หลังการล่มสลายของอาณาจักรเคียฟรุส ศูนย์กลางของอาณาจักรรุสในปลายปี 1240 ประตูสู่ยุโรปก็เปรียบเสมือนถูกเปิดออก เสียงระฆังรบดังสะท้อนกึกก้องไปทั่วแผ่นดิน เพื่อเตือนว่าหายนะได้มาถึงแล้ว
กองทัพมองโกลเตรียมพร้อมทุกด้าน ทั้งม้าศึก สายเสบียง และแผนการรบที่แยบยลยิ่งกว่าอาณาจักรใดในยุโรปยุคนั้น
นี่คือศึกที่ทำให้อาณาจักรคริสต์ในยุโรปกลางต้องรีบเร่งระดมพล เพื่อรับมือกับศัตรูจากทุ่งหญ้ากว้างแห่งเอเชีย
นี่คือหนึ่งในสมรภูมิสำคัญในประวัติศาสตร์ ที่เผยให้ชาวยุโรปยังไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับกองทัพมองโกลอันเกรียงไกร
และนี่คือศึกที่ทำให้ชาวยุโรปรู้ว่า… พวกมองโกลนั้นน่าเกรงกลัวเพียงใด
นี่คือศึกเลกนิก้า
ติดตามรับชมไปพร้อมกันครับ..
__________________________________________
♐ หลังการล่มสลายของเคียฟ: แผนบุกยุโรปของมองโกล
♐ โปแลนด์ในยุคการรุกรานของมองโกล
♐ คราคอฟแตก
♐ การรวมตัวของอัศวินคริสต์
♐ เล่ห์เหลี่ยมนับร้อยพัน
♐ ศึกเลกนิก้า
♐ ผลลัพธ์ที่ไม่น่าจดจำ
__________________________________________
♐ หลังการล่มสลายของเคียฟ: แผนบุกยุโรปของมองโกล
1. อาณาจักรเคียฟรุส ศูนย์กลางของอาณาจักรรุสต้องล่มสลายลงภายในเวลาเพียง 3 ปีเท่านั้น หลังกองทัพมองโกลที่นำโดย บาตู ข่าน (Batu Khan) ผู้เป็นหลานชายของเจงกิสข่าน และแม่ทัพคู่ใจคือ ซูบูไท (Subutai) ยอดขุนพลนักวางแผน
2. การศึกกับรัสเซียตลอด 3 ปีที่ผ่านมานี้ทำให้กองทัพมองโกลเริ่มรู้จักภูมิประเทศในภูมิภาคนี้ เป็นอย่างดีมากยิ่งขึ้น และเมื่อเคียฟแตก บาตู ข่าน จึงเตรียมแผนรุกต่อลึกเข้าสู่ยุโรปทันที
3. กองทัพใหญ่ของมองโกล ถูกแบ่งออกเป็นสามสายพร้อมกัน เพื่อบุกเข้าใจกลางยุโรปจากหลายทิศทาง
4. สายหลักนำโดยบาตู ข่าน และซูบูไท มุ่งหน้าสู่ราชอาณาจักรฮังการี และอีกสายหนึ่งเคลื่อนพลสู่ทางเหนือของคาร์พาเธียนเข้าโปแลนด์ นำโดยแม่ทัพอย่าง บาอิดาร์ (Baidar), ออร์ดา ข่าน (Orda Khan) และ คาดาน (Kadan) ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของมองโกลทางปีกเหนือ ทั้งสองแนวรุกนี้จะประสานกันในการโจมตียุโรปกลางในเวลาไล่เลี่ยกัน โดยวางแผนให้เริ่มโจมตีช่วงต้นปี 1241
5. ยุทธศาสตร์การแบ่งทัพโจมตีในหลายภูมิภาคพร้อมกัน ถูกวางแผนขึ้นมาเพื่อป้องกันไม่ให้กองกำลังยุโรปสามารถรวมตัวกันได้ และช่วยเหลือในการรบซึ่งกันและกันได้ทันเวลา
6. เป็นที่มาให้กองทัพมองโกลสายเหนือบุกเข้าโปแลนด์ตั้งแต่ต้นปี 1241 กองทัพเหนือนั้นมีหน้าที่หลักคือเบี่ยงเบนความสนใจและป้องกันไม่ให้โปแลนด์เข้าช่วยเหลือฮังการี จึงจัดทัพมาเพียงกองทัพขนาดเล็ก 10,000 – 20,000 นายเท่านั้น
