หากท่านเคยได้ยินเรื่องราวของชนเผ่ากลางทะเลทรายที่หาญกล้าทำสงครามกับกรีกโบราณ…
หากท่านเคยเรียนเรื่องของนักเดินเรือจากตะวันออกกลางที่ค้าขายไปทั่วโลกรวมทั้งไทยจนร่ำรวย…
นั่นคือประเทศที่ปัจจุบันเรารู้จักกันในนาม “อิหร่าน” ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นอู่อารยธรรมที่เจริญรุ่งเรืองติดต่อกันมาหลายยุคสมัย อาศัยที่ประเทศนี้มีชัยภูมิเอกเป็นจุดเชื่อมต่อเส้นทางสายไหม ทำให้ชาวอิหร่านมีการแลกเปลี่ยนทั้งกับอาณาจักรตะวันออกและตะวันตก ความลึกซึ้งของวัฒนธรรม และความยิ่งใหญ่ของประวัติศาสตร์อิหร่านนั้นเทียบได้กับชาติอย่างจีน หรืออินเดียทีเดียว
ผมอยากจะพาท่านไปทำความรู้จักกับประเทศอิหร่านที่ครั้งหนึ่งเป็นถึงมหาอำนาจจักรวรรดิเปอร์เซียอันยิ่งใหญ่ มากล้นด้วยศิลปวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ รวมถึงปมขัดแย้งทางการเมืองที่กลายเป็นอิหร่านในปัจจุบัน
ในบทความนี้ เราจะพาท่านไปดูประวัติศาสตร์อิหร่านแบบสรุปจบเข้าใจง่ายกันนะครับ
จุดเริ่มต้นของอิหร่าน
ในดินแดนทะเลทรายที่ปัจจุบันเรียกกันว่าอิหร่านนั้น มีมนุษย์อยู่อาศัยมาตั้งแต่ยุคหินราว 10,000 ปีก่อน เริ่มแรกพวกเขามีอาชีพเป็นนักล่า ก่อนจะเปลี่ยนมาทำเกษตรกรรม สร้างหมู่บ้าน สร้างเมือง ซึ่งก็พัฒนาไปเป็นอารยธรรมต่าง ๆ โดยที่มีชื่อเสียงและอยู่ยาวนานสุด เรียกว่า “อีแลม” (Elam คนละอันกับอีแลมศรีลังกานะครับ อันนั้นภาษาอังกฤษจะสะกด Eelam)
อย่างไรก็ตาม กลุ่มคนที่นักประวัติศาสตร์ถือว่าเป็นบรรพบุรุษของชาวอิหร่าน กลับเป็นคนจากที่ราบสูงยูเรเซีย ซึ่งมาขับไล่พวกอีแลมออกจากบริเวณนี้ในช่วงสหัสวรรษที่ 2 ก่อนคริสตกาล แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ หลายพวก เช่น มีเดีย, เปอร์เซีย, พาร์เธีย, แบคเทรีย ฯลฯ
จะขอเล่าถึงอารยธรรมที่เกิดขึ้นใกล้ๆ กัน และจะมีความเกี่ยวข้องกันคือ “อารยธรรมเมโสโปเตเมีย” ของชาวสุเมเรียน ซึ่งได้เข้ามาครอบครองดินแดนที่ราบลุ่มแม่น้ำไทกริส – ยูเฟรทีส และสร้างอารยธรรมเมโสโปเตเมียขึ้น
อารยธรรมนี้ให้มรดกสำคัญต่าง ๆ แก่มนุษย์ชาติมากมาย ที่เด่น ๆ คือตัวอักษรชุดแรกที่เป็นอักษรลิ่มเรียกว่า “คูนิฟอร์ม”
ต่อมาชาวสุเมเรียนอ่อนแอลงจากการทำสงคราม ทำให้ชาวอะมอไรต์ (Amorite) ได้ขึ้นมายิ่งใหญ่แทน พวกเขาตั้งชื่ออาณาจักรว่า “บาบิโลน” ครั้งหนึ่งเมืองบาบิโลนแห่งนี้กลายเป็นอาณาจักรที่ใหญ่ที่สุดในภายใต้การปกครองของพระเจ้าฮัมมูราบี
