จากกรณีการก่อม๊อบของชาวเขมรที่หนองจาน ทำให้เราเห็นว่าแนวบรรยายประวัติศาสตร์เกี่ยวกับดินแดนนี้มีความแตกต่างกันมากระหว่างสองชาติ

ฝ่ายไทยมักบอกว่า หนองจานคือดินแดนประเทศไทยที่ไทยให้ผู้ลี้ภัยเขมรมาอยู่ มันอยู่ฝั่งไทยไม่ว่าด้วยแผนที่มาตราไหนไม่ใช่ดินแดนพิพาท แต่ชาวเขมรอยู่ในดินแดนนี้มาหลายปี บัดนี้กลับเรียกร้องจะเอาดินแดนนี้จากไทย หาว่าไทยเป็นโจรเป็นคนชั่ว ช่างเนรคุณต่อไทยที่เคยช่วยเหลือพวกเขาในยามลำบาก

ฝ่ายเขมรจะบอกว่า หมู่บ้านเขมรหนองจานอยู่ในแดนเขมร ให้ดูจาก Google Maps ได้ นอกจากนั้นไทยไม่เคยมีบุญคุณกับเขมร มีแต่มาฆ่าล้างคนเขมร พวกเขาต้องปกป้องบ้านเมืองของเขา

เรื่องจริงเป็นอย่างไร เรามาพิจารณาประวัติศาสตร์ตามไทม์ไลน์กันนะครับ

1. บทความนี้จะพูดถึงประวัติความเป็นมาของ “หมู่บ้านเขมรหนองจาน” และ ทำไมแผนที่หมู่บ้านหนองจาน ใน Google Map ถึงอยู่ฝั่งกัมพูชาทั้งหมู่บ้าน ซึ่งไม่ตรงกับที่ไทยหรือกัมพูชาอ้างอิงเลย กูเกิลอ้างอิงแผนที่จากอะไรกันแน่?

2. จุดเริ่มต้นที่ชาวกัมพูชาเริ่มเข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณ “บ้านหนองจาน” มีมาตั้งแต่ ช่วงปี 1950 หรือช่วงที่ประเทศกัมพูชาพึ่งเกิดใหม่หลังได้รับเอกราชคืนจากฝรั่งเศส

3. ในยุคนั้นกัมพูชาการเมืองของกัมพูชายังไม่เสถียรนัก โดยมีสามฝ่ายหลักๆ คือฝ่ายของ เจ้านโรดมสีหนุ, ฝ่ายเขมรเสรี , และฝ่ายกองโจรคอมมิวนิสต์

4. ฝ่ายเขมรเสรี มองว่า เจ้าสีหนุปกครองกัมพูชาในลักษณะ “กษัตริย์นิยม–เผด็จการ” มากเกินไป ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ จึงเริ่มต่อต้านสีหนุ ทำให้ในช่วงทศวรรษ 1950–1960s ทำให้เจ้าสีหนุประกาศชัดว่า เขมรเสรีคือ “ศัตรูของชาติ” และปราบปรามอย่างรุนแรง

สมาชิกเขมรเสรีจำนวนมากหลบหนีไปสร้างค่ายบริเวณพื้นหนองจาน ค่ายนี้ถูกระบุในภายหลังว่า เต็มไปด้วยโจรและคนลักลอบขนของผิดกฎหมาย (อาจจะมีทั้งความจริง และการใส่ร้ายทางการเมือง)

5. หลังจากนั้นกัมพูชาก็เกิดทุรยศแผ่นดินต่อเนื่องกันอีกหลายรอบ เรื่องราวของค่ายหนองจานถูกพูดถึงอีกครั้งคือช่วง “เขมรแดงครองอำนาจ” ต้นยุค 1970s ชาวกัมพูชาบางส่วนหลบหนีความโหดร้ายของกัมพูชามายังบริเวณชายแดนไทย และเริ่มสร้างกลุ่มต่อต้านเขมรแดงขึ้นที่นี่

6. จนกระทั่ง เขมรแดงครองอำนาจอยู่ 4 ปี ก็ถูกโค่นล้มโดยกองทัพเวียดนาม ทำให้เกิดผู้ลี้ภัยกัมพูชาหลายแสนคนไหลทะลักเข้าบริเวณชายแดนไทย ด้วยความที่มีค่ายเดิมของชาวกัมพูชาอยู่แล้ว หนองจานจึงเป็นอีกหนึ่งจุดที่มีคนอพยพมาจำนวนมาก มวลชนที่ไหลมา มีทั้งเหยื่อเขมรแดง มีทั้งมวลชนของเขมรแดงปะปนกัน

