ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 7 ราชวงศ์เคาะลีฟะฮ์อุมัยยะฮ์ซึ่งปกครองโลกอิสลามมาเกือบหนึ่งศตวรรษได้เริ่มสั่นคลอน

ทั้งจากความไม่พอใจของมุสลิมที่ไม่ใช่อาหรับ การกระจุกตัวของอำนาจในกลุ่มชนชั้นนำ และความชอบธรรมทางศาสนาที่ถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อยๆ จากการทำให้ตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์กลายเป็นอำนาจทางการเมืองแบบสืบสายเลือด

ความขุ่นเคืองใจได้นำไปสู่การเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ก่อตัวอย่างเงียบงันในแคว้นคุรอซาน ซึ่งอยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางอำนาจเดิม
ในที่สุดการปฏิวัติอับบาสิยะห์เกิดขึ้น การปฏิวัติครั้งนี้นำโดย “ธงสีดำ” ของอับบาสิยะห์ ซึ่งธงนี้ไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของการต่อต้านอุมัยยะฮ์เท่านั้น หากยังสะท้อนแนวคิดเรื่องการฟื้นฟูอำนาจที่อ้างความเชื่อมโยงกับวงศ์วานของศาสดามุฮัมมัด ซึ่งถูกใช้เป็นฐานความชอบธรรมทางการเมืองด้วย

ชัยชนะของการปฏิวัติได้นำไปสู่การสถาปนารัฐเคาะลีฟะฮ์ราชวงศ์ใหม่ ลูกชายของมุฮัมมัด อิบนุ อะลี ได้รับการประกาศเป็นเคาะลีฟะฮ์องค์แรกของราชวงศ์อับบาสิยะห์

การเปลี่ยนผ่านครั้งนั้นได้เปลี่ยนโลก มาจนถึงทุกวันนี้…

::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: :::

– ปัญหาภายใน

1. ราชวงศ์อุมัยยะฮ์ เป็นหนึ่งในจักรวรรดิที่ กว้างใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลกโดยมีศูนย์กลางอยู่ที่กรุงดามัสกัส (ซีเรีย) ในยุคที่รุ่งเรืองที่สุดอุมัยยะฮ์แผ่อำนาจครอบคลุม 3 ทวีป ตั้งแต่พรมแดนจีนและอินเดียทางทิศตะวันออก จรดแอฟริกาเหนือไปจนถึงคาบสมุทรไอบีเรีย

2. อย่างไรก็ตาม ความยิ่งใหญ่ของอุมัยยะฮ์ได้นำพามาซึ่งความขัดแย้งภายใน ด้วยความที่จักรวรรดิอุมัยยะฮ์นั้นกว้างไกลมาก ก็ได้ทำให้ภายในจักรวรรดิมีคนจากหลากเชื้อชาติมากขึ้นตามไปด้วย

แม้จะมีหลากเชื้อชาติแต่ราชวงศ์อุมัยยะฮ์กลับให้ความสำคัญกับอาหรับสายเลือดบริสุทธิ์ ภายในอุมัยยะฮ์มองว่าชนอาหรับคือผู้อยู่สูงสุดเหนือชนชาติอื่น ชาวมุสลิมหน้าใหม่ที่เป็นชาวเปอร์เซีย เติร์ก หรือแอฟริกาแม้จะเข้ารับอิสลามแล้วแต่ก็ยังถูกเหยียดหยามในสังคม ต้องเสียภาษีสูงกว่าชาวอาหรับ และถูกกีดกันจากตำแหน่งสำคัญในกองทัพและรัฐบาล

3. ยิ่งนานวันเข้าหลายกลุ่มก็เริ่มมองว่าเคาะลีฟะฮ์อุมัยยะฮ์ใช้ชีวิตหรูหราแบบกษัตริย์ทางโลกมากกว่าผู้นำทางศาสนา และวิจารณ์การสืบทอดอำนาจแบบพ่อสู่ลูกว่าผิดหลักการอิสลามดั้งเดิม

4. อีกทั้งการสังหารหลานชายของท่านศาสดามุฮัมมัด โดยกองทัพอุมัยยะฮ์ กลายเป็นบาดแผลลึกที่ทำให้กลุ่มที่สนับสนุนวงศ์วานศาสดา (ซึ่งต่อมาคือกลุ่มอับบาสิยะห์และชีอะฮ์) เฝ้ารอวันล้มล้างอำนาจของอุมัยยะฮ์และรื้อฟื้นความชอบธรรมให้กลับคืนสู่วงศ์วานศาสดาอีกครั้ง

