– ความแค้นเคือง
1. หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 ผลกระทบจากเศรษฐกิจตกต่ำได้แพร่กระจายไปทั่วโลก รวมไปถึงอินเดีย หรือที่เรียกว่า “บริติชราช” ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิอังกฤษ
2. อินเดียต้องเผชิญทั้งการเก็บภาษีที่สูงขึ้น ค่าครองชีพที่แพงขึ้น และภาวะเศรษฐกิจซบเซา ขณะเดียวกัน อินเดียยังสูญเสียทหารจำนวนมากที่ถูกส่งไปร่วมรบในยุโรปเพื่อจักรวรรดิ แต่กลับไม่ได้รับสิทธิหรือการปฏิรูปตามที่อังกฤษเคยให้สัญญาไว้
3. สิ่งที่จุดชนวนความไม่พอใจอย่างรุนแรงที่สุด คือการประกาศใช้กฎหมาย Rowlatt Act ในปี 1919 ซึ่งให้อำนาจทางการอังกฤษจับกุมและคุมขังชาวอินเดียได้โดยไม่ต้องมีหลักฐาน และไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม
กฎหมายฉบับนี้ทำให้ชาวอินเดียจำนวนมากรู้สึกโกรธแค้นต่อจักรวรรดิอังกฤษ จนเกิดการประท้วงขึ้นในหลายเมือง
::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: :::
– การประท้วงอย่างสันติ
4. ในเมืองอัมริตสาร์ แคว้นปัญจาบ ความตึงเครียดทวีคูณเมื่อผู้นำสายชาตินิยมอินเดียถูกจับกุม ประชาชนจำนวนมากจึงรวมตัวกันในวันที่ 13 เมษายน 1919 ทั้งเพื่อประท้วงอย่างสันติและเพื่อร่วมงานเทศกาลทางศาสนาไวสาขี (Baisakhi) ทำให้มีทั้งชาย หญิง เด็ก และผู้แสวงบุญจำนวนมากมาร่วมชุมนุม
5. อย่างไรก็ตาม ผู้ทำหน้าที่ปราบปรามการชุมนุมครั้งนี้คือ พลตรี เรจินัลด์ เอ็ดเวิร์ด แฮร์รี ไดเออร์ (General Reginald Dyer) นายทหารอังกฤษประจำปัญจาบ
6. ไดเออร์เป็นคนที่เชื่ออย่างฝังลึกว่า “จักรวรรดิอังกฤษมีสิทธิ์โดยธรรมชาติในการปกครองชาวอินเดีย” และเชื่อว่าการจะรักษาอำนาจของจักรวรรดิอังกฤษไว้ ต้องใช้ “ความกลัว” ในการปกครองชาวอินเดีย
7. การชุมนุมของชาวอินเดียครั้งนี้ จึงถือภัยคุกคามต่ออำนาจจักรวรรดิอังกฤษสำหรับไดเออร์ และเขาต้องสั่งสอนบทเรียนเพื่อไม่ให้เกิดการกบฏแบบปี 1857 อีกครั้ง
8. ในบ่ายวันนั้น ไดเออร์จึงนำทหารติดอาวุธประมาณ 50–90 นาย พร้อมปืนไรเฟิล เข้าไปยังจัลเลียนวาลาบักห์ (Jallianwala Bagh) ซึ่งเป็นลานกว้างล้อมด้วยกำแพงสูง มีทางเข้าออกแคบเพียงทางเดียว
::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: :::
– คมกระสุน
9. ไม่มีการประกาศเตือน ไม่มีการเจรจา และไม่มีการสั่งให้ฝูงชนสลายตัว ไดเออร์สั่งให้ทหารทั้งหมดลั่นไกสั่งหารชาวอินเดียที่ไม่มีอาวุธโดยทันทีราว 10-15 นาที
10. ชาวอินเดียที่พยายามปีนกำแพงหนี ถูกคมกระสุนสังหารอยู่บริเวณนั้นหลายราย แต่ที่น่าสะเทือนใจที่สุดคือ บ่อน้ำภายในจัลเลียนวาลาบักห์ เพียงจุดเดียวกลับมีการค้นพบร่างมากกว่า 120 ร่าง
