ตั้งแต่เจงกีสข่าน (Genghis Khan) ได้รวมชนเผ่ามองโกลเร่ร่อนทั้งหมดเป็นเอกภาพและประกาศจัดตั้งจักรวรรดิมองโกลอย่างเป็นทางการ
เขาใช้เวลาภายในไม่ถึง 20 ปี ยกทัพกวาดล้างราชวงศ์จิน (Jin Dynasty) ทางตอนเหนือของจีน และ อาณาจักรคอวาริซม์ (Khwarezmian Empire) ในเอเชียกลางได้สำเร็จอย่างรวดเร็วและโหดเหี้ยม กองทัพมองโกลในเวลานั้นเป็นกองทัพที่ประสิทธิภาพมากอย่างที่ไม่มีอาณาจักรใดคาดคิดมาก่อน
ในขณะเดียวกันทางฝั่งยุโรปตะวันออกยังเต็มไปด้วยกลุ่มราชรัฐ (Principalities) ที่แตกกันเองยังไม่มี “ประเทศ” และมีความเป็นปึกแผ่นในแบบที่เราคุ้นเคย ขณะนั้นกลุ่มราชรัฐไม่เคยรู้เลยว่าภัยคุกคามครั้งยิ่งใหญ่ในศตวรรษ กำลังจะมาเยือนพวกเขาในไม่ช้า
นี่เป็นเรื่องราวการรบครั้งแรกของมองโกลและกองทัพยุโรป
นี่เป็นเรื่องราวของกองลาดตระเวน และ กองทัพที่จำนวนต่างกันหลายเท่าตัว
นี่เป็นจุดเริ่มต้นของหายนะในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้าของชาวยุโรป
เรื่องราวของศึกแม่น้ำคาลก้าจะเป็นอย่างไร รับชมไปพร้อมกันครับ..
________________________________
🏹 เผ่าคูมันส์ จุดเริ่มต้นความหายนะของยุโรปตะวันออก
🏹 รวบรวมกำลังพล
🏹 การเผชิญหน้าของกองทัพและกองลาดตระเวน
🏹 ยุทธวิธีล่าถอยเพื่อล่อเหยื่อ
🏹 จุดเริ่มต้นของหายนะในอีก 10 ปี
________________________________
🏹 เผ่าคูมันส์ จุดเริ่มต้นความหายนะของยุโรปตะวันออก
1. คูมันส์ (Cuman) เป็นกลุ่มชนเร่ร่อนเชื้อสายเติร์กพวกอาศัยอยู่ในเขต ยูเครนตอนใต้, รัสเซียตอนล่าง, คอเคซัส, และเอเชียกลางตะวันตก
ชีวิตของพวกเขาไม่ต่างจากมองโกลมากนัก เนื่องจากพวกเขามีวิถีชีวิตแบบเร่ร่อนชำนาญในการขี่ม้า, ยิงธนู และเลี้ยงสัตว์
ตั้งแต่ศตวรรษที่ 10–12 พวกเขาเคยเป็นกำลังรบสำคัญในภูมิภาคแห่งนี้ บางครั้งก็เป็นพันธมิตรกับรัสเซีย บางครั้งก็เป็นศัตรูเสียเอง และเคยมีอิทธิพลบนเส้นทางการค้าบางเส้นทางระหว่างจีน–ยุโรป
2. ในช่วงที่เจงกีสข่านเริ่มขยายจักรวรรดิมองโกลสู่ทิศตะวันตก กองทัพมองโกลยกทัพเข้าถล่มกลุ่มชนเผ่าต่างๆ ในเอเชียกลาง และเมื่อมาถึงเขตตะวันตกของแม่น้ำซีร์ดาร์ยาในเอเชียกลาง กองทัพมองโกลก็พบกับเผ่าคูมันส์ที่อยู่บริเวณชายแดนนี้
3. กองทัพมองโกลเสนอสันติภาพให้ ด้วยการส่งทูตไปเจรจาให้มาเป็นพันธมิตรร่วมกัน และให้ชนเผ่าคูมันส์ยอมส่งบรรณาการ รวมทั้งยอมรับอำนาจภายใต้จักรวรรดิมองโกล
แต่เผ่าคูมันส์ ปฏิเสธข้อเสนอสันติภาพอย่างแข็งกร้าวอีกทั้งส่งทหารเข้าโจมตีเผ่าอื่นๆ ที่เจงกีสข่านเพิ่งสถาปนาเป็นพันธมิตร และยังไปร่วมมือกับอาณาจักรคอวาริซม์ซึ่งเป็นศัตรูเบอร์ต้นๆ ของมองโกลอีก นี่เท่ากับการประกาศเป็นศัตรูของจักรวรรดิมองโกลอย่างชัดเจน
4. เป็นที่มาให้จักรวรรดิมองโกลเปิดศึกเต็มรูปแบบกับคูมันส์ในเอเชียกลาง และสามารถเอาชนะพวกคูมันส์ได้อย่างราบคาบ เมืองที่คูมันส์ควบคุมอยู่ถูกเผาทำลาย ผู้คนถูกสังหารหรือถูกกวาดต้อนเข้าสู่จักรวรรดิมองโกล
หลังพ่ายแพ้และไม่อาจตั้งหลักใหม่ในถิ่นเดิมได้ เนื่องจากเมืองของพวกคูมันส์ถูกเผาทำลายไปหมดแล้ว ชนเผ่าคูมันส์จึงหนีขึ้นไปทางตะวันตกเริ่มรวบรวมกำลังพลอีกครั้ง และนี่คือจุดเริ่มต้นหายนะของยุโรปตะวันออก..