– ไฟของการปฏิวัติ

5. ราวปี ค.ศ. 744 ความไม่พอใจมาถึงจุดเดือด แผนการล้มล้างราชวงศ์อุมัยยะฮ์เริ่มก่อตัวขึ้นโดยมีศูนย์กลางการเคลื่อนไหวอยู่ที่แคว้น “คุรอซาน” (Khorasan) ทางตะวันออกของจักรวรรดิ ซึ่งห่างไกลจากเงื้อมมือของเคาะลีฟะฮ์ในดามัสกัส

6. การเคลื่อนไหวนี้นำโดยตระกูลอับบาสิยะห์ ซึ่งเชื่อว่าตระกูลของตนคือผู้สืบทอดที่ชอบธรรมที่สุด เนื่องจากเป็นสายเลือดที่สืบเชื้อสายมาจากท่านอับบาส อิบน์ อับดุลมุฏฏอลิบ ผู้เป็นลุงของท่านศาสดามุฮัมมัด

7. ตระกูลอับบาสิยะห์ เริ่มแผนการโดยการโฆษณาชวนเชื่อโดยการส่งคนแทรกซึมไปทั่วอาณาจักรเพื่อเผยแพร่แนวคิดที่ว่า “อำนาจควรกลับคืนสู่คนในครอบครัวของศาสดา” ซึ่งเป็นข้อความที่ซื้อใจได้ทั้งกลุ่มมุสลิมสายเลือดเปอร์เซียที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม และกลุ่มผู้เสื่อมศรัทธาในวิถีชีวิตอันหรูหราของกษัตริย์อุมัยยะฮ์

8. เมื่อเห็นว่าเชื้อไฟของการปฏิวัติได้พร้อมสำหรับการลุกโชนแล้ว ในปี ค.ศ. 747 อะบู มุสลิม คุรอซานีย์ ยอดขุนพลผู้อยู่เบื้องหลังการระดมพล ได้ยก “ธงสีดำ” ขึ้นในคุรอซาน เพื่อส่งสัญญาณว่าสงครามแห่งการเปลี่ยนผ่านอำนาจได้เริ่มขึ้นแล้ว กองทัพของเขาเคลื่อนพลอย่างรวดเร็วโดยได้รับแรงสนับสนุนจากมวลชนผู้เสื่อมศรัทธาในราชวงศ์อุมัยยะฮ์

กองทัพปฎิวัติเริ่มต้นด้วยการเข้ายึด เมืองเมิร์ฟ (Merv) ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในคุรอซาน กองทัพธงดำรุกคืบไปทางตะวันตกอย่างต่อเนื่องโดยแทบไม่ได้รับการต่อต้านที่รุนแรง เนื่องจากขวัญกำลังใจของทหารอุมัยยะฮ์ในท้องถิ่นกำลังย่ำแย่

9. จุดเปลี่ยนสำคัญคือการเข้ายึด เมืองกูฟาห์ (Kufa) ในอิรัก ซึ่งเป็นเมืองที่มีกลุ่มผู้สนับสนุนวงศ์วานศาสดาอย่างหนาแน่น ที่นี่เองที่ อะบุล อับบาส ลูกชายของมุฮัมมัด อิบนุ อะลี ได้รับการประกาศให้เป็นเคาะลีฟะฮ์องค์แรก ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของประชาชน การเสียเมืองกูฟาห์ทำให้อุมัยยะฮ์สั่นคลอน เพราะเท่ากับว่าหัวใจหลักของภูมิภาคเมโสโปเตเมียได้หลุดมือไปแล้ว

10. การปะทะกันครั้งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นใน ยุทธการแห่งแม่น้ำซาบ (Battle of the Zab) ในประเทศอิรักปัจจุบัน เมื่อปี ค.ศ. 750 กองทัพธงดำของอับบาสิยะห์สามารถเอาชนะกองทัพของเคาะลีฟะฮ์มัรวานที่ 2 ได้อย่างเบ็ดเสร็จ ก่อนจะสามารถสังหารเคาะลีฟะฮ์มัรวานที่ 2 ได้ที่เมืองบุศอีรในประเทศอียิปต์

