เมื่อปี 2022 ที่การสู้รบระหว่างกองทัพยูเครนและรัสเซียยังดำเนินไปอย่างดุเดือด โดยทั้งคู่ต่างพลัดกันเป็นฝ่ายได้เปรียบและเสียเปรียบตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เพราะในระยะแรกยูเครนดูเหมือจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบก่อนจะสามารถสร้างความเสียหายต่อกองทัพผู้รุกรานจนต้องล้มเลิกแผนการยึดครองกรุงเคียฟไป
แต่แล้วฝ่ายรัสเซียกลับเปลี่ยนยุทธวิธีด้วยการลดแนวรบเหลือเพียงฝังตะวันออกและภาคใต้ของยูเครน พร้อมกับใช้อำนาจการยิงที่เหนือกว่าบดขยี้ฝ่ายศัตรู จนสามารถยึดครองแคว้นลูฮันสก์ได้สำเร็จเมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายน ก่อนสถานการณ์เดือนสิงหาคมจะพลิกผันกลับมา ณ จุดที่ยูเครนได้เปรียบอีกครั้ง
สิ่งที่เกิดขึ้นกลายเป็นคำถามว่า… นี่จะกลายเป็นสงครามระยะยาวจริงๆ หรือแล้วใครจะเป็นผู้ชนะ?
บทความนี้จะอธิบายสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมนำท่านฝ่าเมฆหมอกแห่งสงครามเพื่อตอบคำถามข้อนี้ไปพร้อม ๆ กัน
มิถุนายนหฤโหดของยูเครน
ในช่วงปลายเดือนมิถุนายนกองทัพรัสเซียที่ปรับเปลี่ยนกลยุทธด้วยการใช้อำนาจการยิงที่เหนือกว่าจากปืนใหญ่และจรวดหลายลำกล้องถล่มแนวตั้งรับของฝ่ายยูเครน ก่อนส่งกำลังภาคพื้นดินเข้าบดขยี้
ส่งผลให้กองทัพยูเครนที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักและถูกตัดขาดสายส่งกำลังบำรุงจำใจต้องถอนตัวจากเมืองซีวีโรโดเนสก์ ส่งผลให้แคว้นลูฮันสก์ตกเป็นของรัสเซียอย่างสมบูรณ์
นอกจากนี้รัสเซียยังสามารถยึดเมืองลิซิชานสก์ ในแคว้นโดเนตสก์ด้วยการใช้ยุทธวิธีแบบคีมหนีบ ด้วยการเคลื่อนกำลังจากสามทิศทางคือ เมืองซีวีโรโดเนสก์ที่แตกก่อนหน้านี้, เมืองโพพาสนายา ทางภาคใต้, และหมู่บ้านบิโลโฮริฟกา จนสามารถปิดล้อมเมืองได้ในเวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นบีบให้ผู้บัญชาการของยูเครนจำเป็นต้องตัดสินใจ “ยอมเสียเมืองแห่งนี้เพื่อรักษาชีวิตกำลังพลไว้” แม้ว่าแนวตั้งรับของยูเครนจะอยู่ในชัยภูมิที่ได้เปรียบ แต่ก็สุ่มเสี่ยงต่อการโดนรุมถล่มจากทุกทิศทาง จึงเลือกรักษาชีวิตของกำลังรบที่มีประสบการณ์เอาไว้…
นอกจากนี้ความพยายามจะรุกคืบเข้าเมืองเคอร์ซอน ด้วยการส่งกำลังเข้าโจมตีจากสองทางหลักคือทางหลวง 72207 และทางหลวง M14 ก็โดนตอบโต้อย่างหนักจนไม่สามารถเปิดเกมรุกต่อไปได้
ซ้ำร้ายกองทัพรัสเซียยังสามารถยึดครองพื้นที่บริเวณปากแม่น้ำดนีเปอร์เพื่อตัดเส้นทางการส่งสินค้าออกสู่ทะเลดำ ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อท่าเรือในเมืองมิโคลาเยฟ
ขณะเดียวกันแนวรบทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ยูเครนเคยรุกไล่ศัตรูจนประชิดชายแดนรัสเซียได้ในช่วงแรกของเฟสที่ 2 ก็ถูกฝ่ายศัตรูรวมกำลังและเปิดฉากตอบโต้จนยูเครนต้องล่าถอยกลับมายังแนวป้องกันรอบกรุงคาร์คิฟ
ทำให้เมืองอุตสาหกรรมหลักที่ยูเครนเคยหวังจะใช้เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์เพื่อส่งกำลังข้ามไปทำสงครามในภาคตะวันออก ไม่สามารถดำเนินตามแผนได้
จนปฏิเสธไม่ได้ว่า รัสเซียนั้นประสบความสำเร็จในเดือนมิถุนายนเป็นอย่างมาก เพราะสามารถยึดครองดินแดนเพิ่มราว 0.3 เปอร์เซ็นต์และสามารถหยุดยั้งการรุกใหญ่เกือบทั้งหมดของยูเครนเอาไว้ได้
โดยสาเหตุสำคัญที่รัสเซียสามารถสู้รบอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดขึ้นจากการตัดสินใจลดจำนวนแนวรบทั่วประเทศเหลือเพียงสมรภูมิหลักซึ่งฝ่ายตนได้เปรียบ รวมทั้งการอุดช่องว่างของระบบป้องกันทางอากาศที่เคยถูกโดรนยูเครนรังควานอย่างหนักช่วงต้นสงคราม
ส่งผลให้พวกเขาบีบให้ยูเครนต้องหันมาเผชิญหน้าในสมรภูมิที่รัสเซียได้เปรียบในเกือบทุกมิติ
ชัยชนะของผู้พ่ายแพ้
ความพ่ายแพ้ในเดือนมิถุนายนกลายเป็นการตอกย้ำฝ่ายยูเครนว่า พวกเขาไม่สามารถแลกหมัดต่อหมัดกับมหาอำนาจทางการทหารอย่างรัสเซียได้ อย่างไรก็ตามฝ่ายรัสเซียเองกลับไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์สำคัญข้อหนึ่งคือ
“การทำลายกองทัพยูเครนจนสิ้นสภาพ”
ถึงแม้พวกเขาจะเจ็บหนักจากการสูญเสียกำลังรบประสบการณ์สูงและดินแดนบางส่วนไประหว่างการสู้รบทางภาคตะวันออก แต่กองทัพยูเครนก็พอจะประสบความสำเร็จในแนวรบทางภาคใต้เช่น การจมเรือลาดตระเวณมอสคาว่าด้วยจรวดต่อต้านเรือผิวน้ำ Neptune
ทำให้รัสเซียถอนกองเรือที่ปิดล้อมเมืองโอเดสซากลับไปยังไครเมีย เพื่อลดความเสี่ยงจากการโดนโจมตี
ฝ่ายยูเครนจึงอาศัยจังหวะนี้ส่งโดรนติดอาวุธ TB-2 ที่เคยประสบความสำเร็จในช่วงต้นสงครามเข้าโจมตีกดดันเรือส่งกำลังบำรุงและระบบต่อต้านอากาศยานบนเกาะงูที่เคยเสียไปตั้งแต่ช่วงต้นสงครามเป็นระยะ
แม้ว่าจะมีการสูญเสียอากาศยานไร้คนขับบางส่วน ทว่าพิกัดที่ตั้งของระบบต่อต้านอากาศยานและจุดยุทธศาสตร์สำคัญอื่นๆ บนเกาะก็ถูกใช้เป็นข้อมูลให้การโจมตีครั้งต่อๆมา ซึ่งมีทั้งการส่งโดรน, เครื่องบินขับไล่ Su-27 รวมทั้งปืนใหญ่อัตตาจร ถล่มใส่เป้าหมายบนเกาะจนฝ่ายรัสเซียต้องถอนตัวไปในที่สุด
แม้ว่าข้อตกลงดังกล่าวจะมีความเปราะบาง เพราะคู่ขัดแย้งทั้งสองต่างลงนามในสัญญาที่มีตุรกีกับสหประชาชาติเป็นตัวกลางคนละฉบับและยังไม่มีหลักประกันใดๆ ว่ายูเครนและรัสเซียจะยินยอมต่ออายุข้อตกลงนี้หลังครบอายุ 120 วัน
