จะขอกล่าวถึงประวัติของเกาหลีเหนือโดยสังเขป เพื่อแสดงให้ท่านเห็นว่าประเทศนี้เป็นมาอย่างไร และทำไมถึงเป็นไปดังปัจจุบัน โดยบางส่วนเป็นบทวิเคราะห์ของผมเองนะครับ
ประวัติศาสตร์ของเกาหลีเหนือมีลักษณะพิเศษ เพราะดูเหมือนทุกอย่างจะเริ่มขึ้นและหยุดเวลาลงใน “ยุคสงครามเย็น” อย่างไรก็ตามประเทศนี้ย่อมมีประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่านั้นมาก
จวบจนยุคสงครามโลกครั้งที่สอง ได้เกิดวีรบุรุษชื่อคิมอิลซุง เขาชูอุดมการณ์คอมมิวนิสต์นำทัพเข้าปราบปรามญี่ปุ่น สามารถกอบกู้เอกราชเกาหลีเป็นผลสำเร็จ
* ข้างบนเป็นความฝั่งเกาหลีเหนือ ประวัติศาสตร์กระแสอื่น บอกว่าคิมอิลซุงแค่ทำกองโจรโจมตีญี่ปุ่นไม่กี่ครั้ง ญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่สองเลยถอนตัวจากเกาหลีไปเอง
หลังชนะสงครามฝ่ายสัมพันธมิตรนำโดยโซเวียตรัสเซีย และอเมริกาได้แบ่งผลประโยชน์กัน เกาหลีในฐานะเมืองขึ้นเก่าของญี่ปุ่นถูกแบ่งให้สองฝ่ายคนละครึ่ง รัสเซียครองภาคเหนือ อเมริกาครองภาคใต้ มีเส้นขนานที่ 38 เป็นเส้นแบ่ง
ไม่กี่ปีต่อมา รัสเซียกับอเมริกาเกิดแตกกัน แต่เนื่องจากไม่อยากทำสงครามชิงความเป็นใหญ่กันตรงๆ ให้เสียหาย จึงหันไปเล่นสงครามตัวแทน หรือที่เราเรียกว่า “สงครามเย็น” อนึ่งความขัดแย้งคิวบา สงครามเวียดนาม สงครามอัฟกานิสถาน ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของสงครามเย็นนี้
คิมอิลซุงเป็นผู้นำที่มีสเน่ห์ ไม่ช้าก็สามารถรวบรวมอำนาจทางฝั่งเหนือได้หมด และได้รับอาญาสิทธิ์จากรัสเซีย ให้เป็นตัวแทนช่วงชิงอำนาจทางคาบสมุทรเกาหลี
สงครามเกาหลีเหนือ-ใต้ปะทุขึ้นในปี 1950 ทั้งสองฝั่งต่างหาว่าอีกฝ่ายเริ่มก่อน
ไม่ว่าใครเริ่มก่อน แต่เกาหลีใต้ไม่ได้เตรียมพร้อมกับสงครามนี้เท่าเกาหลีเหนือ ในช่วงแรกจึงถูกตีร่นไปถึงปูซาน ต่อมาเมื่อฝ่ายอเมริการวมกำลังได้จึงยกพลสัมพันธมิตร (รวมทั้งไทย) ไปตีกลับ จนคิมอิลซุงต้องถอยร่นไปติดชายแดนทางเหนือ ความดีความชอบนี้ทำให้ไทยไม่ต้องขอวีซ่าเกาหลีใต้จนปัจจุบัน (ที่จะหมดสิทธิแล้ว เพราะปล่อยผีเยอะไปหน่อย)
ในระหว่างที่อเมริกายึดครองเกาหลีนั้น พวกเขาและกลุ่มศักดินากระฎุมพีเกาหลีใต้ ได้ทำการกดขี่ทรมานชาวเกาหลีตาดำๆ ด้วยความโรคจิต ทั้งถอนฟัน… หยิกนม… ปล่อยหมากัด… โอ มันช่างโรคจิตจริงๆ…
ปี 1951 สหายคิมอิลซุงได้รวบรวมความแค้นนำทัพเข้ากอบกู้อีกครั้ง ได้รับชัยชนะงดงามสามารถบุกไปยันอเมริกาได้ที่เส้นขนาน 38
* ข้างบนเป็นสิ่งที่ชาวเกาหลีเหนือเชื่อ จริงๆ คนที่มาช่วยกอบกู้เกาหลีเหนือคือจีน แต่เวลาเขียนประวัติศาสตร์พวกนี้ชอบลืมบุญคุณ
จีนยันทัพกับอเมริกามานาน ไม่แพ้ ไม่ชนะ ในที่สุดจึงตกลงสงบศึกแบ่งประเทศใหม่
สงครามเกาหลีนี้คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 3 ล้านคน จบลงโดยเกาหลีใต้ได้พื้นที่เพิ่มขึ้นมาก แต่เกาหลีเหนือได้เมืองเกซองซึ่งเป็นเมืองสำคัญ (เป็นเมืองหลวงโบราณของเกาหลี)
