มโนภาพเมื่อนึกถึงชื่อ “แดรกคูลา” ทุกคนต้องนึกถึงแวมไพร์หรือผีดูดเลือดสวมผ้าคลุมสีดำ ตัวขาวซีดเผือด ฟันแหลมคม ชอบปรากฏกายในตอนกลางคืน อาศัยอยู่ในปราสาทที่ทรุดโทรมบริเวณภูมิภาคทรานซิลเวเนีย และบรรยากาศมืดอึมครึมน่ากลัว แต่รู้หรือไม่ นั่นเป็นเพียงตัวละครที่อยู่ในนิยายเรื่อง “แดรกคูลา” ของ บราม สโตกเกอร์ (Bram Stroker) นักเขียนเรื่องสยองขวัญชาวไอริช โดยแต่งเรื่องนี้ขึ้นมาในปี 1897
“บราม” ได้รับแรงบันดาลใจมาจากบุคคลทางประวัติศาสตร์คนหนึ่งชื่อว่า “วลาดที่ 3 (Vlad III)” เจ้าชายแห่งวัลลาเซีย (Wallachia) ซึ่งเป็นอาณาจักรโบราณที่อยู่ในประเทศโรมาเนียในปัจจุบันนั่นเอง
วลาดนี้ได้ฉายาว่า “วลาดจอมเสียบ” (the Impaler) เขากลับมีชีวประวัติฉาวโฉ่ยิ่งกว่านิยายเรื่องแดรกคูลา เสียอีก ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? เรามาทำความรู้จักเขาในแบบฉบับรวบรัดเข้าใจง่ายกันครับ
1. ปี ค.ศ. 1431 วลาดที่ 3 เกิดที่เมืองซิกิโซอารา (Sighisoara) ทรานซิลเวเนีย (Transylvania) ราชอาณาจักรฮังการี ซึ่งเป็นพื้นที่ภูเขาในโรมาเนียในปัจจุบัน เขาเป็นลูกชายของวลาดที่ 2 ฉายาดราคูล (Vlad II Dracul) ผู้ปกครองแคว้นวัลลาเซีย
2. วลาดที่ 2 ได้เข้าร่วมในภาคีแห่งมังกร (Order of the Dragon) เป็นองค์กรทหารคริสเตียนที่ก่อตั้งขึ้นโดยจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ และกษัตริย์ของฮังการีเพื่อพิทักษ์ศาสนาคริสต์ในยุโรปตะวันออก และหยุดการขยายตัวของจักรวรรดิออตโตมัน (ที่นับถือศาสนาอิสลาม) เมื่อวลาดที่ 2 เข้าร่วมองค์กร จึงได้รับฉายาว่า Dracul (Dragon) ลูกชายของเขาจึงพลอยได้รับฉายานี้ว่า วลาด แดรกคูลา หรือแดรกคูลา ซึ่งหมายความว่า “บุตรแห่งมังกร”
3. ต่อมาใน ปี ค.ศ. 1436 อเล็กซานเดอร์ที่ 1 ออลเด (Alexander I Aldea) ผู้ปกครองแคว้นวัลลาเซียเสียชีวิตลง วลาดที่ 2 เป็นพี่ชายต่างมารดาของอเล็กซานเดอร์ฯ จึงได้ครองบัลลังก์ขึ้นเป็นผู้ปกครองแค้วนวัลลาเซียต่อ ด้วยการสนับสนุนของราชอาณาจักรฮังการี
4. ในช่วงที่สงครามระหว่างฮังการีกับออตโตมันกำลังคุกรุ่น วลาดที่ 2 ลังเลไม่ได้ว่าจะอยู่ฝั่งใด เพราะจะอยู่ฝั่งคริสต์ก็เกรงอำนาจออตโตมัน จะอยู่ฝั่งออตโตมันก็เกรงเสียหน้าเสียสัตย์ที่ตนเองเป็นสมาชิกภาคีมังกร
5. ต่อมาในปี ค.ศ. 1441 จอห์น ฮันยาดิ (John Hunyadi) ขุนนางฮังการีผู้ปกครองทรานซิลเวเนีย เดินทางเข้าพบวลาดที่ 2 เพื่อโน้มน้าวให้เขาต่อสู้กับจักรวรรดิออตโตมัน
6. ในปีถัดมา ค.ศ. 1442 สุลต่านมูราดที่ 2 (Sultan Murad II ) มีรับสั่งให้วลาดที่ 2 ไปเข้าประชุมทางการทูตที่เมืองเอเดอเน (Edirne) แต่เป็นกับดักที่หลอกล่อจับกุมวลาดที่ 2 เพื่อต่อรองให้เขาจงรักภักดีต่อจักรวรรดิออตโตมัน วลาดที่ 2 ต่อรองจนได้รับการปล่อยตัวแลกกับต้องส่งบุตรชายคือวลาดที่ 3 ในวัยเด็กและ ราดู ผู้เป็นน้องชายไปเป็นเชลยในราชสำนักออตโตมัน สองพี่น้องได้รับการฝึกฝนจากจักรวรรดิออตโตมันทำให้เป็นนักรบที่เชี่ยวชาญ เก่งกล้า นอกจากนั้นยังถูกถ่ายทอดวัฒนธรรมแบบเติร์ก เพื่อปลูกฝังให้เจ้าชายทั้งสองจงรักภักดี ในขณะที่ราดู น้องชายของเขามีความสุขกับการเป็นบริวารออตโตมัน แต่วลาดที่ 3 กลับเกลียดชัง เคียดแค้นสิ่งที่พรากชีวิต ครอบครัวของเขาไป