7. . จุดยืนของรัฐบาลไทยต่อผู้ลี้ภัยเขมรตอนนี้ เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ไม่ใช่มีแต่ช่วยเหลือทางมนุษยธรรม นั่นเพราะในยุคนั้นทั้งกัมพูชาและไทยต่างเกิดสงครามกลางเมือง (รัฐบาลไทยมีสงครามกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หรือ พคท.) และในบรรดาผู้ลี้ภัยเขมรนั้นก็มักมีกองกำลังติดอาวุธแฝงตัวมา เช่นมีกรณีทหารเขมรแดงมาลอบฆ่าคนไทย ดังนั้นรัฐบาลไทยมักใช้มาตรการผลักดัน สลับช่วยเหลือ และบางครั้งรัฐบาลไทยยังมีดีลลับทางการเมืองเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยเหล่านี้ เช่นมีดีลกับรัฐบาลจีนว่าหากไทยลดการปราบปรามฝ่ายเขมรแดง (ซึ่งโปรจีน) จีนจะลดการสนับสนุนกลุ่ม พคท.

8. ในเดือนมิถุนายน 1979 มีบันทึกว่าฝ่ายไทยหลอกผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชาว่าจะพาไปประเทศที่สาม แต่สุดท้ายก็ได้พาผู้อพยพขึ้นรถบัสย้อนกลับไปฝั่งกัมพูชา ข้อมูลคำบอกเล่าจากคนเขมรอ้างว่ากองทัพไทยได้เคลื่อนย้ายผู้ลี้ภัยหลายพันคนไปยังแนวชายแดนซึ่งมีทุ่นระเบิดอยู่เต็มบริเวณเขาพระวิหาร แล้วมีการกราดยิงผู้อพยพที่พยายามกลับมาฝั่งไทย ทำให้ชาวบ้านต้องเสี่ยงเดินไปถูกกับระเบิดตายเป็นอันมาก เหตุการณ์นี้ถูกระบุว่าเป็น “เหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ดงรัก” (Dangrek genocide) ซึ่งทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในระดับนานาชาติ

9. ข้อมูลตรงนี้จาก New York Times เมื่อเดือนมิถุนายน 1979 ระบุว่า ไทยไม่สามารถรับผู้ลี้ภัยไว้ได้ทั้งหมด จึงปิดด่านพรมแดนและผลักดันกลับ โดยใช้รถบัสขนผู้ลี้ภัยจากอรัญประเทศไปยังแนวชายแดนเขาพระวิหาร ก่อนถูกสั่งให้เดินข้ามเขาดงรักกลับไปฝั่งกัมพูชา ซึ่งไม่ได้มีการเจาะจงว่าเป็นดงทุ่นระเบิด แต่ระบุตรงกันว่าทหารไทยขู่ด้วยอาวุธว่าจะถูกยิงถ้ากลับมา แม้ทหารไทยจะมีการแจกอาหารเล็กน้อยก่อนผลักดัน แต่ด้วยภูมิประเทศที่เป็นป่าและภูเขา ทำให้ผู้ลี้ภัยจำนวนมากต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างรุนแรง รายงานยังกล่าวด้วยว่า คนขับรถบัสบางคนได้ยินเสียงปืนดังมาจากอีกฝั่งของชายแดน แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่ามีการกราดยิงใส่ผู้ลี้ภัยโดยตรงหรือไม่

10. แม้ฝ่ายไทยจะมีการผลักดันผู้อพยพกลับฝั่งกัมพูชา แต่ผู้ลี้ภัยยังคงหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องและกระจัดกระจายอยู่ตามแนวชายแดนไทย กระทั่งในเดือนตุลาคม 1979 เมื่อ นายกรัฐมนตรี เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมชายแดนและได้เห็นสภาพความทุกข์ยากด้วยตาตนเอง ไทยจึงตัดสินใจเปิดพรมแดน และอนุญาตให้จัดตั้ง “ค่ายผู้ลี้ภัยสระแก้ว” รวมทั้ง “ค่ายผู้ลี้ภัยหนองจาน” (แคมป์ 511) ซึ่งเป็นหนึ่งในค่ายแรกๆ ที่ถูกจัดตั้งขึ้นด้วย ตามที่กล่าวมาแล้วว่าการเปิดค่ายผู้ลี้ภัยครั้งนั้นไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายในของไทยเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นผลจากแรงกดดันของนานาชาติที่เรียกร้องให้ไทยเข้ามามีบทบาทในการช่วยเหลือวิกฤตผู้ลี้ภัยตามแนวชายแดนด้วย