ในยุคของพระเจ้าฮัมบูราบีจักรวรรดิบาบิโลเนียเป็นยุครุ่งเรือง มั่งคั่ง และมีอำนาจ พระองค์ได้สร้าง “ประมวลกฎหมายฮัมบูราบี” หรือที่เรียกว่า หลัก “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” ถือว่าเป็นประมวลกฎหมายเก่าแก่ที่มีความสมบูรณ์มากที่สุดฉบับหนึ่งของโลก ทำให้อาณาจักรบาบิโลนมีความรุ่งเรืองแซงหน้าเมืองอื่น ๆ ในภูมิภาคนี้ได้
ต่อมาหลังจากพระเจ้าฮัมบูราบีสิ้นพระชนม์จักรวรรดิบาบิโลเนียก็เสื่อมสลับรุ่งเรืองมาเรื่อย ๆ
ช่วงราว 1,000 ปีก่อนคริสตกาล พื้นที่บริเวณนั้นโดนยึดเป็นของจักรวรรดิอัสซีเรีย ชาวมีเดียและเปอร์เซียจึงจับมือกับบาบิโลนต่อสู้ ซึ่งต่อมาชาวมีเดียจะมีผู้นำเก่งกาจชื่อ “เดอิโอคีส” รวบรวมคนจนสามารถตั้งจักรวรรดิมีเดียนขึ้นมาได้ท่ามกลางการปกครองของอัสซีเรีย
เวลาผ่านไปกระทั่ง 612 ปีก่อนคริสตกาล ขณะที่อัสซีเรียเผชิญกับสงครามกลางเมือง ชาวคาลเดียได้เข้ามายึดเมืองนิเนเวห์ของจักรวรรดิอัสซีเรียได้สำเร็จ แล้วสถาปนาเป็นจักรวรรดิบาบิโลนใหม่ (Neo – Babylonian Empire) ส่วนจักรวรรดิมีเดียก็ได้ครองพื้นที่ตรงอิหร่านในปัจจุบัน ร่วมกับทิศตะวันออกของเอเชียไมเนอร์
อะคีเมนิด (550 – 330 ปีก่อนคริสตกาล)
550 – 549 ปีคริสตกาล มีผู้นำชาวเปอร์เซียชื่อ “พระเจ้าไซรัสมหาราช” เป็นกษัตริย์แห่งแคว้นฟาร์ส ได้ชิงจักรวรรดิมีเดียเป็นของตัวเอง แล้วตั้งเป็น “จักรวรรดิอะคีเมนิด” (550 – 330 ปีก่อนคริสตกาล) หรือเรียกตามแคว้นว่า “เปอร์เซีย” โดยคำว่าเปอร์เซียนั้นมาจากคำว่า “ฟาร์ส” นั่นเอง
จากนั้นสิบปีต่อมาพระเจ้าไซรัสก็เอาชนะบาบิโลนเนียใหม่และผนวกดินแดนเข้ากับอะคีเมนิด ถือเป็นการสิ้นสุดอารายธรรมเมโสโปเตเมีย และเป็นจุดเริ่มต้นความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิเปอร์เซีย
เปอร์เซียเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดในยุคของ “พระเจ้าดาริอุสมหาราช” พระองค์ทรงทำการพิชิตดินแดน ขยายอาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวาง แผ่ขยายอำนาจไปถึงยุโรป อียิปต์ แถบลุ่มแม่น้ำสินธุ รวมถึงยึดครองบางส่วนของอินเดียได้ด้วย
ต่อมาพระเจ้าดาริอุสปราบชาวกรีกในไอโอเนีย (คือแถบตุรกีปัจจุบัน) ได้หมด ก็คิดยึดเมืองเอเธนส์ แต่เมื่อพระองค์ยกไปสู้กับกรีก ปรากฏว่าฝ่ายกรีกรวมกันมาตั้งรับที่ทุ่งมาราธอน เกิดเป็น “สงครามมาราธอน” ซึ่งเปอร์เซียเป็นฝ่ายพ่ายแพ้
ต่อมาบุตรชายของพระเจ้าดาริอุสนามว่า “พระเจ้าเซอร์ซีส” ได้รวบรวมกองทัพเพื่อบุกยึดเมืองเอเธนส์อีกครั้งเพื่อล้างอาย
เมื่อกองทัพของพระเจ้าเซอร์ซีสมาถึงช่องเขาเธอร์โมไพลี ได้พบกับกองทัพของสปาร์ตานำโดยกษัตริย์ลีโอไนดัสซึ่งนำกำลังทหารสปาร์ตา 300 นายต้านกองทัพจักรวรรดิเปอร์เซียอย่างกล้าหาญและสวรรคตลงในช่องเขาเธอร์โมไพลีกลายเป็นวีรกรรมสำคัญ
