ขอเกริ่นเล็กน้อยว่าบิทคอยน์ (Bitcoin) 🪙 คืออะไร (รู้อยู่แล้วข้ามไปข้อที่ 4 ได้เลยครับ)

1.- บิทคอยน์คือสกุลเงินดิจิทัลรูปแบบหนึ่งที่เราไม่สามารถจับต้องได้ สกุลเงินนี้ไม่ขึ้นตรงกับรัฐบาลหรือธนาคารกลางใดๆ มันทำงานอยู่บนเทคโนโลยีที่เรียกว่าบล็อกเชน ซึ่งเป็นระบบบัญชีที่มีการจดทุกธุรกรรมของสกุลเงินดิจิทัลไว้ โดยทุกคนสามารถตรวจสอบได้ทำให้ยากต่อการโกง (พูดง่ายๆ คือ ทุกคนมีสำเนาสมุดบัญชีร่วมกัน และถ้ามีใครพยายามโกง คนอื่นก็จะรู้ทันที เพราะสำเนาของเขาไม่ตรงกับคนอื่น)

2.- วิธีการได้บิทคอยน์ในช่วงแรกๆ ต้องใช้วิธีที่เรียกว่า “ขุด” (mining) คือการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยประมวลผลสมการคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนเพื่อตรวจสอบธุรกรรม และแลกรับบิทคอยน์เป็นรางวัล ซึ่งบิทคอยน์ถูกออกแบบให้มีจำนวนจำกัดสูงสุดไม่เกิน 21 ล้านเหรียญ และแม้ช่วงแรกจะขุดได้ง่าย แต่เมื่อเวลาผ่านไป คนขุดมากขึ้นเรื่อยๆ ความยากก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนต้องใช้คอมพิวเตอร์เฉพาะทางและต้นทุนสูงขึ้นตามไปด้วย

3.- เมื่อก่อนบิทคอยน์แทบไม่มีมูลค่าเลย หลายคนขุดได้มาก็เก็บไว้เล่นๆ บางคนถึงกับลืมไปด้วยซ้ำว่าตัวเองเคยมี จนกระทั่งเวลาผ่านไป บิทคอยน์เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะคนเริ่มมองว่ามันน่าเชื่อถือ ใช้จ่ายได้จริง แถมยังมีจำนวนจำกัด ไม่สามารถสร้างเพิ่มได้เหมือนเงินกระดาษของรัฐบาล นั่นทำให้ความต้องการและมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง (มูลค่าไม่ได้แค่พุ่งขึ้นธรรมดา แต่เรียกว่าทะยานเลยดีกว่า 🚀)

เช่น ในช่วงปี 2009–2010 บิทคอยน์มีมูลไม่ถึง 70 เพนนีต่อเหรียญ แต่ในปี 2020–2021 ราคาของ 1 บิทคอยน์เคยพุ่งทะยานแตะเกือบ 50,000 ปอนด์ต่อเหรียญ

4.- และนี่คือเรื่องของ เจมส์ โฮเวลล์ (James Howells) วิศวกรคอมพิวเตอร์ชาวเวลส์ จากเมืองนิวพอร์ต ประเทศเวลส์ ในสหราชอาณาจักร เขาเริ่มขุดบิทคอยน์ตั้งแต่ปี 2009 ด้วยแล็ปท็อป Dell XPS ของเขา เขาเล่าว่าเขาเคยขุดบิทคอยน์ได้ระหว่าง 400–800 BTC โดยเปิดเครื่องทิ้งไว้ข้ามคืนเป็นระยะๆ นานเกือบสองเดือน

5.- และด้วยสาเหตุนี้เองที่ทำให้แล็ปท็อปของเขาต้องทนกับความร้อนนานหลายวันติดต่อกัน ซึ่งมันมากเกินไปจนทำให้แล็ปท็อปเกิดความเสียหาย เมื่อมันพังเจมส์จึงตัดสินใจแบ่งแล็ปท็อปออกเป็นส่วนๆ เพื่อขายเป็นอะไหล่ผ่านทาง eBay หน่วยเก็บความจำหรือที่เราเรียกกันว่า “ฮาร์ดดิสก์” ที่เก็บคีย์ของบิทคอยน์เอาไว้จึงถูกถอดออกมาด้วยเพราะเขาไม่ได้ตั้งใจจะขายมัน

