หากกล่าวถึง “จักรพรรดิเนโร” แห่งจักรพรรดิโรมัน วีรกรรมอันบ้าคลั่งที่ผู้คนต่างจดจำได้คงหนีไม่พ้นเรื่อง การกล่าวหาว่าเขาเป็นผู้เผากรุงโรม หรือ การนั่งดูกรุงโรมที่กำลังลุกไหม้เป็นแน่
แต่ในอีกหลายเรื่องราวของเขาก็ช่างบ้าคลั่งไม่ต่างกันเลยเช่นเรื่องราวของ “ความรัก”
ความรักของเขาช่างบ้าคลั่งเกินกว่าคำนิยามใดๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งหญิงที่เขาหลงใหล เขายอมทำแทบทุกสิ่งไม่เว้นแม้แต่การพรากชีวิตมเหสีองค์แรกของตนเอง
อย่างไรก็ตามเรื่องราวของเขาและเธอไม่ได้ลงเอยกันด้วยดี แต่กลับกลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งหนึ่งที่ช่างน่าเวทนาเสียจริง
นี่คือเรื่องราวของ “จักรพรรดิเนโร” จักรพรรดิโรมันสุดบ้าคลั่ง และ โปปพีอา ซาบีนา ราชินีผู้ทะเยอทะยาน
เรื่องราวความรักของเขาและเธอจะเป็นอย่างไร ติดตามรับชมไปพร้อมกันครับ..
_____________________________________
1️⃣. จักรพรรดิเนโร (Nero Claudius Caesar Augustus Germanicus) คือจักรพรรดิที่ขึ้นครองราชย์เมื่อปี 54 หลังการเสียชีวิตของจักรพรรดิไคลูดิอุส เขาได้รับการสนับสนุนให้ขึ้นเป็นจักรพรรดิโดยแม่ของตนเอง เนโรถึงขั้นแต่งงานกับลูกสาวของจักรพรรดิไคลูดิอุส เพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตนเองในฐานะจักรพรรดิอีกด้วย
เนโรขึ้นครองราชย์ด้วยวัยเพียง 16 ปีเท่านั้น โดยในช่วงแรกของการขึ้นเป็นจักรพรรดิเขามีที่ปรึกษาสำคัญกว่า 3 คน ได้แก่ เซเนกา (นักปรัชญา), บุร์รุส (ผู้บัญชาการกองทหารรักษาพระองค์), และอักริปปีนา ผู้เป็นมารดา แต่หลังจากเขาได้สถาปนาอำนาจอย่างมั่นคงแล้ว เนโรก็ค่อยๆ กำจัดอิทธิพลของบุคคลเหล่านี้ออกไปทีละคน รวมถึงสั่งประหารแม่ของตนเองด้วย
เนโรเป็นจักรพรรดิที่มีบุคลิกหลากหลาย มีความสนใจด้านศิลปะ ดนตรี การแสดง และกีฬา โดยเขามักขึ้นแสดงละครร้องเองและชอบแข่งขันกีฬาแบบกรีก ซึ่งในสายตาของชนชั้นสูงโรมันถือว่าไม่เหมาะสมกับฐานะจักรพรรดิ
ตลอดรัชสมัยของเขา มีเหตุการณ์สำคัญหลายประการ เช่น เหตุการณ์ไฟไหม้กรุงโรมในปี 64 ซึ่งเนโรถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้วางเพลิง หรืออย่างน้อยก็เพิกเฉยต่อเหตุการณ์ เขาเป็นจักรพรรดิองค์แรกที่มีบันทึกว่าเขาได้สั่งประหารชาวคริสต์ไปมากมายเพื่อลดแรงกดดันทางการเมือง
