จากบทความก่อนหน้า เมื่อศึกแม่น้ำคาลก้าสิ้นสุดลงด้วยความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับของฝ่ายพันธมิตรเจ้าชายรัสเซีย หากแต่ศึกครั้งนี้กลับถูกจดจำในหมู่เจ้าชายแห่งรัสเซีย “เพียงชั่วครู่หนึ่ง” เท่านั้น

เพราะศึกครั้งนั้นเป็น “ศึกที่แปลกประหลาด” กับศัตรูที่เหล่าเจ้าชายไม่เคยรู้จักมาก่อน กองทัพศัตรูทำสงครามกับพวกเขาและจากไปอย่างไร้ร่องรอยราวกับลมพายุ

กองทัพศัตรูจากทุ่งหญ้าอันไกลโพ้นไม่ยึดครองเมือง ไม่สร้างป้อมปราการ หรือยึดครองผืนดินในแถบนี้ใดๆ ทั้งสิ้นหลังได้รับชัยชนะ แต่พวกเขากลับเดินทัพกลับไปยังทุ่งหญ้าและภูเขาแห่งเอเชียกลาง ทำให้เหล่าเจ้าชายหลงลืมและไม่สนใจภัยจากทางตะวันออกเท่าที่ควร

หารู้ไม่นั่นคือ “ความประมาท” ที่จะนำมาซึ่งหายนะ เมื่อเสียงกองทัพม้าจำนวนมหาศาลเริ่มคลื่นพลเข้ามาใกล้ดินแดนยุโรปและครั้งนี้ไม่ใช่แค่การลาดตระเวนอีกต่อไป

การรุกรานครั้งนี้จะทำให้มองโกลยึดครองดินแดนแถบรัสเซียนี้ไปอีกหลายสิบปี

การรุกรานครั้งนี้จะเปลี่ยนแปลงกระแสของอำนาจในรัสเซียไปตลอดกาล

การรุกรานครั้งนี้เป็นเพียวบันไดขึ้นแรกสู่การรุนรานยุโรปเท่านั้น

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามไปพร้อมกันครับ

________________________________

🏰 แผนการพิชิตยุโรป
🏰 เริ่มต้นการรุกราน
🏰 นครแห่งแรกที่ล่มสลาย
🏰 หายนะของแคว้นวลาดีมีร์-ซูซดาล
🏰 มอสโกถูกทำลาย แต่โนฟโกรอดรอดได้ราวปาฏิหาริย์
🏰 เคียฟล่มสลาย
🏰 ประตูสู่ยุโรปถูกเปิดออก

________________________________

🏰 แผนการพิชิตยุโรป

1. หลังจากชัยชนะของมองโกลเมื่อศึกแม่น้ำคาลก้า พวกมองโกลได้รับชัยชนะเหนือพันธมิตรเจ้าชายรัสเซีย รวมทั้งได้ข้อมูลอีกมหาศาลว่าชาวตะวันตกนั้นอ่อนแอกว่าที่ตนคาดการณ์ไว้เพียงใด

ไม่เพียงแค่ข้อมูลของชาวยุโรปเท่านั้น แต่มองโกลเลือกใช้เส้นทางอ้อมกลับจักรวรรดิผ่านเทือกเขาคอเคซัส เข้าสู่อาร์เมเนีย อาเซอร์ไบจาน และเปอร์เซีย ก่อนเดินทางสู่เอเชียกลาง เพื่อทดสอบศักยภาพข้าศึก และที่สำคัญกว่านั้นคือการเก็บข้อมูลภูมิประเทศ เส้นทางลำเลียง สภาพอากาศ วัฒนธรรม และการเมืองของดินแดนยุโรปตะวันออกทั้งหมดที่พวกเขาเดินผ่านเพื่อแผนการลำดับต่อไป

2. ในช่วงเวลานั้นจักรวรรดิมองโกลเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านผู้นำ เมื่อเจงกีสข่านสิ้นพระชนม์ในปี 1227 บุตรชายคนที่สามของเขาคือ อ็อกได ข่าน ได้รับการแต่งตั้งเป็นข่านใหญ่ในที่ประชุมคูรูไล (Kurultai)