แต่มันก็ช่วยสร้างข้อกำหนดสากลว่า เรือทุกลำที่ขนสินค้าการเกษตรเหล่านี้จะต้องลงทะเบียนและถูกติดตามจากคณะทำงานร่วมประกอบด้วย ตุรกี, รัสเซีย, ยูเครน, และสหประชาชาติตลอดเวลาที่อยู่ในเขตน่านน้ำของแต่ละประเทศ โดยทุกประเทศจะต้องเคารพอธิปไตยเหนือของแต่ละฝ่ายและรับรองความปลอดภัยให้กับเรือที่แล่นผ่านช่องทางด้านมนุษยธรรม หากมีเรือลำไหนต้องสงสัยว่ามีการสอดไส้สินค้าอันไม่พึงประสงค์อื่นๆ จะถูกตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ของคณะกรรมการร่วมตามพื้นที่รับผิดชอบ
ความสำเร็จดังกล่าวช่วยให้ยูเครนพอจะสามารถขยายช่องทางเดินเรือที่เหลืออยู่ไม่มากในทะเลดำและเป็นปัจจัยนึงที่รัสเซียเลือกจะถอนกองเรือด้วยข้ออ้าง “แสดงความหวังดี” สำหรับการแก้ไขวิกฤตอาการโลกด้วยการลงนามในข้อตกลงริเริ่ม (Initiative) ซึ่งระบุถึงการเปิดทางให้เรือขนสินค้าทางการเกษตรสามารถเดินทางเข้ามายังท่าเรือ 3 แห่งคือโอเดสซา, ชรอโนมอสค์, และยูชนีย์ เป็นเวลา 120 วัน
ข้อตกลงนี้ช่วยให้ยูเครนสามารถส่งออกสินค้าการเกษตรราว 20 ล้านตัน ซึ่งสามารถสร้างรายได้ราวหนึ่งหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หลังจากพวกเขาประสบปัญหาการส่งออกสินค้าด้วยรถไฟเพราะระบบรางที่เชื่อมกับโรมาเนียนั้นมีขนาดแตกต่างกัน รถไฟจึงไม่สามารถเดินทางต่อได้ทำให้การขนย้ายดำเนินไปอย่างยากลำบาก
ขณะเดียวกันรัสเซียเองก็ได้ประโยชน์จากการส่งอาหารและปุ๋ยออกไปขายยังต่างประเทศเช่นกัน แต่ก็ไม่วายเปิดฉาก โจมตีเมืองโอเดสซาหลังข้อตกลงเริ่มบังคับใช้ไม่ถึง 24 ชั่วโมง โดยให้เหตุผลว่าเป็นการพุ่งเป้าไปยังที่มั่นทางทหารไม่ใช่ตัวท่าเรือที่ได้รับความคุ้มครองตามข้อตกลง!
อย่างไรก็ตาม… ชัยชนะเล็กๆเหนือเกาะงูก็ทำให้ยูเครนตระหนักได้ว่า พวกเขาสามารถทำสงครามในพื้นที่จำกัดกับฝ่ายรัสเซียอย่างมีประสิทธิภาพด้วยระยะยิงและความแม่นยำที่เหนือกว่าฝ่ายรัสเซีย ซึ่งเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่พวกเขาได้รับอาวุธใหม่อย่าง “M-142 HIMARS”
กลยุทธจากการถอดบทเรียน
สมาชิกหลายท่านที่ติดตามสถานการณ์ในยูเครนคงจะเคยได้ยินชื่อเสียงของ HIMARS หรือจรวดหลายลำกล้องจากสหรัฐ ซึ่งสามารถทำลายเป้าหมายทางทหารจำนวนมากของรัสเซียในสมรภูมิยูเครนเมื่อช่วงเดือนที่ผ่านมา จนได้รับการขนานนามว่า “อาวุธพลิกเกมแห่งสมรภูมิยูเครน”
อ่านมาถึงจุดนี้ หลายท่านอาจสงสัยว่าเจ้า Himars มีความพิเศษกว่าอาวุธแบบอื่นๆ ซึ่งถูกยกให้เป็นตัวพลิกเกมทั้ง จรวดต่อต้านรถถัง Javelin, โดรนติดอาวุธ Bayrakta TB-2 รวมทั้งปืนใหญ่ M-777 อย่างไร? แล้วเหตุใดมันถึงสามารถพลิกสถานการณ์ให้ยูเครนกลับมาครองความได้เปรียบในบางพื้นที่ได้อีกครั้ง?
