เมื่อหลายเดือนก่อน ผมได้เขียนบทความ “ปฏิบัติการเสิร์ชไลท์” ผมจะเล่าย้อนความให้สั้นๆ นะครับ
ปากีสถานตะวันออกในเวลานั้น (บังกลาเทศในปัจจุบัน) เกิดการประท้วงขึ้นเป็นผลมาจากปากีสถานตะวันตกพยายามห้ามชาวเบงกอลใช้ภาษาและพยายามลบอัตลักษณ์ของพวกเขา ความขัดแย้งได้ลุกลามไปสู่การปราบปรามอย่างรุนแรงของปากีสถานตะวันตก
“ปฏิบัติการเสิร์ชไลท์” ทหารปากีสถานตะวันตกเปิดฉากสังหารชาวเบงกอลอย่างโหดร้าย มีผู้เสียชีวิตหลายพันคน และประชาชนต้องหนีสงครามอีกนับสิบล้าน
อย่างไรก็ตาม เปลวเพลิงแห่งการต่อสู้ของชาวเบงกาลีกลับไม่มอดดับลงอย่างที่พวกเขาหวัง ยิ่งสังหารไปมากเท่าไหร่ กลับยิ่งเพิ่มจำนวนผู้เคียดแค้นขึ้นเท่านั้น
กลุ่ม “มุกติบาฮินี” หรือกองทัพปลดปล่อยบังกลาเทศ ได้กลายเป็นหนามยอกอกของปากีสถานตะวันตก พวกเขาโผล่เข้าโจมตีทหารปากีสถานแบบกองโจร ตัดเส้นทางลำเลียง ระเบิดสะพาน แล้วหายตัวไป จนรัฐบาลปากีสถานโกรธแค้นจนแทบคลั่ง ทั้งยังรู้ความจริงที่ว่า กองโจรเหล่านี้ไม่ได้สู้เพียงลำพัง แต่มี “อินเดีย” คอยหนุนหลังอยู่!
ตราบใดที่อินเดียยังสนับสนุนกลุ่มกกบฏ กองทัพปากีสถานก็คงไม่ชนะศึกครั้งนี้โดยง่ายรวมไปถึงความหวาดระแวงว่าอินเดียจะเข้าร่วมความขัดแย้งนี้ ปากีสถานจึงชิงจังหวะเปิดศึกอินเดียก่อนด้วยการถล่มฐานทัพอากาศอินเดียในหลายเมืองพร้อมกัน
การโจมตีครั้งนี้กลายเป็นการจุดชนวนให้ “สงครามอินเดีย–ปากีสถาน ครั้งที่สาม” ปะทุขึ้นอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งคาบเกี่ยวกับ “สงครามกู้เอกราชบังกลาเทศ” ที่กำลังเกิดขึ้นพร้อมกันอย่างพอดี
สงครามครั้งนี้จะเป็นอย่างไร!?
ติดตามไปพร้อมกันครับ
::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: :::
– ปากีสถานตะวันตกล้มเหลว
1. ในเย็นวันที่ 3 ธันวาคม 1971 กองทัพอากาศปากีสถานตัดสินใจทุ่มหมดหน้าตักด้วย “ปฏิบัติการเจงกิสข่าน” (Operation Chengiz Khan) โดยการส่งฝูงบินรบเข้าถล่มฐานทัพอากาศและสถานีเรดาร์ของอินเดียถึง 11 แห่งทางฝั่งตะวันตกพร้อมกัน หวังจะเผด็จศึกทำลายเขี้ยวเล็บของอินเดียตั้งแต่ยังไม่ทันตั้งตัว โดยเลียนแบบยุทธวิธีของอิสราเอลในสงคราม 6 วัน ทว่า…
2. ปฏิบัติการนี้กลับล้มเหลวไม่เป็นท่า เพราะอินเดียระวังตัวอยู่แล้วและได้ย้ายเครื่องบินรบไปซ่อนในบังเกอร์คอนกรีต ความเสียหายของอินเดียจึงมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
หลังปฏิบัติการจบลง ผลลัพธ์ทางการเมืองอินเดียกลับรุนแรงมหาศาลเพราะการถูกโจมตีก่อน ทำให้อินเดียสามารถอ้างความชอบธรรมในการโจมตีปากีสถานกลับได้
นางอินทิรา คานธี นายกรัฐมนตรีหญิงเหล็กแห่งอินเดีย ได้ประกาศกร้าวว่า การกระทำของปากีสถานคือการประกาศสงครามต่ออินเดียโดยตรง เธอจึงสั่งระดมพลเต็มรูปแบบเพื่อตอบโต้ทันทีทั้งแนวรบตะวันตกและตะวันออก
3. แนวรบตะวันตกอินเดียสามารถรุกคืบได้อย่างรวดเร็ว และยิ่งทวีคูณในแนวรบด้านตะวันออก อินเดียเมื่อประเมินแล้วว่าการปลดปล่อยบังกลาเทศ จะเป็นการดีกว่าแค่โจมตีปากีสถานเพียงอย่างเดียว จึงฉวยจังหวะทองนี้ระดมสรรพกำลังเข้า “บดขยี้” กองทัพปากีสถานตะวันออก หวังกำจัดภัยคุกคามทางภาคตะวันออกจากคู่อริรายนี้ให้สิ้นซาก
กองทัพอินเดียได้เคลื่อนพลเข้าผสมโรงกับกลุ่มมุกติบาฮินีอย่างเต็มรูปจนมีกำลังเหนือกองทัพปากีสถานในภูมิภาคตะวันออกมหาศาล