6.- อย่างไรก็ตามในช่วงฤดูร้อนปี 2013 ขณะที่เจมส์กำลังทำความสะอาดบ้าน เขาเผลอใส่ฮาร์ดดิสก์นั้นรวมกับขยะอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ด้วยและลืมมันไว้ที่โถงทางเดินของบ้าน ฮาร์ดดิสก์ลูกนั้นมีบิทคอยน์ทั้งสิ้น 8,000 เหรียญ หรือราว 640,000 ปอนด์ ในปี 2013

ถ้าเทียบในปี 2025 แล้ว สื่อต่างประเทศระบุว่าบิทคอยน์ภายในฮาร์ดดิสมันมีมูลค่ากว่า 600 ล้านปอนด์ หรือราวๆ 25,800 ล้านบาทไทย 🥲

เขาชี้แจงว่าภรรยาของเขาในขณะนั้นเข้าใจผิดคิดว่าถุงใบนั้นเป็นขยะ จึงนำมันไปด้วยระหว่างเดินทางไปทิ้งขยะที่บ่อขยะ ซึ่งถุงใบนั้นก็หายไปตลอดกาลตั้งแต่วันนั้น

7.- เมื่อรู้ว่าได้ทำพลาดไป เขาเร่งค้นหามันตั้งแต่แรกเพราะเจมส์รู้แน่ชัดว่าฮาร์ดดิสก์ลูกนั้นยังไม่ถูกทำลายแต่ถูกฝังกลบตามกระบวนการกำจัดขยะของเมืองนี้ และที่สำคัญคือศูนย์ฝังกลบแห่งนั้นมีการบันทึกตำแหน่งการฝังขยะในแต่ละวันอย่างเป็นระบบ ทำให้เขาเชื่อว่าในทางทฤษฎีแล้ว “พิกัดที่ฮาร์ดดิสก์” นั้นยังสามารถระบุตำแหน่งได้อย่างแม่นยำ

8.- ในปี 2014 เจมส์เริ่มติดต่อเทศบาลเมืองนิวพอร์ตเพื่อขออนุญาตให้เข้าไปค้นหาขยะในโซนที่คาดว่าฮาร์ดดิสก์จะอยู่ เขายื่นข้อเสนอไปหลายรูปแบบมาก ทั้งการลงทุนค้นหาด้วยเงินส่วนตัวและทีมวิศวกรภายนอกโดยเขาและหุ้นส่วนพร้อมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด แม้กระทั่งแบ่งเงินให้กับทางการก็ตาม

9.- อย่างไรก็ตามคำขอนี้ถูกปฏิเสธทันที เนื่องจากเทศบาลให้เหตุผลว่าแผนดังกล่าวมีความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมสูง และอาจทำให้ก๊าซมีเทนรั่วไหลหรือเกิดอุบัติเหตุจากการขุดขยะเก่าซึ่งอัดแน่นเป็นเวลาหลายปี อีกทั้งไม่มีหลักประกันใดๆ ว่าฮาร์ดดิสก์จะยังสามารถใช้งานอยู่

10.- คดีนี้ยืดเยื้อนานเกินกว่าที่เจมส์คาดการณ์ไว้มาก จากที่คิดว่าอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือน กลับลากยาวมาจนถึงปี 2022 โดยที่เจมส์ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ขุดหาฮาร์ดดิสก์ในบ่อขยะอย่างเป็นทางการ แต่แทนที่จะยอมแพ้ เจมส์กลับยกระดับแผนการของเขาให้จริงจังและเป็นระบบยิ่งขึ้นกว่าที่เคย

ในเดือนสิงหาคมปี 2022 เจมส์ประกาศแผนปฏิบัติการขุดหาฮาร์ดดิสก์รูปแบบใหม่ที่ล้ำหน้าทั้งด้านเทคโนโลยีและความปลอดภัย โดยใช้แขนกลอัจฉริยะที่ควบคุมด้วยระบบ AI เพื่อสแกนขยะทีละชิ้นและวิเคราะห์ว่าชิ้นไหนมีแนวโน้มเป็นฮาร์ดดิสก์เป้าหมาย นอกจากนี้ยังจะใช้โดรนบินสำรวจพื้นที่ พร้อมหุ่นยนต์สุนัขทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยในไซต์งาน