________________________________
🏹 รวบรวมกำลังพล
5. กลุ่มหลักที่นำโดย โคตัน ข่าน (Koten Khan) หัวหน้าเผ่าคนสำคัญของคูมันส์ เลือกเดินทางไกลไปทางตะวันตกเพื่อเดิมพันครั้งสุดท้ายของเผ่าเพื่อขอความช่วยเหลือ และร่วมเป็น พันธมิตรทางการเมืองและศาสนากัลกลุ่มราชรัฐรัสเซีย
เขากล่าวต่อเจ้าชายรัสเซียอันมีใจความว่า “พวกเจ้าเป็นคริสเตียน เราก็พร้อมจะเปลี่ยนศาสนา
ร่วมมือกันเถอะ หยุดพวกมองโกลก่อนที่พวกมันจะมาถึงพวกเจ้าทุกคน”
6. เจ้าชายแห่งกาลิช (Prince of Galich) เป็นผู้นำคนแรกที่ตอบรับข้อเสนอ และยิ่งไปกว่านั้น เขายังจัดพิธี แต่งงานระหว่างพระญาติของตนกับลูกสาวของโคตัน ข่าน เพื่อผูกพันทางสายเลือดอย่างแน่นแฟ้น
ข่าวการร่วมมือระหว่างคูมันส์กับเจ้าชายรัสเซียแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ไม่กี่เดือนต่อมา แคว้นอื่นๆ ก็ได้เริ่มเข้าร่วมพันธมิตร กลายเป็นพันธมิตรของเจ้าชายรัสเซียกว่า 7–8 รัฐ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการรวมพลังที่ได้หายากในประวัติศาสตร์รัสเซียยุคกลาง
7. เนื่องจากเวลานั้นสถานการณ์ทางการเมืองในดินแดนที่ปัจจุบันคือรัสเซียและยูเครนนั้น มีความซับซ้อนและเต็มไปด้วยความแตกแยก แตกออกเป็นกลุ่มราชรัฐอิสระน้อยใหญ่จำนวนมาก
บรรดาเจ้าชายเหล่านี้มักจะแก่งแย่งอำนาจและดินแดนกันเองอยู่เสมอ มีการทำสงครามระหว่างราชรัฐต่างๆ เพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่ การรวบรวมกำลังพันธมิตรได้ขนาดนี้ตามกลางความแตกแยกจึงเป็นเรื่องที่หาได้ยากพอสมควร
8. พวกเขารวมกำลังได้กว่า 80,000 คน เป็นกองทัพขนาดใหญ่ที่สุดที่ราชรัฐรัสเซียสามารถระดมได้ในเวลานั้น โดยนัดรวมพลกันที่บริเวณแม่น้ำดนีเปอร์ (Dnieper River) ของยูเครน จากนั้นเคลื่อนพลไปทางตะวันออกเฉียงใต้เข้าใกล้ลุ่มแม่น้ำคาลก้าเป้าหมายของพวกเขาคือหยุดยั้งกองทัพมองโกลก่อนที่ภัยคุกคามจะแผ่ขยายไปมากกว่านี้
ทว่าปัญหาของกองทัพขนาดใหญ่นี้คือ ทหารของราชรัฐรัสเซียไม่เคยรบกับมองโกลมาก่อนเลย แม้คูมันส์จะเตือนถึงความอันตรายและกลยุทธ์อันลึกล้ำ แต่เจ้าชายรัสเซียหลายคนยังคิดว่า มองโกลเป็นเพียง “เผ่าเร่ร่อนจากทุ่งหญ้า” อีกกลุ่มหนึ่งเท่านั้น..
