ญี่ปุ่นในช่วงเวลานั้นอยู่ในยุคเซนโงคุหรือ “รณรัฐ” เป็นภาวะที่ประเทศแตกเป็นหลายก๊กหลายฝ่ายต่อสู้กัน ซึ่งก่อนหน้านี้ญี่ปุ่นเคยมีตำแหน่งผู้นำทางทหารอย่าง “โชกุน” ที่ทำหน้าที่ปกครองบริหารบ้านเมือง (ญี่ปุ่นมีจักรพรรดิ แต่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ ผู้มีอำนาจจริงๆ เคยเป็นโชกุน)
แต่ตอนนั้นแม้แต่โชกุนก็ไม่มีอีกแล้ว สุญญากาศทางอำนาจทำให้บ้านเมืองวุ่นวายสับสน ใครพอมีกำลังก็ตั้งตัวเป็นขุนศึกชิงความเป็นใหญ่ ส่งผลให้ช่วงเวลานี้มีขุนศึกเก่งกล้ามากมาย

…ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ “โมริ โมโตนาริ” ขุนศึกที่รวบรวมและครองความยิ่งใหญ่แถบบริเวณภูมิภาคตะวันตกของญี่ปุ่น…

เดิมในวัยเด็กโมโตนาริมีชื่อเดิมว่า “โชจูมารุ” เป็นบุตรคนรองของไดเมียวแห่งแคว้นอะกิ ทว่าบิดาของเขากลับรักลูกคนโตมากกว่า และไม่สนใจโมโตนาริเท่าที่ควร อีกทั้งยังให้เขาไปอยู่ในการดูแลของเจ้าตระกูลย่อย

…พ่อไม่รักว่าซวยแล้ว โมโตนาริยังถูกพวกตระกูลย่อยรังแกขับไล่ออกจากปราสาทไปอยู่กระท่อมโทรมๆ ใช้ชีวิตวัยเยาว์คลุกคลีกับพวกไพร่ ชาวบ้าน ทหารเลว จนถูกเรียกว่า “เจ้าชายขอทาน” …

โมโตนาริในวัยเด็กนั้นกล่าวกันว่า “เป็นคนหน้านิ่งไม่แสดงอารมณ์ใดๆ แต่ภายในใจกลับเต็มไปด้วยความใจกล้าบ้าบิ่นเกินเด็ก” โดยเขาเคยสร้างวีรกรรมสำคัญคือ เขาเพากลุ่มเด็กลอบหนีออกนอกเขตของตนในยามวิกาล เตลิดไปจนเจอไดเมียว “อะมาโกะ สึเนะฮิสะ” นำทัพผ่านมา ตอนนั้นพวกเด็กๆ นึกว่าสึเนะฮิสะเป็นผีก็ตกใจหวาดกลัว แต่โชจูมารุแม้เห็นเป็นผียังรู้สึกอยากปราบแบบโกสต์บัสเตอร์ เลยชักธนูยิงใส่สึเนะฮิสะ!

…ทว่าลูกธนูนั้นพลาดเป้า แต่ทำให้สึเนะฮิสะตะลึงในความกล้าของเด็กน้อย จึงไว้ชีวิตเขา พร้อมบอกว่ารอไว้โตก่อน คงเป็นคู่ต่อสู้ที่สู้ด้วยสนุก…

เมื่อโมโตนาริเติบใหญ่เป็นหนุ่มมาดแมน พ่อและพี่ของเขาก็เสียชีวิตตามๆ กันด้วยโรคพิษสุราเรื้อรัง ทิ้งไว้แต่ลูกของพี่ชายเป็นไดเมียวเด็กน้อยชื่อ “โคมัตสึมารุ” โมโตนาริจึงได้กลายเป็นผู้ดูแลของหลานและเป็นผู้บัญชาการตระกูลไปด้วย

ณ ตอนนั้นเอง ไดเมียวแคว้นเพื่อนบ้านเห็นว่าตระกูลโมริกำลังอ่อนแอ เพราะช่วงเปลี่ยนผ่านอำนาจผู้นำ จึงยกพลจำนวน 4,000 คนมาโจมตี ซึ่งทางฝั่งของโมโตนาริกลับรวมทหารได้เพียง 1,000 คนเท่านั้น!