__________________________________________
♐ โปแลนด์ในยุคการรุกรานของมองโกล
7. ในช่วงเวลานั้น ราชอาณาจักรโปแลนด์ (Kingdom of Poland) ไม่ได้เป็นอาณาจักรที่รวมกันเป็นปึกแผ่นเหมือนราชอาณาจักรอื่นๆ ในยุโรปตะวันตก แต่กลับเป็นดินแดนที่ถูกแบ่งแยกออกเป็น รัฐเจ้าชายย่อยๆ หลายแห่ง เช่นเดียวกับรัฐเจ้าชายต่างๆ ของรัสเซีย ซึ่งแต่ละแห่งปกครองโดยเจ้าชายจาก ราชวงศ์ปิอาสต์ (Piast Dynasty) ที่แตกแขนงออกไป
8. หลังจากการเสียชีวิตของ โบเลสลาฟที่ 3 วรีมูท (Bolesław III Wrymouth) ในปี 1138 เขาได้แบ่งดินแดนโปแลนด์ออกเป็นมรดกให้กับบุตรชายของตน การกระทำนี้แม้จะมีเจตนาที่ดีเพื่อป้องกันความขัดแย้งในการสืบราชบัลลังก์ แต่กลับนำไปสู่ยุคสมัยแห่งการ แตกแยกของโปแลนด์ที่ยาวนาน เจ้าชายแต่ละองค์ต่างปกครองรัฐของตนเอง และมักจะทำสงครามแย่งชิงอำนาจหรือดินแดนกันเอง
9. ด้วยการแบ่งแยกอำนาจ ทำให้ไม่มีกองทัพแห่งชาติที่เป็นหนึ่งเดียวหรือการบัญชาการสูงสุดที่มีประสิทธิภาพ เมื่อมองโกลบุกเข้ามา กองทัพของแต่ละรัฐเจ้าชายจึงต้องพยายามรับมือแยกกัน หรือรวมกำลังกันแบบเร่งด่วนและมักขาดการประสานงานที่ดี
__________________________________________
♐ คราคอฟแตก
10. แม้ไม่ใช่ทัพขนาดใหญ่ แต่กองทัพมองโกลกลับมีประสิทธิภาพอย่างมาก โปแลนด์ได้พยายามนำทัพมาตั้งรับในศึกยุทธการคมีลนิก (Battle of Chmielnik) ทว่ากลับพ่ายแพ้มองโกลอย่างย่อยยับ
ปัจจัยสำคัญดังที่กล่าวไป โปแลนด์ไร้ซึ่งความเป็นปึกแผ่น โบเลสลาฟที่ 5 ผู้บริสุทธิ์ (Bolesław V the Chaste) ดยุกแห่งคราคอฟ ได้ถอนตัวออกจากสนามรบก่อนการปะทะจะเริ่มต้นขึ้นเสียอีก ส่งผลต่อขวัญกำลังใจทหารอย่างมาก ทำให้ทหารบางส่วนต่างหนีทัพออกจากศึกครั้งนี้ เมื่อพบกับยุทธวิธีที่เหนือกว่าของมองโกล มันจึงจบลงด้วยความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ
11. เมื่อข่าวความพ่ายแพ้แพร่สะพัดไปทั่วดินแดน อดีตเมืองหลวงซึ่งอยู่ใกล้ยุทธการครั้งนี้อย่าง คราคูฟ (Kraków) ประชาชนต่างทิ้งเมืองและหนีตาย เมื่อกองทัพมองโกลมาถึงพวกเขาก็เริ่มโจมตีและเผาทำลายอย่างรวดเร็ว ข่าวการยกทัพของมองโกลแพร่สะพัดไปทั่วภูมิภาคพร้อมกับความหวาดกลัวที่เพิ่มขึ้นอย่างสุดขีด
12. บรรดาผู้รอดชีวิตและผู้ลี้ภัยนำเรื่องราวความโหดเหี้ยมมาเล่าขาน ไม่ว่าจะเป็นการสังหารหมู่พลเมืองหรือการเผาเมืองทั้งเป็น ข่าวลือเกี่ยวกับความ “ป่าเถื่อน” และความเกรียงไกรของกองทัพตาตาร์-มองโกลถูกส่งต่อปากต่อปากเกินจริงจนผู้คนขวัญผวา