อ็อกไดข่านไม่เพียงต้องการสานต่อภารกิจของบิดาเท่านั้น แต่ได้วางรากฐานให้จักรวรรดิกลายมหาอำนาจในทุกๆด้าน ไม่ใช่แค่จักรวรรดิของนักรบ โดยเขาเป็นผู้วางระบบคลัง ทหาร เส้นทางม้าเร็ว และอำนาจปกครองท้องถิ่นอย่างจริงจัง เขาสร้างเมืองหลวงถาวรที่คาราโครัม (Karakorum) และเริ่มแต่งตั้งแม่ทัพ ขุนนางท้องถิ่น และหัวหน้ากองกำลังสำหรับทุกภูมิภาคที่จักรวรรดิจะขยายไปถึง และเริ่มสนใจดินแดนทางตะวันตกอย่างจิงจัง

3. ช่วงสิบกว่าปีที่มองโกล “ไม่ปรากฏตัวในยุโรป” นั่นคือช่วงที่พวกเขาเตรียมตัวอย่างเงียบๆ ซูบูไตกลับไปรายงานต่อข่านใหญ่ว่ายุโรปตะวันออกมีจุดอ่อนร้ายแรงเพียงใด ทั้งในด้านทั้งการเมืองที่ไม่เป็นเอกภาพ และกองทัพส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพากองทัพอัศวินเกราะหนักโดยเน้นที่จำนวน มากกว่าการใช้กลยุทธ์ที่แยบยล

4. เมื่อเห็นสถานการณ์เป็นเช่นนี้ พวกมองโกลจึงเริ่มวางแผนรุกรานยุโรปในดินแดนที่ลึกเข้าไปอีก โดยไม่ใช่แค่การสำรวจเหมือนครั้งก่อน แต่เป็นการรุกรานด้วยกองทัพเต็มรูปแบบเพื่อโค่นล้มรัฐที่ขวางทางการขยายอำนาจของมองโกล

พร้อมทั้งสร้างแนวอิทธิพลใหม่ระหว่างจักรวรรดิมองโกลกับยุโรปตะวันตก โดยวางแผนการโจมตีเริ่มต้นด้วยการตัดใจกลางของยุโรปกลางให้ได้เป็นอันดับแรก เป้าหมายคือโปแลนด์กับฮังการี ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ซึ่งอยู่ตรงกลางระหว่างรัสเซีย เยอรมัน และไบแซนไทน์

5. แผนในการรุกรานยุโรปทั้งหมดอยู่ในการควบคุมของบาตู ข่าน (Batu Khan) หลานของเจงกีสข่าน ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นแม่ทัพใหญ่สำหรับแนวรบตะวันตก ในส่วนซูบูไตแม่ทัพใหญ่จากศึกคาลก้าได้เป็นที่ปรึกษาเนื่องด้วยวัยที่มากขึ้น

6. ภายใต้ยุทธศาสตร์ที่เสนอโดยซูบูไต กองทัพมองโกลจะแตกออกเป็น 3 ปีก ปีกที่หนึ่งโจมตีโปแลนด์จากทางเหนือ อีกปีกเจาะเข้าสู่ฮังการีตรงกลาง และอีกปีกอ้อมผ่านทรานซิลเวเนียเข้าสู่ดานูบจากด้านหลัง เป้าหมายคือการแบ่งกองกำลังศัตรูไม่ให้รวมกำลังต่อต้านได้ทันเวลา และทำให้เมืองใหญ่ทั้งหมดต้องแยกกันต้านทานทัพมองโกลอย่างโดดเดี่ยว โดยใช้การโจมตีแบบรวดเร็วที่นักรบมองโกลถนัด

7. เพื่อแผนการนี้ บรรดารัฐเจ้าชายรัสเซียต้องถูกตีให้ย่อยยับเป็นอันดับแรก เพราะเป็นแนวกันชนระหว่างมองโกลกับยุโรปตะวันตก หากยังปล่อยให้รัฐเจ้าชายเหล่านี้มีอยู่จะเป็นภัยคุกคามในแนวหลังระหว่างการรุกรานยุโรปได้ รวมทั้งรัสเซียยังเป็นดินแดนที่เคยต่อต้านมองโกลในศึกครั้งก่อน และยิ่งไปกว่านั้นพวกมองโกลต้องการยึดดินแดนแห่งนี้ไว้ภายใต้จักรวรรดิตนเองอย่างถาวร..