::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: :::
– สงครามอินเดีย-ปากีสถาน 1971 และ สงครามปลดปล่อยบังกลาเทศ
4. ในปฏิบัติการปลดปล่อยปากีสถานตะวันออก อินเดียได้ทุ่มกำลังทหารเข้าสู่สมรภูมิถึง 3 กองพลน้อย โดยมีการประสานการรบร่วมกับกองกำลังมุกติบาฮินีอีกเกือบ 3 กองพล รวมถึงกลุ่มกองโจรท้องถิ่นที่ไม่เป็นระบบอีกจำนวนมาก กำลังรบที่ฝ่ายอินเดีย-ชาวเบงกอลมี เหนือกว่ากองทัพปากีสถานที่มีเพียง 3 กองพลอย่างเทียบไม่ติด
กองทัพอินเดียรุกคืบยึดครองพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว โดยใช้ยุทธวิธีโจมตีสายฟ้าแลบ (Blitzkrieg) พวกเขาเลือกที่จะ “อ้อมผ่าน” ป้อมปราการชายแดนที่ปากีสถานตั้งรับอย่างหนาแน่น แต่พุ่งเป้าไปที่การยึดจุดยุทธศาสตร์สำคัญและมุ่งหน้าสู่ใจกลางเมืองหลวงอย่างกรุงธากา
ขณะที่ฝ่ายปากีสถานไม่สามารถต้านทานได้เลย เพราะกำลังส่วนใหญ่ถูกกระจายไปเฝ้าพรมแดนเพื่อรับมือกองโจรอยู่ก่อนแล้ว เมื่อกองทัพอินเดียล้อมกรุงธากา (หรือดักกาในสมัยนั้น) ได้สำเร็จ พลตรี จาคอบ ของอินเดียได้ยื่นคำขาดต่อผู้บัญชาการปากีสถานโดยให้เวลาตัดสินใจเพียง “30 นาที” ว่าจะยอมแพ้หรือจะถูกบดขยี้ด้วยการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ ซึ่งในที่สุดปากีสถานก็เลือกที่จะยอมจำนน
5. สมรภูมิทางอากาศ กองทัพอากาศอินเดียได้ปฏิบัติการโจมตีปากีสถานตะวันออกหลายครั้งจนกองบินในปากีสถานตะวันออกไม่สามารถออกบินเพื่อตอบโต้ได้เลยแม้แต่น้อย ส่งผลให้ภายในเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ น่านฟ้าของปากีสถานตะวันออกทั้งหมดก็ถูกฝูงบินรบของอินเดียครองอากาศอย่างเบ็ดเสร็จ
6. ไม่เพียงเท่านั้น กองทัพเรืออินเดียยังได้เคลื่อนพลเข้าปิดล้อมและโจมตีท่าเรือสำคัญของปากีสถานตะวันออกจนย่อยยับราบคาบ ทำให้กองทัพปากีสถานตะวันออกตกอยู่ในสภาวะจนตรอก ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกและถูกปิดล้อมอย่างสมบูรณ์ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ
7. เมื่อไม่สามารถรักษาเมืองหลวงอย่างกรุงธากาเอาไว้ได้ ในที่สุดกองทัพปากีสถานจึงจำยอมต้องลงนามในเอกสารยอมจำนนอย่างไร้เงื่อนไขในวันที่ 16 ธันวาคม 1971 รวมระยะเวลาการสู้รบเต็มรูปแบบเพียง 13 วัน เท่านั้น ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสงครามที่สั้นที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่กลับสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของโลก
8. การยอมจำนนครั้งนี้ส่งผลให้ทหารปากีสถานกว่า 93,000 นาย กลายเป็นเชลยศึก ซึ่งนับเป็นการจับกุมเชลยศึกจำนวนมากที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา
โศกนาฏกรรมที่เริ่มขึ้นในปฏิบัติการเสิร์ชไลท์ จบลงด้วยชัยชนะของชาวเบงกอล และการกำเนิดของรัฐเอกราชใหม่นามว่า “บังกลาเทศ” ในที่สุด…
( จากการประมาณการของ CIA ระบุว่า อินเดียสูญเสียทหารไปมากกว่า 3,500 นาย ขณะที่ฝ่ายปากีสถานต้องสังเวยชีวิตทหารไปราว 5,000 นาย และมีผู้บาดเจ็บรวมกันทั้งสองฝ่ายอีกนับหมื่นคน อย่างไรก็ตาม อีกแหล่งข้อมูลหนึ่งระบุตัวเลขความสูญเสียที่รุนแรงกว่านั้น และสำหรับกองกำลัง “มุกติบาฮินี” หรือนักรบปลดปล่อยชาวเบงกาลี คาดการณ์ว่าต้องสังเวยชีวิตในการสู้รบเพื่อเอกราชครั้งนี้ไปกว่า 30,000 นาย )