13. หลายคนเชื่อไปตามจินตนาการว่าเหล่านักรบจากทุ่งหญ้าเอเชียเหล่านี้กินเนื้อมนุษย์หรือเป็นดั่งกองทัพปีศาจในวันสิ้นโลก แม้ความจริงมองโกลจะไม่ได้กินคนและยอมรับศาสนาของผู้ใต้ปกครอง ทว่าในสายตาชาวยุโรปยุคนั้น ข่าวลือดังกล่าวได้บั่นทอนขวัญและกำลังใจในการต่อต้านศัตรูไม่น้อย
__________________________________________
♐ การรวมตัวของอัศวินคริสต์
14. เมื่อภัยยิ่งใกล้เข้ามา ดยุกหนุ่มนามว่า เฮนรีที่ 2 แห่งไซลีเชีย (Henry II of Silesia) หรือ “เฮนรีผู้เคร่งศาสนา” ซึ่งเป็นผู้ปกครองและเป็นผู้นำทางการทหารที่โดดเด่นในเวลานั้น นอกจากปกครองไซลีเชียแล้ว เฮนรี ยังดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของโปแลนด์ตอนกลางบางส่วน ซึ่งทำให้เขารู้สึกถึงภาระหน้าที่ในการรวบรวมกองกำลังป้องกันบ้านเมือง จากการรุกรานของกองทัพมองโกลครั้งนี้
15. ดยุกเฮนรีที่ 2 แห่งไซลีเชียจึงส่งสารเรียกระดมพลไปยังรัฐคริสเตียนใกล้เคียงเพื่อรวมกำลังเป็นแนวร่วมต่อต้านมองโกล เขาได้รับการตอบรับจากเหล่าขุนนางและอัศวินในดินแดนใกล้เคียงหลายฝ่าย มิสโกที่ 2 (Mieszko II) ดยุกแห่งโอโปเล นำกองกำลังจากโปแลนด์ตอนบนมาสมทบกับเฮนรี ขณะเดียวกัน โบเลสลาฟ ดีโปลต์ (Boleslaus Děpolt) ขุนนางจากโมราเวียก็นำทหารมาร่วมทัพด้วย
16. กองกำลังเสริมอีกส่วนมาจากอาสาสมัครชาวเมืองและชาวบ้านในแคว้นโดยรอบ รวมถึงมีการบันทึกว่ามี “นักขุดแร่ชาวบาวาเรีย” กลุ่มหนึ่งจากเมืองซวอโตรือยา (Złotoryja) ซึ่งเป็นเมืองเหมืองทองเข้าร่วมรบเคียงข้างชาวโปแลนด์ด้วย
17. เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กองทัพคริสเตียน ฝ่ายยุโรปยังได้รับนักรบจากคณะอัศวินนักบวช นั่นคืออัศวินเทมพลาร์จำนวนหนึ่งซึ่งเชื่อว่าถูกส่งมาจากฝรั่งเศสและดินแดนเยอรมันใกล้เคียง แม้กำลังพลกลุ่มนี้จะมีไม่มาก (หลักสิบถึงหลักร้อยนายเท่านั้น) แต่ก็เป็นนักรบมีประสบการณ์และมีวินัยสูง การที่อัศวินศาสนาเหล่านี้มาสมทบถือเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือระหว่างคริสตชนต่างแดนในการต้านภัยร่วมกัน
18. อย่างไรก็ดี แนวร่วมของดยุกเฮนรีก็ยังคงเป็นเพียงกองทัพผสมขนาดย่อมเมื่อเทียบกับมหากองทัพมองโกล จำนวนพลทั้งหมดที่ระดมได้มีการประมาณแตกต่างกันไป ในบันทึกบางฉบับระบุว่าฝ่ายยุโรปมีกำลังราว 7,000-8,000 นาย ขณะอีกข้อมูลคาดว่ามีเพียง 2,000-4,000 นาย เท่านั้น (ประกอบด้วยทหารม้าหนักอัศวินไม่กี่พันที่เหลือเป็นทหารราบและอาสาสมัคร)
