เป็นที่รู้กันดีว่าอิสราเอลตั้งขึ้นมาเป็น “รัฐของชาวยิว” และที่มาของอิสราเอลซึ่งสัมพันธ์กับการชิงแผ่นดินไปจากผู้อยู่อาศัยเดิมที่เป็นอาหรับมุสลิมนั้นก็ได้ทำให้มุสลิมส่วนใหญ่มองอิสราเอลและผู้สนับสนุนในแง่ลบ
…และปฏิเสธไม่ได้ว่าบางส่วนถึงกับปรารถนาให้ลบอิสราเอลออกจากแผนที่โลกไปเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการต่อสู้ระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ หรือยิวกับอิสลามเพียงมิติเดียวเท่านั้น
เพจ The Wild Chronicles เคยนำเสนอเรื่องราวของ “ยิวที่ต่อต้านไซออนิสต์” ไปแล้ว พวกเขาคือคนที่เชื่อว่ายิวไม่ควรกลับมายังแผ่นดินพันธสัญญาก่อนพระเมสิยาห์จะปรากฏ รวมทั้งประณามการกระทำของรัฐอิสราเอลต่อชาวปาเลสไตน์ นับได้ว่าเป็นผู้ยืนหยัดต่อความเชื่อของตัวเองแม้เป็นเสียงส่วนน้อย
แต่ทางมุสลิมเองก็มีกลุ่มที่สนับสนุนอิสราเอล บางคนหาญกล้าถึงกับเรียกตนเองว่า “ไซออนิสต์” เลยทีเดียว!
พวกเขาเป็นใคร? มีแนวคิดอย่างไร? เราจะมาทำความรู้จักกับพวกเขากันในโพสต์นี้ครับ
เกริ่นก่อนว่า “ลัทธิไซออนิสต์” หมายถึงลัทธิที่ต้องการสร้างรัฐของชาวยิวขึ้นมาโดยเฉพาะในดินแดนปาเลสไตน์ โดยก่อนหน้านั้นยิวไม่มีประเทศของตัวเองกว่า 2 พันปี และมีปัญหาที่แม้พยายามกลมกลืนกับสังคมฝรั่งแล้วยังไม่วายถูกกดขี่เบียดเบียนต่างๆ แนวคิดนี้มาถึงจุดพีคในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ชาวยิวที่รอดชีวิตจากเงื้อมมือนาซีอพยพออกจากยุโรปไปยังปาเลสไตน์ระลอกใหญ่
นับตั้งแต่ยุคกลาง พื้นที่ปาเลสไตน์อยู่ในการปกครองของจักรวรรดิออตโตมันซึ่งเป็นชาวเติร์ก ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 อังกฤษรบกับจักรวรรดิออตโตมัน จึงดึงอาหรับที่อยู่ในอาณัติของออตโตมันมาเป็นพวก โดยสัญญาว่าจะให้อาหรับมีเอกราชจากออตโตมัน
แม้อังกฤษจะออก “ปฏิญญาบัลโฟร์” รับรองปาเลสไตน์เป็นมาตุภูมิของชาวยิวแล้ว แต่ผู้นำอาหรับในยุคแรกๆ หลายคนก็ยังมีท่าทีสนับสนุนลัทธิไซออนิสต์
อย่างพระเจ้าฟัยศอลที่ 1 แห่งอิรักที่เคยกล่าวว่า “พวกเราชาวอาหรับมีความเห็นใจสุดซึ้งกับขบวนการไซออนิสต์ … เราจะทำดีที่สุดเท่าที่ได้ เพื่อช่วยเหลือพวกเขาให้ตลอด เราปรารถนาต้อนรับยิวกลับบ้านอย่างอบอุ่น … ฉันมองไปข้างหน้า และประชาชนของฉันมองไปข้างหน้า ถึงอนาคตที่เราจะช่วยท่าน และท่านจะช่วยเรา เพื่อให้ประเทศที่เราสนใจร่วมกันมีพื้นที่ในชุมชนอารยชนแห่งโลกอีกครั้ง”