แผนการนี้ยังรวมถึงการจ้างทีมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง 8 คนที่มีประสบการณ์ในด้านการขุดหลุมฝังกลบ และหนึ่งในที่ปรึกษาด้านการกู้ข้อมูลก็คืออดีตผู้เชี่ยวชาญที่เคยมีส่วนร่วมในการกู้กล่องดำของกระสวยอวกาศโคลัมเบียหลังเกิดเหตุระเบิดในปี 2003 ด้วย

11.- งบประมาณของโครงการถูกขยายเป็น 10–11 ล้านปอนด์ (ประมาณ 4–5 ร้อยล้านบาท) โดยมีบริษัทร่วมทุนเอกชนเข้ามาสนับสนุน แลกกับการถือหุ้น 30% จากมูลค่าบิทคอยน์ที่อาจกู้คืนได้ เจมส์ยังมีแนวคิดต่อยอดอีกขั้นว่า หากค้นหาฮาร์ดดิสก์สำเร็จ เขาจะใช้เงินส่วนหนึ่งพัฒนาโครงการเหมืองขุดคริปโตของชุมชนบนพื้นที่หลุมฝังกลบนั้น โดยใช้พลังงานหมุนเวียนจากแสงอาทิตย์หรือพลังงานลมในการปั่นกระแสไฟฟ้าสำหรับเหมืองแห่งนี้ อย่างไรก็ตามเทศบาลเมืองก็ไม่ได้อนุมัติแผนการนี้แต่อย่างใด

12.- เมื่อคำขอไม่ได้ผลเจมส์จึงยื่นเรื่องฟ้องศาลในปี 2024 และคำสั่งศาลก็ตัดสินออกมาในเดือนมกราคม ปี 2025 โดยศาลมีคำตัดสินให้เจมส์พ่ายแพ้ในคดีนี้ โดยผู้พิพากษาเห็นพ้องกับฝ่ายเทศบาลที่ระบุว่า “เมื่อขยะถูกทิ้งลงในหลุมฝังกลบแล้ว ทรัพย์สินในนั้นถือเป็นกรรมสิทธิ์ของเทศบาลทันที” และเจมส์ไม่มีสิทธิ์ตามกฎหมายในการเรียกคืน

13.- การสิ้นสุดคดีนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญ เพราะไม่เพียงทำให้โอกาสในการกู้คืนบิทคอยน์แทบเป็นศูนย์ แต่หลังจากนั้นไม่นานเทศบาลเมืองนิวพอร์ตกลับประกาศว่า “จะปิดบ่อขยะและปิดผนึกพื้นที่นี้ถาวร” พร้อมกันนั้นก็ได้รับใบอนุญาตให้พัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์มบนพื้นที่บางส่วนของหลุมฝังกลบด้วย

เจมส์ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่าเขารู้สึก “ตกใจพอสมควร” ที่ได้ทราบแผนนี้ เพราะในการพิจารณาคดี ศาลเพิ่งรับฟังคำแถลงจากเทศบาลว่า การอนุญาตให้เขาขุดหลุมฝังกลบจะ “ส่งผลเสียอย่างใหญ่หลวงต่อชาวเมืองนิวพอร์ต” เพราะต้องปิดพื้นที่ในการค้นหา แต่สุดท้ายกลับวางแผนจะปิดหลุมกลบนี้ถาวรในเวลาใกล้เคียง

14.- นั่นทำให้เจมส์ออกมาเปิดเผยว่า เขาอาจพิจารณาซื้อพื้นที่หลุมฝังกลบทั้งผืนจากเทศบาล “ตามสภาพ” เพื่อดำเนินการค้นหาฮาร์ดดิสก์ด้วยตัวเอง และเขาได้หารือเบื้องต้นกับนักลงทุนเอกชนเกี่ยวกับความเป็นไปได้นี้แล้ว ซึ่งก็ต้องดูกันต่อไปว่าเขาจะกู้คืนฮาร์ดดิสก์สำเร็จหรือไม่!

#TWCVatiety #twcwales #TWCUK #TWC_Salmon