________________________________

🏰 เริ่มต้นการรุกราน

8. และแล้วในช่วงปลายปี 1236 จักรวรรดิมองโกลได้เริ่มเคลื่อนกองทัพใหญ่ที่คาดการณ์ว่าสูงถึง 100,000 – 150,000 นาย เดินทัพสู่ดินแดนรัสเซีย โดยแบ่งทัพตามรูปแบบ ทูเมน (Tümen) หรือการแบ่งทัพเป็นหลักหมื่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสั่งการทัพ

9. นอกจากกองทหารม้ามองโกลที่เดินทางไปรบแล้ว พวกเขายังทำเส้นทางเสบียงเพื่อลำเลียงม้า อาวุธ อีกทั้งได้นำวิศวกรชาวจีน ชาวคาราคิไต และชาวเปอร์เซียมาทำหน้าที่ในจัดการยุทโธปกรณ์เพื่อการล้อมเมืองโดยเฉพาะอีกด้วย

(เกร็ดความรู้) มองโกลเลือกประสิทธิภาพมากกว่าเน้นปริมาณทหารจำนวนมาก ทหารม้ามองโกลทุกนายล้วนเป็นทหารอาชีพที่ชำนาญการรบ ไม่ใช่การนำประชาชนทั่วไปมาฝึก รวมทั้งยุทวิธีแบบหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าโดยตรง ทำให้หลีกเลี่ยงการสูญเสียกำลังพลได้อีกด้วย

และปัจจัยข้อจำกัดด้วยมองโกลเดินทัพในพื้นที่ห่างไกลนับพันกิโลเมตรจากที่ตั้งหลักในเอเชีย เสบียงที่ต้องใช้จึงอาจไม่เพียงพอได้หากนำกำลังทหารม้าไปมากกว่านี้ กำลังพลเท่านี้จึงเพียงพอแล้วในการรุกราน

________________________________

🏰 นครแห่งแรกที่ล่มสลาย

10. เป้าหมายแรกคือ นครเรียซัน (Ryazan) เจ้าชายของรัฐนี้คือหนึ่งในผู้นำที่เคยส่งกองทัพร่วมรบกับพันธมิตรชาวรัสเซียในศึกแม่น้ำคาลก้า อีกทั้งเป็นแนวต้านสำคัญในการเดินทัพเข้าสู่พื้นที่ตอนในของยุโรปตะวันออก

มองโกลทราบจากการลาดตระเวนครั้งก่อนหน้าแล้วว่า เรียซันคือรัฐที่แยกตัวโดดเดี่ยว ไม่มีกำลังเสริมจากพันธมิตรใกล้เคียง และการโจมตีรัฐนี้ก่อนจะทำให้รัฐเจ้าชายอื่น ๆ เกิดความแตกตื่นและสั่นคลอน

11. พวกมองโกลยื่นข้อเสนอแบบเดิม ให้ส่งบรรณาการ, ยอมสวามิภักดิ์, และเปิดประตูเมือง แต่เจ้าชายแห่งเรียซันปฏิเสธอย่างแข็งกร้าว ทำให้เรียซันกลายเป็นเมืองแรกที่ได้ลิ้มรสของยุทธวิธี “ทำลายเพื่อขู่เมืองอื่น” ของมองโกล

12. กองทัพมองโกลเคลื่อนทัพล้อมเมืองอย่างรวดเร็ว ตั้งค่ายเป็นวงแหวน และเริ่มติดตั้งเครื่องยิงหินโดยเหล่าวิศวะกรที่พวกเขาพามาด้วย เครื่องยิงของมองโกลนั้นทันสมัยกว่าที่ชาวยุโรปใช้กันในยุคสมัยนั้นและยังติดตั้งเสร็จได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน

ความเร็วในการเตรียมการศึกนี้ ทำให้นครเรียซันตั้งตัวไม่ทันเพราะกระบวนการติดตั้งเครื่องยิงหิน ปกติใช้เวลาเป็นสัปดาห์กว่าจะแล้วเสร็จในขณะที่กองทัพมองโกลใช้เวลาเพียง 2-3 วันเท่านั้น