(จริงๆ ทหารในศึกครั้งนี้ของฝั่งกรีกมีหลายพันคนมาเสริมจากนครรัฐอื่น ๆ นอกจากสปาร์ตาอีก แต่ก็ยังถือว่าน้อย เมื่อเทียบกับทัพเปอร์เซียที่มีนับหมื่น ๆ คน)
ตอนนั้นกองทัพจักรวรรดิอะคีเมนิดได้บุกยึดและเผาทำลายเมืองเอเธนส์ได้สำเร็จ แต่ก็ยังปราบกรีกได้ไม่หมด จนถูกตอบโต้ได้จากการพ่ายแพ้กรีกใน “ยุทธนาวีซาลามิส” พระเจ้าเซอร์ซีสจึงเดินทางกลับเปอร์เซีย เหลือกองทหารให้นายพลมาร์โดนิอุส ดูแลบริเวณที่ยึดครองมาได้
หลังจากนั้นการต่อสู้ระหว่างกรีกกับเปอร์เซียยังคงมีอยู่เรื่อย ๆ จนกระทั่งในปี 449 ก่อนคริสตกาลทั้งสองฝ่ายได้ตกลงทำสนธิสัญญาสันติภาพแห่งคัลลิอัส ถือเป็นการสิ้นสุดสงครามระหว่างกรีก – เปอร์เซีย กระทั่งพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ของกรีกได้ยกทัพมาตีเมืองเปอร์เซียแตกในศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล เป็นอันสิ้นสุดราชวงศ์อะคีเมนิดนั่นเอง
พาร์เธียน และ ซัสซานิด (247 ปีก่อนคริสตกาล – ปี 651)
ความรุ่งเรืองของจักรวรรดิเปอร์เซียต้องล่มสลายลงหลังจากพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชเข้ามารุกราน แต่ต่อมาหลังตกเป็นเมืองขึ้นกรีกระยะหนึ่ง ได้มีจักรวรรดิของชาวเปอร์เซีย ชื่อจักรวรรดิพาร์เธียน (247 ปีก่อนคริสตกาล – ปี 224) ขึ้นมาโค่นล้มการปกครองของกรีก
พาร์เธียนนี้กลายเป็นมหาอำนาจที่เติบโตขึ้นมาคู่กับจักรวรรดิโรมัน (ซึ่งมาแทนที่กรีก) ทั้งสองจักรวรรดิทำสงครามกันมาอย่างยาวนานผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ
ต่อมาจักรวรรดิพาเธียนอ่อนแอลงพร้อมกับจักรวรรดิซัสซานิด (224-651) ได้กำเนิดและรุ่งเรืองขึ้นมาแทน พวกซัสซานิดนี้มีอานุภาพถึงกับเคยรบชนะโรมันหลายครั้ง และเคยจับจักรพรรดิโรมันเป็นนักโทษได้
จักรวรรดิซัสซานิดนับถือศาสนาโซโรอัสเตอร์เป็นศาสนาหลัก ในปลายสมัยนั้นพวกเขาอ่อนแอลงจากการขัดแย้งภายใน กระทั่งถูกอาณาจักรอิสลามเข้ายึดครอง กลายเป็นจุดเริ่มต้นของยุคอิสลาม
การปกครองโดยอาณาจักรอิสลาม และเผ่าเติร์ก/มองโกล
อาณาจักรอิสลามเกิดขึ้นในหมู่ชาวอาหรับ จากการที่นบีมุฮัมหมัดประกาศศาสนาอิสลาม และนำพาผู้ศรัทธารบขยายดินแดน
ต่อมาเมื่อนบีมุฮัมมัดสิ้นชีวิตจึงมีการแต่งตั้งตำแหน่งผู้นำอาณาจักรเรียกว่า “กาหลิบ” หรือ “คอลิฟะฮ์” ในช่วงแรกอาณาจักรอิสลามได้แผ่ขยายออกไปอย่างกว้างไกล และเนื่องจากอาณาจักรนี้รับวัฒนธรรมเปอร์เซียมาก ทำให้วัฒนธรรมเปอร์เซียนั้นถูกเผยแผ่ไปพร้อมกับศาสนาอิสลาม
