หลายๆ ท่านอาจรู้ว่า “บังกลาเทศ” เคยเป็น “ปากีสถานตะวันออก” มาก่อน แต่ทุกท่านรู้หรือไม่ครับว่า ดินแดนที่เรียกว่าเบงกอลนี้ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนเช่นกัน โดยเบงกอลมีทั้งเบงกอลตะวันตกซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของอินเดีย และ เบงกอลตะวันออก ซึ่งปัจจุบันคือประเทศบังกลาเทศ

“เบงกอล” คือดินแดนแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลกทางตะวันออกของอนุทวีปเอเชียใต้ เป็นจุดบรรจบของแม่น้ำสายสำคัญอย่างแม่น้ำคงคาและแม่น้ำพรหมบุตร

ในอดีตเบงกอล คือหนึ่งในดินแดนที่มั่งคั่งและอุดมสมบูรณ์ที่สุดก็ไม่ผิดนัก ทั้งยังครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางซึ่งหากเทียบกับปัจจุบันจะประกอบไปด้วย รัฐเบงกอลตะวันตกของประเทศอินเดีย และพื้นที่ทั้งหมดของประเทศบังกลาเทศ

คนที่อาศัยอยู่บริเวณนี้เราเรียกเขาว่า “ชาวเบงกาลี” พวกเขามีอัตลักษณ์ทางภาษาและวัฒนธรรมที่เข้มแข็งโดดเด่น จนกระทั่งชาวเบงกาลีถูกแยกออกจากกันในเวลาต่อมาก็ด้วยเรื่องของ “ศาสนา” โดยจักรวรรดิอังกฤษ

::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: :::

ย้อนกลับไปในช่วงศตวรรษที่ 18 บริษัทอีสต์อินเดียของอังกฤษได้เดินทางเข้ามายังดินแดนแห่งนี้ในฐานะพ่อค้าจากแดนไกล

แต่ด้วยความมั่งคั่งของเบงกอลที่เป็นศูนย์กลางการผลิตสิ่งทอและสินค้าเกษตร ทำให้อังกฤษต้องการยึดดินแดนนี้ไว้เป็นอาณานิคมของตนเอง อังกฤษใช้ข้ออ้างที่เจ้าเมืองเบงกอลบุกยึดป้อมของอังกฤษในการใช้กำลังทหารตอบโต้และเข้าปกครองดินแดนแห่งนี้

จุดเปลี่ยนสำคัญคือ “ยุทธการที่ปลาศี” ปี 1757 เมื่อกองทัพอังกฤษได้รับชัยชนะขาดลอยเหนือกองทัพโมกุล เป็นผลให้จักรวรรดิโมกุลต้องเสียดินแดนในเบงกอลให้แก่บริษัทอีสต์อินเดีย การยึดเบงกอลได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นการยึดครองอนุทวีปอินเดียของอังกฤษ ซึ่งจะสามารถยึดครองพื้นที่ได้ทั้งหมดในอีกหนึ่งร้อยปีข้างหน้า ทั้งยังทำให้เบงกอลกลายเป็น “หัวใจ” ของบริติชราช โดยมีโกลกาตาเป็นเมืองหลวงของอินเดียในขณะนั้น

กาลเวลาล่วงเลยมาจนถึงช่วงต้นศตวรรษที่ 20 แม้เบงกอลจะมีความเจริญรุ่งเรืองอย่างมากจากการปกครองของอังกฤษ แต่ในขณะเดียวกันก็กลายเป็นศูนย์กลางของกลุ่มปัญญาชนและขบวนการชาตินิยมที่เริ่มต่อต้านอำนาจเจ้าผู้ปกครอง

จุดนี้เองที่นำไปสู่เหตุการณ์สำคัญในปี 1905 เมื่อลอร์ดเคอร์ซอน อุปราชแห่งอินเดียในขณะนั้นได้ประกาศนโยบายการแบ่งแยกเบงกอลออกเป็นสองส่วน นั่นคือเบงกอลตะวันตกและเบงกอลตะวันออก

โดยสหราชอาณาจักรได้ใช้ข้ออ้างว่าเบงกอลมีขนาดพื้นที่กว้างใหญ่และมีประชากรหนาแน่นเกินกว่าจะบริหารจัดการได้อย่างทั่วถึง แต่เหตุผลเบื้องหลังที่แท้จริงคือกลยุทธ์การเมืองที่เรียกว่า “การแบ่งแยกและปกครอง” เพื่อทำให้กลุ่มชาตินิยมชาวเบงกาลีอ่อนแอลง โดยอังกฤษจงใจขีดเส้นแบ่งตามแนวศาสนา แยกเบงกอลตะวันออกซึ่งมีชาวมุสลิมเป็นส่วนใหญ่ ออกจากเบงกอลตะวันตกที่มีชาวฮินดูเป็นส่วนใหญ่ก็เพื่อให้ชาวเบงกาลีทะเลาะกันเอง