หรือฮัสซาน เบย์ ชูกรี อดีตนายกเทศมนตรีไฮฟา ที่กล่าวว่า “เราไม่ถือว่าชาวยิวเป็นข้าศึกที่ต้องการบดขยี้เรา ในทางกลับกัน เราถือว่าชาวยิวเป็นดั่งพี่น้องที่มีความยินดีและปัญหาเดียวกับเรา และช่วยเหลือเราในการสร้างประเทศของเราร่วมกัน”
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าการสนับสนุนลัทธิไซออนิสต์ในยุคแรกๆ นั้นเกิดขึ้นโดยชาวอาหรับเข้าใจว่าชาวยิวจะมาอยู่อาศัยในพื้นที่ของตนซึ่งเป็นรัฐอาหรับที่เกิดใหม่จากออตโตมันตามสัญญาของอังกฤษ แต่อังกฤษกลับบิดพลิ้วเอาดินแดนไปปกครองเอง และต่อมาขีดเส้นให้เกิดรัฐอิสราเอลขึ้น ดังนั้นการต่อต้านลัทธิไซออนิสต์ส่วนหนึ่งจึงเกิดมาภายหลังเพื่อต่อต้าน “จักรวรรดินิยมตะวันตก” (ไม่ต่างจากชาวไทยหลายๆ คนที่ยังผูกใจเจ็บกับเจ้าอาณานิคมอังกฤษและฝรั่งเศสในช่วงศตวรรษที่ 19)
แต่ถึงแม้ชาวอาหรับและมุสลิมส่วนใหญ่จะมีแนวคิดต่อต้านไซออนิสต์ไปแล้ว หากยังคงเหลือบางส่วนที่ยังมีแนวคิดสนับสนุนลัทธิไซออนิสต์อยู่ และในอิสราเอลยังมีพลเมืองมุสลิมอยู่หลายกลุ่ม
กลุ่มหนึ่งคือชาวเบดูอินที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับยิวมาช้านาน อย่างชีคฮุสเซน โมฮัมเหม็ด อาลี อาบู ยุสเซฟ ที่นำกองกำลังเผ่าของตน 60 คนมาร่วมรบกับกองกำลังไซออนิสต์มาตั้งแต่ปี 1946 เขาเคยกล่าวว่า “ในอัลกุรอานก็เขียนอยู่ไม่ใช่หรือว่าความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านนั้นก็เป็นที่รักไม่ต่างจากญาติพี่น้อง มิตรภาพของเรากับยิวย้อนไปหลายปีดีดัก เรารู้สึกว่าเราสามารถเชื่อใจพวกเขาได้ และพวกเขาก็เรียนรู้จากเราเช่นกัน”
ปัจจุบันสัดส่วนชาวเบดูอินคิดเป็น 12% ของชาวอิสราเอลเชื้อสายอาหรับทั้งหมด นอกจากนี้ถึงแม้กฎหมายจะไม่บังคับให้ต้องเกณฑ์ทหาร แต่ก็มีชาวเบดูอินสมัครเข้ากองทัพอิสราเอลถึงราว 5-10% ของประชากรถึงวัยเกณฑ์ทหารทุกปี
กลุ่มต่อมาคือชาวเซอร์แคสเซียที่รอดชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จากยุคจักรวรรดิรัสเซีย พวกเขามีความใกล้ชิดกับยิวและร่วมรบกับกองกำลังไซออนิสต์ในสงครามปี 1948-1949 ปัจจุบันเป็นชนกลุ่มน้อยหนึ่งในอิสราเอลและได้รับความเป็นอยู่ที่ดี ส่วนกฎหมายบังคับให้ชายเกณฑ์ทหาร