โดย M-142 Himars นั้นมีความพิเศษกว่าจรวดหลายลำกล้องของรัสเซียที่ใช้การควบคุมแบบ อนาล็อกซึ่งกินเวลานานกว่า 10 นาทีจึงพร้อมทำการยิง ผิดกับจรวดของยูเครนใช้เวลาเพียง 5 นาทีในการยิงและจากไปอย่างรวดเร็ว กว่าจรวดจะถึงเป้าหมายทางยูเครนก็ล่าถอยและพร้อมจะทำลายเป้าหมายใหม่แล้ว
นอกจากนี้ตัวรถทางยูเครนยังมีการวางระบบประสานงานด้วยโดรน, แนวร่วมจากคนในพื้นที่, ภาพถ่ายทางดาวเทียม รวมทั้งอากาศยานของเนโต้ที่ส่งข้อมูลต่างๆ จากน่านฟ้าสากล หรือน่านฟ้าในประเทศสมาชิก ส่งผลให้จรวดรุ่นดังกล่าวสามารถโจมตีลึกเข้าไปในดินแดนของรัสเซียได้อย่างแม่นยำ
โดยเฉพาะบทบาทของโดรนซึ่งไม่ได้ถูกจำกัดเพียงโดรนด้านการทหาร แต่มีการดัดแปลงและผลิตโดรนขนาดเล็กจากโรงงานภายในประเทศ เพื่อลาดตระเวณพื้นที่การสู้รบและบางกรณีสามารถติดระเบิดขนาดเล็กเพื่อรังควานกองกำลังรัสเซียได้ กลยุทธดังกล่าวทำให้ฝ่ายยูเครนได้รับข่าวกรองจากหลายมิติ เพื่อนำมาประเมินการต่อสู้ในอนาคต
ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมฝ่ายยูเครนเริ่มใช้จรวดดังกล่าวทำลายเป้าหมายทางทหารที่สำคัญอาทิ คลังกระสุนปืนใหญ่, โรงงานซ่อมบำรุง, ศูนย์บัญชาการ, เส้นทางส่งกำลังบำรุง ฯลฯ ส่งผลให้ฝ่ายรัสเซียที่ปรับกำลังอยู่ต้องชะลอการบุกลงไป เพื่อช่วยให้กองกำลังยูเครนบริเวณแนวหน้ามีเวลาเตรียมความพร้อมมากยิ่งขึ้น
อีกปัจจัยที่ช่วยให้ยูเครนสามารถทำภารกิจหลังเขตยึดครองของรัสเซียอย่างมีประสิทธิคือ ความช่วยเหลือของประชาชนยูเครนที่จัดตั้งกลุ่มต่อต้านเพื่อก่อวินาศกรรมและเป็นสายข่าวให้กับกองทัพเช่นกรณีเมืองเคอร์ซอนซึ่งพลเมืองบางส่วนทำสัญลักษณ์ไว้ตามสถานที่ของฝ่ายรัสเซียเพื่อระบุเป้าหมายให้อาวุธระยะไกล
กล่าวได้ว่า ฝ่ายยูเครนพยายามปิดช่องว่างด้านจำนวนด้วยการใช้อาวุธระยะไกลที่มีหัวหอกคือจรวด Himars จำนวนไม่กี่คันและปืนใหญ่อัตตาจรรุ่นต่างๆ ที่ได้รับจากตะวันตกซึ่งมีความแม่นยำเพื่อลดความเสียเปรียบด้านจำนวน ควบคู่ไปกับอาวุธค่ายตะวันออกเดิมที่ประจำการในกองทัพ
พร้อมกับเพิ่มความร่วมมือกับเครือข่ายประชาชนตามเขตยึดครองต่างๆ เพื่อใช้เป็นหูเป็นตาในการสอดส่องศัตรู
ไพ่ใบใหม่ในเกมที่ยังเสียเปรียบ
แม้ว่าการเปลี่ยนยุทธวิธีจะช่วยให้ยูเครนลดความเสียเปรียบในสนามรบ ทว่าฝ่ายรัสเซียยังคงครองความได้เปรียบในหลายเช่น การครองน่านฟ้าภาคตะวันออกทำให้รัสเซียยังสามารถส่งอากาศยานเข้ามาโจมตีกำลังภาคพื้นดินของยูเครนได้เป็นระยะ
ประกอบกับจำนวนอากาศยานของพวกเขาก็เริ่มลดจำนวนลงเรื่อยๆ ทั้งถูกฝ่ายตรงข้ามทำลายและปัญหาด้านการซ่อมบำรุง ทำให้เนโต้ต้องส่งอะไหล่มาเสริมอยู่เป็นระยะ
ขณะเดียวกันนักบินยูเครนยังต้องเผชิญหน้ากับอากาศยานศัตรูที่มีประสิทธิภาพเหนือกว่า ซึ่งบีบให้พวกเขาต้องทำปรับเปลี่ยนยุทธวิธีเช่น การบินเพดานต่ำเพื่อหลบเลี่ยงการถูกตรวจจับจากเครื่องรัสเซียและการล่อศัตรูเข้ามายังพื้นที่สังหารซึ่งมีระบบต่อต้านอากาศยานและจรวดพื้นสู่อากาศประทับบ่า (MANPAD) ดักซุ่มอยู่ หรือเฮลิคอปเตอร์โจมตีของยูเครนที่ต้องพยายามใช้เพดานบินต่ำเพื่อลดโอกาสการถูกยิงตก เป็นต้น