ชัยชนะครั้งนี้ได้ทำลายอำนาจของตระกูลอุมัยยะฮ์ และเปิดฉากยุคสมัยใหม่ที่ศูนย์กลางอำนาจเดิมจะถูกย้ายจากซีเรียไปยังดินแดนอิรัก และเปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์อิสลามไปตลอดกาล

– แบกแดด ศูนย์กลางแห่งโลกใหม่

11. หลังจากกวาดล้างอำนาจเดิมจนราบคาบ ราชวงศ์อับบาสิยะห์ก็เริ่มตระหนักว่าหากพวกเขาจะสร้างอาณาจักรใหม่ที่ยิ่งใหญ่และมั่นคง พวกเขาจำเป็นต้องมีเมืองหลวงแห่งใหม่ที่ห่างไกลจากอิทธิพลของกลุ่มการเมืองเดิมในซีเรีย เมืองหลวงใหม่ที่จะมีกำแพงอันแข็งแกร่งและทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์ พวกเขาจึงเลือกดินแดนซึ่งอยู่ระหว่างแม่น้ำไทกรีสและยูเฟรทีส เพื่อสร้าง “กรุงแบกแดด” ขึ้นมา

12. กรุงแบกแดดถูกออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมที่ล้ำสมัยในยุคนั้น โดยเป็น “เมืองวงกลม” ที่มีความสมมาตรอย่างสมบูรณ์แบบ มีกำแพงเมืองอย่างน้อย 3 ชั้น มีทางเข้า 4 ทิศ โดยมีใจกลางเป็นที่ตั้งของพระราชวังทองคำและมัสยิดหลวงของอับบาสิยะห์

13. จุดที่ทำให้แบกแดดเจริญรุ่งเรืองด้านการค้าอย่างมาก อันเนื่องจากเป็นจุดตัดโลกของการค้าเนื่องจากเป็นจุดพักสำคัญของกองคาราวานบนเส้นทางสายไหม ทั้งยังมีแม่น้ำไทกริส ยูเฟรทีส ช่วยให้การขนส่งสินค้าจากมหาสมุทรอินเดียมาถึงใจกลางเมืองได้ง่าย

แบกแดดจึงกลายเป็นที่รวมของพ่อค้า นักปราชญ์ และช่างฝีมือจากทั่วโลก เมืองแห่งนี้ขยายตัวอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นหนึ่งเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลกยุคโบราณในเวลาไม่กี่ทศวรรษ

– ยุคทองของอิสลาม

14. ความเจริญก้าวหน้าได้นำจักรวรรดิสู่ยุคแห่งการตื่นรู้ทางปัญญาครั้งแรกของโลก โดยมีเคาะลีฟะฮ์หลายพระองค์ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ทั้งวิชาการและวิทยาการ โดยเคาะลีฟะฮ์ผู้ที่ทำให้ยุคทองรุ่งเรืองถึงขีดสุดคือ เคาะลีฟะฮ์ ฮารูน อัรเราะชีด (Harun al-Rashid) และพระราชโอรสคือ เคาะลีฟะฮ์ อัล-มะมูน (Al-Ma’mun)

15. ฮารูน อัรเราะชีด ทรงริเริ่มการรวบรวมตำราจากทั่วทุกมุมโลกและก่อตั้งฐานรากของสถาบันความรู้

อัล-มะมูน พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับเหตุผลและวิทยาศาสตร์อย่างมาก ถึงขั้นกล่าวกันว่าทรงจ่ายค่าตอบแทนให้นักแปลด้วย “ทองคำที่มีน้ำหนักเท่ากับหนังสือ” ที่พวกเขาแปลออกมา

ตระกูลขุนนางอย่าง ตระกูลบัรมะกี โดยมี จาฟฟาร์ อิบนุ ยะห์ยา เป็นเสนาบดีคู่พระทัยของฮารูน อัรเราะชีด ตระกูลนี้เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการวางระบบบริหารราชการที่ทันสมัย

ท่านอิหม่าม อัลบุคคอรี นักปราชญ์ผู้เดินทางรอนแรมไปทั่วอาณาจักรเพื่อรวบรวมหะดีษ (วจนะและจริยวัตรของท่านศาสดามุฮัมมัด) ท่านได้คัดกรองและจัดหมวดหมู่หะดีษไว้เป็นหมวดหมู่เรียบร้อย ในหนังสืออ้างอิงเบื้องต้นอย่าง เศาะฮีฮ์ อัลบุคคอรี (Sahih al-Bukhari) ซึ่งกลายเป็นมาตรฐานการอ้างอิงทางศาสนาที่สำคัญที่สุดของโลกอิสลามมาจนถึงทุกวันนี้