อย่างไรก็ตามชาวเบงกาลีรู้ทัน เรื่องนี้ลุกลามจากการเมืองไปสู่ทุกภาคส่วนของสังคม พวกเขาเริ่มประท้วงในสภา คว่ำบาตรสินค้าอังกฤษ มีการจัดตั้งการประท้วงหยุดงานทั่วทั้งโกลกาตา
และนักศึกษาจำนวนมากยอมทิ้งตำราเรียนของอังกฤษเพื่อเข้าร่วมขบวนการกู้ชาติ

จนในที่สุดแรงกดดันที่มหาศาลนี้บีบให้อังกฤษต้องยอมถอยและประกาศยกเลิกการแบ่งแยกเบงกอลในอีก 6 ปีต่อมาหรือปี 1911 พร้อมกับตัดสินใจย้ายเมืองหลวงจากโกลกาตาไปยังกรุงนิวเดลี เพื่อหลีกหนีจากกระแสชาตินิยมที่ร้อนระอุในเบงกอล

::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: :::

ทว่าชัยชนะในครั้งนั้นกลับเป็นเพียงการประวิงเวลาเท่านั้น เมล็ดพันธุ์แห่งความแตกแยกที่อังกฤษเพาะปลูกไว้ได้เริ่มหยั่งรากลึกลงไปในฐานะของ “การเมืองเชิงศาสนา” เสียแล้ว

เพราะในปี 1909 อังกฤษได้นำระบบเลือกตั้งแบบแยกตามกลุ่มศาสนามาใช้ ทำให้แต่ละฝ่ายต่างเริ่มหันไปขับเคลื่อนวาระทางการเมืองเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มศาสนาตนเองเป็นหลัก นักการเมืองฮินดูก็เริ่มเอื้อประโยชน์ให้คนฮินดู นักการเมืองมุสลิมก็เริ่มเอื้อประโยชน์ให้ชาวมุสลิม ทำให้เกิดความระแวงกันเอง

::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: :::

จนกระทั่งในปี 1947 เบงกอลได้ถูกแบ่งแยกเป็นครั้งที่สองอย่างถาวรภายใต้กระบวนการแบ่งแยกประเทศอินเดีย โดยคราวนี้ใช้เกณฑ์ทางศาสนาตัดสิน

เส้นพรมแดนใหม่ของเบงกอลที่ขีดโดย เซอร์ ซีริล แรดคลิฟฟ์ ในปี 1947 นั้นมีความคล้ายคลึงกับเส้นแบ่งเดิมที่ลอร์ด เคอร์ซัน เคยขีดไว้ในปี 1905 อย่างน่าประหลาด โดยพยายามจัดสรรให้เบงกอลตะวันออกมีประชากรมุสลิมราว 71% และเบงกอลตะวันตกมีชาวฮินดูราว 70.8% แม้ตัวเลขจริงจะมีความคลาดเคลื่อนจากแผนการเดิมไปบ้าง

เมื่อเกิดการแบ่งแยกเบงกอล เบงกอลที่เคยรุ่งเรืองโดยมีพื้นที่ฝั่งตะวันออกเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่อุดมสมบูรณ์ คอยผลิตอาหารและวัตถุดิบส่งมาเลี้ยงโรงงานในฝั่งตะวันตกที่เต็มไปด้วยอุตสาหกรรม ในขณะที่ฝั่งตะวันตกก็ผลิตสินค้าสำเร็จรูปส่งกลับไปขายในฝั่งตะวันออกพังทลายลงทันที เส้นทางคมนาคมทั้งทางรถไฟ ถนน และทางน้ำที่เคยเชื่อมโยงกันกลับถูกตัดขาดลง

ผลกระทบที่ตามมานั้นรุนแรงมาก โดยเฉพาะฝั่งเบงกอลตะวันตก (อินเดีย) ที่ต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนอาหารอย่างหนัก เนื่องจากพื้นที่ปลูกข้าวที่ดีที่สุดตกไปอยู่ในความครอบครองของเบงกอลตะวันออกเสียแล้ว

วิกฤตการณ์นี้ลากยาวไปจนถึงช่วงทศวรรษ 1950 และ 1960 โดยในปี 1959 เพียงปีเดียว เบงกอลตะวันตกต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนอาหารอย่างหนัก ภาพของผู้คนที่พากันลงถนนประท้วงด้วยความหิวโหยกลายเป็นภาพชินตาในเมืองโกลกาตา