19. อนึ่ง กษัตริย์เวนเซสลัสที่ 1 แห่งโบฮีเมีย (Wenceslaus I of Bohemia) และทรงเป็นหนึ่งในพระมหากษัตริย์แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (Holy Roman Empire) ซึ่งเป็นพระญาติกับดยุกเฮนรีก็ได้รวบรวมทัพหลวงแห่งโบฮีเมียออกเดินทางหวังมาช่วยรบด้วย แต่ด้วยระยะทางและเวลาที่กระชั้นชิด เวนเซสลัสยังมาไม่ถึงสมรภูมิทันทีในช่วงต้นเดือนเมษายน 1241 การป้องกันยุโรปในขณะนั้นจึงตกอยู่ในมือของกลุ่มอัศวินผสมโปแลนด์-โมราเวีย-เยอรมัน ที่เฮนรีที่ 2 นำทัพเพียงลำพัง
__________________________________________
♐ เล่ห์เหลี่ยมนับร้อยพัน
20. ฝ่ายมองโกลชื่อในด้านยุทธศาสตร์การรบและยุทธวิธีที่เหนือชั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “กลยุทธ์การโจมตีสายฟ้าแลบ” ด้วยกองทัพม้าที่เคลื่อนที่รวดเร็วและการประสานงานที่ยอดเยี่ยม
21. แม่ทัพซูบูไทได้วางแผนให้ทุกกองมองโกลเคลื่อนที่พร้อมกันจากจุดต่าง ๆ ห่างกันหลายร้อยกิโลเมตร แต่สามารถเข้าถึงเป้าหมายในเวลาที่ใกล้เคียงกัน ทำให้ศัตรูตั้งรับยาก กองทหารมองโกลใช้ระบบสัญญาณธงและลูกศรหวีดเสียง (whistling arrows) ในการส่งข่าวสารและบัญชาการรบระหว่างหน่วย ต่างจากกองทัพยุโรปที่รวมพลจากต่างแดนและสื่อสารกันลำบากกว่า
22. ยุทธวิธีการล่อถอย (feigned retreat) นับเป็นไม้ตายของชาวมองโกลที่สร้างความพินาศให้ศัตรูมานับครั้งไม่ถ้วน ตั้งแต่ศึกคัลก้า (Kalka River) เมื่อปี 1223 จนถึงศึกในยุโรป กลวิธีนี้คือการแสร้งทำเป็นถอยทัพหรือแตกพ่ายเพื่อยั่วยุให้ข้าศึกสูญเสียกระบวน หลงคิดว่าศัตรูกำลังล่าถอยจริงแล้วสั่งไล่ติดตามอย่างกระจัดกระจาย
23. เมื่อศัตรูแตกแถวออกจากกองกำลังหลัก มองโกลก็จะฉวยโอกาสนั้นโต้กลับอย่างรวดเร็ว โดยกองกำลังที่ซุ่มอยู่ด้านปีกจะตลบหลังโอบล้อมข้าศึกที่ไล่มา ทำให้กองทัพศัตรูตกอยู่ในวงล้อมและเสียกระบวนไม่ทันตั้งตัว
24. มองโกลมีการใช้สงครามข่าวลือ และการข่มขวัญจิตวิทยาก็เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่มองโกลใช้ควบคู่ในการทำลายขวัญศัตรู ก่อนการศึกมักมีการปล่อยผู้รอดชีวิตหรือผู้สื่อสารไปยังเมืองถัดไปพร้อมคำขู่ถึงชะตากรรมอันโหดร้ายหากคิดขัดขืน
บางครั้งมีการประดับศีรษะเชลยหรือแม่ทัพศัตรูบนหอกแล้วแห่ประจานให้กองหลังได้เห็นกับตา ข่าวการสังหารหมู่และความปราชัยของเมืองก่อนหน้าถูกเล่าปากต่อปากไปไกลเกินจริง เกิดเป็นข่าวลือที่สร้างความหวาดผวาให้กองทัพที่จะต้องเผชิญหน้ามองโกลในสมรภูมิถัดไป