13. แม้จะเป็นนครใหญ่ของรัฐเจ้าชายรัสเซีย นครเรียซันก็ไม่อาจทานการล้อมของมองโกลได้เกินหกวัน เมื่อกำแพงเมืองแห่งนี้แตก เมืองได้กลายเป็นทะเลเพลิง บ้านเรือน มหาวิหาร และพระราชวังของเจ้าชายถูกเผาผลาญจนสิ้นซาก

มองโกลเริ่มสังหารเครือญาติของเจ้าชายต่อหน้าชาวเมือง ผู้คนที่ต่อสู้หรือหลบหนีถูกจับโยนเข้ากองไฟหรือแขวนคอที่ลานใจกลางเมือง สตรีจำนวนมากถูกจับเป็นเชลยแล้วส่งต่อไปยังค่ายมองโกลเพื่อใช้งานเป็นทาสหรือเป็นเครื่องบรรณาการแก่แม่ทัพ และมีทหารบางหน่วยของมองโกลที่ได้รับอนุญาตให้ “ปล้นได้เต็มที่” เป็นรางวัลหลังเมืองแตกซึ่งถือเป็นวัฒนธรรมของสงครามในยุคนั้น

พวกมองโกลปล่อยให้ผู้รอดชีวิตบางส่วนหนีรอดไปได้ เพื่อเล่าความโหดร้ายว่านครรัฐใดก็ตามที่ไม่ยอมจำนนกับมองโกลแต่โดยดี นครรัฐนั้นต้องเผชิญกับชะตากรรมอะไรบ้าง

________________________________

🏰 หายนะของแคว้นวลาดีมีร์-ซูซดาล

14. ข่าวการล่มสลายอันรวดเร็วและความโหดร้ายของทัพมองโกล แพร่กระจายไปทั่วรัฐเจ้าชายรัสเซียต่างๆ เช่น ซูซดาล (Suzdal), วลาดิเมียร์ (Vladimir) และเปเรสลาฟล์ (Pereslavl) จนเกิดความแตกตื่นไปทั่วสารทิศไม่เว้นแม้แต่ในหมู่เจ้าผู้ปกครองนคร

15. มองโกลเริ่มแผนการโจมตีครั้งถัดไปอย่างไม่รีบร้อน โดยดำเนินตามแผนยุทธศาสตร์ที่วางไว้ล่วงหน้าอย่างมีระบบโดย ซูบูไตและบาตู ข่านได้แบ่งทัพมองโกลออกเป็นหลายทัพ ทัพหนึ่งมุ่งหน้าสู่นครซูซดาลและวลาดีเมียร์ เพื่อโจมตี “ศูนย์กลางอำนาจใหม่ของรัสเซีย”

ทัพรองเคลื่อนไปทางตะวันตกเฉียงใต้เพื่อขัดขวางกำลังเสริมจากเคียฟและโนฟโกรอด ขณะเดียวกันแนวหลังยังคงเตรียมเส้นทางเสบียง เส้นทางส่งสาร และจุดพักม้าทุก 25–30 กิโลเมตร เพื่อให้ทัพมองโกลสามารถทำการรบได้อย่างไม่ขาดตอนตามแผนที่วางไว้

16. แผนถัดไปของมองโกลคือ “การทำลายศูนย์กลางอำนาจของเจ้าชายรัสเซียเป็นลำดับ” และเป้าหมายสำคัญถัดไปคือ ซูซดาล และ วลาดีเมียร์ ซึ่งในเวลานั้นถือเป็นศูนย์กลางอำนาจที่สำคัญของแคว้นวลาดีเมียร์-ซูซดาล อันเป็นรัฐที่กำลังรุ่งเรืองและถูกมองว่าเป็นผู้นำในบรรดารัฐเจ้าชายรัสเซียหลังจากการเสื่อมถอยของเคียฟ

17. พวกมองโกลใช้วิธี กดดันและการแยกโจมตีแต่ละเป้าหมาย โดยส่งกองทัพย่อยโจมตีเมืองเล็กๆ รอบนครซูซดาล เพื่อป้องกันการถูกลอบโจมตีจากด้านหลังและเปิดเส้นทางการลำเลียงเสบียง ในส่วนทัพหลักของมองโกลให้เคลื่อนเข้าโจมตีนครซูซดาล