16. สิ่งที่สำคัญที่สุดของยุคแห่งปัญญานี้ คือการสร้างบัยตุ้ลฮิกมะห์ หรือ “บ้านแห่งปัญญา” สถาบันทางความรู้ที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงแบกแดด บ้านแห่งปัญญานี้เป็นทั้งห้องสมุด สถาบันวิจัยและศูนย์กลางการแปลที่รวบรวมนักปราชญ์ที่เก่งที่สุดจากทั่วทุกมุมโลก โดยไม่จำกัดเชื้อชาติหรือศาสนา ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ทั้งมุสลิม คริสต์ ยิว และโซโรอัสเตอร์ ต่างมาร่วมกันทำงานภายใต้การอุปถัมภ์ของอับบาสิยะห์

17. บ้านแห่งปัญญานี้ได้สร้างวิทยาการซึ่งเราในยุคปัจจุบันก็ยังคงใช้บางวิทยาการเหล่านี้อยู่ เช่น

การวางรากฐาน “พีชคณิต” และการเผยแพร่ระบบ “เลขฮินดู– อารบิก” ซึ่งมีอิทธิพลต่อการคํานวณทั่วโลกมาถึงปัจจุบัน

“นาฬิกาช้าง” ซึ่งเป็นต้นแบบของ การวัดเวลาโดยใช้น้ำ หรือคู่มือการผ่าตัดพร้อมภาพประกอบเล่มแรกของโลก

การสร้าง “ทฤษฎีการมองเห็น” โดย อิบนุ อัล-ฮัยษัม ผู้พิสูจน์ว่าแสงสะท้อนจากวัตถุเข้าสู่ดวงตา ไม่ใช่ดวงตาปล่อยแสงออกไป ซึ่งเป็นรากฐานของกล้องถ่ายรูปและวิชาทัศนศาสตร์สมัยใหม่ และการจัดทำ “คู่มือการผ่าตัดพร้อมภาพประกอบ” เล่มแรกๆ ของโลก

– ทุกจักรวรรดิมีจุดจบของตนเอง

18. ในยุครุ่งเรืองของอับบาสิยะห์ จักรวรรดิปกครองดินแดนที่ทอดยาวจากขอบพรมแดนจีนจนถึงมหาสมุทรแอตแลนติก จักรวรรดิแห่งนี้มีอิทธิพลต่อระบบเศรษฐกิจยุคโบราณมาก ถึงขั้นที่เหรียญทองดินาร์ของอับบาสิยะห์ ถูกใช้เป็นสกุลเงินสากลในการค้าขายข้ามทวีปเหมือนสกุลเงินดอลลาร์ในปัจจุบัน

19. อย่างไรก็ตาม เมื่อผ่านพ้นรัชสมัยของเคาะลีฟะฮ์อัล-มะมูนไป จักรวรรดิที่กว้างใหญ่เกินไปก็เริ่มยากที่จะควบคุมจากศูนย์กลางที่แบกแดดเพียงแห่งเดียว ปัญหาแรกคือ “การแย่งชิงอำนาจภายใน” ระหว่างเจ้าชายในสายเลือดอับบาสิยะห์เอง จนนำไปสู่สงครามกลางเมืองและการจ้างวาน “ทหารรักษาพระองค์ชาวเติร์ก” เข้ามาเป็นกำลังรบหลักซึ่งต่อมาทหารเหล่านี้กลับมีอำนาจเหนือเคาะลีฟะฮ์เสียเอง

20. เมื่อศูนย์กลางในแบกแดดอ่อนแอลง บรรดาเจ้าเมืองในดินแดนต่างๆ เช่นในอียิปต์ เปอร์เซีย และแอฟริกาเหนือ ต่างพากันประกาศตัวเป็นอิสระ แม้จะยังยอมรับเคาะลีฟะฮ์ในฐานะผู้นำทางศาสนา แต่ในทางปฏิบัติ แบกแดดกลับสูญเสียอำนาจในการสั่งการและรายได้จากภาษีไปเกือบทั้งหมด ทำให้จักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่อ่อนแอลงอย่างมากและเหลืออำนาจเพียงในเขตอิรักปัจจุบันเท่านั้น

21. และแล้วจักรวรรดิที่เพจ The Wild Chronicles เขียนถึงบ่อยที่สุด ก็ได้เข้ามามีซีนในการล่มสลายของอับบาสิยะห์ นั่นก็คือ!!!!! “จักรวรรดิมองโกล” !!!!