7. สงครามครูเสดที่เริ่มขึ้นโดยหลายรัฐในยุโรปเพื่อต่อต้านออตโตมันสิ้นสุดลง มีสมรภูมิวาร์นา (Varna) ประเทศบัลแกเรียในปัจจุบัน เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน ค.ศ.1444 ฝ่าย ออตโตมันภายใต้การนำของมูราดได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด โดยทั้งสองฝ่ายสูญเสียอย่างหนัก
8. ในปี ค.ศ. 1447 วลาดที่ 2 ถูกลอบสังหารโดยขุนนางชื่อวลาดิสลาฟอย่างโหดเหี้ยม ทำให้วลาดิสลาฟได้ขึ้นปกครองแคว้นแทน เมื่อวลาดที่ 3 รู้ข่าวจึงรู้สึกแค้นมาก (นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้วลาดที่ 3 มีปมว่าไม่ชอบทั้งออตโตมัน แต่พวกคริสเตียนด้วยกันก็ไม่ดี
9. ถึงเวลาพระเอกถูกปลดปล่อย… ในปี ค.ศ. 1448 ออตโตมันปล่อยตัววลาดที่ 3 และยังช่วยเขาบุกยึดแคว้นวัลลาเซียขับไล่วลาดิสลาฟจนได้ปกครองอยู่ประมาณ 2 เดือน ก่อนวลาดิสลาฟจะยกทัพมาชิงเมืองคืนได้ วลาดที่ 3 จึงลี้ภัยไปอาศัยจักรวรรดิออตโตมัน
10. ในปี ค.ศ. 1451 เมห์เหม็ดที่ 2 (Mehmed II) ได้ขึ้นครองบัลลังก์ต่อจากผู้เป็นพ่ออย่างมูราดที่ 2 ต่อมาออตโตมันได้เข้ายึดกรุงคอนสแตนติโนเปิลในปี 1453 เป็นอันสิ้นสุดจักรวรรดิไบแซนไทน์
11. ปี ค.ศ. 1456 ฮันยาดิและวลาดิสลาฟที่ 2 ผู้ปกครองแคว้นวัลลาเซีย เกิดความแตกหักกัน ทำให้วลาดที่ 3 ถือโอกาสนี้บุกยึด ขึ้นบัลลังก์เป็นผู้ปกครองวัลลาเซียอีกครั้ง
12. วลาดที่ 3 ไล่เช็กบิลกับคนที่เขาคิดว่าเป็นศัตรูด้วยความโหดเหี้ยม โดยการจับเชลยศึก ศัตรู เป็นหมื่นคนจับเสียบกับไม้แหลมทางทวารหนักให้ทะลุร่างกายจากล่างขึ้นส่วนบนทั้งเป็น ถ้านักโทษโชคดีก็จะตายเลย ถ้าโชคร้ายก็จะถูกเสียบทรมานจนกว่าจะสิ้นใจตายไปเอง
13. ในปี ค.ศ. 1458 แมตเธียส คอร์วินุส (Matthias Corvinus) บุตรชายของจอห์น ฮันยาดิ ได้รับเลือกให้เป็นกษัตริย์แห่งฮังการี
14. ปี ค.ศ. 1461 สุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 รู้ว่า วลาดที่ 3 กำลังจะเป็นพันธมิตรกับ แมตเธียส คอร์วินุส แห่งฮังการี เมห์เหม็ดที่ 2 จึงส่งทูตมาเรียกร้องบรรณาการจากแคว้นวัลลาเซีย และข่มขู่ แต่วลาดไม่ได้เกรงกลัวเลย จึงสังหารทูตด้วยความโหดเหี้ยมด้วยการตอกตะปูติดผ้าโพกหัวทะลุถึงกระโหลก และส่งศพกลับไปยังจักรวรรดิออตโตมัน
15. สุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 รู้สึกโกรธมาก จึงนำกองทัพ 90,000 นาย บุกแคว้นวัลลาเซียในปี ค.ศ. 1462 วลาดที่ 3 ใช้ยุทธวิธีในการรบการรบแบบกองโจร ซึ่งสามารถขัดขวางกองทัพของออตโตมันได้ดี ทั้งยังได้คุมขังนักโทษชาวเติร์กกว่า 23,000 คนพร้อมครอบครัว เขาได้เสียบนักโทษตามเส้นที่ออตโตมันเดินทางมา …แต่สุดท้ายแล้วน้ำน้อยแพ้ไฟ เมห์เหม็ดได้รับชัยชนะ และตั้งให้ราดู น้องชายของวลาดที่ 3 ขึ้นเป็นผู้ปกครองแทน