ปัจจุบันเกาหลีเหนือกับใต้ยังทะเลาะกันอยู่ว่าใครเริ่มสงครามก่อน เพราะเมื่อสงครามนี้จบลงที่ผล “เสมอ” ผู้ที่รุกรานก่อนย่อมถือว่าแพ้ เพราะรุกรานไม่สำเร็จ
หลังสงคราม คิมอิลซุงแต่งตั้งให้คิมจองอิลผู้บุตรทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายโฆษณาชวนเชื่อ คิมจองอิลนี้เอง ค่อยๆ สร้างภาพลักษณ์บุญญาธิการแก่บิดา ทำให้เกิดลัทธิบูชาตระกูลคิมรุ่งเรืองในเกาหลีเหนือ ซึ่งกระแสการบูชาบุคคลนี้เป็นสิ่งที่ประเทศคอมมิวนิสต์ยุคนั้นชอบทำกัน เช่นรัสเซียบูชาเลนิน จีนบูชาเหมาเจ๋อตุง
อย่างไรก็ตามระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์ ไม่อาจสู้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมได้ในระยะยาว ทำให้เกาหลีเหนือยิ่งมายิ่งจน เกาหลีใต้ยิ่งมายิงรวย ดูได้จากภาพถ่ายดาวเทียมตอนกลางคืน ขณะที่เกาหลีใต้สุกสกาวด้วยความเจริญ เกาหลีเหนือแทบไม่มีแสงไฟเลย
ในที่สุดประเทศคอมมิวนิสต์ก็ค่อยๆ ล่มสลายลงทีละแห่ง รัสเซียถูกเปลี่ยนแปลงการปกครอง จีนเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจเป็นทุนนิยม เหลือแต่เกาหลีเหนือที่ต้องพบว่านอกจากตนเองจะยากจนและอ่อนแอแล้ว ยังถูกรายล้อมด้วยศัตรูที่แข็งแรง เช่นญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้
แม้พวกเขาจะไม่สามารถออกนอกประเทศได้ เว้นแต่ไปทำภารกิจให้รัฐบาล แต่ชาวเกาหลีเหนือก็ไม่มีสิ่งใดต้องอิจฉาโลกภายนอก เพราะที่นี่ทุกอย่างพร้อมพรั่งและทันสมัย…
ปี 1994 คิมอิลซุงจากไปตามอายุขัย ชาวเกาหลีเหนือยังนับถือเขาในฐานะประธานาธิบดีตลอดกาล
คิมจองอิลซึ่งสืบทอดนั้น ทราบดีกว่าการครองบัลลังก์ต่อไปจำต้องได้รับความภักดีจากประชาชน โดยเฉพาะจากทหาร
ดังนั้นเขาซึ่งไม่มีประสบการณ์การรบเลย จึงดำเนินการสร้างภาพลักษณ์ “ความแมน” แก่ตนเอง
นโยบายที่สำคัญอีกอย่างของเกาหลีเหนือ คือ “ความบ้าคลั่ง และสันติภาพ”
เกาหลีเหนือสร้างภาพลักษณ์ว่าตนเองสามารถทำอะไรบ้าๆ ได้อยู่เสมอ เขาสามารถลุกขึ้นมาฆ่านักท่องเที่ยว ยิงอาวุธใส่ประชาชน และจมเรือเกาหลีใต้ตลอดเวลา
ทั้งนี้ “ความไม่แน่นอน” จะทำให้พวกเขาซึ่งจริงๆ แล้วอ่อนแอนั้นดูน่ากลัวขึ้น
และเมื่อบ้าคลั่งถึงจุดหนึ่งเกาหลีเหนือก็จะกลับมาพูดเรื่อง “การเจรจา และสันติภาพ” ทำให้นานาชาติที่เคยหวาดกลัวเขาต้องรีบมายื่นผลประโยชน์ให้เพื่อรักษาสันติภาพนั้น
ด้วยวิธีนี้เกาหลีเหนือก็จะสามารถรักษาความมั่นคงของตนเอง และได้รับผลประโยชน์กับความช่วยเหลือจากนานาชาติอยู่เรื่อยๆ
เกาหลีเหนือดำเนินนโยบายสันติภาพสลับบ้าคลั่งเช่นนี้มาหลายรอบแล้ว
ปัจจุบันวงจรดังกล่าวได้ดำเนินมาถึงรอบของ “สันติภาพ” แต่เราไม่ทราบว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร
0 Comment