ขณะที่กองกำลังภาคพื้นดินต้องเผชิญกับศัตรูที่มีจำนวนเหนือกว่า แม้ว่าคลังอาวุธและอะไหล่ของศัตรูจะถูกทำลายจนต้องชะงักลง แต่ก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งความพยายามรุกคืบของฝ่ายรัสเซียได้ ทำให้การรบบริเวณแนวหน้ายังต้องดำเนินต่อไป
เมื่อเป็นเช่นนั้น… ทางเดียวที่พวกเขาจะสามารถลดความเสียเปรียบได้คือ การโจมตีเป้าหมายที่สำคัญต่อฝ่ายรัสเซียด้วยความแม่นยำที่เพิ่มขึ้น!
การตอบโต้ของยูเครน
ในวันที่ 9 สิงหาคม 2022 นักท่องเที่ยวจำนวนมากที่กำลังพักผ่อนหย่อนใจบริเวณชายหาดของไครเมียต้องพบกับภาพอันตกตะลึง!
เมื่อเกิดเหตุระเบิดบริเวณฐานทัพอากาศซากิอย่างรุนแรงโดยฝ่ายรัสเซียออกมาอ้างว่า เป็นอุบัติเหตุจากความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินซึ่งสูบบุหรี่ใกล้กับบริเวณคลังน้ำมันเครื่องบินในฐานบิน ส่งผลให้อากาศยานทางทหารกว่า 20 ลำและคลังเก็บอาวุธอีก 4 แห่งถูกทำลายเป็นจุล!
อย่างไรก็ตามภาพถ่ายทางดาวเทียมได้แสดงให้เห็นว่าความสูญเสียดังกล่าว น่าจะเกิดขึ้นจาก การโจมตีอย่างแน่นอน ทั้งซากอากาศยานที่กระจายตัวอยู่รอบสนามบินและซากปีกของจรวด AGM-88 HARM ของสหรัฐ ซึ่งถูกใช้ในภารกิจทำลายระบบเรดาห์ตรวจจับอากาศยานของรัสเซีย รอบสนามบิน
โดยมาทราบภายหลังว่าจรวดรุ่นดังกล่าวได้ปรับการดัดแปลงให้สามารถติดตั้งบน เครื่อง Mig-29 ของยูเครนด้วยฝีมือของวิศวกรจากสหรัฐ
ความสำเร็จดังกล่าว ทำให้ยูเครนตัดสินใจเพิ่มการโจมตีหลังแนวระหว่างวันที่ 9 – 23 สิงหาคม 2022 ด้วยอาวุธหลากหลายชนิด จนสามารถทำลายรวม 18 ครั้ง เพื่อบั่นทอนกำลังของฝ่ายศัตรู ทำให้เดือนสิงหาคมที่รัสเซียสามารถต่อยอดจากความสำเร็จเมื่อเดือนก่อนมีอันต้องชะงักลง
จนเกิดข้อสันนิษฐานว่ายูเครนอาจใช้จรวด HARM เพื่อทำลายระบบป้องกันภัยทางอากาศ ก่อนจะใช้จรวดยิงถล่มสนามบินหรืออาจเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจเพื่อส่งหน่วยปฏิบัติการพิเศษเข้าไปก่อวินาศกรรม แต่ไม่ว่าจะเป็นทางไหนการโจมตีครั้งนี้กลายเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้รัสเซียตัดสินใจถอนอากาศยานจากไครเมียในเวลาต่อมา
นอกจากนี้ยูเครนยังสามารถบั่นทอนขีดความสามารถด้านการส่งกำลังบำรุงของฝ่ายรัสเซียด้วยการทำลายสะพานข้ามเกือบทุกแห่งรอบเมืองยกเว้นสะพานอันโตนิฟสกีเพื่อตัดเส้นทางการเคลื่อนทัพและสายส่งกำลังบำรุงของรัสเซีย จนรัสเซียต้องทำการถอนกำลังบางส่วนจากแคว้นดอนบาสและเสริมกำลังชุดใหม่จากแผ่นดินรัสเซียที่เพิ่งจะสำเร็จการฝึกได้ไม่นานเข้ามามาสกัดกั้นการรุกกลับของกองทัพยูเครน
อย่างไรก็ตามฝ่ายยูเครนพยายามจะไม่แสดงท่าทีหรือแสดงความคิดเห็นใดๆ พร้อมกับให้ความเห็นว่า “เราต้องการกำลังมากกว่าฝ่ายรัสเซียราว 3 ต่อ 1 ถึงจะสามารถเปิดการรุกได้” แต่สุดท้าย กองทัพยูเครนก็เปิดปฏิบัติรุกครั้งใหญ่เพื่อตีเมืองเคอร์ซอนกลับมาเมื่อวานนี้!