อีกกลุ่มหนึ่งคือชาวดรูซ (Druze) ซึ่งจริงๆ เป็นศาสนาอิสลามที่ผสมๆ กับศาสนาฮินดูและปรัชญากรีก เกิดขึ้นในอียิปต์ช่วงศตวรรษที่ 10 แต่พวกเขามักเรียกตัวเองว่ามุสลิมเพื่อความปลอดภัย ชาวดรูซได้ร่วมรบกับไซออนิสต์ในสงครามปี 1948 เช่นกัน
และหลังจากนั้นมีชาวดรูซเข้าร่วมกองทัพอิสราเอลอยู่เรื่อยๆ จนถึงกับมีคำกล่าวว่า ทหารยิวกับบรูซมี “กติกาเลือด” ต่อกัน (อารมณ์คล้ายๆ พี่น้องร่วมสาบาน) ชาวดรูซยังตั้งองค์การไซออนิสต์ขึ้นในปี 1973 เพื่อให้ชาวดรูซสนับสนุนรัฐอิสราเอล และในปี 2007 ผู้นำท้องถิ่นคนหนึ่งยังเคยกล่าวว่า ชะตากรรมของชาวดรูซและเซอร์แคสเซียผูกพันกับรัฐอิสราเอล “นี่เป็นสัญญาเลือด และเป็นข้อตกลงของการอยู่อาศัย เราไม่เต็มใจสนับสนุนการแก้ไขสภาพของรัฐนี้ ซึ่งเราผูกชะตาไว้กับมันนับตั้งแต่การก่อตั้งแล้ว”
นอกจากมุสลิมในอิสราเอลแล้ว ยังมีมุสลิมจากประเทศอื่นอีกไม่น้อยที่มีแนวคิดสนับสนุนอิสราเอลหรือไซออนิสต์ ชนชาติมุสลิมที่รบกับอาหรับอย่างเคิร์ดและเบอร์เบอร์ได้สนับสนุนรัฐอิสราเอล อย่างรามิน อาร์ติน จากสมาคมการศึกษาเคิร์ด-อเมริกัน กล่าวว่า การสร้างรัฐอิสราเอล “สร้างความรำคาญให้กับฟาสซิสต์ที่อยากทำลายรัฐยิวมาตลอด”
ผู้นำศาสนาอิสลามหลายคนยังเคยตีความคัมภีร์อัลกุรอานว่าแผ่นดินอิสราเอลเป็นของชาวยิวที่พระเป็นเจ้าสัญญาไว้
อิหม่าม อับดุล ฮาดี ปาลาสซี จากสมัชชามุสลิมอิตาลี ระบุว่า “อัลกุรอานเจาะจงว่าแผ่นดินอิสราเอลเป็นมาตุภูมิของชาวยิว พระเป็นเจ้าทรงมอบแผ่นดินนั้นแก่พวกเขาเป็นมรดกและสั่งให้พวกเขาอาศัยอยู่ในนั้น นอกจากนี้ยังประกาศว่าก่อนกาลอวสาน ชาวยิวจะมาจากชาติต่างๆ เพื่อทวงคืนการครอบครองมรดกของพวกเขา ใครที่ปฏิเสธข้อนี้เท่ากับปฏิเสธอัลกุรอานด้วย”
โดยข้อความจากคัมภีร์อัลกุรอานที่นักวิชาการอิสลามมักยกขึ้นมาสนับสนุนข้อสรุปนั้นประกอบด้วยอัลกุรอาน 5:21 (โมเสสกล่าวว่า) “โอ้ประชาชาติของฉัน จงเข้าไปในแผ่นดินอันบริสุทธิ์ (หมายถึงอิสราเอล) ที่อัลลอฮฺได้ทรงกำหนดให้แก่พวกท่านเถิด และจงอย่าหันหลังของพวกท่านกลับ เพราะจะทำให้พวกท่านกลับกลายเป็นผู้ขาดทุน”
และอัลกุรอาน 17:104 “และเราได้กล่าวแก่วงศ์วานของอิสรออีลหลังจากเขาว่า จงพำนักอยู่ในดินแดนนี้ ดังนั้นเมื่อสัญญาแห่งวันอาคิเราะฮฺได้มาถึง เราจะนำพวกเจ้าทั้งหมดมารวมไว้ด้วยกัน”