16. ในปีเดียวกันวลาดที่ 3 ได้เข้าพบกับแมตเธียส คอร์วินุส เพื่อสร้างพันธมิตรในการต่อต้านจักรวรรดิออตโตมัน แต่แล้วแมตเธียสเกิดกลัวในความโหดร้ายของวลาด และคิดว่าชาววัลลาเซียก็สวามิภักดิ์ราดูกันมาก จึงจับกุมตัววลาดที่ 3 เสียอย่างนั้น เพื่อกำจัดเสี้ยนหนาม
17.วลาดที่ 3 ถูกจับตัวเป็นเชลยของฮังการีราว 10 ปี ต่อมาในปี ค.ศ. 1475 จักรวรรดิออตโตมันยังคงรุกรานพื้นที่ต่าง ๆ ไม่หยุดหย่อน ลุกลามมาถึงการยกกองกำลังไปสู้รบกับสตีเฟนที่ 3 (Stephen III) ผู้ปกครองมอลดาเวีย แต่ผลจบลงด้วยชัยชนะของสตีเฟนที่ 3
18. ในปีเดียวกัน สตีเฟนที่ 3 ได้เป็นพันธมิตรกับแมตเธียสกษัตริย์ของฮังการี และขอให้ปล่อยตัววลาดที่ 3 เพื่อไปช่วยรบกับจักรวรรดิออตโตมัน เพราะเห็นเป็นคนมีฝีมือ วลาดที่ 3 จึงหลุดจากคุก
19. ต่อมาในปี ค.ศ. 1476 วลาดที่ 3 ได้นำกองกำลังเข้าสู้รบยึดเมืองวัลลาเซียคืนจากพันธมิตรของจักรวรรดิออตโตมัน และได้ขึ้นปกครองแคว้นเป็นครั้งที่ 3
อย่างไรก็ตามไม่นานหลังจากนั้นกลุ่มอำนาจเก่าของผู้ปกครองแคว้นคนก่อนได้กลับยกกำลังมาสู้รบกับวลาดที่ 3 และสังหารเขาสำเร็จ ถือเป็นจุดจบของแดรกคูลาแห่งวัลลาเซีย โดยเขาถูกตัดศีรษะและนำตัวส่งไปยังจักรวรรดิออตโตมัน
ทั้งนี้ทุกครั้งที่มีการสู้รบวลาดที่ 3 จะสู้รบกับศัตรูอย่างป่าเถื่อน เมื่อจับเชลยมาได้ เขาก็จะให้ทหารตัดไม้แหลมๆ มาปักไว้ที่โล่งแจ้ง แล้วเอาเชลยมาเสียบทั้งที่ยังไม่ตายอยู่ บางครั้งเขานั่งดูเชลยศึกร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดก่อนจะสิ้นใจด้วยการนั่งจิบเครื่องดื่มเพื่อสนองอารมณ์ซาดิสต์ของเขา เมื่อเชลยศึกตายแล้วเขาจะนำไปปักตามที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางเดินทัพของศัตรู ทุ่งนา ฯ เพื่อข่มขวัญศัตรู
เมื่อกาลเวลาผ่านไป ความโหดร้ายบ้าระห่ำของเขาถูกทำให้มีการนำเขาไปเชื่อมโยงกับปีศาจในนิยายเรื่อง “แดรกคูลา” จนทำให้เมื่อกล่าวถึงแดรกคูลา ผู้คนก็มักจะนึกถึงวลาดด้วย.
เห็นได้ว่าในนิยายแวมไพร์ดูดเลือดนี้ กล่าวถึงปราสาทของแดรกคูลาว่าอยู่ระหว่างวัลลาเซียและทรานซิลวาเนีย คนจึงตีความกันไปต่าง ๆ นา ๆ ว่าเป็นปราสาทที่ไหนกันแน่ เพราะในนิยายไม่ได้ระบุไว้ สุดท้ายการบรรยายกระแสหลักมักจะโยง “ปราสาทบราน (Bran Castle)” ในโรมาเนียว่าคือปราสาทของ “แดรกคูลา”
ปัจจุบันปราสาทบราน ได้เป็นพิพิธภัณฑ์แดรกคูลาให้นักท่องเที่ยวเข้ามาชม ถือเป็นการสร้างเรื่องราวประวัติศาสตร์ใหม่ขึ้นระหว่างเรื่องในนิยายเคล้าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ที่กล่าวมาทั้งหมดจึงก่อให้เกิด “แดรกคูลา” ในภาพจำของทุกคนสืบต่อมา ซึ่งเราจะได้ตามรอยบุคคลคนนี้ในทริป Romania & Bulgaria กันครับ
0 Comment