ร็อบ ฮอลล์ (Rob Hall) เป็นชายชาวนิวซีแลนด์ผู้ชื่นชอบการปีนเขาตั้งแต่เด็ก ด้วยความงดงามของเทือกเขาแอลป์ตอนใต้ในบ้านเกิดของตัวเองนั่น ยิ่งทำให้เขาหลงใหลในดินแดนสูงเสียดฟ้าและต้องการพิชิตยอดเขาทั่วโลกให้จงได้

(เทือกเขาแอลป์ตอนใต้ที่นิวซีแลนด์ ไม่ใช่เทือกเขาแอลป์ในยุโรปนะครับ)

ฮอลล์ เริ่มสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองในปี 1980 จากการพิชิตยอดเขาอามาดาบลัม และ นัมเบอร์ ในเทือกเขาหิมาลัยได้สำเร็จ ต่อมาเขาก็สามารถพิชิตยอดเขาในนิวซีแลนด์ในช่วงฤดูหนาว ที่ขึ้นชื่อว่าโหดและอันตรายที่สุดได้

การปีนเขาที่สร้างชื่อให้ฮอลล์มากที่สุดคือ การพิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดทั้ง 7 ทวีป ภายในเวลาเพียง 7 เดือน สิ่งนี้เป็นเครื่องการันตีว่า เขานี่แหละคือสุดยอดนักปีนเขาที่ทั่วโลกต้องจับตามอง

หลังประสบความสำเร็จนับไม่ถ้วน ฮอลล์กับเพื่อนสนิทอีกคน จึงตัดสินใจเปิดบริษัทนำเที่ยวที่ชื่อว่า Adventure Consultants ที่ให้บริการ “นักปีนเขาสมัครเล่น” หรือผู้ที่มีฝันอยากพิชิตยอดเขาสูงที่สุดในโลก ได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์พิชิตยอดเขาภายใต้การดูแลของมืออาชีพ บริษัทของฮอลล์โด่งดังอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการนำเที่ยวปีนเขายอดนิยม

ฮอลล์เองก็นำทีมลูกทีมหลายคนพิชิตยอดเอเวอเรสต์สำเร็จอยู่หลายหน แต่เหตุการณ์ที่ทำให้ชื่อของเขาถูกจารึกตลอดกาล เกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม ปี 1996 หนึ่งในฤดูกาลแห่งมฤตยูที่สุดของเอเวอเรสต์

เหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้นในวันที่ 10 พฤษภาคม 1996 ทีมที่ฮอลล์เป็นคนนำเริ่มต้นเส้นทางเดินสุดท้ายในการพิชิตยอดเขาจากแคมป์ 4 ที่เซาท์โคล อุปสรรคที่พวกเขาเจอคือมีผู้พิชิตยอดเขาจำนวนมากอย่างผิดปกติ การสัญจรที่ติดขัดนี้ทำให้ทีมของฮอลล์ไปถึงยอดเขาช้ามาก

เมื่อถึงช่วงเที่ยงวัน มีลูกทีม 5 คน ที่ตัดสินใจหันหลังกลับ ทำให้ทีมของฮอลล์เหลืออยู่ 4 คน ไม่รวมฮอลล์ ได้แก่ ยาซุโกะ นัมบะ (ลูกทีม) ดั๊ก แฮนเซน (ลูกทีม) จอน คราเคาเออร์ (ลูกทีม) และแอนดี แฮร์ริส (ไกด์)

แม้จะรู้ว่าการไปต่อจะทำให้เลยเวลาเส้นตาย แต่ทีมของฮอลล์ยังคงเลือกที่จะพิชิตเขาเอเวอเรสต์ต่อไป เนื่องจากฮอลล์มุ่งมั่นจะพาดั๊ก แฮนเซน ลูกทีมและเพื่อนของเขา พิชิตยอดเขาให้ได้ หลังจากที่แฮนเซนเคยพลาดโอกาสนี้ไปเมื่อปีที่แล้ว