ในเรื่องนี้มีมุสลิมบางคนถึงกับประกาศตัวว่าเป็นไซออนิสต์ อย่างเออร์ชาด มานจี นักเขียนชาวแคนาดาซึ่งเกิดที่ยูกันดา ที่กล่าวหารัฐอาหรับว่าขัดขวางทุกความพยายามในการแก้ปัญหา คือประเทศเหล่านี้ “ให้การสนับสนุนอย่างดีต่อมือระเบิดฆ่าตัวตายและครอบครัว” แต่ไม่ยอมช่วยผู้ลี้ภัยที่ต้องการความช่วยเหลือ
หรือกวันตา อาห์เหม็ด แพทย์ชาวอังกฤษ-อเมริกัน ที่กล่าวว่า “แผ่นดินอิสราเอลเป็นที่พักพิงสำคัญ ที่พักพิงเดียว จากลัทธิต่อต้านยิวที่ต้องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ … ถ้าเราใส่ใจมนุษยชาติสักนิด เราทุกคนจะต้องเป็นนักลัทธิไซออนิสต์และต้องการให้ชาวยิว ชาวอิสราเอล มีในสิ่งที่มุสลิมมีอยู่แล้ว นั่นคืออนาคต ประเทศและศรัทธาที่ปลอดภัย”
ผู้นำประเทศมุสลิมที่สนับสนุนอิสราเอลก็มี อย่างอดีตประธานาธิบดีอับดูร์ระฮ์มัน วาฮิดแห่งอินโดนีเซียซึ่งกล่าวว่าโลกอิสลามควรเริ่มตระหนักและรับรู้ถึงสิทธิการมีอยู่และมั่งคั่งของอิสราเอล เขาให้สัมภาษณ์ในปี 2004 ว่า “ผมคิดว่ามันมีทัศนะผิดๆ ว่าอิสลามขัดแย้งกับอิสราเอล นี่มันเกิดจากโฆษณาชวนเชื่อของอาหรับ […] อิสราเอลขึ้นชื่อว่าเป็นชาติที่นับถือพระเจ้าและศาสนาอย่างสูง ไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะต้องต่อต้านอิสราเอลเลย”
หรือในระดับประชาชนทั่วไปก็มีการเปลี่ยนมุมมองความคิดของมุสลิมต่ออิสราเอลไม่น้อย โดยเฉพาะหลังข้อตกลงอับราฮัมในปี 2020 ที่อิสราเอลสถาปนาความสัมพันธ์กับยูเออีกับบาห์เรน ที่ทำให้ชาวอาหรับที่มีใจสนับสนุนอิสราเอลกล้าเปิดตัวมากขึ้น ทำให้มีอินฟลูเอนเซอร์มุสลิมใช้สื่อโซเชียลในการเผยแผร่มุมมองที่ดีต่ออิสราเอล มีมุสลิมอาหรับเดินทางไปอิสราเอลและเล่าว่าชาวอิสราเอลก็เป็น “คนปกตินิสัยดี” ไม่ใช่ผู้ร้ายตามที่สื่อเล่า
…ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของมุสลิมผู้เรียกตัวว่าเป็นผู้สนับสนุนปาเลสไตน์หรือ “มุสลิมไซออนิสต์” นั่นเอง และมันสะท้อนให้เห็นว่าโลกของเรามีความซับซ้อนมากกว่าขาวกับดำ หรือการแบ่งคนออกเป็นก้อนๆ แล้วเหมารวมทั้งกลุ่มว่าจะต้องคิดและปฏิบัติเหมือนๆ กันหมด
ความหลากหลายทางความคิดในโลกยุคใหม่ที่ต่างฝ่ายต่างยกเหตุผลมาสนับสนุนสิ่งที่ตัวเองเชื่อนี้เองที่จะเป็น “สัจธรรม” ของโลกต่อไปในอนาคต และนี่คือเหตุผลที่เรื่องนี้สมควรถูกหยิบยกมากล่าวถึงเพื่อป่าวประกาศว่าพวกเขาเหล่านี้มีตัวตนอยู่จริงๆ!
#TWCHistory #TWCIsrael #TWC_Cheeze
0 Comment