ดังที่เกิดขึ้นกับชาวยุโรปกลางก่อนศึกเลกนิก้า เมื่อได้ยินว่าไม่มีใครรอดชีวิตจากเมืองทางตะวันออก หลายคนก็เตรียมใจว่าศึกครั้งนี้คือการสู้ตายหรือไม่ก็ต้องลี้ภัยหนีเท่านั้น
__________________________________________
♐ ศึกเลกนิก้า
25. ต้นเดือนเมษายนปี 1241 กองทัพมองโกลส่วนหนึ่งได้เคลื่อนใกล้มาถึงแคว้นไซลีเชีย ณ เมืองเลกนิก้า (Legnica) ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของโปแลนด์ปัจจุบัน ดยุกเฮนรีที่ 2 นำทัพอัศวินคริสต์ของเขามาหยุดทัพมองโกลไว้ที่บริเวณใกล้เมืองเลกนิก้านี้ สนามรบอยู่บริเวณที่ราบโล่งนอกตัวเมือง (ใกล้กับหมู่บ้าน Legnickie Pole ในปัจจุบัน)
ในวันที่ 9 เมษายน 1241 ทั้งสองฝ่ายได้เผชิญหน้ากันในการศึกซึ่งจะกำหนดชะตากรรมของโปแลนด์และยุโรปกลาง
26. ในการจัดกำลังและยุทธรูปขบวนทัพของดยุกเฮนรีจัดกระบวนทัพคริสเตียนออกเป็น 4 กลุ่มหลัก “กลุ่มแรก” คือกองพลทหารราบอาสาสมัครชาวเหมืองแร่จากบาวาเรียและทหารโมราเวียบางส่วน นำโดยโบเลสลาฟแห่งโมราเวีย
“กลุ่มที่สอง” เป็นทหารจากแคว้นโปแลนด์ใหญ่ (Greater Poland) และกองกำลังจากคราคูฟ นำโดยสุลิสวาฟ (Sulisław) ขุนนางเมืองคราคูฟ
“กลุ่มที่สาม” คือกองพลจากโอโปเลภายใต้การนำของดยุกมิสโกที่ 2
ส่วน “กลุ่มสุดท้าย” กลุ่มที่สี่คือกองทหารหลักของไซลีเชียและอัศวินเทมพลาร์อยู่ใต้การบัญชาการโดยตรงของดยุกเฮนรีเอง
27. ฝ่ายมองโกลนั้นแม้จะไม่มีบันทึกการจัดขบวนโดยละเอียด แต่คาดว่ามีกองหน้าเป็นทหารม้าเบาทำหน้าที่ล่อหลอกศัตรู ตามหลังด้วยกองทหารม้าธนูและทหารม้าหนักที่เตรียมเข้าตีเมื่อถึงจังหวะอันเหมาะสม แม่ทัพมองโกลแบ่งกำลังพลออกเป็นหน่วยย่อยคล่องตัว กระจายอยู่ทั้งทางปีกซ้ายขวาและแนวหลังพร้อมโอบล้อมข้าศึก
28. การปะทะเปิดฉากขึ้นเมื่อกองทหารม้าหนักของฝ่ายยุโรปส่วนหนึ่งพุ่งเข้าชนกับกองหน้าของมองโกลก่อน กองทัพอัศวินไซลีเชียซึ่งนำโดยดยุกเฮนรีเองได้ทะยานเข้าโจมตีกองกำลังหน้าของมองโกล แต่กลับถูกต้านไว้และไม่สามารถทำลายแนวหน้าข้าศึกได้
29. ทหารมองโกลยิงธนูโต้ตอบและยื้อการโจมตีระลอกแรกไว้ได้ จนเมื่อทัพอัศวินยุโรปเริ่มชะงัก มองโกลจึงใช้ยุทธวิธีตามที่ถนัดทันที นั่นคือกองหน้าของมองโกลทำทีเป็นแตกพ่ายถอยร่นออกจากสมรภูมิ
การล่อถอยนี้ได้ผลอย่างเต็มที่ ฝ่ายอัศวินคริสต์เห็นข้าศึกถอยก็เข้าใจว่าได้รับชัยชนะเบื้องต้นแล้ว จึงวิ่งรุดไล่ติดตามทัพมองโกลที่ถอยไปโดยไม่ทันระวัง ระยะทางระหว่างกองทหารม้าของดยุกเฮนรีกับกองทหารราบสนับสนุนค่อยๆ ถ่างกว้างขึ้นเมื่อไล่ตามข้าศึกที่ล่อลวงไปไกลจากจุดตั้งรับเดิม