22. มองโกลเริ่มบุกดินแดนทางตะวันตก หลักจากจักรวรรดิฆวอแรซม์ (Khwarezmian Empire) อาณาจักรมุสลิมที่ตั้งอยู่ในเอเชียกลาง ได้สังหารทูตของมองโกล และโกนเคราทูตอีก 2 คนที่เหลือก่อนส่งตัวกลับ การดูหมิ่นของจักรวรรดิฆวอแรซม์ถือเป็นการหยามเกียรติสูงสุด ในวัฒนธรรมของชาวมองโกล ด้วยความโกรธแค้นเจงกีสข่านนำทัพด้วยความโหดเหี้ยม บุกทำลายและเผาเมืองของจักรวรรดิฆวอแรซม์อันยิ่งใหญ่จนสิ้นซาก และเริ่มบุกอาณาจักรทางตะวันตกอื่นๆ ต่อไป

23. เมื่อถึงรัชสมัยของ ฮูลากู ข่าน หลานชายของเจงกีส ข่าน ผู้ได้รับบัญชาจากมองเกอข่าน (จอมจักรพรรดิมองโกลในขณะนั้น) ฮูลากู ข่าน ได้ส่งสาส์นไปยัง เคาะลีฟะฮ์ อัล-มุสตะอ์ศิม (Al-Musta’sim) เพื่อเรียกร้องให้ส่งกองทัพมาช่วยมองโกลปราบปรามกลุ่มนักฆ่า และยอมจำนนเป็นรัฐบรรณาการ แต่เคาะลีฟะฮ์ทรงปฏิเสธด้วยความเชื่อมั่นว่าโลกมุสลิมทั้งหมดจะลุกขึ้นมาปกป้องแบกแดดหากถูกโจมตี

24. มองโกลรู้ว่าอับบาสิยะห์นั่นอ่อนแอและไร้ซึ่งพันธมิตรที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ประกอบกับการเจรจาทางการทูตที่ยืดเยื้อมานานหลายเดือนประสบความล้มเหลว มองโกลจึงเริ่มปิดล้อมแบกแดด ในวันที่ 29 มกราคม ค.ศ. 1258

25. เพียงไม่กี่สัปดาห์ในที่สุด เคาะลีฟะฮ์ อัล-มุสตะอ์ศิม ทรงยินยอมที่จะเผชิญหน้ากับฮูลากู ข่าน โดยฮูลากูได้ยื่นคำขาดให้เคาะลีฟะฮ์สั่งกองทัพผู้ปกป้องเมืองทั้งหมดวางอาวุธและถอยทัพออกจากเมืองเพื่อแลกกับความเมตตา

ทว่าเมื่อเคาะลีฟะฮ์ปฏิบัติตามคำสั่งนั้น กองทัพมองโกลกลับทรยศต่อคำมั่นสัญญา พวกเขาเริ่มเปิดฉากสังหารหมู่และปล้นสะดมเมืองครั้งใหญ่ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ บันทึกทางประวัติศาสตร์หลายฉบับระบุว่า แบกแดดถูกเปลี่ยนสภาพให้กลายเป็นเมืองร้าง ทั้งการล่าสังหาร การข่มขืน และการทำลายล้างดำเนินไปอย่างบ้าคลั่งเป็นเวลาหลายวัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายแสนคน นครที่เคยรุ่งเรืองที่สุดในโลกกลับกลายเป็นเมืองร้างที่เหลือเพียงซากปรักหักพังในชั่วข้ามคืน

26. จักรวรรดิอับบาสิยะห์ที่เคยรุ่งเรืองล่มสลายลงใน ปี ค.ศ. 1258 หลังจากเคยยิ่งใหญ่ยาวนานถึง 508 ปีแม้ว่าต่อมาจะมีเชื้อพระวงศ์บางส่วนสามารถหลบหนีไปตั้งราชวงศ์อับบาซียะฮ์ขึ้นใหม่ที่กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ ภายใต้การคุ้มครองของราชวงศ์มัมลูก แต่สถานะของพวกเขาเป็นเพียงสัญลักษณ์ทางศาสนาที่ไร้อำนาจและจางหายไปในประวัติศาสตร์ในที่สุด

#TWCHistory #TWCIraq #TWC_Salmon