ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช คือหนึ่งในปัญญาชนทางการเมืองที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่งของสังคมไทยในช่วงศตวรรษที่ 20 ท่านเป็นทั้งนักคิด นักเขียน นักการทูต และนักการเมือง ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งได้สร้างปรากฏการณ์ที่แทบไม่มีใครคาดคิดมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย นั่นคือการขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทั้งที่พรรคของตนมีเสียงในสภาผู้แทนราษฎรเพียง 18 เสียงเท่านั้น
ย้อนกลับไปหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ เนื่องจากจอมพลถนอม กิตติขจร ลาออกจากตำแหน่ง พร้อมทั้งเดินทางออกนอกประเทศ ทำให้ระบอบเผด็จการทหารล่มสลาย เปิดทางให้ประเทศไทยมีการจัดการเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่ง
การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2518 ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า มีพรรคการเมืองส่งผู้แทนเข้าสภาผู้แทนราษฎรมากถึง 22 พรรค พรรคที่ได้คะแนนสูงสุดคือ “พรรคประชาธิปัตย์” ด้วยจำนวน 72 ที่นั่ง แต่ก็ยังห่างไกลจากการครองเสียงข้างมาก ถัดมาคือ พรรคธรรมสังคม 45 ที่นั่ง, พรรคชาติไทย 28 ที่นั่ง, พรรคเกษตรสังคม 19 ที่นั่ง และ พรรคกิจสังคม 18 ที่นั่ง
สภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ประกอบด้วย ส.ส. ทั้งหมด 269 คน ซึ่งหมายความว่าการจัดตั้งรัฐบาลจำเป็นต้องมีเสียงสนับสนุนอย่างน้อย 135 เสียงขึ้นไป
ในบรรดา 22 พรรคที่เข้าสภา ยังมีพรรคการเมืองขนาดเล็กจำนวนมากถึง 13 พรรคที่ได้ ส.ส. ต่ำกว่า 10 คน และในจำนวนนี้มีถึง 5 พรรคที่ได้เพียง 1 ที่นั่งเท่านั้น สภาในปี 2518 จึงเต็มไปด้วยเสียงทีกระจัดกระจาย และพรรคเล็กพรรคน้อยมากมาย
พรรคกิจสังคมของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งเพิ่งก่อตั้งขึ้นได้ไม่นาน ได้ ส.ส. เพียง 18 คนเท่านั้น น้อยเกินกว่าจะถูกมองว่าเป็นแกนนำรัฐบาลในสายตาของใครหลายคน
พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะพรรคอันดับ 1 จะได้รวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลก่อน ในทีแรก ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เลือกจะยกมือสนับสนุน ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกฯ โดยจะไม่ร่วมรัฐบาล อย่างไรก็ตามการรวมเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ไม่สำเร็จ รวมเสียงได้เพียง 91 เสียง ทำให้การแถลงนโยบายเพื่อขอความไว้วางใจจากสภาฯ ไม่ผ่านครึ่งหนึ่งของสภาในที่สุด
เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ถึงเป็นคิวของพรรคธรรมสังคมซึ่งเป็นพรรคอันดับ 2
อย่างไรก็ตามพรรคธรรมสังคมมีภาพลักษ์ที่ไม่ดีนักเนื่องจากมีอดีตสมาชิกพรรคสหประชาไทย ซึ่งเป็นพรรคของจอมพล ถนอม เป็น ส.ส. ภายในพรรค
การกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้งอาจถูกประชาชนต่อต้านได้ จึงได้เจรจาพรรคขนาดเล็ก และเจรจากับพรรคกิจสังคมของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ให้เสนอชื่อ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีก็เพื่อให้บารมีของท่านช่วยกลบภาพลักษณ์ที่ไม่ดีในอดีต
สุดท้ายเมื่อวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2518 สภาผู้แทนราษฎรมีมติเลือก ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 13 ของประเทศไทย โดยผ่านความเห็นชอบจากสภาฯ ไปด้วยคะแนน 140 ต่อ 124 เสียง นี่จึงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่ผู้นำรัฐบาลมาจากพรรคที่มีเสียงน้อยอย่างยิ่ง จนถูกกล่าวขานในเวลาต่อมาว่าเป็น “ต้นตำรับของนายกฯ เสียงข้างน้อย”
รัฐบาลคึกฤทธิ์ดำรงอยู่ได้เพียง 9 เดือนเท่านั้น แต่กลับทิ้งร่องรอยทางนโยบายและสัญลักษณ์ไว้ไม่น้อย นโยบายที่เป็นที่จดจำมากที่สุดคือ “เงินผัน” หรือโครงการกระจายรายได้สู่ชนบท ซึ่งถือเป็นความพยายามครั้งสำคัญในการลดช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบทในยุคที่ความเหลื่อมล้ำกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว
ในเวทีระหว่างประเทศ รัฐบาลของเขายังตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ ด้วยการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับสาธารณรัฐประชาชนจีนในปีเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ความเปราะบางของรัฐบาลผสมที่ประกอบด้วยพรรคเล็กจำนวนมาก ก็กลายเป็นจุดอ่อนสำคัญของรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ทั้งเกิดความขัดแย้งภายใน เกิดความไม่เป็นเอกภาพด้านนโยบาย และแรงกดดันทางการเมืองจากทั้งในและนอกสภา ทำให้รัฐบาลคึกฤทธิ์ต้องยุบสภาในเดือนมกราคม พ.ศ. 2519 ในที่สุด
#TWCHistory #TWCThailand #TWC_Salmon
0 Comment