30. เมื่อกองทัพยุโรปส่วนที่เป็นทหารม้า (กลุ่มที่สี่ เพียงกลุ่มเดียว) ไล่ออกห่างแนวทหารราบจนแตกเป็นสองส่วน มองโกลก็เผยยุทธวิธีที่ซ่อนอยู่ กองทหารม้าเบาของมองโกลที่เตรียมดักซุ่มอยู่ทางปีกได้เคลื่อนพลโอบล้อมเข้าทางด้านข้างของกองทัพคริสเตียนอย่างรวดเร็ว
31. ขณะเดียวกันกองทหารธนูบนหลังม้าของมองโกลจำนวนมากที่รออยู่ ก็เริ่มระดมยิงลูกธนูใส่อัศวินยุโรปที่กำลังเร่งม้าไล่ล่าตามอย่างไม่ทันระวัง
ม้าที่ใส่เกราะหนักของอัศวินยุโรปนั้นเคลื่อนไหวเชื่องช้ากว่าทหารม้ามองโกล จึงตกเป็นเป้านิ่งให้พลธนูมองโกลยิงสังหารได้ง่าย ทหารและม้าจำนวนมากของฝ่ายคริสต์ร่วงลงกลางทางและถูกไล่ล่าด้วยห่าลูกธนูจากรอบทิศทาง
32. ท่ามกลางความสับสนนี้ มองโกลจุดควันไฟหนาทึบ (smokescreen) ปกคลุมพื้นที่รบ ทำให้ฝ่ายยุโรปมองไม่เห็นสภาพแนวรบชัดเจน เสียงหวีดแหลมของลูกธนูและธงสัญญาณมองโกลที่โบกสะบัดสร้างความปั่นป่วนในหมู่ทหารฝ่ายคริสต์ที่เหลือ
กองทัพอัศวินโปแลนด์-ไซลีเชียของดยุกเฮนรีซึ่งขาดระเบียบไปแล้วจึงถูกกองทหารม้าหนักมองโกลระดมเข้าชนและเริ่มสังหารทหารจนแตกเป็นเสี่ยงๆ ทหารมองโกลเข้าประชิดโจมตีจากทุกทิศ ทั้งแทงด้วยหอกและฟาดฟันด้วยดาบบนหลังม้า ผสมผสานกับการยิงธนูระยะไกลอย่างต่อเนื่อง
33. กองทัพของเฮนรีไม่อาจสู้มองโกลได้เลยแม้แต่นิดเดียว และ ในที่สุด ดยุกเฮนรีที่ 2 แห่งไซลีเชียก็สิ้นพระชนม์บนสมรภูมิเลกนิก้า พร้อมกับอัศวินและทหารส่วนใหญ่ในกองทัพของพระองค์
34. ขณะที่กองทัพหลักของดยุกเฮนรีถูกทำลายลงอย่างย่อยยับ กองทัพมองโกลก็พุ่งเป้าไปที่ กลุ่มทหารราบอาสาสมัคร (กลุ่มที่ 1) และทหารโปแลนด์ที่เหลืออยู่ (กลุ่มที่ 2 และ 3) ซึ่งกำลังติดอยู่ในความสับสนอลหม่าน
มองโกลไม่ได้ปล่อยให้กองทัพเหล่านี้ตั้งตัวได้ กองทหารม้าธนูยังคงระดมยิงลูกธนูใส่จากทุกทิศทางอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ทหารม้าหนักก็เริ่มเข้าโจมตีระยะประชิดซ้ำเติม การที่ทหารราบเหล่านี้ถูกตัดขาดจากทัพอัศวินและไม่มีกำลังสนับสนุนที่มีประสิทธิภาพ ทำให้พวกเขาไม่อาจต้านทานการโจมตีของมองโกลได้อีกต่อไป
35. กลุ่มที่ 1, 2 และ 3 ถูกสังหารหมู่หรือหลบหนีไปอย่างไม่เป็นระเบียบ มองโกลไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไป พวกเขาไล่สังหารทหารที่กำลังหนีอย่างไม่ลดละ ทำให้การถอนกำลังเป็นการพ่ายแพ้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั่วทั้งสนามรบเต็มไปด้วยศพของทหารคริสเตียนที่ล้มตาย และมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถหลบหนีไปได้ การศึกเลกนิก้าจึงจบลงด้วยชัยชนะอันเด็ดขาดของมองโกล