พวกมองโกลไม่เสียเวลาไปกับการล้อมเมืองแบบนครเรียซัน แต่เลือกเปิดการโจมตีโดยใช้การ “โจมตีต่อเนื่องทั้งกลางวันและกลางคืน” เพื่อข่มขวัญและทำให้ศัตรูอ่อนแอจากการไม่ได้พักผ่อนแทน

18. กองทัพมองโกลใช้ ทหารม้าเร็วล้อมเมืองในรูปแบบวงแหวนแบบหลวม แต่เพื่อตัดเส้นทางเข้าออกเมือง โดยเฉพาะเส้นทางน้ำและเสบียง ขณะเดียวกันก็วางเครื่องยิงหินอย่างแม่นยำโดยเลือกเป้าโจมตีที่ “จุดอ่อนของกำแพง” ซึ่งมักเป็นจุดเชื่อมระหว่างป้อมย่อยหรือแนวที่มีรอยซ่อมเก่า โดยยิงกำแพงติดต่อกันนานหลายชั่วโมง สลับกับการส่งหน่วยทหารทะลวงกำแพงเข้าไปเป็นระยะเพื่อบั่นทอนแนวต้านทีละน้อย จนกระทั่งกำแพงเมืองถล่มและแตกพ่ายลงในที่สุด

19. ในกรณีของ นครวลาดีเมียร์ พวกเขาใช้กลยุทธ์ “สงครามจิตวิทยาเชิงลึก” เพื่อสร้างความโกลาหลและความลังเลให้ฝ่ายศัตรูก่อนเริ่มการรบ พวกมองโกลเริ่มปล่อยข่าวลือว่ากำลังเคลื่อนทัพขึ้นเหนือไปตีโนฟโกรอด และบางข่าวลือก็บอกว่ากำลังเคลื่อนลงใต้ไปยังดินแดนไบแซนไทน์

ข่าวลือเหล่านี้ไม่ได้ถูกกระจายข่าวแบบมั่วซั่วไร้ทิศทาง แต่เป็นข่าวลือที่ถูก “วางแผน” ให้กระทบต่อการตัดสินใจทางยุทธศาสตร์ของรัฐเจ้าชายใกล้เคียง เพราะหากไม่มีใครรู้แน่ชัดว่ามองโกลจะโจมตีที่ไหนก่อน ก็จะไม่มีใครกล้าเสี่ยงส่งทัพออกจากเมืองของตัวเองออกมาเพื่อช่วยเหลือเมืองอื่น ที่มีข่าวว่าจะถูกโจมตี

20. ผลของข่าวลวงก็คือ วลาดีเมียร์ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูโดยไม่มีพันธมิตรใกล้เคียงช่วยเหลือใดๆเลย ทั้งที่ก่อนหน้าไม่นาน บรรดาเจ้าชายรัสเซียสามารถรวมตัวกันในศึกคาลก้าได้ แต่คราวนี้มองโกล “ป้องกันการรวมตัวของกองทัพพันธมิตร” ได้โดยไม่ต้องรบแต่ใช้เพียงข่าวลือและจิตวิทยาเท่านั้น

21. มองโกลเริ่มแผนโดยการส่ง “ทัพลวง” เข้าโจมตีพื้นที่รอบกรุงวลาดีเมียร์ ทั้งหมู่บ้าน จุดยุทธศาสตร์สำคัญ และเส้นทางเสบียง เพื่อล่อให้กองทัพบางส่วนในเมืองต้องออกมาตั้งรับนอกกำแพง แล้วใช้โอกาสนั้นโจมตีเมืองจากทิศทางที่ประสิทธิภาพการป้องกันลดลง

มองโกลไม่ได้ใช้การล้อมเมืองแบบการสร้างป้อมหรือค่ายล้อมรอบ แต่ใช้กองทหารม้าเบา กลุ่มเล็กๆ ผลัดกันเข้าโจมตี ทุกคืนติดต่อกันหลายวัน ทำให้กองกำลังแนวรับของวลาดีเมียร์ ไม่ได้พักเลยแม้แต่คืนเดียว ก่อให้เกิดความเหนื่อยล้า ความเครียด และความตื่นตระหนกสะสมในหมู่ทหาร

