“ความรัก” เป็นบทหนึ่งในชีวิตที่เราทุกคนต่างต้องเคยเผชิญ เป็นบทที่มีทั้งความ “หวานชื่น” และ “ขมปน”ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ของแต่ละคู่ว่าจะต้องพบเจอกันแบบไหน
ผู้มีชื่อเสียง วีรบุรษ หรือ แม้กระทั่งตำนาน ต่างมีบทหนึ่งที่ต้องเอ่ยถึงความรักแทบทั้งสิ้น ไม่เว้นแม้แต่ชายผู้นี้
ชายผู้นี้เก่งกาจมาก เอาชนะได้ในแทบทุกสมรภูมิ เขาชนะรบแม้กระทั่งกองทัพอังกฤษ และ กองทัพรัสเซีย แม้จะมีกำลังพลน้อยกว่าในสมรภูมิก็ตาม
ทั้งยังกอบกู้ชาติ และ สร้างรัฐของชาวเติร์กขึ้นมาอีกครั้งจากซากปรักหักพัง จนเขาได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาผู้สร้างชาติ
แต่ในด้านความรักก็เป็นตำนานเช่นกัน ตำนานความรักระหว่างสองประเทศ ที่ไม่เคยได้ลงเอ่ย แต่ยังคงไม่ลืมเลือนซึ่งกันและกัน
หากจะให้เล่าเพียงประวัติความสำเร็จเพียงอย่างเดียวก็คงทำไมได้ เพราะความรักคือส่วนหนึ่งในบทชีวิตของเขา ที่อาจมีส่วนให้ชายผู้นี้ประสบความสำเร็จได้ถึงขนาดนี้
นี่คือเรื่องราวของ “อตาเติร์ก” วีรบุรุษผู้กอบกู้ชาติ และ “หญิงบัลแกเรีย” รักแรกที่เขาไม่เคยลืมเลือน ดั่งคำที่เขาเคยพูดว่า “ข้าพเจ้าทิ้งความเยาว์วัยไว้ที่บัลแกเรียแล้ว”
เรื่องราวนี้จะเป็นอย่างไร…ติดตามรับชมไปพร้อมกันครับ
_______________________________
❤️🩹 ชายจากอดีตจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่
❤️🩹 บัลแกเรียภาพและจักรวรรดิออตโตมัน
❤️🩹 ถ้าไม่มีอุปสรรคจะเรียกว่าความรักได้อย่างไร
❤️🩹 ดั่งพายุโหมกระหน่ำ
❤️🩹 ก่อนเข้าสู่สมรภูมิ
_______________________________
❤️🩹 ชายจากอดีตจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่
ย้อนกลับไปเมื่อครั้งปี 1913 ในวันที่สายหมอกปกคลุมไปทั่วเมืองของบัลแกเรีย มุสตาฟา เคมาล ( Mustafa Kemal ) นายทหารหนุ่มออตโตมันวัย 32 ปี เขาเดินทางมาประจำการที่กรุงโซเฟีย ประเทศบัลแกเรีย ในฐานะผู้ช่วยทูตทหารของจักรวรรดิออตโตมัน เคมาล เป็นชายหนุ่มชาวเติร์กที่หล่อเหลาเอาการ มีดวงตาสีฟ้า บุคลิกที่สง่างามแบบผู้ได้รับการศึกษาที่ดี และทั้งยังเคยอาศัยที่ฝรั่งเศสทำให้เขาได้รับอิทธิพลในแบบยุโรปตะวันตกมาอยู่มาก
ในฐานะนายทหาร เคมาล ต้องร่วมพูดคุยและร่วมงานสังสรรค์กับชนชั้นสูงบัลแกเรียอยู่บ่อยครั้ง และดั่งพรมลิขิตได้ทำงาน ในค่ำคืนหนึ่งที่ เคมาล ได้ออกไปเล่นคาสิโน เขาได้พบกับหญิงงามผู้ที่จะอยู่ในใจของเขาตลอดกาลนั่นคือ ดิมิตรินา โควาเชวา (Dimitrina Kovacheva)
ทั้งเขาและเธอเสมือนได้เจอ “รักแรกพบ” ซึ่งกันและกัน ที่แม้แต่ผู้คนรอบข้างก็ต่างสังเกตได้ไม่ยากนัก ว่าทั้งสองมีความรู้สึกพิเศษต่อกัน
