัวแทนของลมที่ต่างกัน 4 ชนิด)
จะเห็นว่าจักรวาลของชาวนอร์สไม่ได้มี “พระเจ้าสูงสุด” ซึ่งเป็นผู้เกิดขึ้นมาเอง และสร้างทุกอย่างแบบจักรวาลของศาสนาในชั้นหลัง การเล่าเรื่องของปกรณัมชุดนี้จะไปในทำนองว่าสรรพสิ่งนั้นกำเนิดขึ้นมาเรื่อยๆ โดยไม่ได้ให้ที่มาก็มาก
สำหรับเทพสูงสุดอย่างโอดินก็เป็นเพียง “หัวหน้าเผ่า” ที่มีอิทธิพลที่สุด ที่ยังต้องต่อสู้กับเผ่าอื่น และอัพเกรดตัวเองไปเรื่อยๆ แต่ไม่ใช่ผู้กำหนดสรรพสิ่ง การเล่าเรื่องแบบนี้เป็นลักษณะเดียวกับความเชื่อศาสนาผี (animism) ที่เริ่มพัฒนามาจนมีเทพปกรณัมของตนเองในวัฒนธรรมโบราณอื่นๆ
เรื่องกำเนิดมนุษย์
ตำนานกำเนิดมนุษย์ของนอร์สมีอยู่ว่า วันหนึ่งโอดินกับพี่น้องไปเดินเล่นในมิดการ์ด แล้วพบต้นไม้สองต้นที่ถูกใจ เลยตัดไม้มาสร้างเป็นมนุษย์ชายหญิงคู่แรก พวกเขาดลบันดาลให้มนุษย์มีชีวิต เคลื่อนไหวได้ มีสติปัญญา มีประสาทสัมผัส แถมตั้งชื่อให้ผู้ชายว่า “อัสค์” (ต้นแอช) และตั้งชื่อผู้หญิงว่า “เอมบลา” (บ้างว่าเป็นต้นเอลม์ บ้างก็ว่าเป็นเถาวัลย์) นอกจากนี้พวกเทพยังเย็บเสื้อผ้าและสร้างบ้านให้เรียบร้อยพร้อมอยู่
จะเห็นได้ว่า จุดกำเนิดของชาวนอร์สคือมีเทพทำทุกอย่างให้ ผิดกับคนกรีกที่พอมนุษย์ถูกสร้างขึ้นมาก็ซูสไล่ไปอยู่ตีนเขาโอลิมปัส ให้อยู่อย่างอดๆ อยากๆ
…แต่ตามที่เรียนไปด้านบนว่าหลังจากนั้นชะตาของมนุษย์นอร์สก็มิได้ดีกว่ากรีก เพราะความโหดร้ายของธรรมชาติดลบันดาลให้คนนอร์สกลายเป็นชาติป่าเถื่อนที่เชื่อว่าต้องสู้จนตัวตายอย่างกล้าหาญเท่านั้น จึงจะได้ขึ้นสวรรค์ไปวัลฮัลลา หากไม่เช่นนั้นก็ต้องแห้งเหี่ยว ใช้ชีวิตซังกะตายอยู่ในนรก
ทั้งนี้การไปสวรรค์ไม่ใช่จุดจบของคนนอร์ส มันยังมีเรื่องราวต่อไปอีก คือแม้วัลฮัลลาจะเป็นสถานที่อันสวยงาม มีอาหารและเหล้ามี้ดที่หมักจากน้ำผึ้งให้กินไม่ขาด แต่นักรบที่ได้ไปวัลฮัลลา จะกลายสถานะเป็น “เอนแฮร์ยาร์” ที่ต้องฝึกซ้อมการต่อสู้ในทุกๆ วัน เพื่อเตรียมตัวรับมือกับมหาสงครามวันสิ้นโลกระหว่างเทพกับยักษ์ ซึ่งเรียกว่า “แรคนารอค”
แรคนารอค
เนื่องจากโอดินมองเห็นอนาคต เขาจึงทราบจุดจบของจักรวาล ซึ่งมีมูลเหตุเริ่มต้นจากลูกครึ่งยักษ์ครึ่งเทพองค์หนึ่งนามว่า “โลกิ”
โลกิมีนิสัยฉลาดแต่เจ้าเล่ห์ หลายครั้งใช้สติปัญญาช่วยเหล่าเทพแก้ไขปัญหา แต่มักสร้างเรื่องด้วยความเจ้าเล่ห์ซุกซน จนได้รับการขนานนามเป็นเทพแห่งความวุ่นวาย
เรื่องร้ายกาจที่สุดที่โลกิจะทำในอนาคต คือการฆ่า “บาลเดอร์” เทพแห่งแสงผู้เป็นที่รักของทุกคน หลังจากที่โลกิพบว่า ไม่มีอะไรทำร้ายบาลเดอร์ได้ ยกเว้นต้นมิสเทิลโท เขาเลยนำกิ่งไม้มิสเทิลโทไปเหลาแหลม ก่อนหลอกเทพตาบอดองค์หนึ่งให้ปาใส่บาลเดอร์เข้าตรงหัวใจพอดี เหล่าเทพอื่นๆ โกรธโลกิมาก จึงจับตัวเขาไปขังในถ้ำแล้วล่ามโซ่ไว้ โดยมีงูห้อยอยู่ด้านบนคอยพ่นพิษใส่อยู่เรื่อยๆ ทำให้โลกิได้รับความเจ็บปวดเป็นอย่างยิ่ง
หลังบาลเดอร์ตาย จะเกิดเหตุการณ์ “ฟิมบูเวนเทอร์” หรือ ฤดูหนาวครั้งใหญ่ โลกจะถูกปกคลุมด้วยหิมะ ท้องฟ้าจะมืดมิด ความอบอุ่นที่มีอยู่น้อยนิดจะจางหาย ทรัพยากรจะเริ่มหมด
มนุษย์จะต้องอยู่อย่างยากไร้จนถูกบีบให้ลุกขึ้นมาฆ่ากันเองเพื่อความอยู่รอด จากนั้นพระอาทิตย์และพระจันทร์ก็จะถูกกลืนกิน ต้นอิกก์ดราซิลล์จะล้ม ดวงดาวจะจางหาย สรรพสิ่งจะตกอยู่ในความมืดมนตร์อนธการ
…เวลานั้นเองพวกยักษ์ที่มีบัญชีแค้นมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ จะข้ามสะพานสายรุ้งมาประกาศสงครามกับเทพ!