หลังจากนั้นราชวงศ์ “อับบาสิยะห์” เข้ายึดอำนาจปกครองจักรวรรดิมุสลิม โดยมีศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่เมืองแบกแดด แม้ว่าจะรุ่งเรืองมาก แต่ต่อมาก็เสื่อมลง ถูกบั่นทอนอำนาจโดยชาวเติร์ก และถูกอาณาจักรมองโกลยึดเมืองหลวงแบกแดดในปี 1258
หลังจากนั้นตะวันออกกลางและอิหร่านได้ตกสู่ยุควุ่นวาย กระทั่งอาณาจักรติมูริด (1370 – 1507) ได้ขึ้นเป็นใหญ่ พวกติมูริดนี้มีเชื้อสายเติร์ก-มองโกล แต่รับวัฒนธรรมเปอร์เซียมาก จะเห็นว่าแม้ในยุคที่อิหร่านถูกผู้ปกครองต่างชาติยึดครอง แต่เนื่องจากมีอารยธรรมสูง ผู้ปกครองนั้นจึงมักเป็นฝ่ายรับวัฒนธรรมอิหร่าน
ซาฟาวิด (1501 – 1736)
ในปี 1501 เด็กหนุ่มนาม “อิสมาอิล” ทำการรวบรวมดินแดนสร้างจักรวรรดิซาฟาวิด และตั้งตนเป็น “พระเจ้าอิสมาอิล” สามารถครอบคลุมดินแดนเปอร์เซียได้ทั้งหมด กลายเป็นจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมอิหร่านและราชวงศ์แรกของอิหร่าน ซึ่งซาฟาวิดจะปกครองอิหร่านยาวนานถึง 235 ปี (ปี 1501 – 1736) ถือเป็นเป็นหนึ่งในราชวงศ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประวัติศาสตร์อิหร่าน
พระเจ้าอิสมาอิลที่ 1 มีเชื้อสายผสม (บ้างว่าเป็นเคิร์ด บ้างว่าเป็นเติร์ก แต่จริงๆ คงผสมกันหลายชาติ) ทำให้พระองค์สามารถพูดได้หลายภาษา
อิสมาอิลสถาปนาศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ซึ่งเป็นนิกายที่พระองค์นับถือให้เป็นศาสนาประจำชาติ การนี้สร้างความไม่พอใจให้บรรดาอาณาจักรใกล้เคียงอย่างอาณาจักรออตโตมันของชาวเติร์กที่นับถือนิกายสุหนี่
ความไม่พอใจนี้ส่งผลให้เกิดสงครามขึ้นบ่อยครั้ง ทั้งสองฝ่ายผลัดกันแพ้ ผลัดกันชนะ และต่างพัฒนาอาวุธปืนไฟขึ้นมาต่อสู้กันเป็นสามารถ
สมัยอาณาจักรซาฟาวิด เปอร์เซียได้ทำการค้าขายไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย โดยมีบันทึกว่า ในปี 1602 (พ.ศ. 2145) พ่อค้าชาวเปอร์เซียชื่อ “เฉกอะหมัด” ได้เดินทางมายังกรุงศรีอยุธยาพร้อมกับน้องชายเพื่อค้าขาย และเข้าสวามิภักดิ์ต่อพระนเรศวร
เฉกอะหมัดตั้งรกรากในเมืองไทย แต่งงานกับคนไทย คอยให้คำแนะนำเรื่องการค้าขายกับต่างประเทศแก่เหล่าขุนนาง ท่านเป็นต้นตระกูลของขุนนางสกุลบุนนาค ซึ่งต่อมามีอิทธิพลต่อราชสำนักไทยหลายยุคหลายสมัย
กอญัร (1789 – 1925)
หลังราชวงศ์ซาฟาวิดล่มสลาย อิหร่านก็เข้าสู่ยุควุ่นวายระยะหนึ่ง จนเกิดราชวงศ์กอญัรหรือคาจาร์ (Qajar) ขึ้นมารวมแผ่นดิน
ผู้นำคนแรกของวงศ์กอญัรคือ อัคฮา โมฮัมหมัด ข่าน กอญัร ซึ่งปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระเจ้าชาห์ และได้ตั้งกรุงเตหะรานเป็นเมืองหลวง