ดิมิตรินา เธอเป็นหญิงสาวที่มีความงามสะดุดตา ร่าเริง และเฉลียวฉลาด เธอสำเร็จการศึกษาจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พูดได้มากถึงสามภาษา และเล่นเปียโนได้อย่างชำนาญ เธอถือว่าเป็นหญิงสาวหัวก้าวหน้าและเพียบพร้อมคนหนึ่งในสังคมชั้นสูงของบัลแกเรียสมัยนั้น เธอเป็นที่หมายปองของชายหลายคน และว่ากันว่าเธอเคยปฏิเสธการแต่งงานกับขุนนางฝรั่งเศสผู้มั่งคั่งคนหนึ่ง เพราะไม่ต้องการใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศอีกด้วย
หลังพบกันได้ไม่นาน เคมาล ก็ชนะใจดิมิตรินาได้สำเร็จทั้งคู่คบหาดูใจกันได้อย่างเปิดเผย และใช้เวลาว่างร่วมกันอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเดินเล่นท่ามกลางธรรมชาติรอบนอกเมือง การไปฟังดนตรี หรือร่วมงานสังคมต่างๆ โดยดิมิตรินามักเชิญเขาไปร่วมดินเนอร์ที่บ้านกับครอบครัวของเธออยู่บ่อยครั้ง จนความรักของคนทั้งสองเบ่งบานอย่างเปิดเผย ท่ามกลางสายตาชื่นชมของผู้คนรอบข้าง
มีเหตุการณ์หนึ่งที่ผู้คนมักถึงความโรแมนติกอันแสนบริสุทธิ์ของทั้งคู่ คือ งานลีลาศที่พระราชวังในฤดูใบไม้ผลิ ปี 1914 ในคืนนั้น เคมาล แต่งชุดเครื่องแบบทหารเต็มยศที่ส่งมาจากอิสตันบูลโดยเฉพาะ เต้นรำคู่กับดิมิตรินา ซึ่งสวมชุดราตรีสีขาวบริสุทธิ์ ทั้งสองเต้นรำกันอย่างอ่อนช้อยและงดงาม ประหนึ่งเป็นการสารภาพรักโดยไม่ต้องเอ่ยถ้อยคำใดๆ
ผู้ที่อยู่ในงานต่างรับรู้ถึงความสัมพันธ์ของทั้งสองเป็นอย่างดี ความรักของทั้งคู่ในช่วงเวลานั้นงดงามและหอมหวานมากจนใครๆ ก็ต่างคาดหวังว่าจะลงเอยด้วยการแต่งงานในไม่ช้า
_______________________________
❤️🩹 บัลแกเรียภาพและจักรวรรดิออตโตมัน
อย่างไรก็ตาม เราต้องอธิบายเพื่อให้เข้าใจบริบทของบัลแกเรียในปี 1914 เสียก่อน บัลแกเรียในยุคนั้นตกอยู่ภายใต้การครอบงำของจักรวรรดิออตโตมันมายาวนานเกือบ 500 ปี (ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 14 จนถึงศตวรรษที่ 19) โดยในศตวรรษที่ 19 กระแสชาตินิยมและการฟื้นฟูชาติบัลแกเรียเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น จนมีการลุกฮือต่อต้านจักรวรรดิออตโตมัน
กระทั่งการเข้ามาของ จักรวรรดิรัสเซีย ซึ่งมีนโยบายอุปถัมภ์ชาวสลาฟและชาวคริสต์ออร์โธดอกซ์ในบอลข่านซึ่งรวมถึงบัลแกเรีย จักรวรรดิรัสเซียใช้เหตุนี้ในการทำสงครามกับออตโตมันในปี 1877–1878 และผลของสงครามทำให้ออตโตมันพ่ายแพ้จนต้องยอมรับการปลดปล่อยบัลแกเรียในที่สุด
ทำให้บัลแกเรียกลายเป็นรัฐในอารักขาของออตโตมันที่ปกครองตนเองได้ (Principality) ในปี 1878 ก่อนจะประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการเมื่อปี 1908 ชาติบัลแกเรียจึงเกิดขึ้นใหม่ในฐานะราชอาณาจักรที่มีเอกราช
หลังได้รับเอกราชดินแดนแห่งนี้ก็ไม่ได้สงบลง เมื่อบัลแกเรียร่วมกับเซอร์เบีย กรีซ และมอนเตเนโกร ก่อตั้ง “พันธมิตรบอลข่าน” ทำสงครามโจมตีจักรวรรดิออตโตมันที่กำลังอ่อนแอ ในสงครามบอลข่านครั้งที่หนึ่งปี 1912 ผลของสงครามคือออตโตมันพ่ายแพ้อย่างยับเยิน สูญเสียดินแดนส่วนใหญ่ในยุโรป เหลือเพียงพื้นที่เล็ก ๆ รอบนครอิสตันบูลเท่านั้น