เขาจึงปลุกใจทหารด้วยการนำถังใหญ่มาใบหนึ่ง พูดปลุกใจทหารว่า “เอาไว้ใส่หัวศัตรู” ทำให้พวกไพร่พลมีกำลังใจ ยืนปักหลักต้านทัพใหญ่อย่างทรหด ในที่สุดทหารฝ่ายโมริก็ยิงธนูถูกแม่ทัพใหญ่ศัตรูตาย ทำให้พวกข้าศึกแตกหนี โมโตนาริจึงไล่ตัดหัวข้าศึกจำนวนมากมาใส่จนเต็มถังได้จริงๆ ทำให้เขามีชื่อเสียงเป็นที่คร้ามเกรงไปทั่วเขตตะวันตก

ช่วงเวลานั้นภูมิภาคตะวันตกมีไดเมียวตระกูลใหญ่อยู่สองตระกูล คือ “ตระกูลโออุจิ” และ “ตระกูลอะมาโกะ” ซึ่งตระกูลโมริสวามิภักดิ์อยู่กับฝั่งโออุจิ นำโดย “โออุจิ โยชิทากะ” โดยโยชิทากะนั้นพยายามซื้อตัวจักรพรรดิโกะ-นาระ ให้ย้ายราชสำนักมาอยู่เมืองตน

โมโตนาริเห็นโอกาสที่ดีจึงอาสาใช้เส้นสายของเจ้านาย ทำการส่งของขวัญไปถวายพระจักรพรรดิจนได้รับพระราชทานตำแหน่ง “อุโนะคามิ” ด้วย ที่แม้มันจะเป็นตำแหน่งลอยๆ แต่ก็ทำให้เขาได้รับความชอบธรรมในการขยายดินแดนและรวบรวมพลเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้โมโตนาริยังค่อยๆ สร้างตัวด้วยการปราบปรามพวกตระกูลย่อยที่เคยรังแกตน อีกทั้งเมื่อโคมัตสึมารุป่วยเสียชีวิต เขาก็ขึ้นเป็นใหญ่โดยสมบูรณ์ และทำการรบพุ่งพวกอะมาโกะเป็นสามารถจนเจ้านายไว้วางใจ

ต่อมาโยชิทากะถูกลูกน้องหมั่นไส้ และก่อกบฏนำโดย “สุเอะ ทากาฟุสะ” ความพีกอยู่ตรงที่ว่า… ทากาฟุสะส่งสัญญาณว่าจะกบฏกับโมโตนาริก่อน โมโตนาริก็ฟังๆ ทำเป็นเออออห่อหมก จากนั้นรอจนทากาฟุสะสังหารโยชิทากะ ล้างบางชาววังจนหมดเกลี้ยง

…โมโตนาริจึงฉวยโอกาสอ้างราชโองการพระจักรพรรดิประกาศนำทัพธรรมปราบปรามทากาฟุสะ! บอกเลยว่าเหลี่ยมหนาเต๊อะ ใครว่าซามูไรญี่ปุ่นซื่อสัตย์ภักดี ยุคนั้นมันทรยศกันเป็นว่าเล่นนะครับ…

แม้โมโตนาริจะได้ชื่อว่าเป็น “ทัพธรรม” แต่เขามีกำลังเพียง 10,000 คน ตัดภาพไปเทียบกับทากาฟุสะที่มี 30,000 คนนับว่าเสียเปรียบอย่างมาก ขุนพลคนหนึ่งจึงได้เสนอแผนให้โมโตนารินำกำลังยึด “เกาะมิยาจิมะ” ใช้เป็นฐานทัพหลัก (ปกติพวกไดเมียวจะไม่ค่อยอยากยุ่งกับเกาะดังกล่าว เพราะเป็นเกาะศาสนาและเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าอิสึกุชิมะอันศักดิ์สิทธิ์)

ตอนแรกโมโตนาริปฏิเสธแผนนี้ทันควัน เนื่องจากแม้เกาะมิยาจิมะจะมีชัยภูมิดี สามารถใช้คุมทัพเรือตีชิงเมืองชายทะเลรอบๆ ได้หมด แต่ก็มีจุดอ่อนสำคัญคือมีมุมอับป้องกันยาก

อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาคิดทบทวนไปมา กลับนึกบางอย่างได้ จึงตัดสินใจบุกเข้ายึดเกาะมิยาจิมะ และสร้างปราสาทมิยาโอะเป็นปราการอันยิ่งใหญ่สวยงาม ทากาฟุสะเห็นโมโตนาริเติบโต ก็คิดว่าหากไม่รีบยึดไว้ ตนเองอาจเสียท่าภายหลัง จึงทุ่มเทกำลังบุกตีปราสาทมิยาโอะอย่างหนัก จนพวกโมริต้องยอมทิ้งเมืองหนี

ทางทากาฟุสะได้ชัยภูมิสำคัญแล้วก็ย่ามใจ จึงนำกำลังจำนวนมากเคลื่อนย้ายมาเกาะมิยาจิมะ ใช้เป็นฐานทัพใหญ่ ซึ่งตรงตามแผนที่ขุนพลเคยเสนอแก่โมโตนาริเป๊ะ!