11. ทางการอังกฤษรายงานว่ามีผู้เสียชีวิต 379 ราย ขณะที่ฝ่ายอินเดียและคณะผู้สอบสวนท้องถิ่นเชื่อว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจริง สูงกว่า 500 ราย และอาจมากกว่านั้น
::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: :::
– การไต่สวน
12. หลังเหตุการณ์สังหารหมู่เกิดขึ้น ทางการอังกฤษพยายามปกปิดข้อมูล ไม่ให้รายละเอียดของเหตุการณ์แพร่กระจายออกไปสู่สาธารณชนแต่ก็ไม่สำเร็จ ข่าวได้แพร่กระจายออกไปจนเกิดการประณามอย่างกว้างขวางทั้งในอินเดียและอังกฤษ
13. วินสตัน เชอร์ชิล ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงคราม และอดีตนายกรัฐมนตรี เฮอร์เบิร์ต เฮนรี แอสควิธ เห็นตรงกันว่า การสังหารหมู่ครั้งนี้เป็นการใช้กำลังที่โหดร้าย เกินกว่าเหตุ
14. อย่างไรก็ตาม ไมเคิล ฟรานซิส โอดวายเออร์ รองผู้ว่าการแคว้นปัญจาบในขณะนั้น กลับแสดงจุดยืนสนับสนุนการกระทำของไดเออร์อย่างชัดเจน โอไดเออร์เชื่อว่ากำลังเกิดการวางแผนก่อกบฏต่อต้านบริติชราชในปัญจาบ และมองว่าการใช้ความรุนแรงอย่างเด็ดขาดคือหนทางเดียวในการยับยั้งการลุกฮือ
15. ด้วยกระแสการกดดันจากประชาชนทั้งจากภายในอินเดียและสหราชอาณาจักร ทำให้รัฐบาลอังกฤษต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนฮันเตอร์ (Hunter Commission) เพื่อสอบสวนการกระทำของไดเออร์ อย่างไรก็ตาม บทลงโทษที่เขาได้รับกลับน้อยกว่าที่หลายคนคาดการณ์มาก
16. ผลการสอบสวนสรุปว่า ไดเออร์ใช้กำลัง “เกินกว่าเหตุ” และปฏิบัติหน้าที่อย่างไม่เหมาะสม เขาถูก ปลดออกจากตำแหน่งทางทหาร และถูกบังคับให้เกษียณก่อนกำหนดแต่ ไม่ถูกดำเนินคดีอาญา,ไม่ถูกจำคุก,ไม่ถูกตั้งข้อหาฆ่าคนหรืออาชญากรรมสงคราม, ไม่ต้องรับผิดชอบทางกฎหมายต่อการเสียชีวิตของพลเรือน
17. ที่สำคัญที่สุดคือท่าทีของไดเออร์เอง เขาไม่เคยรู้สึกผิดต่อสิ่งที่ทำลงไป ไดเออร์ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าเขาทราบล่วงหน้าว่าจะมีการชุมนุมที่จัลเลียนวาลาบักห์ในช่วงเที่ยงของวันนั้น แต่ไม่ได้พยายามป้องกันหรือสลายการรวมตัวตั้งแต่ต้น
ตรงกันข้าม เขาไปยังจัลเลียนวาลาบักห์ด้วยเจตนาชัดเจนว่าจะเปิดฉากยิงทันทีหากพบว่ามีกลุ่มผู้ชุมนุมรวมตัวอยู่
18. ไดเออร์ระบุว่า แม้เขาจะสามารถสลายฝูงชนได้โดยไม่ต้องใช้กระสุน แต่เขาเชื่อว่าผู้ชุมนุมจะกลับมารวมตัวอีกครั้งแน่ และจะมองว่าเขาอ่อนแอหรือเป็นตัวตลกในสายตาของผู้ถูกปกครอง เขาจึงเลือกใช้ความรุนแรงเพื่อไม่ให้ตนเองเสียหน้า และเพื่อสร้างอำนาจจากความกลัว