::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: :::
– สมรภูมิการทูต
9. สมรภูมิสงครามได้จบลง แต่การปะทะบนเวทีการทูตกลับเพิ่งเริ่มต้น เมื่อบังกลาเทศยื่นคำร้องขอเข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ (UN) แม้ประเทศส่วนใหญ่จะเห็นพ้องด้วย แต่ความพยายามนี้กลับถูก “จีน” (ภายใต้การนำของ ประธานาธิบดี เหมา เจ๋อตง) ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักของปากีสถานใช้สิทธิยับยั้ง (Veto) จนต้องชะงักลง เช่นเดียวกับ “สหรัฐอเมริกา” ซึ่งในเวลานั้นเลือกยืนข้างปากีสถาน และกลายเป็นหนึ่งในประเทศกลุ่มสุดท้ายที่ให้การรับรองสถานะความเป็นรัฐของบังกลาเทศ ท่ามกลางบรรยากาศสงครามเย็นที่เข้มข้น
10. เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่น ในปี 1972 อินเดียและปากีสถานได้ลงนามใน “ข้อตกลงซิมลา” ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยมีเงื่อนไขหลักคือ ปากีสถานจะต้องยอมรับเอกราชของบังกลาเทศอย่างเป็นทางการ เพื่อแลกกับการที่อินเดียจะส่งตัวเชลยศึกทั้งหมดคืนให้
ฝ่ายอินเดียได้ปฏิบัติต่อเชลยศึกกว่า 93,000 นายอย่างเคร่งครัดตามอนุสัญญาเจนีวา และทำการปล่อยตัวทหารทั้งหมดภายในเวลาเพียง 5 เดือน นอกจากนี้อินเดียยังได้ให้อภัยโทษแก่ทหารปากีสถานเกือบ 200 นายที่ถูกชาวเบงกาลีกล่าวหาว่าเป็นอาชญากรสงครามอีกด้วย
( ไม่ค่อยเกี่ยวกับบังกลาเทศแต่อยากเสริมให้ ในข้อตกลงนี้ อินเดียยังได้คืนพื้นที่กว่า 13,000 ตารางกิโลเมตรในฝั่งปากีสถานตะวันตกที่ยึดมาได้ให้แก่ปากีสถาน แม้จะยังคงยึดพื้นที่ยุทธศาสตร์บางจุดไว้อย่าง “คาร์กิล” ซึ่งต่อมากลายเป็นจุดชนวนสงครามในปี 1999)
11. เมื่อปากีสถานประกาศรองรับเอกราชของบังกลาเทศ ในที่สุด “ประเทศบังกลาเทศ” ก็ถูกยอมรับอย่างเป็นทางการ และได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติในที่สุด
::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: :::
– จัย บังกลา!
12. หลังประกาศเอกราชได้ไม่นาน ในปี 1972 ชีค มูจิบูร์ เราะห์มาน หรือบิดาแห่งชาติของบังกลาเทศ ก็ได้รับการปล่อยตัวจากคุกในปากีสถานตะวันตกและเดินทางกลับสู่บ้านเกิดเยี่ยงวีรบุรุษ เขาเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนแรกของบังกลาเทศ ท่ามกลางซากปรักหักพังของสงครามและโจทย์อันท้าทายในการฟื้นฟูประเทศที่บอบช้ำ
ภารกิจแรกของเขาคือการร่างรัฐธรรมนูญที่ยึดหลักแห่งความเท่าเทียม ไม่ว่าใครจะนับถือศาสนาใด หรือพูดภาษาอะไรก็ตาม…
13. แม้วันเวลาจะผ่านไปนานหลายทศวรรษ แต่ชาวบังกลาเทศไม่เคยลืมบทเรียนและราคาที่ต้องจ่ายเพื่อแลกกับคำว่า “เอกราช”
พวกเขาได้สร้าง “พิพิธภัณฑ์สงครามประกาศอิสรภาพ” ขึ้นในกรุงธากา เพื่อรวบรวมหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เพื่อบันทึกเหตุการณ์ความโหดร้ายที่เกิดขึ้นและเอกราชของบังกลาเทศที่ต้องแลกด้วยเลือดของชาวเบงกอล เป็นเครื่องเตือนใจให้คนรุ่นหลังได้ตระหนักถึงคุณค่าของเสรีภาพที่บรรพบุรุษหยิบยื่นให้
นอกจากนี้ ทุกวันที่ 16 ธันวาคมของทุกปี จะถูกจารึกให้เป็น “วันแห่งชัยชนะ” ทั่วทั้งประเทศจะถูกประดับประดาด้วยธงสีเขียวแดงเพื่อสดุดีต่อดวงวิญญาณของผู้เสียสละกว่าหลายล้านชีวิต
“จัย บังกลา!” (ชัยชนะแด่บังกลาเทศ)
#TWCHistory #TWCBangladesh #TWCIndia #TWCPakistan #TWC_Salmon
0 Comment