ยุทธภูมิเคอร์ซอน
เป็นที่ทราบกันดีว่า เคอร์ซอนถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ทั้งสองฝ่ายพยายามแย่งชิง โดยทางรัสเซียมองว่าเมืองแห่งนี้เป็นแหล่งผลิตน้ำจืดอันเป็นหลักประกันสำคัญต่อความมั่นคงของประชาชนในไครเมีย หากพวกเขาสามารถยึดไว้ได้ก็จะช่วยลดปัจจัยที่ฝ่ายยูเครนจะนำมาต่อรอง และช่วยปูทางสู่การเดินทัพสู่โอเดสซา
ส่วนทางยูเครนมองว่าการปลดปล่อยเคอร์ซอนนั้นเป็นหลักประกันว่ายูเครนนั้นจะไม่สูญเสียแนวชายฝั่งอีกครึ่งหนึ่งตามแผนของรัสเซียที่จะบีบให้ยูเครนกลายเป็นประเทศที่ไม่มีดินแดนติดทะเล (Landlocked nation)
ชัยชนะในเคอร์ซอนจะช่วยผลักดันรัสเซียให้ถอยร่นไปอีกฝั่งของแม่น้ำดนีเปอร์ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการรักษาแนวรบด้านตะวันออกทั้งหมดของฝ่ายยูเครน เพราะรัสเซียจะไม่สามารถส่งกำลังจากภาคใต้ขึ้นไปเสริมได้เหมือนที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน
แน่นอนว่ายังไม่มีใครกล้าจะฟันธงถึงข้อสรุปได้ว่า… การโต้กลับของยูเครนที่หันกลับมาหันกลับมามุ่งความสนใจในภารกิจเดียวคือ “การปลดปล่อยเมืองเคอร์ซอน” จะประสบความสำเร็จตามที่ฝ่ายยูเครนคาดหวังหรือไม่? หรือรัสเซียจะสามารถผลักดันประชามติให้เคอร์ซอนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของตน
คงต้องมาติดตามต่อไปว่า… การรุกที่เกิดขึ้นนี้จะเป็นไพ่ตายของยูเครนที่จะช่วงชิงความได้เปรียบกลับมา หรือจะเป็นความผิดพลาดที่ทำให้รัสเซียกลับมาได้เปรียบเหมือนที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
บทสรุปที่ยังไร้คำตอบ
จากคำถามที่ว่ายูเครนใกล้ล่มสลายจริงหรือ?
