จะขอกล่าวถึงประวัติของเกาหลีเหนือโดยสังเขป เพื่อแสดงให้ท่านเห็นว่าประเทศนี้เป็นมาอย่างไร และทำไมถึงเป็นไปดังปัจจุบัน โดยบางส่วนเป็นบทวิเคราะห์ของผมเองนะครับ

ประวัติศาสตร์ของเกาหลีเหนือมีลักษณะพิเศษ เพราะดูเหมือนทุกอย่างจะเริ่มขึ้นและหยุดเวลาลงใน “ยุคสงครามเย็น” อย่างไรก็ตามประเทศนี้ย่อมมีประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่านั้นมาก

เกาหลีเหนือเป็นรัฐที่สืบทอดจากอาณาจักรโครยอ (ชื่อโครยอนี้เป็นที่มาของคำว่า “เกาหลี”) อาณาจักรโครยอสืบทอดจากอาณาจักรโคกูรยออีกทอดหนึ่ง ล้วนเป็นรัฐโบราณที่มีศูนย์กลางอำนาจทางฝั่งเหนือของประเทศ ชาวเกาหลีเหนือจึงมีความผูกพันกับอาณาจักรโครยอ และโคกูรยอ มากกว่าอาณาจักรโบราณที่มีศูนย์อำนาจทางใต้ เช่นชิลลา แพคเจ

ปี 1910 ญี่ปุ่นยกมายึดเกาหลีเป็นเมืองขึ้น ทำการกดขี่บีฑาชาวเกาหลีทั้งหมดให้ได้รับความอัปยศเหลือคณานับ ประชาชนจึงทำการต่อต้านมาตลอด

จวบจนยุคสงครามโลกครั้งที่สอง ได้เกิดวีรบุรุษชื่อคิมอิลซุง เขาชูอุดมการณ์คอมมิวนิสต์นำทัพเข้าปราบปรามญี่ปุ่น สามารถกอบกู้เอกราชเกาหลีเป็นผลสำเร็จ

* ข้างบนเป็นความฝั่งเกาหลีเหนือ ประวัติศาสตร์กระแสอื่น บอกว่าคิมอิลซุงแค่ทำกองโจรโจมตีญี่ปุ่นไม่กี่ครั้ง ญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่สองเลยถอนตัวจากเกาหลีไปเอง

หลังชนะสงครามฝ่ายสัมพันธมิตรนำโดยโซเวียตรัสเซีย และอเมริกาได้แบ่งผลประโยชน์กัน เกาหลีในฐานะเมืองขึ้นเก่าของญี่ปุ่นถูกแบ่งให้สองฝ่ายคนละครึ่ง รัสเซียครองภาคเหนือ อเมริกาครองภาคใต้ มีเส้นขนานที่ 38 เป็นเส้นแบ่ง

ไม่กี่ปีต่อมา รัสเซียกับอเมริกาเกิดแตกกัน แต่เนื่องจากไม่อยากทำสงครามชิงความเป็นใหญ่กันตรงๆ ให้เสียหาย จึงหันไปเล่นสงครามตัวแทน หรือที่เราเรียกว่า “สงครามเย็น” อนึ่งความขัดแย้งคิวบา สงครามเวียดนาม สงครามอัฟกานิสถาน ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของสงครามเย็นนี้

คิมอิลซุงเป็นผู้นำที่มีสเน่ห์ ไม่ช้าก็สามารถรวบรวมอำนาจทางฝั่งเหนือได้หมด และได้รับอาญาสิทธิ์จากรัสเซีย ให้เป็นตัวแทนช่วงชิงอำนาจทางคาบสมุทรเกาหลี

สงครามเกาหลีเหนือ-ใต้ปะทุขึ้นในปี 1950 ทั้งสองฝั่งต่างหาว่าอีกฝ่ายเริ่มก่อน

ไม่ว่าใครเริ่มก่อน แต่เกาหลีใต้ไม่ได้เตรียมพร้อมกับสงครามนี้เท่าเกาหลีเหนือ ในช่วงแรกจึงถูกตีร่นไปถึงปูซาน ต่อมาเมื่อฝ่ายอเมริการวมกำลังได้จึงยกพลสัมพันธมิตร (รวมทั้งไทย) ไปตีกลับ จนคิมอิลซุงต้องถอยร่นไปติดชายแดนทางเหนือ ความดีความชอบนี้ทำให้ไทยไม่ต้องขอวีซ่าเกาหลีใต้จนปัจจุบัน (ที่จะหมดสิทธิแล้ว เพราะปล่อยผีเยอะไปหน่อย)