12. อย่างไรก็ตาม ค่ายผู้ลี้ภัยหนองจานตั้งอยู่ในเขตชายแดนที่เป็นพื้นที่สู้รบ ทำให้ไม่ค่อยปลอดภัยนัก เพราะรอบบริเวณชายแดนเต็มไปด้วยกองกำลังจากหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นทหารไทย เขมรกษัตริย์ เขมรซอนซาน เขมรแดง หรือแม้แต่เวียดนาม ส่งผลให้พื้นที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดและเสี่ยงต่อการปะทะอยู่เสมอ ตั้งแต่ก่อนปี 1979 เสียด้วยซ้ำ

13. เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 1979 มีบันทึกว่าเกิดเหตุวิกฤตที่บ้านหนองจานนี้เอง จากการที่ทหารไทยถูกกล่าวหาว่าข่มขืนผู้หญิงชาวกัมพูชา จนถูกชาวบ้านรุมสังหาร ทำให้ผู้บัญชาการกองกำลังทหารไทยในพื้นที่สั่งยิงถล่มค่ายผู้ลี้ภัยหนองจาน สังหารผู้ลี้ภัยไปประมาณ 100 คน เหตุการณ์นี้ดึงดูดความสนใจจากนานาชาติ เนื่องจากโรซาลินน์ คาร์เตอร์ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐอเมริกา มีกำหนดเดินทางไปเยือนค่ายผู้ลี้ภัยสระแก้วในวันรุ่งขึ้นพอดี

14. เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความซับซ้อนของไทยต่อปัญหาผู้ลี้ภัยกัมพูชา เพราะตามที่กล่าวก่อนหน้านี้ในด้านหนึ่ง ไทยเองก็มองว่าผู้ลี้ภัยหรือผู้คนจากอีกฝั่งอาจเป็นภัยคุกคาม อีกทั้งพื้นที่ชายแดนยังเต็มไปด้วยกองกำลังจากหลายฝ่ายและมีการปะทะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เป็นพื้นที่เปราะบางต่อความรุนแรงอย่างมาก

15. การมาเยือนของโรซาลินน์ คาร์เตอร์ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญ เพราะทำให้ปัญหาผู้ลี้ภัยกัมพูชาได้รับความสนใจจากนานาชาติมากขึ้น ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นโรเบิร์ต แพทริก แอช (Robert Patrick Ashe) เจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์ชาวอเมริกันที่ทำงานในไทยมาหลายปี ได้เสนอโครงการ แลนด์บริดจ์ (Land Bridge) ขึ้น

16. หลังจากนั้น ค่ายผู้ลี้ภัยหนองจานจึงถูกใช้เป็นศูนย์กลางสำคัญในการแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์อาหารและอุปกรณ์ทำกินโดยความช่วยเหลือของนานาชาติ ภายใต้โครงการแลนด์บริดจ์ ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อบรรเทาปัญหาความอดอยากของชาวกัมพูชาในเวลานั้น ทำให้พื้นที่แห่งนี้ไม่ใช่เพียงค่ายพักพิงชั่วคราว แต่กลายเป็นฐานสำคัญในการส่งต่อความช่วยเหลือไปยังผู้อพยพชาวกัมพูชาจำนวนมาก ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อไทย เพราะสามารถยับยั้งกระแสการไหลเข้ามาของผู้อพยพได้มาก

17. โครงการแลนด์บริดจ์ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง เพราะเพียงแค่เมล็ดพันธุ์ข้าวที่แจกจ่ายไป ก็สามารถก่อให้เกิดผลผลิตรวมกว่า 50,000 ตัน และกระจายไปถึงประชาชนมากกว่า 700,000 คน ช่วยบรรเทาความอดอยากและลดแรงกดดันจากการอพยพลี้ภัยที่ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงเวลานั้นได้จริง