…หารู้ไม่ว่า นั่นเป็นกลศึก ต้องกับพิชัยยุทธที่สิบห้าในตำราไทย เรียกว่ากลยอนภูเขา…

โมโตนาริจงใจสร้างปราสาทมิยาโอะให้ป้องกันทัพจากแผ่นดินได้ดี แต่ป้องกันทัพทางทะเลไม่ได้ เขาอาศัยคืนพายุกระหน่ำในฤดูมรสุม ขนย้ายกองทัพตนเองมายังมุมอับของเกาะมิยาจิมะโดยอาศัยจ้างเรือโจรสลัด จากนั้นฝ่ายโมริบนแผ่นดินใหญ่ก็แสร้งระดมกำลังจะโจมตีทางบก หลอกให้ศัตรูขนคนรับศึกด้านหน้า ส่วนโมโตนารินำทัพใหญ่บุกเข้าตีปราสาทจากทางด้านหลัง …แผนจีเนียสมาก…

ทั้งสองฝ่ายสู้กันอย่างนองเลือดท่ามกลางฉากหลังอย่าง “โทริอิกลางน้ำ” อันมีชื่อเสียง สมรภูมินี้จบลงด้วยชัยชนะอย่างเด็ดขาดของฝ่ายโมโตนาริ พวกเขาตีจนทัพข้าศึกแตกตายว่ายน้ำหนี ส่วนทากาฟุสะเองก็ถูกบีบจนต้องฆ่าตัวตายตามนายเก่าไป รวมถึงเมื่อรบชนะแล้วโมโตนาริก็ใช้ความชอบธรรมของจักรพรรดิยึดเอาดินแดนเก่าของตระกูลโออุจิมาครอบครอง

จากนั้นโมโตนาริก็รวมกำลังบุกไปเอาชนะพวกอะมาโกะ จนรวบรวมภูมิภาคตะวันตกเป็นหนึ่งเดียวได้สำเร็จ …ส่งผลให้โมโตนาริกลายเป็นไดเมียวทรงอำนาจที่สุดคนหนึ่งในยุคเซนโงคุ

อีกเรื่องเล่าชื่อดังของโมโตนาริคือ “ปรัชญาไลฟ์โค้ชแห่งความสามัคคี” โดยเขามีลูกชายเป็นนักรบหลายคน จึงสอนพวกลูกๆ ว่า “ธนูดอกเดียวหักได้ง่าย แต่ธนูหลายดอกรวมกันไม่อาจหักได้ พวกเจ้าจงสามัคคีกันเหมือนมัดธนูเถิด”

พวกลูกๆ ฟังแล้วก็ซาบซึ้งในหัวใจ และต่างน้อมเอาคำสอนพ่อมาใช้ แม้ตัวของโมโตนาริจะแก่ตายไปในปี 1571 ก็ตาม แต่คำสอนของเขา มันก็ช่วยธำรงให้ตระกูลโมริครองความเป็นใหญ่สืบมา

ข้อมูลเพิ่มเติม : จะสังเกตได้ว่าชื่อตอนเด็กกับตอนโตของโมโตโนรินั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากยุคนั้นชนชั้นสูงญี่ปุ่นอาจเปลี่ยนชื่อได้ในหลายโอกาส เช่น เปลี่ยนเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่, บวชเรียน, แต่งงาน, ประสบความสำเร็จในอะไรบางอย่าง หรือพูดง่ายๆ การเปลี่ยนชื่อเหมือนการเก็บ “Achievement” นั่นแหละ

ด้วยเหตุนี้คนๆ หนึ่งอาจมีถึง 5 – 6 ชื่อ สำหรับชื่อที่เรารู้จักในปัจจุบันนั้น มันเป็นข้อตกลงของนักประวัติศาสตร์ว่าจะเรียกกันแบบนี้ เพื่อให้สามารถเข้าใจบริบททางประวัติศาสตร์ได้อย่างชัดเจนนั่นเอง

#TWCHistory #TWCJapan