ต่อมาเกิด สงครามบอลข่านครั้งที่สอง 1913 เมื่อบัลแกเรียขัดแย้งกับอดีตพันธมิตรเรื่องการแบ่งดินแดนมาซิโดเนียจึงถูกประเทศต่างๆ รวมถึงออตโตมันรุม และเป็นบัลแกเรียที่พ่ายแพ้และเสียดินแดน ทำให้บรรยากาศระหว่าง บัลแกเรียและออตโตมันต่างหวาดระแวงซึ่งกันและกันเรื่อยมา
เคมาลเองก็มีส่วนร่วมในสงครามบอลข่านเหล่านั้น เขาอยู่ฝ่ายตรงข้ามของ พลเอกโควาเชฟ “พ่อดิมิตรินา” เสียด้วยซ้ำ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับครอบครัวดิมิตรินาอยู่ภายใต้เงาสงครามก่อนอยู่บ้าง
อย่างไรก็ตาม หลังสงครามบอลข่านสิ้นสุด ราชอาณาจักรบัลแกเรียเองก็เริ่มแสวงหาความสมดุลทางการทูตในภูมิภาค การมาถึงของผู้ช่วยทูตทหารจากอิสตันบูลอย่าง เคมาล จึงได้รับการต้อนรับตามธรรมเนียมทางการทูต แม้จะมีความรู้สึกคาใจในหมู่คนบางกลุ่มอยู่บ้างก็ตาม
_______________________________
❤️🩹 ถ้าไม่มีอุปสรรคจะเรียกว่าความรักได้อย่างไร
ด้วยขนบธรรมเนียมในยุคนั้นที่ถือว่า เรื่องการแต่งงานระหว่างชายหญิงต่างศาสนาและต่างชาติพันธุ์เป็นเรื่องยุ่งยากละเอียดอ่อนมาก ดิมิตรินาเป็นชาวบัลแกเรียเชื้อสายคริสต์ออร์โธดอกซ์ ส่วนมุสตาฟา เคมาลเป็นชาวเติร์กมุสลิม (ถึงแม้เขาจะไม่เคร่งศาสนามากก็ตาม)
แต่พลเอกโควาเชฟผู้เป็นบิดา แม้จะเอ็นดูเคมาลมาก แต่ลึกๆ แล้วเขาก็ยังลังเลใจที่จะให้บุตรสาวสุดที่รัก แต่งงานกับชาวเติร์กซึ่งนับถือต่างศาสนาและมีวัฒนธรรมต่างไปจากครอบครัวตนเองอยู่ดี เขาเกรงว่าดิมิตรินาจะปรับตัวเข้าสังคมของอีกฝ่ายไม่ได้และต้องทุกข์ทรมานหากไปใช้ชีวิตในสังคมออตโตมันภายใต้หลักศาสนาที่เคร่งครัด
ดิมิตรินายังเป็นเสมือน “แก้วตาดวงใจ” ของครอบครัว โควาเชฟมีลูกสาวอีกคนและลูกชายอีกหนึ่งคน แต่ดิมิตรินาคือบุตรคนโปรดที่เขาหวงแหนที่สุด เขาจึงรู้สึกยากที่จะปล่อยเธอไปใช้ชีวิตต่างบ้านต่างเมืองตามคนรัก
อย่างที่เรารู้ทราบกัน 1914 คือปีที่เป็นจุดเริ่มต้นของมหาสงครามและกำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า และเค้ารางว่าจะมีสงครามครั้งใหญ่ได้ปกคลุมทั่วยุโรปมาสักพักหนึ่งแล้ว ทำให้พลเอกโควาเชฟยิ่งวิตกกังวลว่าความรักของคนทั้งสองอาจถูกกระแสการเมืองและสงครามกลืนกินจนไปกันต่อไม่ได้
_______________________________
❤️🩹 ดั่งพายุโหมกระหน่ำ
เคมาล ที่ตั้งใจจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกับดิมิตรินาอย่างจริงจัง เขาตัดสินใจทำตามประเพณีโดยการไปเยี่ยมบ้านฝ่ายหญิงเพื่อดื่มกาแฟและเอ่ยปากขอดิมิตรินาแต่งงานอย่างเป็นทางการกับพลเอกโควาเชฟ พ่อของเธอ
ทั้งสองนายทหารต่างวัยได้สนทนากันอย่างลูกผู้ชาย เขาทั้งสองถึงกับหยิบแผนที่สนามรบมาร่วมรำลึกว่าเมื่อหนึ่งปีก่อน พวกตนเคยอยู่กันคนละฝั่งและทำสงครามกันอย่างไร ทั้งคู่ต่างลงความเห็นตรงกันว่า “สงครามช่างไร้สาระและไม่ควรเป็นหนทางแก้ปัญหาระหว่างผู้คน” ซึ่งแนวคิดนี้เองกลายเป็นเส้นเรื่องสำคัญในอุดมการณ์สันติภาพของเขาในเวลาต่อมา