2️⃣. โปปพีอา ซาบีนา (Poppaea Sabina) เธอเกิดเมื่อประมาณปี 30 ในครอบครัวชนชั้นสูงของกรุงโรม แม้พ่อของเธอจะถูกประหารจากความเกี่ยวพันทางการเมือง แต่ตระกูลของแม่ยังคงรักษาสถานะอยู่ได้ ทำให้โปปพีอามีโอกาสได้รับการศึกษาที่ดีและเลี้ยงดูในแวดวงชนชั้นสูงของจักรวรรดิโรมันตั้งแต่วัยเยาว์
ซาบีนามีชื่อเสียงในหมู่ชนชั้นสูงโรมันว่าเป็นหญิงสาวที่ “งดงามอย่างร้ายกาจ” นักประวัติศาสตร์อย่าง ตากิตุส (Tacitus) กล่าวถึงเธอว่าเป็นผู้มีรูปลักษณ์อันล้ำเลิศ ผิวขาว ดวงตาคม และบุคลิกสง่างาม ทว่าเบื้องหลังความงามนั้นคือสติปัญญาเฉียบแหลมและความสามารถในการโน้มน้าวใจผู้คนให้คล้อยตามได้
เธอมีวาจาที่มีวาทศิลป์ และรู้วิธีใช้ความงามควบคู่กับการวางตัวที่ดีเพื่อสร้างความประทับใจในราชสำนัก ทำให้เหล่าขุนนางและผู้ว่าการหลายคนต่างเกรงใจหรือหวั่นไหวเมื่อได้พบเธอ
ซาบีนามีสามีคนแรกของเธอเป็นข้าราชการระดับสูงในจักรวรรดิ หลังการหย่าครั้งแรก เธอก็แต่งงานกับออโธ (Otho) ขุนนางหนุ่มผู้ใกล้ชิดจักรพรรดิเนโร (ซึ่งต่อมาออโธจะกลายเป็นจักรพรรดิองค์หนึ่งหลังการตายของเนโร)
ในช่วงที่เป็นภรรยาของออโธนี้เองที่ซาบีนาได้มีโอกาสเข้าใกล้จักรพรรดิเนโร และใช้เสน่ห์ ความเฉลียวฉลาด และความเข้าใจในธรรมชาติของเนโรเพื่อสร้างความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเขา
3️⃣. ในช่วงแรกของความสัมพันธ์ ซาบีนายังมีสถานะเป็นภรรยาคนอื่น แต่เนโรกลับหลงเธออย่างหนัก ถึงขั้นสั่งให้ ออโธ ถูกส่งไปประจำที่แคว้นลูซิเตเนีย ( ปัจจุบันคือโปรตุเกสตอนใต้) โดยอ้างว่าเป็นการแต่งเพื่องานราชการ ทั้งที่ความจริงแล้วคือการ “กำจัดสามีของหญิงที่ตนหลง” ออกจากวัง
หลังจากนั้น เนโรก็เริ่มลดบทบาทของออคตาเวียลงในราชสำนัก ขณะเดียวกันก็มอบตำแหน่งและสิทธิพิเศษต่างๆ ให้กับซาบีนาอย่างเงียบๆ จนเธอกลายเป็นผู้หญิงที่มีอิทธิพลมากที่สุดในวัง แม้ยังไม่มีสถานะทางการอย่างเป็นทางการก็ตาม
4️⃣. ดั่งกิ่งทองใบหยก ซาบีนาก็มีความทะเยอทะยานที่ต้องการจะขึ้นเป็นจักรพรรดินีแห่งจักรวรรดิโรมัน หนึ่งในอุปสรรคสำคัญคือ คลอเดีย ออคตาเวีย (Claudia Octavia) พระมเหสีองค์แรกของจักรพรรดิเนโร ซึ่งแม้จะเป็นธิดาของจักรพรรดิไคลูดิอุสและได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่ประชาชน แต่ก็ไม่อาจต้านอิทธิพลและเล่ห์กลของซาบีนาได้