ต่อมาในรัชสมัยของพระเจ้าชาห์ ฟาตห์ อาลี ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการปกครองของอิหร่านมาสู่ระบอบราชาธิปไตยแบบรวมศูนย์ และให้มีกองทัพประจำการ
นอกจากนั้นเขายังฟื้นฟูประเพณีโบราณของกษัตริย์เปอร์เซีย ด้วยการนำ “บัลลังก์นกยูง” มาใช้สำหรับสวมมงกุฏของกษัตริย์ และยังฟื้นฟูศิลปะประติมากรรมภาพหินแกะสลักด้วย
ในยุคนี้เป็นยุคที่อิหร่านได้รับอิทธิพลจากตะวันตกเป็นอันมาก ศิลปะในยุคนี้ก็จะเป็นศิลปะผสมผสานยุโรปและเปอร์เซีย อิหร่านในราชวงศ์กอญัรเข้าสู่ความเจริญถึงขีดสุด ภายใต้การปกครองของ “พระเจ้านัสเซอร์ อัล-ดิน ชาห์” พระองค์ได้ทรงนำพาอิหร่านเข้าสู่สมัยใหม่ ด้วยการนำวิทยาการความเจริญทางฝั่งตะวันตกมาใช้พัฒนาอิหร่านทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การถ่ายภาพสมัยใหม่และระบบการศึกษา
นอกจากนี้พระองค์ยังทรงบูรณะปรับปรุง พระราชวังเก่าแก่ “โกเลสตาน” หรือ “พระราชวังสวนกุหลาบ” ที่มีการสร้างขึ้นครั้งแรกในศตวรรษที่ 16 ช่วงราชวงศ์ซาฟาวิด เพื่อใช้สำหรับการเป็นที่ประทับประจำราชวงศ์กอญัรด้วย
พระราชวังโกเลสตานประกอบไปด้วยอาคาร 12 หลัง ตัวอาคารมีความงดงามทางด้านสถาปัตยกรรมตะวันตกผสมผสานกับศิลปะลวดลายอันวิจิตรบรรจงของอิหร่าน ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการเสด็จประพาสยุโรปของพระเจ้านัสเซอร์
ด้านในวังประดับตกแต่งด้วยหินอ่อนสีเหลืองนวล ที่แสดงออกถึงความมั่งคั่งและความเป็นหนึ่งเดียวกันของอาณาจักร ด้วยเหตุนี้พระราชวังโกเลสตานจึงกลายเป็นลักษณะเฉพาะของศิลปะและสถาปัตยกรรมในช่วงศตวรรษที่ 19 และถือเป็นต้นกำเนิดของการเข้าสู่ยุคศิลปะสมัยใหม่ในอิหร่าน
ต่อมาชาห์ยุคหลังอ่อนแอ จึงถูกกลุ่มพ่อค้าและขุนนางชั้นสูงเรียกร้องให้มีการลดอำนาจราชาธิปไตย และยอมรับรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง
และเมื่อชาห์ต่อ ๆ มาจะพยายามรวบอำนาจคืน ก็ทำให้ประชาชนไม่พอใจ จึงลุกฮือขับไล่ออกจากตำแหน่ง และทำให้กอญัรเสื่อมลง
ปาห์ลาวี (1925 – 1979)
ห้วงเวลาระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 นั้น อังกฤษและรัสเซียได้เข้าแทรกแซงเปอร์เซีย อังกฤษสนับสนุนให้นายทหารคนหนึ่งชื่อ “เรซา ข่าน” โค่นล้มราชวงศ์แล้วตั้งตัวเป็นกษัตริย์ (พระเจ้าชาห์) เสียเอง ใช้ชื่อว่าพระเจ้าเรซา ชาห์ และตั้งราชวงศ์ขึ้นใหม่ ชื่อ “ราชวงศ์ปาห์ลาวี”
พระเจ้าเรซา ชาห์ พัฒนาอิหร่านให้ทันสมัยแบบตะวันตก ควบคู่กับใช้นโยบายชาตินิยมเปอร์เซียเสริมความแข็งแกร่งให้ประเทศ แต่นักการศาสนารวมไปถึงชนกลุ่มน้อยไม่ชอบ รู้สึกเหมือนโดนกดขี่
อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง อังกฤษกับโซเวียตกลัวว่า เรซา ชาห์ อาจนิยมฝ่ายอักษะมากกว่าพันธมิตร เลยเข้ายกทัพบุกตีอิหร่าน ถอด เรซา ชาห์ ออก แล้วยกลูกชายชื่อ “มุฮัมมัด เรซา” ที่บัดนั้นอายุ 21 ปี ขึ้นเป็นพระเจ้าชาห์แทนในปี 1941
หลังสงครามจบปี 1945 อิหร่านยังไม่สงบดีนัก เนื่องจากโซเวียตไม่ยอมออกจากพื้นที่ตามตกลง เพราะเสียดายทรัพยากร เลยสนับสนุนให้ชนกลุ่มน้อยเคิร์ดตั้งประเทศของตนเองขึ้นในอิหร่านชื่อ “สาธารณรัฐมาฮาบัด” เพื่อเป็นการถ่วงดุลอีกด้วย แต่กระนั้น หลังโดนนานาชาติกดดัน โซเวียตก็ยอมถอนทัพกลับบ้าน ชาวเคิร์ดที่ริอ่านจัดตั้งประเทศเลยซวยโดนจับแขวนคอ
มุฮัมมัด เรซา ยังคงปกครองต่อได้โดยสวามิภักดิ์อเมริกา อย่างไรก็ตามเขามีนิสัยฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย และมักกำจัดคนที่ไม่เห็นด้วยอย่างโหดร้าย ในที่สุดจึงถูกประชาชนรวมกันโค่นล้มในปี 1979
การปฏิวัติอิหร่าน (1979)
หลังจากประชาชนอิหร่านร่วมกันโค่นล้มพระเจ้าชาห์ ขับไล่ออกจากประเทศ กลุ่มต่างๆ ที่ร่วมกันล้มก็หันมาแย่งอำนาจกันเอง ซึ่งผู้ชนะกลับเป็นกลุ่มศาสนานิยม ที่มีผู้นำสูงสุดคือ “อยาตอลเลาะห์ โคไมนี”
โคไมนีได้เปลี่ยนอิหร่านเป็นรัฐเคร่งศาสนา มีระเบียบปฏิบัติเช่น ผู้ชายจะมีโอกาสทางการงานดีกว่าหากรู้ศาสนา และผู้หญิงต้องสวมฮิญาบ (ผ้าคลุมผมมุสลิม) เสมอเมื่อออกข้างนอก …สิ่งนี้ทำให้การปฏิวัติปี 1979 ถูกเรียกภายหลังในอีกชื่อหนึ่งว่า “การปฏิวัติอิสลาม”
นอกจากนี้ โคไมนียังไม่เข้าพวกกับอเมริกา เพราะมองว่าเป็นอิทธิพลตะวันตกเป็นของผิดผี จึงแตกหักกันแต่นั้น
สงครามอิรัก – อิหร่าน (1980 – 1988)
ในห้วงความวุ่นวายของอิหร่าน “ซัดดัม ฮุสเซน” ผู้นำอิรัก มองว่านี่เป็นโอกาสอันดีที่จะทำสงครามตีชิงพื้นที่ของอิหร่านที่มีชาวอาหรับอาศัยอยู่ และมีน้ำมันเยอะมาไว้กับอิรัก
ซัดดัมประกาศสงครามกับอิหร่านในเดือนกันยายน 1980 เขาส่งทัพบกทัพอากาศไปโจมตีอิหร่าน โดยคิดว่าจะทำให้รัฐบาลอิหร่านระส่ำระสาย …ทำให้ชาวอิหร่านที่เกลียดชังรัฐบาลลุกฮือขึ้นโค่นล้มรัฐบาล …และทำให้คนเชื้อสายอาหรับในอิหร่านจับอาวุธช่วยทหารอิรัก จนได้รับชัยชนะโดยเร็ว
แต่ซัดดัมคิดผิด การบุกของเขากลับทำให้รัฐบาลโคไมนีมีความชอบธรรมในปกครองมากขึ้นอีก เพราะชาวอิหร่านซึ่งรักชาติต้องการผู้นำเข้มแข็งมานำการต่อสู้ ปรากฏอิหร่านนับแสนยังร่วมกันไปเกณฑ์ทหาร
แม้อิหร่านจะยุทธปกรณ์ด้อยกว่าอิรัก แต่ด้วยกำลังคนมหาศาล พวกเขาได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจเอาชีวิตตัวเองไปถมแบบคลื่นมนุษย์ ทำให้ในที่สุดทัพอิรักต้องแตกพ่ายในปี 1982 ซัดดัมพยายามยื้อโดยขอเจรจาสงบศึก แต่โคไมนีบอกว่าจะไม่หยุดบุกตะลุยจนกว่าจะสามารถกำจัดซัดดัม และทำให้อิรักกลายเป็นรัฐเคร่งศาสนา (เหมือนอิหร่าน)