แม้การสนทนาจะเป็นไปอย่างเปิดใจ แต่มาถึงหัวข้อเรื่องการขอดิมิตรินาแต่งงาน พลเอกโควาเชฟกลับนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะปฏิเสธอย่างสุภาพ
เขาให้เหตุผลว่าตนไม่อาจยก “แก้วตาดวงใจ” ของครอบครัวให้ใครได้ และย้ำถึงความกังวลเรื่องความแตกต่างทางศาสนา ที่ดิมิตรินาอาจไม่สามารถปรับตัวเข้ากับข้อปฏิบัติของศาสนาอื่นได้ พลเอกโควาเชฟจึงไม่อาจฝืนใจอนุญาตการแต่งงานครั้งนี้ให้เกิดขึ้นได้
เคมาลต้องเดินจากไปด้วยความผิดหวัง แต่ถึงกระนั้นเขากับดิมิตรินาก็ยังแอบพบกันอย่างลับ ๆ ต่อมา และ เคมาลให้คำมั่นกับเธอว่า “สำหรับเขา เธอจะเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวในชีวิต”
_______________________________
❤️🩹 ก่อนเข้าสู่สมรภูมิ
เมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งประทุขึ้นในปี 1914 จักรวรรดิออตโตมันตัดสินใจเข้าร่วมสงครามเคียงข้างฝ่ายมหาอำนาจกลางอย่างเป็นทางการ (แกนนำฝ่ายนี้ได้แก่ จักรวรรดิเยอรมัน จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี และ จักรวรรดิออตโตมัน)
ทางการทหารออตโตมันจึงมีคำสั่งเรียกตัวเคมาล กลับกรุงคอนสแตนติโนเปิลเพื่อเตรียมไปรับหน้าที่ในสมรภูมิสำคัญ เขาซึ่งยศขณะนั้นคือพันโทต้องอำลาดิมิตรินาและครอบครัวบัลแกเรียที่เขาได้รู้สึกผูกพันธ์ไปเสียแล้ว
ก่อนเดินทางกลับ เขาแอบไปพบบิดาของหญิงคนรักอีกครั้งเพื่อขอเธอแต่งงานเป็นหนสุดท้าย หากแต่พลเอกโควาเชฟก็ยังคงปฏิเสธ และรีบจัดการหมั้นหมายดิมิตรินากับชายหนุ่มชาวบัลแกเรียคนหนึ่งในทันที
เมื่อทราบข่าวการหมั้น ดิมิตรินา เธอเสียใจเป็นอย่างมากแม้จะตัดสินใจคืนแหวนหมั้นในเวลาต่อมา แต่สุดท้ายก็ยอมเชื่อฟังพ่อของเธอด้วยหัวใจที่แตกสลาย เธอจำใจต้องยุติความสัมพันธ์กับเคมาลลง ทำให้เรื่องราวความรักของทั้งสองจึงปิดฉากลงอย่างน่าเศร้า
ท่ามกลางเปลวไฟสงครามที่กำลังโหมกระหน่ำในยุโรป เคมาล จิตใจของเขาได้แตกสลายลงไปแล้วที่กรุงโซเฟีย เขาไม่อาจรักใครเท่าเธอได้อีก
นี่อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ชายหนุ่มผู้นี้จะกลายเป็นวีรบุรษในเวลาต่อมา เรื่องราวของเขาจะกลายเป็นเรื่องเล่าขานของประเทศตุรกี และจะไม่มีใครไม่รู้จักเขาในชื่อ “อตาเติร์ก” วีรบุรุษผู้กอบกู้ชาติ บทต่อไปของเขาคือเส้นทางสู่การเป็นวีรบุรุษอย่างแท้จริง
((( ติดตามได้ใน บทที่ 2 )))
_________________________________________
อ้างอิงภาพ:
cdn(ดอท)kayiprihtim(ดอท)com/wp-content/uploads/2022/02/
dimitrina-mustafa-kemal-ataturk-film-758×403(ดอท)jpg
อ้างอิง :
europeantimes(ดอท)news/2021/10/kemal-ataturk-dimitrina-kovacheva-
doomed-love-which-has-become-almost-a-legend-one-of-the-great-love-stories/#:~:text=General%20Kovachev%20has%20another%20girl,by%20General%20Kovachev%2C%20Mustafa%20Kemal
#TWCHistory #TWCBulgaria #TWCTurkey #TWC_Salmon
0 Comment