โลกิเองจะหลุดจากการจองจำ และเข้าพวกกับเหล่ายักษ์ ลูกของเขาซึ่งเป็นอสูร ได้แก่ หมาป่ายักษ์ที่หายใจเป็นไฟชื่อ “เฟนริร์” และงูน้ำยักษ์ชื่อ “โยมุนกันด์” ก็จะออกอาละวาด
โอดินและเหล่าเอนแฮร์ยาร์จะเข้าสู้กับข้าศึกเต็มกำลัง แต่โอดินจะพลาดท่าโดนเฟนริร์กิน กระนั้นบุตรคนหนึ่งของเขานาม “วีดาร์” จะจัดการแก้แค้นสังหารเฟนรีร์สำเร็จ ด้านธอร์ที่ปะทะกับโยมุนกันด์ แม้จะปราบงูได้ แต่ธอร์ก็ต้องเสียชีวิตลงจากพิษร้ายของมัน
เหล่าเทพและยักษ์จะสู้รบกันอย่างดุเดือดเลือดพล่าน! จนสุดท้ายก็ล้มตายกันเกือบหมดในมหาสงครามที่เรียกว่า “แรคนารอค”!
…กระนั้นเมื่อไฟสงครามสงบลง สิ่งมีชีวิตก็เริ่มกลับคืนมา
พระอาทิตย์และพระจันทร์จะอุบัติขึ้นใหม่ อิกก์ดราซิลล์จะงอกงาม สรรพสัตว์จะเริ่มปรากฏ รวมทั้งมนุษย์ซึ่งภายหลังสงครามเหลืออยู่เพียงสองคนบนโลก เป็นผู้หญิงชื่อ “ลิฟ” กับสามีของเธอ “ลิฟปราซิร์” สองคนนี้ก็จะกลายเป็นต้นกำเนิดของมนุษย์หลังสงครามสืบไป… (มีผู้เปรียบว่าชื่อ lif ของนาง อาจเป็นคำเดียวกับ life ที่แปลว่า “ชีวิต” ในภาษาอังกฤษ ส่วนลิฟปราซิร์ หมายถึง “สามีของลิฟ”)
สรุป
แม้ตำนานของชาวนอร์สจะค่อนข้างโหดร้าย ไล่ตั้งแต่เรื่องโลกมนุษย์เกิดจากซากยักษ์ มีการฆ่าฟันกันอยู่เรื่อยๆ เวลาจะตายก็ยังต้องไปสู้รบต่อ ชะตากำหนดให้ต้องรบพุ่งจนกว่าจะถึงวันสิ้นจักรวาล ซึ่งทุกอย่างจะต้องพินาศในที่สุด …แต่จะเห็นว่าเรื่องราวเหล่านี้ก็ยังมีความหวังหลงเหลืออยู่
หากลองเปรียบเทียบกับกับชีวิตจริงของชาวนอร์ส เรื่องเหล่านี้อาจเป็นการเตือนใจว่าแม้แต่เทพเจ้ายังเพลี่ยงพล้ำต่อภัยอันตราย ดังนั้นจึงควรระวังตัว ฝึกฝน เตรียมพร้อม และต่อสู้กับชะตาให้ถึงที่สุด แม้สุดท้ายจะต้องตายก็จงตายอย่างกล้าหาญอย่าได้เสียใจ นอกจากนี้ มันอาจหมายถึงการผ่านฤดูหนาวอันมืดมิดโหดร้ายยาวนานในแดนเหนือ สู่ฤดูใบไม้ผลิที่ยังมี “ชีวิต” เริ่มต้นใหม่อยู่เสมอ…
ตำนานชุดนี้สั่งสอนให้ชาวนอร์สกลายเป็นนักรบที่เหี้ยมหาญทรหดเป็นอย่างยิ่ง ดังมียุคที่พวกเขาจะได้รุกรานปกครองยุโรปดังจะเล่าในกาลข้างหน้า
0 Comment