…ทว่าความตั้งใจนั้นกลับทำให้อิหร่านกลายเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ…
เนื่องจากโคไมนีสร้างศัตรูไว้มาก ทั้งเพื่อนบ้านอาหรับ (กลัวการปฏิวัติอิสลามของเขา), อเมริกา (แตกหักตอนล้มพระเจ้าชาห์), และโซเวียต (โคไมนีเคยกวาดล้างพรรคคอมมิวนิสต์) ก็ล้วนเกลียดเขา จึงร่วมกันสนับสนุนอิรักมาตีกับอิหร่าน จากที่ซัดดัมกำลังจะแพ้ เลยกลายเป็นฝ่ายถือไพ่เหนือกว่าขึ้นมา
นอกจากนี้ ซัดดัมยังใช้ “อาวุธเคมี” ในสงคราม ไม่ใช่แค่ต่อทหารฝั่งตรงข้าม แต่กับประชาชนของตนเองที่เห็นว่าไร้ความจงรักภักดีก็ไม่เว้น เช่นพวกชนกลุ่มน้อยเคิร์ดที่โดนฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ใน “ปฏิบัติการอัลฟาล”
สุดท้าย เชื่อว่าโคไมนีกลัวประชาชนอิหร่านจะต้องตายแบบทรมานเช่นพวกเคิร์ด เลยยอมเซ็นสัญญาสงบศึก สงครามจึงจบลงโดยผลเสมอ โดยทั้งอิรักและอิหร่านยอมรับการไกล่เกลี่ยของสหประชาชาติ
อิหร่านยุคใหม่
โคไมนีเสียชีวิตลงในปี 1989 โดยก่อนตายได้มอบอำนาจสูงสุดให้ “อาลี คาเมเนอี” แม้คาเมเนอีจะไม่ได้เป็นผู้นำที่มีความโดดเด่นเท่าโคไมนี แต่เขาก็พาประเทศให้รอดพ้นจากวิกฤติมาได้หลายครั้ง เช่น สงครามอ่าวในปี 1991
ประธานาธิบดีในสมัยของคาเมเนอี บางคนก็หัวสมัยใหม่ บางคนก็อนุรักษนิยม เราจึงเห็นอิหร่านพัฒนาขึ้นกว่าตอนเคร่งศาสนาหนัก ๆ ในยุคโคไมนี (แม้อิหร่านจะมีการเลือกตั้ง แต่ผู้นำสูงสุดเป็นผู้นำศาสนาไม่เปลี่ยน ประธานาธิบดีนั้นอารมณ์เป็นแค่ผู้ช่วยผู้นำศาสนา)
อิหร่านในปัจจุบันรุ่งเรืองเป็นมหาอำนาจระดับภูมิภาค โดยปัจจัยที่มีชัยภูมิดีมากนั้น ทำให้ไม่ว่าจะตกต่ำเพียงใด แต่พวกเขาก็สามารถกลับมาเป็นมหาอำนาจได้เสมอ
นอกจากนี้ผู้คนอิหร่านที่ใครมองว่าลึกลับน่ากลัว แท้จริงแล้วพวกเขาต่างน่ารัก มีน้ำใจ หากเขานับถือใครเป็นเพื่อน ก็จะต้อนรับขับสู้อย่างดีมากๆ อันนี้จากประสบการณ์ของผมเอง
แม้ประวัติศาสตร์ของพวกเขาคล้ายแต่งแต้มด้วยการถูกรุกรานจากชาติอื่นเรื่อยๆ แต่ความที่วัฒนธรรมของอิหร่านมีความเป็นมาลึกซึ้ง ทำให้เมื่อชาติใดเข้าไปยึดครองพวกเขา ก็มักถูกพวกเขากลืนทางวัฒนธรรมไปด้วย
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าอิหร่านหรือเปอร์เซียมีอิทธิพลต่อโลกเป็นอย่างมาก อันที่จริงแล้ว ระบบไปรษณีย์, กังหันลม, กีตาร์, หมากรุก, ตู้เย็น, และพีชคณิตล้วนถูกคิดค้นขึ้นที่นี่
…แท้แล้วในดินแดนนี้ยังมีสิ่งที่เรานึกไม่ถึงอีกมากมาย รอให้เราไปค้นพบ…
0 Comment