________________________________
🏹 การเผชิญหน้าของกองทัพและกองลาดตระเวน
9. สำหรับจักรวรรดิมองโกลศัตรูที่หนีรอดไปได้ “การไม่ตามล่า” จะเป็นการเปิดโอกาสให้ศัตรูนั้นกลับมาฟื้นตัวและแข็งแกร่งขึ้นอีกครั้ง เจงกิสข่านจึงส่งแม่ทัพที่เก่งกาจที่สุดของเขาทั้งสองคน นั่นคือ เจเบ และ ซูบูไต ไปลาดตระเวนในดินแดนที่ยังมองโกลยังไม่รู้จัก
10. ที่ต้องใช้คำว่า “ลาดตระเวน” เพราะแม่ทัพทั้งสองได้รับมอบหมายให้เคลื่อนทัพขนาดเล็ก ประมาณ 20,000–30,000 นายเท่านั้นเอง เนื่องจากเป้าหมายครั้งนี้ไม่ใช่การทำสงครามใหญ่ แต่เป็นการสืบข่าว ทำรู้จักภูมิประเทศ ทำความรู้จักรูปแบบการรบของศัตรูและ “ทดสอบว่าศัตรูในฝั่งยุโรปจะรับมือกับจักรวรรดิมองโกลได้หรือไม่” และที่สำคัญที่สุดคือล่าตามศัตรูเผ่าคูมันส์ ที่แตกทัพให้สิ้นฤทธิ์
11. เมื่อกองทัพของมองโกลเดินทัพเข้าสู่แผ่นดินยูเครนตอนล่าง พวกเขากลับพบกับเรื่องที่เหนือความหมาย นั่นคือ กองทัพขนาดมหึมาซึ่งประกอบด้วยเจ้าชายแห่งรัฐรัสเซียกว่า 7–8 แคว้น ร่วมกับนักรบจากเผ่าคูมันส์ที่เคยรบกับพวกเขาในเอเชียกลาง
12. กองทัพพันธมิตรของกลุ่มราชรัฐรัสเซียและคูมันส์ ตั้งทัพกระจายเป็นแนวยาวริมแม่น้ำดนีเปอร์เตรียมปะทะด้วยกำลังทหารเกินกว่า 80,000 นาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทหารจากรัสเซียและคูมันส์ที่มีประสบการณ์รบแบบประชิด มือถือหอก โล่ และมักใช้กำลังจำนวนทหารที่มากกว่าเข้าบดขยี้ศัตรู
ตรงข้ามกับฝ่ายมองโกล ซึ่งกองทัพมีเพียงราว 20,000–30,000 นายเท่านั้น แต่ทุกนายคือม้าเร็ว ผู้เชี่ยวชาญการยิงธนู และมีวินัยทหารที่สูงมาก
________________________________
🏹 ยุทธวิธีล่าถอยเพื่อล่อเหยื่อ
13. เมื่อทัพทั้งสองฝ่ายเริ่มเห็นกันในระยะไกล กองทัพพันธมิตรพุ่งเข้าสู้รบกับกองทัพมองโกลในทันที แต่กลับพบว่ากองทัพมองโกล “ถอย” อย่างรวดเร็ว ฝ่ายกองทัพพันธมิตรเข้าใจว่ากองทัพมองโกลกลัวจึงเริ่มการไล่ล่า
หารู้ไม่ว่านี่คือการจัดฉากการล่อถอย เพื่อหลอกให้ศัตรูคิดว่ากำลังล่าถอยจริง หนึ่งในขั้นตอนสำคัญของแผนนี้คือการทิ้ง “กองกำลังเหยื่อล่อ” ขนาดเล็กไว้เป็นด้านหลังทัพที่กำลังถอย โดยมองโกลทิ้งกำลังทหารไว้เพียง 1,000 นาย ภายใต้การบังคับบัญชาของแม่ทัพชื่อ ฮัมเบค (Hamabek) เท่านั้นเพื่อเป็นเหยื่อ โดยทหารของเขาทำหน้าที่ ยันข้าศึก, หน่วงเวลาและเป็นเหยื่อล่อ ทำให้กองทัพเหยื่อล่อนี้ถูกสังหารทั้งหมด
ยุทธวิธีนี้ใช้เพียงความฉลาดไม่ได้ แต่ต้องใช้ความกล้าหาญ ความบ้าบิ่นและความมีระเบียบของกองทัพ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้นี่เองที่ทำให้มองโกลแตกต่างจากอาณาจักรอื่นๆในยุคสมัยนั้น และกลายเป็นหนึ่งในจักรวรรดิยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติในเวลาต่อมา
14. กองทัพมองโกลใช้กลยุทธ์ล่าถอยเพื่อล่อเหยื่ออยู่ถีง 9 วันเต็ม! ล่าถอยให้กองทัพพันธมิตรโจมตีลึกเข้ามาเรื่อยๆ โดยไม่ทันสังเกตเลยว่า ยิ่งพวกเขาไล่ตามลึกเข้าไปเท่าไหร่ กองทัพของพวกเขาก็ค่อยๆ ถ่างออกจากกันและเริ่มไม่เป็นกระบวนทัพ กองทัพเริ่มขาดจากเส้นทางเสบียงและการสื่อสารระหว่างทัพที่มีประสิทธิภาพ