ซาบีนาใช้ทั้งเสน่ห์และกลอุบาย ยุยงให้เนโรเกิดความคลางแคลงใจในตัวออคตาเวีย เนโรเชื่อว่าการที่ตนไม่มีทายาทสืบสกุลนั้นเป็นผลจากความ “เป็นหมัน” ของออคตาเวีย เมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวย เนโรจึงหย่าขาดจากออคตาเวียและเนรเทศเธอไปยังเกาะแพนเดอทาเรีย โดยตั้งข้อกล่าวหาว่าเธอเป็นชู้กับแม่ทัพคนสนิท
การกระทำนี้สร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงในหมู่ประชาชน กรุงโรมเต็มไปด้วยเสียงประณามและการชุมนุมสนับสนุนออคตาเวียอย่างเปิดเผย ทำให้เนโรรู้สึกว่าตำแหน่งของตนเองกำลังสั่นคลอน
ท้ายที่สุด เนโรจึงตัดสินใจลงโทษขั้นเด็ดขาด ด้วยการสั่งประหารชีวิตออคตาเวียอย่างโหดร้าย โดยมีบันทึกระบุว่าเธอถูก “ตัดเส้นเลือด” แล้ว “รมไอน้ำจนเสียชีวิต” ในห้องอบไอน้ำร้อนบนเกาะที่เธอถูกเนรเทศ
5️⃣. หลังการสิ้นพระชนม์ของมเหสีออคตาเวีย เนโรจึงไม่มีอุปสรรคใดขัดขวางการแต่งงานกับซาบีนาอีกต่อไป (สามีของเธอบทหายไปเลยจนกระทั่งเนโรเสียชีวิต)
พิธีสมรสของเนโรและซาบีนาจัดขึ้นในปี ค.ศ. 62 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่ออคตาเวียถูกประหาร การแต่งงานทำให้ซาบีนาขึ้นเป็นจักรพรรดินีของจักรวรรดิโรมัน อันเป็นความใฝ่ฝันสูงสุดของเธอในที่สุด
ซาบีนาได้รับสิทธิพิเศษอย่างมาก ทั้งในด้านตำแหน่งพิธีการ และอิทธิพลทางการเมือง เธอถูกยกย่องในราชสำนักและพิมพ์เธอในเหรียญกษาปณ์ว่าเป็น ออกุสต้า (Augusta) ซึ่งเป็นตำแหน่งกิตติมศักดิ์สูงสุดของสตรีในราชวงศ์โรมัน อันแสดงถึงความเป็นที่โปรดปรานในตัวซาบีนาของเนโร
6️⃣. แม้ดูเหมือนเนโรจะหลงรักซาบีนาอย่างสุดหัวใจ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับซาบีนานั้นก็ไม่ได้หวานชื่นเหมือนในละครหลังข่าวภาคค่ำแต่อย่างใด หากแต่เต็มไปด้วยความไม่มั่นคง ความหึงหวง และอารมณ์รุนแรงที่ปะทุอยู่ตลอดเวลา
7️⃣. เนโรในช่วงปลายรัชสมัยของพระองค์ เขาเริ่มมีพฤติกรรมที่ค่อยๆ ถลำเข้าสู่ความบ้าคลั่งและความโหดร้ายมากขึ้นเรื่อยๆทุกวัน แม้เขาจะรักซาบีนาอย่างหมดหัวใจ แต่ก็มีนิสัยรุนแรงและควบคุมตนเองไม่ได้อย่างสิ้นเชิงเมื่อเกิดอารมณ์โมโห โดยเฉพาะเวลาที่ซาบีนาขัดใจหรือแสดงความไม่พอใจต่อพฤติกรรมของเขา
8️⃣. และด้วยการควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ได้ของเนโรนี้เองที่อาจนำมาซึ่งการเสียชีวิตของซาบีนาในปี 65 ซึ่งมีหลายเวอร์ชันมากเนื่องจากสาเหตุการตายของซาบีนายังไม่ชัดเจน แต่ทุกเวอร์ชั่นล้วนสะท้อนถึงลักษณะความรุนแรงในความสัมพันธ์ของทั้งสอง โดยเวอร์ชันที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคือ
เวลานั้นซาบีนากำลังตั้งครรภ์ลูกคนที่สาม แต่เธอกลับเกิดมีปากเสียงกับเนโรอย่างรุนแรง ทำให้เนโรที่กำลังขาดสติจากอารมณ์โกรธ ใช้เท้าถีบท้องของเธออย่างแรงหลายครั้ง จนเป็นเหตุให้เธอแท้งลูกและเสียชีวิตในที่สุด
9️⃣. หลังการตายของ ซาบีนา สภาพจิตใจของจักรพรรดิเนโรก็ได้เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล เขาดำดิ่งเหมือนถูกหลอกหลอนจากเรื่องราวในอดีต มีแต่ความเศร้าและความบ้าคลั่งที่คาดเดาไม่ได้ แม้เขาจะเป็นต้นเหตุของการตายของเธอเอง แต่ความรู้สึกผิดกลับไม่ได้นำเขาไปสู่การสำนึกผิดในแบบของคนปกติ แต่กลายเป็นความวิปริตทางจิตที่ออกมาในรูปแบบพฤติกรรมสุดประหลาด
🔟. บางคืนเขานั่งอยู่ลำพังและมีการพูดคุยกับเงามืดที่เขาเชื่อว่าเป็นซาบีนา เขาถึงกับสั่งให้สร้าง “ตัวแทน” ของซาบีนาขึ้น โดยจับชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อ “สปอรัส” (Sporus) มาแต่งตัวให้เหมือนซาบีนาทุกกระเบียดนิ้ว ไม่ว่าจะเป็นทรงผม การแต่งหน้า หรือแม้กระทั่งการตอนอัณฑะของสปอรัส แล้วจัดพิธีสมรสกับเขาอย่างเป็นทางการกลางราชสำนัก
((( เนโรเรียกสปอรัสว่า “ซาบีนา” ด้วยซ้ำ!! )))
1️⃣1️⃣. เรื่องอื้อฉาวต่างๆของเนโร ทำให้เหล่าขุนนาง ชนชั้นสูง และประชาชนจำนวนมากเริ่มหมดความอดทนกับพฤติกรรมอันเหลวแหลกของเนโร การบริหารราชการแผ่นดินตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ทรัพย์สินรัฐถูกใช้ไปกับงานฉลอง การแสดงโอเปราของเนโร และมัวเมาในความบันเทิงส่วนตัว ในขณะที่เศรษฐกิจของจักรวรรดิย่ำแย่ และความไม่พอใจเริ่มปะทุขึ้นทั่วทั้งจักรวรรดิโรมัน
1️⃣2️⃣. สุดท้ายสภาโรมันก็ไม่ทนกับเรื่องนี้อีกต่อไป สภามีมติถอดถอนเนโรและตัดสินให้เขาเป็น “ศัตรูของรัฐ” สุดท้าย เนโรหลบหนีไปยังบ้านของอดีตทาสผู้ซื่อสัตย์ และตัดสินใจปลิดชีพตนเองด้วยการแทงคอตัวเองจนสิ้นใจในปี 68 ในวัยเพียง 30 ปีเท่านั้น..
_____________________________________
#TWCHistory #TWCItaly #TWC_Salmon
อ้างอิง :
historyextra(ดอท)com/period/roman/sporus-nero-wife/
worldhistory(ดอท)org/Poppaea_Sabina/
en(ดอท)wikipedia(ดอท)org/wiki/Nero
en(ดอท)wikipedia(ดอท)org/wiki/Claudia_Octavia
en(ดอท)wikipedia(ดอท)org/wiki/Poppaea_Sabina
en(ดอท)wikipedia(ดอท)org/wiki/Sporus
0 Comment