36. รายงานร่วมสมัยระบุว่าพระศพของเฮนรีถูกพบในภายหลังโดยปราศจากศีรษะ ต้องใช้เครื่องแต่งกายและตราประจำตระกูลที่สวมใส่จึงจำแนกออก ทหารมองโกลได้ตัดศีรษะดยุกผู้ครองแคว้นออกเสียบประจานบนปลายหอก และนำหัวนั้นแห่ไปรอบค่ายทหารของตนเพื่อแสดงชัยชนะและข่มขวัญชาวเมืองใกล้เคียง
37. เรื่องเล่าหนึ่งระบุว่ามองโกลนำศีรษะดังกล่าวไปตั้งโชว์หน้ากำแพงเมืองเลกนิก้า เรียกร้องให้ชาวเมืองยอมจำนนโดยดี มิฉะนั้นจะเผชิญชะตากรรมเดียวกับผู้นำของตน แล้วก็โยนศีรษะนั้นเข้าไปในคูเมืองเพื่อสร้างความหวาดผวาแก่ผู้ป้องกันเมือง กล่าวกันว่าท้ายที่สุดชาวเมืองเลกนิก้าเลือกที่จะไม่เปิดประตูเมือง แต่มองโกลเองก็ไม่ได้ลงทุนล้อมตีเมืองนี้อย่างจริงจัง เพราะเป้าหมายหลักของกองทัพอยู่ที่การเข้าร่วมกับทัพใหญ่ของบาตู ข่าน ทางฮังการีต่อไป
__________________________________________
♐ ผลลัพธ์ที่ไม่น่าจดจำ
38. ศึกเลกนิก้า จบลงด้วยชัยชนะเด็ดขาดของกองทัพมองโกล กองกำลังอัศวินคริสต์ที่ระดมมาป้องกันโปแลนด์ถูกทำลายย่อยยับ ดยุกเฮนรีที่ 2 ซึ่งเป็นความหวังสำคัญของยุโรปกลางในการหยุดยั้งศัตรูต้องเสียชีวิตอย่างน่าเศร้า และข่าวความพ่ายแพ้ครั้งนี้สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วภูมิภาค
39. แม้ศึกเลกนิก้าจะเป็นเพียงหนึ่งในหลายสมรภูมิของการรุกรานยุโรปโดยมองโกล แต่ผลลัพธ์ของมันมีความหมายเชิงสัญลักษณ์อย่างยิ่ง เพราะนี่คือการพิสูจน์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและยิ่งใหญ่ของกองทัพมองโกลในขณะนั้น ที่แม้แต่อัศวินเหล็กของยุโรปก็ไม่อาจต้านทานได้
40. ขณะที่ชะตากรรมของยุโรปแขวนอยู่บนเส้นด้าย หลังศึกครั้งนี้สงบไปเพียงสองวันเท่านั้น เหตุการณ์เลวร้ายก็เกิดขึ้นซ้ำรอยที่แนวรบอีกด้านหนึ่ง 11 เมษายน 1241 กองทัพมองโกลสายหลักภายใต้การบัญชาของบาตู ข่าน เข้าปะทะและบดขยี้กองทัพของกษัตริย์เบลาที่ 4 แห่งฮังการีในการ ยุทธการโมฮี (Battle of Mohi)
41. เรื่องราว “ยุทธการโมฮี” จะเป็นอย่างไร การรุกรานยุโรปของมองโกลจะสิ้นสุดลงที่ไหนกันแน่ ติดตามรับชมได้ในบทความ “การรุกรานยุโรปของกองทัพมองโกล” ตอนต่อไปครับ..
__________________________________________
#TWCHistory #TWCMongolia #TWCPoland #TWC_Salmon
อ้างอิงภาพ :
tagmata(ดอท)it/BATALL~1%20[1600×1200](ดอท)JPG
0 Comment