…คำตอบง่ายๆ คือยังห่างไกล…
แต่ถ้าถามว่ายูเครนมีสิทธิชนะไหม? นี่ก็ยังคลุมเครือ…
ขณะที่ฝ่ายยูเครนเริ่มเปิดการรุกเพื่อปลดปล่อยเมืองเคอร์ซอนและเมืองอีซุม จนสามารถเปิดเกมรุกได้อีกครั้ง แต่ยูเครนยังคงต้องพึ่งพาอาวุธทันสมัยจากต่างชาติทั้ง ปืนใหญ่อัตตาจร AHS, KRAB จากโปแลนด์, ปืนใหญ่อัตตาจร PZH-2000 กว่า 100 ระบบจากเยอรมนี รวมทั้งส่งนักบินเข้าร่วมการฝึกในสหรัฐเพื่อความเป็นไปได้สำหรับการเปลี่ยนแบบเครื่องบินขับไล่จาก Mig-29 และ Su-27 เป็นเครื่องมาตรฐานตะวันตก
อย่างไรก็ตาม… สิ่งที่หลายฝ่ายมองข้ามคือสภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ โดยยูเครนจำเป็นต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากตะวันตกทั้งด้านเงินทุนและการสนับสนุนตลาดเพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจของชาติเอาไว้ ขณะที่ฝ่ายรัสเซียแม้จะเผชิญกับการคว่ำบาตรและการถอนทุนจากต่างประเทศ แต่ยังพอพยุงสถานการณ์ในสภาพที่เป็นอยู่เอาไว้ในระยะหนึ่ง
ขณะที่ธนาคารกลางของรัสเซียประเมินว่า GDP ของรัสเซียน่าจะลดลงราว 4 – 5 เปอร์เซ็นต์ ในทางกลับกันธนาคารแห่งชาติของยูเครนประเมินว่า GDP ของประเทศอาจลดลงอย่างน้อย 33 เปอร์เซ็นต์ซึ่งสอดคล้องกับรายงานของธนาคารโลกที่ระบุว่า ความสามารถทางเศรษฐกิจของยูเครนอาจลดมากกว่า 45 เปอร์เซ็นต์ในปีนี้!
ในด้านความสูญเสียเว็ปไซต์อย่าง medium (ดอต) com ได้รวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ประเมินว่า รัสเซียจะสูญเสียรถถังมากกว่า 1,400 คันและอากาศยานราว 300 เครื่องในเดือนธันวาคม 2022 หากยูเครนยังมีขีดความสามารถการทำสงครามได้แบบในปัจจุบัน ส่วนทางยูเครนอาจสูญเสียรถถังเกือบ 400 คันและอากาศยานราว 50 เปอร์เซ็นต์ จากการสู้รบ
ดังนั้นปัจจัยที่สามารถสร้างความได้เปรียบหรือเสียเปรียบระหว่างทั้งสองฝ่ายคือใครจะเป็นผู้สิ้นสภาพในสงครามครั้งนี้ก่อน ระหว่างยูเครนที่ได้รับการสนับสนุนจากตะวันตกกับฝ่ายรัสเซียที่ต้อง ดิ้นรนให้ตนเองสามารถพยุงสภาพเศรษฐกิจเอาไว้ให้นานพอจะทำให้อีกฝ่ายอ่อนแรงลงไป
ดังนั้นคำตอบใครคือผู้ชนะ? คงจะถามกลับว่า
บรรทัดฐานของชัยชนะนั้นถูกขีดไว้อย่างไร? หากมองว่ารัสเซียสามารถปฏิบัติตามความตั้งใจของปฏิบัติการพิเศษทางทหารที่ปูตินเคยประกาศไว้ 3 ข้อคือ การลดทอนอิทธิพลนาซีในประเทศ, การปลดปล่อยภูมิภาคดอนบาส, และปลดแอกประชาชนชาวยูเครนจากอิทธิพลของรัฐบาลหุ่นเชิดนั้น ก็ดูคล้ายกับว่าเป้าหมายสุดท้ายแทบจะเป็นไปไม่ได้ในเร็ว ๆ นี้
ขณะที่กำลังในมือของฝ่ายยูเครนก็ไม่สามารถผลักดันให้กองทัพรัสเซียยอมล่าถอยจากดินแดนซึ่งตกอยู่ภายใต้การยึดครอง แต่อย่างน้อยพวกเขาก็สามารถยืนหยัดต่อการโจมตีของฝ่ายรัสเซียได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ทรัพยากรของกองทัพจะสามารถเอื้ออำนวย
แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจจากผลกระทบของสงครามอันกลายเป็นอุปสรรคที่ชาวยูเครนจะต้องแบกรับในอนาคต แต่อย่างน้อยที่สุดชาวยูเครนทั้งหมดก็ยังสามารถรักษาและค้ำจุนเป้าหมายที่มีร่วมกันได้อย่างเข้มแข็ง
นั่นคือความฝันและความหวังยืนหยัดบนแผ่นดินอันเป็นบ้านเกิดได้สำเร็จ…
0 Comment