นอกเหนือจากวิกฤตเศรษฐกิจแล้ว สิ่งที่น่าสลดใจที่สุดคือการอพยพย้ายถิ่นฐานครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก ผู้คนนับล้านต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัย ชาวฮินดูในฝั่งตะวันออกและชาวมุสลิมในฝั่งตะวันตกต่างหวาดกลัวต่อความขัดแย้งเรื่องศาสนา จนต้องยอมทิ้งบ้านเรือน ทรัพย์สิน และหน้าประวัติศาสตร์ของครอบครัวเพื่อข้ามไปสู่อีกฝั่งของเส้นพรมแดน

(เอาจริงๆ ผู้นำเบงกอล (บางคน) อยากเป็นรัฐอิสระประเทศเดียวไม่ขึ้นกับใครมากกว่า เพราะเห็นชัดๆ ว่าถ้าแยกกัน ปากีสถานตะวันออกจะไม่มีเมืองท่า (โกลกาตา) และไม่มีโรงงานอุตสาหกรรมเลย เศรษฐกิจจะพังแน่ๆ

แต่ผู้นำอินเดียกับกลุ่มฮินดูไม่ยอม เพราะไม่ไว้ใจชาวมุสลิมและกลัวว่าเบงกอลจะไปรวมเป็นพวกเดียวกับปากีสถานในอนาคต ผลลัพธ์เมื่อตกลงกันไม่ได้ อังกฤษเลยขีดเส้นแบ่งตามศาสนาเหมือนเดิม ทำให้เบงกอลตะวันออกไม่มีที่ไปนอกจากต้องไปรวมกับปากีสถาน ตามคำชวนของจินนาห์ ผู้นำปากีสถานตะวันตกนั่นเอง)

::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: :::

ส่วนฝั่งตะวันออก (ปากีสถานตะวันออก) กลับเผชิญกับ “ภาวะสมองไหล” และวิกฤตการบริหารจัดการ เนื่องจากโครงสร้างเดิมของข้าราชการและปัญญาชนส่วนใหญ่เป็นชาวฮินดู เมื่อคนกลุ่มนี้อพยพออกไป ช่องว่างทางอำนาจจึงถูกเติมเต็มด้วยคนจากปากีสถานตะวันตกที่มีวัฒนธรรมต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ด้วยความยากจน ปากีสถานตะวันออกจึงตกอยู่ภายใต้การครอบงำทางการเมืองของปากีสถานตะวันตกในไม่ช้า ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและการกดขี่ชาวเบงกาลีโดยชนชั้นสูงชาวปัญจาบในที่สุดก็ก่อให้เกิดการต่อสู้เพื่อแยกตัวในปี 1971 และเกิดเป็น “บังกลาเทศ”

::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: :::

ทุกวันนี้หากจะถามว่าชาวเบงกาลีทั้งสองฝั่งมีความต้องการที่จะกลับมารวมเป็นหนึ่งเดียวเหมือนในอดีตหรือไม่ พวกเขาก็คงจะตอบว่า “ไม่” และ “ยากจนแทบจะเป็นไปไม่ได้” ด้วย

แม้จะมีรากเหง้าทางวัฒนธรรมและภาษาเหมือนกัน แต่ระยะเวลากว่า 70 ปีที่แยกจากกันได้สร้างความแตกต่างทั้งในด้านระบอบการเมือง อุดมการณ์ และโครงสร้างทางศาสนาที่ต่างฝ่ายต่างมีเส้นทางของตนเอง จนทำให้แนวคิดเรื่องการรวมประเทศเป็นเพียงเรื่องทางประวัติศาสตร์ มากกว่าความต้องการจริงๆ ของชาวเบงกาลีในโลกแห่งความเป็นจริง

ในทางการเมืองเอง บังกลาเทศก็ถือเป็นเพื่อนบ้านที่ดีที่สุดประเทศหนึ่งของอินเดียมาตลอด ทั้งคู่จับมือกันแน่นทั้งเรื่องเศรษฐกิจและความมั่นคง จนดูเหมือนว่าความเป็นพันธมิตรนี้คงไม่เปลี่ยนไปง่ายๆ ในเร็ววันนี้

แต่ก็นั่นแหละครับ… ขึ้นชื่อว่าการเมือง อะไรก็เกิดขึ้นได้ ยังมีประเด็นจุกจิกอย่างเรื่องการแย่งน้ำในแม่น้ำ ที่พร้อมจะกลายเป็นดราม่าระหว่างประเทศได้เสมอ ก็ได้แต่หวังว่าความสัมพันธ์แบบเพื่อนบ้านจะช่วยให้พวกเขาผ่านเรื่องปวดหัวเหล่านี้ไปได้ (หรือเปล่านะ?)

#TWCSummary #TWCBangladesh #TWC_Salmon