การไปถึงยอดเขาช้าเปรียบได้เหมือนโดมิโนตัวแรกที่ล้มลง เพราะไกด์นำทางบนเอเวอเรสต์จะยึดเวลาบ่าย 2 เป็นเส้นตายที่ต้องลงยอดเขาอย่างเคร่งครัด เพื่อให้มั่นใจว่าการลงเขาอย่างปลอดภัยก่อนพลบค่ำ

เพราะเมื่อความมืดมาเยือน มันจะนำพาความหนาวเย็นและสภาพอากาศที่แปรปวนมาด้วย จะไม่มีสิ่งใดคาดเดาได้เลย และทำให้นักปีนเขาเสี่ยงตายเอามากๆ

ฮอลล์ไปถึงยอดเอเวอเรสต์ เวลาประมาณบ่ายสองครึ่ง เขาตัดสินใจหยุดรอแฮนเซนอยู่บนยอดและปล่อยให้ลูกทีมคนอื่นๆ อย่างยาซุโกะ และ คราเคาเออร์ ลงไปก่อน ในที่สุดแฮนเซนก็มาถึงหลังเวลาสี่โมงเย็น ซึ่งช้ากว่ากำหนดมาก ทำให้ทั้งสองคนตกอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายสุดขีด

ขณะที่พวกเขากำลังเริ่มไต่ลงเขา ฮอลล์และแฮนเซนต้องเผชิญกับพายุหิมะที่รุนแรงและฉับพลัน ซึ่งทำให้ทัศนวิสัยและอุณหภูมิลดลงอย่างมาก แฮนเซนเริ่มมีอาการขาดออกซิเจน เขาเริ่มมีอาการเหนื่อยล้าและอาการแพ้ความสูงใกล้ยอดเขาทางใต้ อุณหภูมิหนาวจัดถึง -40 องศาเซลเซียส

ในที่สุดแฮนเซนก็หมดแรงและไม่สามารถขยับต่อไปได้ ฮอลล์ยังคงติดต่อกับแคมป์หลักผ่านวิทยุอย่างต่อเนื่องเพื่อรายงานวิกฤตร้ายแรงของพวกเขา แม้จะมีคำขอจากแคมป์ให้เขาปล่อยแฮนเซนไปแล้วรีบลงมาเพื่อรักษาชีวิตตัวเอง แต่ฮอลล์ปฏิเสธ เขาเลือกจะอยู่กับลูกทีมของเขาจนถึงที่สุด
ไม่นานนัก แฮนเซนก็เสียชีวิตบนภูเขา แม้จะไม่อาจรู้แน่ชัดว่าเหตุการณ์สุดท้ายเกิดขึ้นอย่างไร แต่ร่างของเขาไม่เคยถูกพบเห็นอีกเลย

เช้าวันต่อมา ฮอลล์เองก็ตกอยู่ในสภาพสิ้นหวัง เขาพยายามขยับลงมาถึงยอดเขาทางใต้ (South Summit) แต่ไม่สามารถไปได้ไกลกว่านั้นแล้ว พายุหิมะที่โหมกระหน่ำทำให้ทุกความพยายามที่จะส่งทีมกู้ภัยขึ้นไปเป็นไปไม่ได้เลย เขาถูกทิ้งให้อยู่เพียงลำพัง บนความสูงที่มนุษย์แทบไม่อาจมีชีวิตรอดได้

ทั้งวันนั้น ฮอลล์ยังคงส่งสัญญาณทางวิทยุ บอกว่ากำลังเตรียมจะลง แต่ก็ไม่มีแรงพอที่จะขยับไปไหนได้ จนกระทั่งช่วงบ่าย เขาใช้โทรศัพท์ดาวเทียมโทรครั้งสุดท้าย แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อรายงานสถานการณ์ ไม่ใช่การขอความช่วยเหลือ แต่เพื่ออำลาภรรยาของเขา เจน อาร์โนลด์ ที่นิวซีแลนด์ ขณะกำลังตั้งครรภ์ลูกคนแรกได้เจ็ดเดือน

