เมื่อเอ่ยถึง “มองโกล” หลายคนอาจนึกถึงจักรวรรดิอันเกรียงไกรของเจงกีสข่านที่เคยปกครองครึ่งหนึ่งของมหาทวีป แต่ในอีกมุมหนึ่งของโลก ชาวมองโกลที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินจีน ณ เขตปกครองตนเองมองโกเลียใน กลับกำลังเผชิญกับกระแสการกลืนกลายที่ค่อยๆ พรากอัตลักษณ์ของพวกเขาไปทีละน้อย
ในอดีต มองโกเลียในเคยเป็นดินแดนของชาวมองโกล แต่เมื่อราชวงศ์หยวน ราชวงศ์จีนที่ชาวมองโกลสถาปนาขึ้นล่มสลายลงในปี 368 อำนาจของชาวมองโกลก็ค่อย ๆ ถูกลดบทบาทลง
เข้าสู่ยุคราชวงศ์ชิง (1644–1911) ชาวเผ่ามองโกลเข้ามาตั้งรกรากอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ และมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับชาวจีนฮั่นและแมนจูในพื้นที่ จนกลายมาเป็นส่วนที่เรียกว่า “มองโกเลียใน” (Inner Mongolia)
ชาวมองโกลในเขตนี้ยังคงได้รับสิทธิบางประการ เช่น การปกครองตนเองผ่านระบบขุนนางแคว้น แต่ในความเป็นจริง พวกเขาถูกผูกพันด้วยกฎระเบียบและอำนาจจากเมืองหลวงมากขึ้นทุกที โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปลายราชวงศ์ชิงที่มีนโยบาย “เปิดดินแดน” ให้กับชาวฮั่นเข้ามาตั้งถิ่นฐานเพื่อเสริมกำลังและพัฒนาเศรษฐกิจ
แต่หลังการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 1949 รัฐบาลกลางได้ดำเนินนโยบาย “พัฒนาแนวชายแดน” อย่างเข้มข้น โดยส่งเสริมให้ชาวฮั่นจำนวนมากอพยพเข้าสู่มองโกเลียใน เพื่อเป้าหมายด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการรวมกลุ่มชาติพันธุ์ให้เป็นหนึ่งเดียว
ผลที่เกิดขึ้นคือการเปลี่ยนแปลงทางประชากรอย่างรุนแรง จากดินแดนที่เคยเป็นบ้านของชาวมองโกลมาแต่โบราณ กลับกลายเป็นดินแดนที่ชาวมองโกลกลายเป็น ชนกลุ่มน้อยเพียง 17% ของประชากร ขณะที่ชาวฮั่นกลายเป็นประชากรส่วนใหญ่
ในปี 2020 หน่วยงานด้านการศึกษาของมองโกเลียในได้ประกาศนโยบายเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ นั่นคือ การแทนที่การเรียนการสอนวิชาหลัก เช่น ภาษาและวรรณกรรม ศีลธรรมและกฎหมาย ประวัติศาสตร์ ด้วย ภาษาจีนกลาง แทนภาษามองโกลซึ่งเคยใช้มาแต่ดั้งเดิม
นโยบายนี้ก่อให้เกิดกระแสต่อต้านจากชาวมองโกลจำนวนมากที่มองว่า นี่คือการ “ทำลายตัวตน” และ “ลบเลือนวัฒนธรรม” ของตนเอง การประท้วงจำนวนมากเกิดขึ้นทั่วเขตมองโกเลียใน แต่กลับถูกควบคุมอย่างเข้มงวดโดยเจ้าหน้าที่รัฐ หลายครอบครัวปฏิเสธที่จะส่งลูกเข้าโรงเรียน และมีรายงานการจับกุมผู้ที่ร่วมเคลื่อนไหว
อีกหนึ่งมิติของความเปลี่ยนแปลงคือ การเปลี่ยนผ่านจากสังคมเร่ร่อนสู่สังคมอุตสาหกรรม เพราะรัฐบาลจีนได้ส่งเสริมอุตสาหกรรมเหมืองแร่ การเกษตร และการตั้งถิ่นฐานถาวรในเขตมองโกเลียในอย่างเข้มข้น ส่งผลกระทบต่อผืนทุ่งหญ้าที่เคยเป็นพื้นที่เลี้ยงสัตว์ของชนเผ่ามองโกล
วิถีชีวิตเร่ร่อนที่เคยเป็นรากแก้วของอัตลักษณ์ชาวมองโกล ถูกแทนที่ด้วยการอพยพเข้าเมือง บางรายถูกบังคับย้ายภายใต้เหตุผลเรื่อง “การป้องกันสิ่งแวดล้อม” หรือ “พัฒนาเศรษฐกิจ” แต่ผลที่ตามมาคือการหลุดพ้นจากชุมชน การไร้รายได้ และความเปราะบางทางสังคม
ภายใต้ยุคที่จีนมุ่งมั่นสร้างอัตลักษณ์ชาติให้เป็นหนึ่งเดียว การแสดงออกเชิงชาติพันธุ์โดยเฉพาะที่ต่างจากกรอบรัฐ ถูกมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง ทำให้นักเคลื่อนไหวชาวมองโกลที่เรียกร้องให้อนุรักษ์ภาษา วัฒนธรรม หรือสิทธิในที่ดิน ถูกควบคุมตัวและเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด
หลายองค์กรระหว่างประเทศและนักสิทธิมนุษยชนแสดงความกังวลต่อสถานการณ์นี้ โดยชี้ว่า นี่เป็นแบบแผนเดียวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในทิเบตและซินเจียง
การเสื่อมถอยของชาวมองโกลในจีนไม่ใช่เพียงเรื่องของสถิติประชากร แต่คือเรื่องของการถูกลบเลือนอัตลักษณ์อย่างเป็นระบบ จากนโยบายการรวมศูนย์ของรัฐ การใช้ภาษาราชการเป็นเครื่องมือควบคุมจิตสำนึก และการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่ไม่สอดคล้องกับรากวัฒนธรรม
ในขณะที่ท้องฟ้าเหนือทุ่งหญ้ายังคงเปิดกว้าง ชาวมองโกลบางคนยังคงเฝ้าฝันถึงโลกที่เสียงของพวกเขาจะกลับมาได้ยินชัดอีกครั้งในบ้านของตนเอง…
#TWCVariety #TWCChina #TWCMongolia #TWC_Rama
0 Comment