19. ช่วงหนึ่งของการไต่สวน หลังจากที่ผู้พิพากษาแรนคินซักถามไดเออร์แล้ว เซอร์จิมันลาล เซตัลวาด ได้สอบถามไดเออร์ต่อว่า
เซอร์จิมันลาล: หากทางเข้าในพื้นที่กว้างพอให้รถหุ้มเกราะเข้าไปได้ ท่านจะสั่งเปิดฉากยิงด้วยปืนกลหรือไม่
ไดเออร์: ผมคิดว่า น่าจะใช่
เซอร์จิมันลาล: ถ้าเป็นเช่นนั้น จำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตก็คงจะสูงกว่านี้มากใช่หรือไม่
ไดเออร์: ใช่
::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: :::
– ควันหลง
20. ควันหลงจากการสังหารหมู่ครั้งนี้ คือเกิดเหตุจลาจลในเมืองกุจรานวาลา เพียง 2 วันหลังการสังหารหมู่ที่จัลเลียนวาลาบักห์ การจลาจลจบลง โดยการใช้ตำรวจและเครื่องบินในการปราบปรามผู้ประท้วง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 12 รายและบาดเจ็บ 27 ราย
21. ในส่วนการเยียวยาและความรับผิดชอบของทางการอังกฤษ ในช่วงแรก ทางการอังกฤษจ่ายเงินชดเชยให้เฉพาะผู้เสียหายชาวยุโรป ขณะที่ครอบครัวชาวอินเดียซึ่งสูญเสียหรือพิการจากเหตุการณ์เดียวกัน กลับไม่ได้รับการเยียวยาใดๆ
ทำให้ตั้งแต่ปี 1920 เป็นต้นมา ชาวอินเดียเริ่มเรียกร้องค่าชดเชยในฐานะผู้เสียหาย และเรียกร้องให้รัฐบาลอังกฤษแสดงคำขอโทษอย่างเป็นทางการ
แม้ทางการอังกฤษจะพยายามปฏิเสธ แต่สุดท้ายก็ยอมจ่ายค่าชดเชยบางส่วน อย่างไรก็ตามเงินชดเชยดังกล่าวถูกจัดเก็บผ่านภาษีและเงินชดใช้จากชาวอินเดียเอง และภายในปี 1922 มีการพิจารณาคำร้องกว่า 700 กรณี โดยยอดเงินชดเชยที่ครอบครัวชาวอินเดียได้รับ น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง ของเงินที่จ่ายให้ชาวยุโรปเพียงไม่กี่ราย
22. ไมเคิล ฟรานซิส โอดวายเออร์ รองผู้ว่าการแคว้นปัญจาบ ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนและอนุมัติการปราบปรามของไดเออร์ในเหตุการณ์สังหารหมู่ที่จัลเลียนวาลาบักห์ ถูกอุธัม สิงห์ลอบสังหารในปี 1940 เขาระบุในชั้นศาลว่าการลอบสังหารครั้งนี้คือ “การล้างแค้นแทนประชาชนอินเดีย”
23. ปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวถูกจัดตั้งเป็น อนุสรณ์สถานแห่งชาติ เพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากการปราบปรามในปี 1919 โดยมีการอนุรักษ์ร่องรอยทางประวัติศาสตร์ไว้ ทั้งบ่อน้ำภายในลานและรอยกระสุนบนกำแพง ต่อมาอนุสรณ์สถานแห่งนี้กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของการต่อสู้เพื่อเอกราชอินเดีย และเป็นเครื่องเตือนใจถึงความรุนแรงภายใต้การปกครองของจักรวรรดิอังกฤษจนถึงปัจจุบัน
#TWCHistory #TWCIndia #TWC_Salmon
0 Comment