15. เมื่อถึงแม่น้ำคาลก้า กองทัพมองโกลภายใต้การนำของเจเบและซูบูไตได้หยุดถอยและหันกลับมา โจมตีกลับอย่างสายฟ้าแลบ พวกเขาเปิดฉากโจมตีจากด้านหน้าและด้านปีกของกองทัพพันธมิตร พร้อมกับหน่วยม้าเร็วที่ซุ่มอยู่สองฝั่งแม่น้ำพุ่งออกมาล้อมศัตรูทุกทิศทาง
การโจมตีจากทุกทิศทางนี้ทำให้กองทัพพันธมิตรเกิดความแตกตื่นในทันที ลูกธนูถูกระดมยิงใส่จากทั่วสารทิศ พวกคูมันส์รีบถอยทัพของตนเองทิ้งให้กองทัพเหล่าราชรัฐรัสเซียระส่ำระส่ายยิ่งกว่าเดิม และถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม
________________________________
🏹 จุดเริ่มต้นของหายนะในอีก 10 ปี
16. ผลที่ตามมาคือความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับของกองทัพพันธมิตร บันทึกทางประวัติศาสตร์ไม่มีบันทึกไว้อย่างแม่นยำ บางแหล่งกล่าวว่าทหารเสียชีวิตไปหลายหมื่นนาย ตัวเลขอาจสูงถึง 50,000 นายหรือมากกว่านั้น
บางแหล่งทางประวัติศาสตร์ของรัสเซีย ระบุว่ามีทหารรัสเซียเสียชีวิตเป็นตัวเลขที่น่าตกใจมากเช่นมีทหาร 9 ใน 10 ของทหารทั้งหมดเสียชีวิตเป็นต้น ในขณะที่ความสูญเสียของมองโกลอาจอยู่เพียงหลักพันต้นๆ เท่านั้น
17. การรบทำให้เจ้าชายมีทั้งที่ถูกหลบหนีไปได้ ถูกสังหารในการรบและถูกจับเป็นเชลย เจ้าชายบางองค์ก็ถูกสังหารในทันที บางองค์ถูกจับมัดและวางไว้ใต้กระดานขนาดใหญ่ที่ทหารมองโกลกำลังนั่งล้อมวงกินเลี้ยง ทำให้ขาดอากาศหายใจและเสียชีวิตในที่สุด
18. แม้จะได้รับชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จ และบดขยี้กองทัพขนาดใหญ่ของรัสเซียได้ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อจากนั้น พวกมองโกลกลับไม่ “รุกรานยุโรปอย่างเต็มรูปแบบ” ในทันทีเพราะกองทัพที่เข้าสู่ศึกคาลก้า มีภารกิจหลักคือ “ลาดตระเวน” และ “ไล่ล่าคูมันส์” ตามคำสั่งเดิมของเจงกีสข่าน ซึ่งภารกิจนั้นสำเร็จลุล่วงแล้ว
19. อีกทั้งพวกมองโกลได้รับข้อมูลที่มีค่ามากจากศึกครั้งนี้ เพราะพวกเขาได้รู้ว่ากองทัพของชาวยุโรปตะวันออกนั้นอ่อนแอ เพราะมียุทธวิธีการรบที่ล้าสมัยโดยเน้นการประชิดและการใช้จำนวนคนที่มากกว่าในการสู้รบ อีกทั้งพวกเขาได้สำรวจภูมิประเทศแห่งนี้พร้อมสร้างความหวาดกลัวให้พวกยุโรปตะวันออกได้รับรู้
20. สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากศึกคาลก้า คือการที่จักรวรรดิมองโกล “กลับไปเตรียมตัว” สำหรับการรุกรานจริงในอีก 15–18 ปีต่อมาซึ่งจะเกิดขึ้นในยุคของ อ็อกได ข่าน (Ögedei Khan) พระโอรสของเจงกีสข่าน และเมื่อกองทัพใหญ่ของมองโกลเดินทางสู่ตะวันตก หายนะของยุโรปก็ได้มาเยือนในที่สุด..
________________________________
#TWCHistory #TWCMongolia #TWCRussia #TWCUkraine #TWC_Salmon
อ้างอิง :
britannica(ดอท)com/event/Battle-of-the-Kalka-River
mongolianz(ดอท)com/post/2024/02/22/conquering-horizons-unraveling-the-saga-of-the-battle-of-kalka-river/
0 Comment