ในระหว่างที่อเมริกายึดครองเกาหลีนั้น พวกเขาและกลุ่มศักดินากระฎุมพีเกาหลีใต้ ได้ทำการกดขี่ทรมานชาวเกาหลีตาดำๆ ด้วยความโรคจิต ทั้งถอนฟัน… หยิกนม… ปล่อยหมากัด… โอ มันช่างโรคจิตจริงๆ…

ปี 1951 สหายคิมอิลซุงได้รวบรวมความแค้นนำทัพเข้ากอบกู้อีกครั้ง ได้รับชัยชนะงดงามสามารถบุกไปยันอเมริกาได้ที่เส้นขนาน 38

* ข้างบนเป็นสิ่งที่ชาวเกาหลีเหนือเชื่อ จริงๆ คนที่มาช่วยกอบกู้เกาหลีเหนือคือจีน แต่เวลาเขียนประวัติศาสตร์พวกนี้ชอบลืมบุญคุณ

จีนยันทัพกับอเมริกามานาน ไม่แพ้ ไม่ชนะ ในที่สุดจึงตกลงสงบศึกแบ่งประเทศใหม่

สงครามเกาหลีนี้คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 3 ล้านคน จบลงโดยเกาหลีใต้ได้พื้นที่เพิ่มขึ้นมาก แต่เกาหลีเหนือได้เมืองเกซองซึ่งเป็นเมืองสำคัญ (เป็นเมืองหลวงโบราณของเกาหลี)

ปัจจุบันเกาหลีเหนือกับใต้ยังทะเลาะกันอยู่ว่าใครเริ่มสงครามก่อน เพราะเมื่อสงครามนี้จบลงที่ผล “เสมอ” ผู้ที่รุกรานก่อนย่อมถือว่าแพ้ เพราะรุกรานไม่สำเร็จ

หลังสงคราม คิมอิลซุงแต่งตั้งให้คิมจองอิลผู้บุตรทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายโฆษณาชวนเชื่อ คิมจองอิลนี้เอง ค่อยๆ สร้างภาพลักษณ์บุญญาธิการแก่บิดา ทำให้เกิดลัทธิบูชาตระกูลคิมรุ่งเรืองในเกาหลีเหนือ ซึ่งกระแสการบูชาบุคคลนี้เป็นสิ่งที่ประเทศคอมมิวนิสต์ยุคนั้นชอบทำกัน เช่นรัสเซียบูชาเลนิน จีนบูชาเหมาเจ๋อตุง

อย่างไรก็ตามระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์ ไม่อาจสู้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมได้ในระยะยาว ทำให้เกาหลีเหนือยิ่งมายิ่งจน เกาหลีใต้ยิ่งมายิงรวย ดูได้จากภาพถ่ายดาวเทียมตอนกลางคืน ขณะที่เกาหลีใต้สุกสกาวด้วยความเจริญ เกาหลีเหนือแทบไม่มีแสงไฟเลย

ในที่สุดประเทศคอมมิวนิสต์ก็ค่อยๆ ล่มสลายลงทีละแห่ง รัสเซียถูกเปลี่ยนแปลงการปกครอง จีนเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจเป็นทุนนิยม เหลือแต่เกาหลีเหนือที่ต้องพบว่านอกจากตนเองจะยากจนและอ่อนแอแล้ว ยังถูกรายล้อมด้วยศัตรูที่แข็งแรง เช่นญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้

เพื่อป้องกันตนเอง พวกเขาจึงดำเนินนโยบายปิดประเทศ…

และนับแต่นั้นชาวเกาหลีเหนือก็มิได้มีเรื่องทุกข์ร้อนอีก…

แม้ว่าจะเกิดทุกภิกขภัยขึ้นในทศวรรษ 90s คร่าชีวิตผู้คนไป กว่า 3.5 ล้านคน แต่พวกเขาก็ยังพบแต่ความอุดมสมบูรณ์อยู่เสมอ…