“สวัสดีที่รัก” ฮอลล์กล่าว “ผมหวังว่าตอนนี้คุณกำลังนอนอยู่บนเตียงอุ่นๆ นะ คุณสบายดีหรือเปล่า”

“ฉันบอกเธอได้ไม่หมดหรอกว่าฉันคิดถึงเธอมากแค่ไหน” อาร์โนลด์ตอบ “เธอฟังดูดีกว่าที่ฉันคาดไว้เยอะเลย… ตอนนี้อบอุ่นอยู่ไหม ที่รัก?”

“เมื่อเทียบกับความสูงและสภาพรอบๆ ตัวผมแล้ว ผมก็ถือว่าสบายพอสมควร” ฮอลล์ตอบ

“แล้วเท้าล่ะ เป็นยังไงบ้าง?” อาร์โนลด์ถาม

“ผมยังไม่ได้ถอดรองเท้าดูเลย แต่คิดว่าน่าจะมีอาการถูกน้ำแข็งกัดบ้าง” ฮอลล์ตอบกลับ

“ฉันรอที่จะได้ดูแลให้เธอกลับมาดีเหมือนเดิม เมื่อเธอกลับมาบ้านนะ” อาร์โนลด์พูด

“ฉันรักเธอนะ หลับให้สบายนะที่รัก อย่ากังวลมากไปเลย” ฮอลล์กล่าว

การสนทนานี้อาจดูเรียบง่าย แต่จริงๆ แล้ว อาร์โนลด์รู้สถานการณ์ของฮอลล์ดี และทั้งสองฝ่าย “ต่างรู้ดีว่านี่คือการสนทนาครั้งสุดท้ายแล้ว”

ร็อบ ฮอลล์ เสียชีวิตบนเอเวอเรสต์เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม ปี 1996 ขณะอายุเพียง 35 ปี

ร่างของฮอลล์ ยังคงถูกฝังไว้ใกล้ยอดเขาทางใต้ ทิ้งไว้เพียงเรื่องราวและบทเรียนอันโหดร้าย บนภูเขาที่เขารัก 🕊️

::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: ::: :::

ปล. ผู้เสียชีวิตนอกเหนือจากฮอลล์ ได้แก่

ดั๊ก แฮนเซน ลูกทีมชาวอเมริกัน ผู้พยายามปีนเอเวอเรสต์ครั้งที่สองหลังจากพลาดเมื่อปี 1995 เขาอ่อนแรงใกล้ยอดและหมดสติ ฮอลล์เลือกที่จะไม่ทอดทิ้งเขา สุดท้ายทั้งคู่เสียชีวิตไปด้วยกัน

แอนดี แฮร์ริส ไกด์ชาวนิวซีแลนด์ หนึ่งในทีมของฮอลล์ เขาพยายามช่วยเหลือฮอลล์และแฮนเซน แต่ด้วยอาการพร่องออกซิเจนและสภาพอากาศสุดขั้ว เขาเสียชีวิตบนภูเขาเช่นกัน ร่างของเขาไม่เคยถูกพบ

ยาซุโกะ นัมบะ ลูกทีมชาวญี่ปุ่น วัย 47 ปี ที่กลายเป็นหญิงชาวญี่ปุ่นอายุมากที่สุดที่ขึ้นถึงยอดเขา แต่ท้ายที่สุดเธอหมดแรงระหว่างการลงเขา และเสียชีวิตจากความหนาวเย็น

ทีมที่ไปต่อหลังเที่ยงมีผู้รอดชีวิตคนเดียวคือ จอน คราเคาเออร์ นักข่าวชาวอเมริกันที่ขึ้นไปในฐานะลูกทีมของฮอลล์ เขารอดจากพายุและต่อมาได้เขียนบันทึกเหตุการณ์ในหนังสือ Into Thin Air จนกลายเป็นผลงานขายดีระดับโลก

#TWCHistory #TWCNepal #TWC_Salmon