18. แนวบรรยายของฝ่ายกัมพูชาในยุคที่มีปัญหากับไทย มักจะให้เครดิตว่าโครงการดังกล่าวสำเร็จได้เพราะการสนับสนุนจากนานาชาติ มิใช่ของไทย ดังนั้นจึงไม่ต้องสำนึกขอบคุณไทยก็ได้ แต่ในความเป็นจริงย่อมไม่เป็นเช่นนั้น เพราะมันเป็นโครงการที่อยู่ในดินแดนไทย ที่สำเร็จก็เพราะคนไทยลงแรงเงินแรงกายเป็นอันมาก การแค่รับเงินบริจาคจากต่างชาติย่อมไม่ทำให้มันลุล่วงได้

19. กระทั่งหลังพ้นทศวรรษ 1980 เมื่อสถานการณ์กัมพูชาเริ่มคลี่คลาย ผู้ลี้ภัยจำนวนมากจึงเริ่มทยอยเดินทางกลับบ้านเกิด หรือเดินทางต่อไปยังประเทศที่สาม ทว่าก็ยังมีชาวกัมพูชาบางส่วนที่เลือกตั้งถิ่นฐานถาวรอยู่ต่อ พวกเขาสร้างบ้านเรือน ปลูกพืช และประกอบอาชีพ จนแปรสภาพเป็น “ชุมชนบ้านหนองจาน” ที่บางส่วนได้ล้ำเขตแดนมาฝั่งไทยในปัจจุบัน ในเรื่องนี้รัฐบาลไทยเคยประท้วงหลายครั้ง แต่ไม่ทำเด็ดขาด จนทำให้ชาวเขมรอาศัยอยู่ในดินแดนนั้นมาจนปัจจุบัน

20. ในประเด็นแผนที่ Google Maps ปัจจุบันแสดงหมู่บ้านหนองจานอยู่ในเขตแดนของกัมพูชานั้น ความเป็นจริงหากอ้างอิงจากแผนที่มาตราส่วน 1:50,000 ของไทยที่จัดทำโดยกรมแผนที่ทหาร หรือแม้แต่แผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ของกัมพูชาเอง ต่างก็ยืนยันตรงกันว่าพื้นที่บ้านหนองจานล้ำเข้ามาฝั่งไทย

21. ปัญหานี้เกิดจากฐานข้อมูลที่กูเกิลใช้อ้างอิง ซึ่งไม่ได้อิงจากแผนที่ทางการของไทยหรือกัมพูชาโดยตรง แต่ดึงมาจากบริษัทภายนอกและฐานข้อมูลสากล ประกอบกับความแตกต่างของระบบพิกัดที่แต่ละประเทศเคยใช้ เมื่อนำมาแปลงเข้าสู่มาตรฐานสากล (World Geodetic System 1984) ซึ่งเป็นระบบพิกัดโลกที่ใช้ใน GPS และ Google Maps ทั่วไป ทำให้ตำแหน่งหมู่บ้านเลื่อนไปทั้งกลุ่มดูเสมือนว่าอยู่ในกัมพูชา

22. กรณีเส้นเขตแดนคลาดเคลื่อนแบบนี้ไม่ใช่ครั้งแรก แต่หลายประเทศก็เคยประสบปัญหาเดียวกัน มีตัวอย่างมากมายทั่วโลก ดังนั้น แผนที่บนกูเกิลแมพจึงควรใช้เพียงเพื่อการอ้างอิงเบื้องต้นหรือเพื่อความสะดวกในการเดินทางเท่านั้น

23. ทุกๆ ชาติเพื่อนบ้านล้วนมีการกระทบกระทั่ง มีบุญคุณความแค้นต่อกันเป็นเรื่องปกติ สำหรับเรื่องราวบุญคุณความแค้นไทย, กัมพูชา ที่ดำเนินต่อมา 70 ปีในดินแดนหนองจานนั้นจริงๆ ควรจะจบไปนานแล้ว หากปัญหาในปัจจุบันเกิดเพราะรัฐบาลไทยปล่อยปละละเลยให้ชาวเขมรอาศัยอยู่ที่นี่มาตลอดจนแก้ยาก และรัฐบาลกัมพูชาเลือกมองแต่ประวัติศาสตร์เฉพาะส่วนที่เป็น “ความแค้น” ไม่เลือกมอง “บุญคุณ” และยังอ้างความแค้นนั้นเป็นความชอบธรรมในการรุกล้ำดินแดนไทย โดยไม่ยอมรับข้อเท็จจริงตามแผนที่แม้แต่ฉบับของตนเอง

…แล้วคุณล่ะคิดว่าเรื่องราวนี้ควรจบลงอย่างไร?…

#TWCCambodia #TWCNews