แม้พวกเขาจะไม่สามารถออกนอกประเทศได้ เว้นแต่ไปทำภารกิจให้รัฐบาล แต่ชาวเกาหลีเหนือก็ไม่มีสิ่งใดต้องอิจฉาโลกภายนอก เพราะที่นี่ทุกอย่างพร้อมพรั่งและทันสมัย…

ปี 1994 คิมอิลซุงจากไปตามอายุขัย ชาวเกาหลีเหนือยังนับถือเขาในฐานะประธานาธิบดีตลอดกาล

คิมจองอิลซึ่งสืบทอดนั้น ทราบดีกว่าการครองบัลลังก์ต่อไปจำต้องได้รับความภักดีจากประชาชน โดยเฉพาะจากทหาร

ดังนั้นเขาซึ่งไม่มีประสบการณ์การรบเลย จึงดำเนินการสร้างภาพลักษณ์ “ความแมน” แก่ตนเอง

ภาพลักษณ์ “ความแมน” นี้นอกจากเพื่อให้สามารถควบคุมทหารได้ ยังเป็นสิ่งที่ย้ำเตือนประชาชนว่า เนื่องจากประเทศตกอยู่ในภาวะถูกคุมคามอยู่เสมอ พวกเขาจึงต้องการ “ผู้นำที่เข้มแข็ง” ที่จะนำพาชาติให้รอด มันเป็นสิ่งที่สืบทอดมาถึงรุ่นคิมจองอึลในปัจจุบัน

นโยบายที่สำคัญอีกอย่างของเกาหลีเหนือ คือ “ความบ้าคลั่ง และสันติภาพ”

เกาหลีเหนือสร้างภาพลักษณ์ว่าตนเองสามารถทำอะไรบ้าๆ ได้อยู่เสมอ เขาสามารถลุกขึ้นมาฆ่านักท่องเที่ยว ยิงอาวุธใส่ประชาชน และจมเรือเกาหลีใต้ตลอดเวลา

ทั้งนี้ “ความไม่แน่นอน” จะทำให้พวกเขาซึ่งจริงๆ แล้วอ่อนแอนั้นดูน่ากลัวขึ้น

เกาหลีเหนือทราบว่าต่อให้บ้าคลั่งแค่ไหน แต่หากไม่ล้ำเส้นเกินไป ฝ่ายอเมริกาก็ยังไม่กล้าทำอะไรเขา เพราะเขาสวามิภักดิ์จีน

และเมื่อบ้าคลั่งถึงจุดหนึ่งเกาหลีเหนือก็จะกลับมาพูดเรื่อง “การเจรจา และสันติภาพ” ทำให้นานาชาติที่เคยหวาดกลัวเขาต้องรีบมายื่นผลประโยชน์ให้เพื่อรักษาสันติภาพนั้น

ด้วยวิธีนี้เกาหลีเหนือก็จะสามารถรักษาความมั่นคงของตนเอง และได้รับผลประโยชน์กับความช่วยเหลือจากนานาชาติอยู่เรื่อยๆ

เกาหลีเหนือดำเนินนโยบายสันติภาพสลับบ้าคลั่งเช่นนี้มาหลายรอบแล้ว

ปัจจุบันวงจรดังกล่าวได้ดำเนินมาถึงรอบของ “สันติภาพ” แต่เราไม่ทราบว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร

ปัจจุบันแม้สิ้นสุดยุคสงครามเย็นไปเกือบสามสิบปีแล้ว แต่ชาวเกาหลีเหนือก็ยังคงต้องตื่นตัวกับภัยคุกคามของอเมริกาและพันธมิตรที่ดำเนินมาอยู่ตลอด แม้กระนั้นพวกเขาก็มีความสุข มั่งคั่งและปลอดภัยอยู่ภายใต้ผู้นำที่เข้มแข็ง โดยไม่จำเป็นต้องริษยา หรือคิดจะเฉียดกรายไปยังโลกภายนอกเลย