22. เมื่อเห็นว่าทุกอย่างพร้อมดีแล้ว มองโกลได้เปิดฉากโจมตีเต็มรูปแบบจากหลายทิศทางพร้อมกัน กำแพงเมืองที่ถูกเครื่องยิงหินยิงกร่อนมาตลอดหลายวันก็พังลงในที่สุด เมืองถูกยึดและเผาทำลาย แต่บางส่วนของประชากรและเชื้อพระวงศ์ยังคงหลบหนีเอาชีวิตรอดเข้าไปในอาสนวิหารได้โดยไม่ถูกไล่สังหาร แต่มันก็เพียงแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น…

23. หลังมองโกลจากไป พวกเขาก็วกกลับมาหลังจากนั้นไม่นานเพื่อยึดครองวลาดิเมียร์อย่างสมบูรณ์ เหตุการณ์สำคัญครั้งนี้คือการวางเพลิงอาสนวิหาร ซึ่งเป็นที่หลบภัยของเชื้อพระวงศ์ ขุนนาง และประชาชนจำนวนมากและสังหารผู้ที่หลบภัยอยู่ในอาสนวิหารทั้งหมด

________________________________

🏰 มอสโกถูกทำลาย แต่โนฟโกรอดรอดได้ราวปาฏิหาริย์

24. หลังจากที่วลาดีเมียร์ถูกยึดครองและทำลายไปแล้ว กองทัพมองโกลยังคงรุกคืบหน้าต่อไป โดยเป้าหมายถัดไปคือมอสโก ในปี 1238 มอสโกในเวลานั้นยังเป็นเพียงเมืองเล็กๆ ที่ไม่ได้มีป้อมปราการแข็งแกร่งนัก เจ้าชายยูริที่ 2 แห่งวลาดีเมียร์ได้ส่งบุตรชายสองคนไปป้องกันเมือง แต่ก็ไม่สามารถต้านทานกองทัพมองโกลที่แข็งแกร่งได้

25. กองทัพมองโกลภายใต้การนำของบาตู ข่าน เข้ายึดครองมอสโกได้อย่างไม่ยากเย็นนัก เมืองถูกปล้นสะดมและเผาทำลาย ประชาชนส่วนใหญ่ถูกสังหารหรือจับไปเป็นเชลย แม้ว่าการยึดครองมอสโกในครั้งนั้นจะไม่ได้มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์เท่าการยึดเมืองใหญ่อื่นๆ แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของมองโกลที่จะกวาดล้างทุกรัฐเจ้าชายที่ขวางทางการรุกคืบหน้าของพวกเขา และเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังรัฐอื่นๆ ที่ยังคงต่อต้านพวกเขา

26. กองทัพมองโกลได้หันทัพขึ้นไปทางทิศเหนือ โดยมีเป้าหมายอยู่ที่นครโนฟโกรอด ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองที่ร่ำรวยและมีอิทธิพลมากที่สุดในบรรดารัฐเจ้าชายรัสเซีย

กองทัพมองโกลเคลื่อนพลผ่านเมืองต่างๆ ทางตอนเหนือ รวมถึงทอร์ซฮอค (Torzhok) ซึ่งเป็นปราการสำคัญบนเส้นทางสู่โนฟโกรอด แม้ว่าชาวเมืองทอร์ซฮอคจะต่อต้านกองทัพมองโกลอย่างกล้าหาญนานกว่าสองสัปดาห์ แต่ในที่สุดเมืองก็ถูกยึดครองและทำลายลง

27. อย่างไรก็ตาม เมื่อกองทัพมองโกลเข้าใกล้โนฟโกรอด พวกเขากลับตัดสินใจที่จะไม่โจมตีและถอนทัพกลับอย่างไม่มีใครทราบเหตุผล นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าด้วยหลายปัจจัยที่ไม่อำนวยการรบในรูปแบบของกองทัพมองโกล ส่งผลให้พวกเขายกทัพกลับไม่โจมตีต่อ

เช่น สภาพภูมิประเทศที่เป็นหนองบึงและป่าทึบรอบเมืองโนฟโกรอด ซึ่งไม่เหมาะกับการเคลื่อนที่ของทหารม้าของมองโกล การเริ่มต้นของฤดูใบไม้ผลิที่ทำให้ดินโคลนและเส้นทางสัญจรยากลำบากมากขึ้น

ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม บาตู ข่าน ตัดสินใจว่าการโจมตีโนฟโกรอดนั้นไม่คุ้มค่ากับความเสี่ยงและทรัพยากรที่อาจต้องสูญเสียไป ทำให้โนฟโกรอด รอดพ้นจากการถูกทำลายล้างราวปาฏิหาริย์

________________________________

🏰 เคียฟล่มสลาย

28. เป้าหมายสำคัญลำดับสุดท้ายคือ นครเคียฟ ซึ่งแม้ว่าความสำคัญทางการเมืองจะลดลงไปมาก จากยุคที่เคียฟเคยรุ่งเรือง แต่นครแห่งนี้ก็ยังคงเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และจิตวิญญาณอย่างสูงในหมู่ชาวรัสเซีย การยึดครองเคียฟจึงเป็นสัญลักษณ์สำคัญของการครอบครองดินแดนรัสเซียทั้งหมด

29. ยุทธวิธียังคงเป็นรูปเดิมคือการโจมตีจุดอ่อนของกำแพงเมืองอย่างต่อเนื่อง โดยใช้เครื่องยิงหิน ประมาณ 32 เครื่อง ยิงต่อเนื่องหลายวันจนกำแพงพังทลาย เมื่อกำแพงพังทลายลง มองโกลได้บุกเข้าเมืองและต่อสู้กับกองกำลังป้องกันอย่างดุเดือด โดยใช้การโจมตีต่อเนื่องทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อทำลายขวัญกำลังใจของผู้ป้องกัน

30. เมื่อกองทัพมองโกลบุกเข้าสู่เคียฟ การต่อสู้ตามท้องถนนเป็นไปอย่างดุเดือด แต่ด้วยจำนวนและประสบการณ์ที่เหนือกว่า ทำให้กองกำลังป้องกันของเคียฟค่อยๆ พ่ายแพ้ มองโกลได้ทำการสังหารพลเรือนและทหารอย่างไร้ความปราณี อาคารบ้านเรือน โบสถ์ และทรัพย์สินถูกปล้นสะดมและเผาทำลาย มหาวิหารแห่งทศางค์ (Church of the Tithes) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเคียฟรุส ก็ถูกทำลายลงอย่างน่าเศร้า เมืองที่เคยรุ่งเรืองกลายเป็นเพียงซากปรักหักพังในปี 1240

เคียฟถูกทำลายแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิม มีเพียงอาคารหลักไม่กี่แห่งที่รอดพ้นจากการทำลาย ตามบันทึกบางฉบับระบุว่าประชาชนส่วนใหญ่ในเมืองถูกสังหารเหลือรอดเพียงราว 2,000 คนจากประชากรราว 50,000 คน

________________________________

🏰 ประตูสู่ยุโรปถูกเปิดออก

31. การล่มสลายของเคียฟถือเป็นการสิ้นสุดการรุกรานรัสเซียครั้งใหญ่ของมองโกล แม้ว่าการควบคุมดินแดนทั้งหมดจะยังไม่สมบูรณ์ แต่รัฐเจ้าชายรัสเซียส่วนใหญ่ก็ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลและการควบคุมของจักรวรรดิมองโกล

32. ชัยชนะอันยิ่งใหญ่เหนือดินแดนรัสเซียเป็นเพียงการปูทางไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่กว่า นั่นคือการรุกรานทวีปยุโรปอันอุดมสมบูรณ์และเต็มไปด้วยรัฐต่างๆ ที่แตกแยก บัดนี้ กองทัพที่เคยสร้างความหวาดหวั่นไปทั่วดินแดนรัสเซียกำลังเตรียมพร้อมที่จะแผ่ขยายอำนาจของจักรวรรดิมองโกลไปทางตะวันตก โดยมีเป้าหมายถัดไปที่ฮังการีและโปแลนด์

บททดสอบแท้จริงของยุโรป กำลังจะเริ่มต้นในสมรภูมิที่เป็นดั่งหายนะของชาวยุโรปที่ไม่มีวันลืม นั่นคือ ศึกเลนิก้า และ ศึกโมฮี..

________________________________

#TWCHistory #TWCRussia #TWCUkraine #TWCMongolia #TWC_Salmon